Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วเครียดปัญหาเรื่องเงิน

ความเครียดต่างๆในช่วงที่ตั้งครรภ์สามารถส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ โดยก็มีคุณแม่หลายๆท่านที่เครียดเรื่องของเงินทองไม่อาจจะมีไม่พอที่จะสนับสนุนการเลี้ยงดูลูกน้อย ซึ่งหลายๆคนเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ก็จะเริ่มคิดเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลลูก และการซื้อของเพื่อมาเลี้ยงลูกความเครียดของคุณแม่สามารถส่งผลอะไรกับทารกในครรภ์ได้บ้างนะ?ผลกระทบต่อความเครียดในช่วง 9 เดือนที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰 คุณแม่อาจพบว่าตนเองมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ฮอร์โมน และความกังวลต่างๆ รวมถึงบางคนก็มีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคุณแม่มีความเครียดก็จะส่งผลให้ลูกมีการเติบโตที่ล่าช้า😔 หรือมีโอกาสให้เกิดการแท้ง หรือ มีการติดเชื้อในครรภ์ได้สูงขึ้น เพราะเมื่อเครียดร่างกายจะหลี่งฮอร์โมนและสารเคมีแห่งความเครียดออกมา ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงทารกน้อยลง เนื่องจากเกิดการหดตัวของเส้นเลือดที่ไปยังรกและมดลูกนั่นเองค่ะผลการรายงานพบว่าหากคุณแม่มีความเครียดระหว่างที่ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดทารกออกมา จะส่งผลให้ลูกมีอารมณ์ซึมเศร้า และจะส่งผลให้ลูกมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆในระยะยาวเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ🫀 โดยลูกจะมีความไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายอีกด้วยค่ะ ปัญหาการเงิน มีทางออกไหม?ค่าใช้จ่ายของการตั้งครรภ์และการดูแลบุตรระหว่างการตั้งครรภ์นั้น คุณแม่หลายๆท่านก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะ เช่น ค่าการฝากครรภ์ ค่ายาบำรุง ค่าหมอ👨‍⚕️ ซึ่งเมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาก็จะมีเรื่องของการเลี้ยงดูและค่าส่งไปโรงเรียน ดังนั้นก็ไม่แปลกเลยที่คุณแม่จะเกิดการคิดมาก และ ความเครียด ระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องมีความช่วยเหลือจากหน่วยงานหลายๆหน่วยงานมาช่วยลดค่าใช้จ่าย💸ของการตั้งครรภ์ และการเลี้ยงดูบุตรเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีผลกระทบความเครียดจากเรื่องของการเงินอย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความเครียด จะส่งผลกระทบกับสมอง🧠ของลูกน้อยโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนรู้และในส่วนของอารมณ์ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นออทิสติกได้มากกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้นพยายามอย่าไปเครียดนะคะ มาลดความเครียดกันเถอะ!✨ลองตรวจสอบประกันต่างและสิทธิประโยชน์ที่สามารถได้รับจากหน่วยงานต่างๆ อาจจะมีสิทธิที่คุณแม่สามารถใช้ได้โดยที่ไม่ทราบมาก่อนก็ได้ค่ะ เช่น อาจให้ฝากครรภ์🤰ฟรี หรือมีส่วนลดในการฝากครรภ์ เป็นต้น✨ลองจัดทำรายรับรายจ่าย เพื่อให้จัดการเงินเข้าเงิน💸 ออกได้ง่ายขึ้น หรือสามารถใช้เงินในส่วนไหนมาสำรองจ่ายก่อนได้หรือไม่✨พบเจอครอบครัว เพื่อนๆ หรือคุณแม่ท่านอื่นที่กำลังตั้งครรภ์เหมือนกัน บางครั้งก็ได้พูดคุยระบายความในใจอาจจะช่วยลดความเครียดได้นะคะ 

Content Image

แฟชั่นเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คนท้องก็สวยสายแฟได้!

    การเป็นแม่🤰เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ตลอดการเดินทางของการตั้งครรภ์ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์มากมาย และแง่มุมที่สวยงามอย่างหนึ่งของช่วงเวลานี้ก็คือความเปล่งประกายที่มาพร้อมกับมัน การโอบรับความงามและความรู้สึกสบายใจในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟชั่นเก๋ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ💁‍♀️ปัจจัยในการเลือกเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อร่างกายต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเสื้อผ้าที่ให้อิสระในการเคลื่อนไหว🚶‍♀️ และไม่บีบหรือบีบหน้าท้องที่กำลังเติบโต การเลือกใช้ผ้าที่มีความยืดหยุ่น เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าเจอร์ซีย์ สามารถให้ความยืดหยุ่นที่จำเป็นได้ค่ะความคล่องตัว การลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่ายไม่เพียงแต่จะทำให้คุณมีเสื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ยังช่วยให้ปรับตัวเข้ากับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย มองหาสิ่งของต่างๆ เช่น เลกกิ้งยืด เสื้อทูนิค ชุดเดรสเอวเอ็มไพร์👗 และเสื้อโอเวอร์ไซส์ที่สามารถจับคู่กับกางเกงหลายแบบได้ค่ะการรองรับ เมื่อพุงโตขึ้น เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะปวดหลังและไม่สบายตัว การเลือกเสื้อผ้าที่มีการรองรับในตัว เช่น เสื้อชั้นใน👙สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือผ้ารัดหน้าท้อง สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเหล่านี้ได้ และให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงค่ะสิ่งของที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ชุดคลุมท้องที่ใส่สบายและมีสไตล์เป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มองหาเสื้อหลวมๆ กางเกงยืด👖และเสื้อชั้นในพยุงตัวที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการตั้งครรภ์ เสื้อผ้าเหล่านี้รองรับพุงที่กำลังเติบโตของคุณ ให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ และช่วยให้คุณโอบรับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นใจค่ะหมอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ😴ในระหว่างตั้งครรภ์บางครั้งอาจเป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากรู้สึกไม่สบาย การลงทุนซื้อหมอนคนท้องที่มีคุณภาพสามารถปรับปรุงการนอนหลับของคุณได้อย่างมาก หมอนเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับร่างกายของคุณและลดแรงกดบนหลัง สะโพก และข้อต่อ การนอนหลับฝันดีไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายของคุณกระปรี้กระเปร่า แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจและความเป็นอยู่โดยรวมด้วยค่ะรองเท้าที่ช่วยพยุงตัว ขณะที่การตั้งครรภ์ดำเนินไป คุณแม่อาจมีอาการบวม ปวดเท้า และไม่สบายตัว การเลือกรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกและมีส่วนรองรับส่วนโค้งที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ👟 รองเท้าที่ใส่สบายจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับเท้าและช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ เลือกรองเท้าที่ช่วยให้เท้าของคุณแม่หายใจได้และปรับตามการเปลี่ยนแปลงขนาดค่ะผ้ารัดหน้าท้องเป็นอุปกรณ์เสริมอเนกประสงค์ที่ให้การสนับสนุนอย่างอ่อนโยนต่อหน้าท้องที่กำลังเติบโตของคุณแม่ ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ส่งเสริมท่าทางที่ถูกต้อง และลดความรู้สึกไม่สบายท้อง🤢 การสวมสายรัดหน้าท้องจะช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วยการให้การสนับสนุนและทำให้กิจกรรมในแต่ละวันจัดการได้ง่ายขึ้นค่ะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผิว เช่น ความแห้ง อาการแพ้ง่าย และรอยแตกลาย การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณรักษาผิวให้แข็งแรงและกระจ่างใส✨ มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติสูตรเฉพาะสำหรับสตรีมีครรภ์ การปรนเปรอตัวเองด้วยกิจวัตรการดูแลผิวจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและการดูแลตัวเองในช่วงเวลาพิเศษนี้ค่ะวิตามินก่อนคลอด การรับประทานวิตามินก่อนคลอดมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของทั้งคุณแม่และลูกน้อย อาหารเสริมเหล่านี้ให้สารอาหาร วิตามิน💊 และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ปรึกษากับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณแม่และเลือกวิตามินก่อนคลอดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของคุณแม่ การรู้ว่าคุณกำลังบำรุงร่างกายและลูกน้อยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อคุณยอมรับความเป็นแม่ค่ะ

Content Image

คนท้องทำ IF ได้ไหม?

     การรับประทานอาหารในระยะเวลาที่จำกัดเป็นช่วงๆ⏳ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักและไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคุณแม่ท้องรวมไปถึงคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตรนั้น🤱 มักมีคำถามขึ้นมาว่า “การทำ IF นั้นปลอดภัยต่อคุณแม่จริงไหม?’’ วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️การทำ IF คืออะไร✨Intermittent fasting (IF)การทำ Intermittent fasting หรือเรียกง่ายๆว่า IF เป็นการอดอาหารเป็นช่วงๆ ซึ่งการที่คุณแม่รับประทานอาหาร🍽️ในช่วงเวลาที่จำกัดนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินลดลง ทำให้เปลี่ยนน้ำตาลในเลือดไปเป็นไขมันลดลง และในช่วงที่ระดับของอินซูลินลดลงนั้นร่างกายจะทำการหลั่งโกรทฮอร์โมนมากขึ้น ซึ่งโกรทฮอร์โมนนั่นเองจะช่วยให้ร่างกายนำไขมันมาเผาผลาญและเพิ่มระบบเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้น 4 เหตุผลที่บอกว่าการทำ IF อันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์👉คุณแม่เสี่ยงขาดสารอาหารเนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์นั้น ทารกต้องการสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณแม่เป็นอย่างมาก หากคุณแม่ได้ทำการอดอาหารเป็นช่วงๆ หรือลดปริมาณของสารอาหารที่รับประทานเข้าไป อาจส่งผลให้ทารกได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอที่จะไปพัฒนาระบบสมอง🧠และร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต👉เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจากงานวิจัยในปี 2019 ที่ศึกษาเกี่ยวกับการอดอาหารในช่วงเดือนรอมฎอน พบว่าหากคุณแม่ทำ IF ในช่วงท้องไตรมาสที่ 2 จะทำให้มีความเสี่ยงสูงถึง 35% ที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนด🚼 ถึงแม้การวิจัยจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อศึกษาการทำ IF โดยเฉพาะ แต่ในการวิจัยนั้นได้ระบุอย่างชัดเจนว่าการทำ IF นั้นมีความเชื่อมโยงของกับการคลอดก่อนกำหนดของทารก👉ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นอีกภาวะที่น่ากังวลใจสำหรับคุณแม่ท้อง การทำ IF จะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง📉เนื่องจากคุณแม่ได้อดอาหารเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจมีผลทำให้คุณแม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ😵‍💫 หน้ามืด หรือเป็นลมได้ อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับการดิ้นของทารกในครรภ์ที่ลดลงอีกด้วยค่ะ👉ทำให้ปริมาณและคุณภาพน้ำนมลดลงเนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 4 หรือเรียกง่ายๆว่าช่วงหลังคลอดนั้นยังเป็นช่วงเวลาที่ ทารกต้องการสารอาหารที่ดีจากคุณแม่ คือ สารอาหารจากนมแม่🍼 ทำให้ร่างกายของคุณแม่ ต้องการโภชนาการที่ดีเป็นพิเศษเพื่อช่วยเสริมปริมาณน้ำนมของคุณแม่ หากคุณแม่จำกัดแคลอรี่ในการทานมากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณของน้ำนมคุณแม่ได้เป็นอย่างมากค่ะ วิธีทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแบบเฮลตี้ของคุณแม่ตั้งครรภ์💫เน้นสารอาหารที่มีประโยชน์แทนที่คุณแม่จะทำ IF หรือเข้มงวดต่อปริมาณแคลอรี่ที่ต้องกินในแต่ละวันนั้น คุณแม่ควรเน้นไปที่การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คุณแม่ควรเพิ่มการบริโภคขึ้นประมาณ 300 แคลอรี่ในแต่ละวัน และจำกัดการบริโภคคาเฟอีนที่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน และสำคัญที่สุดคือควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเสพสารเสพติดทุกชนิดในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ ตัวอย่างอาหารที่คุณแม่ควรรับประทานเพิ่ม เช่น อาหารที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง🌾 ข้าวไรซ์เบอรี่ โปรตีนที่ไม่ติดมัน เช่น โปรตีนจากเนื้อปลา🐟 รวมไปถึงผักและผลไม้ออร์แกนิค🍓ด้วยค่ะ     น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นั้นถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคุณแม่ ช่วงเพราะในช่วงตั้งครรภ์นั้นทารก👶จะต้องการสารอาหารที่ดีจากคุณแม่ผ่านทางสายสะดือ และน้ำหนักของคุณแม่จะค่อยๆลดลงหลังจากคลอดทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยววชาญเกี่ยวกับโภชนาการและการรับประทานอาหาร🍽️เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คุณแม่มีสุขภาพครรภ์ที่ดีค่ะ

Content Image

เชื้อ Group B Strep (GBS) อันตรายต่อทารกในครรภ์ไหม?

     เชื้อ Group B Streptococcus (GBS) หรือเรียกอีกชื่อว่า Streptococcus agalactiae ถือเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีความอันตรายต่อทารก👶 คุณแม่ตั้งครรภ์ 10 - 30% มีเชื้อนี้อาศัยอยู่ในลำไส้ ช่องคลอดและทวารหนัก ซึ่งปกติแล้วไม่เป็นอันตรายในช่วงที่ร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น  เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถส่งผ่านไปถึงลูกในครรภ์ได้ในช่วงทำคลอด ทางเราได้รวบรวมข้อมูลที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเรื่องการตรวจเชื้อ GBS และผลกระทบของการติดเชื้อที่มีผลต่อสุขภาพทารกมาให้ฟังค่ะลักษณะอาการของผู้ที่ติดเชื้อ GBSการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการในกรณีของคนทั่วไปที่ติดเชื้อ GBS นั้นมักจะไม่แสดงอาการออกมา เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังแข็งแรง💪การติดเชื้อที่แสดงอาการในกรณีคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อ GBS นั้นจะแสดงอาการออกมาในรูปแบบของ การมีไข้ 🤒 ปวดเมื่อยร่างกาย และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ซึ่ง คุณแม่ที่มีอาการดังกล่าวควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามไปสู่ลูกระยะของการติดเชื้อ GBS ในทารกแรกเกิดระยะที่ 1 : Early-onset GBS สำหรับระยะแรกจะแสดงอาการภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด จนถึง 6 วันแรกหลังการเกิด โรคที่พบได้คือ ปอดอักเสบติดเชื้อ 🫁  เยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด อาการในทารกมักจะไม่เฉพาะเจาะจงระยะที่ 2 :  Late-onset GBSสำหรับในระยะที่ 2 แสดงอาการภายใน 4-5 สัปดาห์หลังคลอด โรคที่พบได้บ่อยในระยะนี้ คือ การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ🧠 และการติดเชื้อเฉพาะที่ระยะที่ 3 : Late, late-onset GBS ในระยะที่ 3 นี้จะเกิดในทารกที่มีอายุมากกว่า 3 เดือน และมักจะเกิดขึ้นกับทารกที่คลอดก่อนกำหนด 🚼 (อายุครรภ์ 28 สัปดาห์) และรวมไปถึงในกรณีที่เด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องวิธีป้องกันไม่ให้ทารกติดเชื้อ GBSใช้วิธีการตรวจประจำก่อนกำหนดคลอดคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 35 -37 สัปดาห์ ควรทำการทดสอบว่ามีการติดเชื้อ GBS หรือไม่ โดยใช้วิธีการตรวจง่ายๆที่สามารถทำได้ที่บ้าน หรือสามารถให้ผดุงแพทย์เก็บตัวอย่างจากการตรวจแล้วนำไปวินิจฉัย🔬ให้คุณแม่รอฟังผลตรวจใช้วิธีรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหากคุณแม่ตรวจพบเชื้อ GBS ในระหว่างตั้งครรภ์ มีอาการเจ็บท้องคลอดก่อน 37 สัปดาห์ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส และมีร่องรอยการติดเชื้ออยู่รอบตัวทารก คุณแม่จะต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ💉เข้าทางเส้นเลือดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ GBS สู่ทารกในครรภ์     เชื้อ GBS จัดว่าเป็นภัยเงียบสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์🤰 ถึงแม้ว่าในประเทศไทยนั้นจะยังไม่มีมาตรฐานของการคัดกรองเชื้อ GBS ในโรงพยาบาลทั่วไป ทางเราแนะนำให้คุณแม่ตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง โดยการซื้อชุดตรวจ GBS ที่ใช้เทคโนโลยี Multiplex PCR (วิธีหนึ่งของ NAAT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาเชื้อ หากพบความผิดปกติเบื้องต้น คุณแม่สามารถเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ทารก

Content Image

อาการท้องผูกระหว่างการตั้งครรภ์

อาการท้องผูก🚽เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยคุณแม่อาจรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ไม่สบายตัว และบางท่านก็อาจเกิดความเครียดตามมา ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูวิธีป้องกันและรักษาภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์กันนะคะ🤗 อาการท้องผูก ท้องผูกขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นจากอะไร?🌟ในช่วงที่ตั้งครรภ์นั้น ร่างกายของคุณแม่จะมีการหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัวและเคลื่อนไหวช้าลง จึงทำให้ขับอุจจาระออกมาได้น้อยลงนั่นเองค่ะ🌟มดลูกของคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนไปเบียดให้โพรงลำไส้แคบลงจึงทำให้คุณแม่ขับอุจจาระออกได้ยาก🌟วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางอย่างที่คุณแม่ทานอยู่ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้อย่างเช่น แคลเซียม เป็นต้น🌟ภาวะเครียดก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท้องผูกได้นะคะ ดังนั้นทำใจสบาย ๆ แนะนำให้หากิจกรรมผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะท้องผูกขณะตั้งครรภ์อันตรายหรือไม่?อาการท้องผูกทั่วไปในขณะตั้งครรภ์มักไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณแม่หรือเด็กในครรภ์ แต่การปล่อยไว้และไม่แก้ไขอาจทำให้เกิดริดสีดวงทวารหรือลำไส้อุดตันได้😫  และบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ที่รุนแรงได้ ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตตนเองและไม่นิดนอนใจไปนะคะ👩‍⚕️วิธีจัดการภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์🌟คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง🥬 อย่างมะละกอ กล้วย ส้ม แตงโม หรืออาหารที่มีกากใยเยอะ ๆ เพราะกากใยจะช่วยอุ้มน้ำไว้ในโพรงลำไส้และกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง🌟การดื่มน้ำ🥛ยังเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ควรดื่มน้ำให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอ น้ำจะช่วยให้กากใยทำงานได้ดีขึ้น และช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี🌟การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แต่ควรเลือก วิธีออกกำลังกายที่เบา ๆ  เช่น ว่ายน้ำ🏊‍♀️ เดิน โยคะ🌟ไม่แนะนำให้ใช้ยาระบาย หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ได้ผลให้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องจากแพทย์หรือเภสัชกรนะคะ👩‍⚕️วิธีการรักษาที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรหายาระบายมาทานเองเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่ไม่ควรจะหายาระบายมาทานเองเพื่อรักษาอาการท้องผูก เพราะยาระบายบางชนิดมีผลทำให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ🌊 และเกิดการหดตัวของมดลูกจึงทำให้เกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ได้ ระวังการใช้น้ำมันมิเนอรัล รวมถึงควรระมัดระวังการใช้น้ำมันมิเนอรัล🛢️ที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระขณะที่ตั้งครรภ์ด้วย เพราะน้ำมันเหล่านี้อาจมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุได้น้อยลง ทพให้มีผลเสียต่อทั้้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อย โดยหากลองวิธีต่างๆแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นคุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและให้หมอ👩‍⚕️จ่ายยาที่ถูกต้องค่ะ 

Content Image

กางเกงรัดกล้ามเนื้อ จำเป็นสำหรับคุณแม่ท้องไหม?

     คุณผู้อ่านหลายท่านน่าจะเคยได้ยินกันมาว่าคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นควรสวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ปล่อยๆ👗 ไม่กระชับมากจนกลายเป็นแน่น ในหัวข้อนี้อาจขัดกับข้อมูลที่เคยได้ยินมา วันนี้บทความเขาเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงกางเกงรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกาย และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังสามารถสวมใส่ได้ด้วย นั่นก็คือกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั่นเองค่ะ💁‍♀️ข้อดีในแง่ของการสวมใส่โดยทั่วไป✨ผู้สวมใส่จะรู้สึกสบายตัวมากกว่าใส่กางเกงปกติ เนื่องจากเนื้อผ้าของกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นค่อนข้างบางเบา กระชับกับลำตัว ไม่ได้แน่นเกินไปแต่ก็ไม่รุ่มร่าม ระบายอากาศ🍃และระบายเหงื่อได้ดีเมื่ออากาศร้อนค่ะ✨ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของแก๊สออกซิเจนในกล้ามเนื้อกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของแก๊สออกซิเจนในกล้ามเนื้อได้ เพราะมีเนื้อผ้าและการตัดเย็บ🪡ที่กระชับ ทำให้เลือด🩸ไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อได้ดี หากสวมใส่ในตอนที่ต้องทำกิจกรรมที่ออกท่าทางมากๆ หรือสวมใส่ในระหว่างออกกำลังกาย🤾‍♀️ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายดีขึ้นค่ะ✨ช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขากางเกงรัดกล้ามเนื้อสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขา🦵ได้ อันที่จริงจากลักษณะของเนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นก็สามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อได้ทั้งขาเลยค่ะ แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณต้นขานั้นเป็นมัดที่ใหญ่ที่สุดจากทั้งขา เมื่อทำกิจกรรมที่ออกท่าทางหนักๆหรือทำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขา เดิน วิ่ง🏃‍♀️ สควอท จึงเกิดการสั่นสะเทือนและการกระเพื่อมที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นกางเกงรัดกล้ามเนื้อก็จะช่วยลดแรงตรงนี้ได้ค่ะ✨ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อหลังทำกิจกรรมกางเกงรัดกล้ามเนื้อสามารถช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อหลังทำกิจกรรมที่ต้องออกท่าทางมากๆ หรือการออกกำลังกายหนักๆ🚴‍♀️ได้ค่ะ เมื่อกล้ามเนื้อเสียหายน้อยลง กล้ามเนื้อก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม พร้อมที่จะใช้ในกิจกรรมอื่นๆต่อไปค่ะ ข้อดีสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์💫ลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดได้ กางเกงกระชับกล้ามเนื้อนั้นสามารถลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดได้อันที่จริงไม่เฉพาะเส้นเลือดขอดในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 คุณผู้หญิงโดยทั่วไปก็เช่นกัน แต่เนื่องจากคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นจะมีโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าปกติค่ะ เนื่องจากกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นมีเนื้อผ้าและรูปแบบการตัดเย็บที่กระชับกว่าเกางเกงลำลองทั่วไป มีการบีบกล้ามเนื้อของผู้สวมใส่เบาๆ จึงกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด🩸ภายในกล้ามเนื้อค่ะ💫ลดอัตราการบวมของขาในคุณแม่ตั้งครรภ์การสวมใส่กางเกงกระชับกล้ามเนื้อนั้นลดอัตราการบวมของขา🦵ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ จริงๆแล้วการบวมของอวัยวะในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้นค่อนข้างเกิดได้อย่างเป็นปกติค่ะ แต่หากสวมกางเกงกระชับกล้ามเนื้อก็จะช่วยให้การบวมค่อนข้างต่ำลงค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่ากางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นเป็นกางเกงคนละกลุ่มกับกางเกงออกกำลังกายทั่วไปหรือกางเกงโยคะที่เรารู้จักกัน และถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นว่าคุณแม่จะต้องมีหรือต้องสวมใส่ แต่ก็สามารถเลือกสวมใส่ได้ ไม่ได้อันตรายอะไรแถมยังเกิดประโยชน์อีกด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰แต่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ต้องออกท่าทางหนักๆ หรือไม่ได้ออกกำลังกายอะไร อาจเลือกที่จะไม่ใส่ได้ แต่กับคุณแม่ที่ยังออกกำลังกาย🏋️‍♀️เป็นประจำแม้ในช่วงตั้งครรภ์ การสวมใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อไปด้วยก็นับเป็นข้อแนะนำค่ะ

Content Image

3 วิธีกำจัดใต้วงแขนดำระหว่างและหลังคลอด

     คุณผู้หญิงบางท่านที่กำลังเป็นคุณแม่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องใต้วงแขน บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆหลังตั้งครรภ์ตนเองจึงมีผิวใต้วงแขนที่คล้ำขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นมาก่อน และจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาหรือบรรเทาลงบ้างหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำไมตั้งครรภ์แล้วใต้วงแขนจึงคล้ำ💫เกิดจากพันธุกรรมของคุณแม่เอง หากคุณผู้หญิงมีคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีลักษณะผิวใต้วงแขนค่อนข้างคล้ำ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็เสี่ยงที่จะมีผิวใต้วงแขนคล้ำขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีพันธุกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ💫เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายของคุณผู้หญิง เมื่อคนเราตั้งครรภ์สมดุลฮอร์โมน🧬ของเราจะเปลี่ยนไปจากปกติตามธรรมชาติอยู่แล้ว โดยฮอร์โมนกลุ่มที่เกี่ยวข้องนั้นมีหลายตัวประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่นฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงอีกตัวที่สำคัญ หรือฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มาจากรกของคุณแม่เอง จะทำให้บริเวณข้อพับ เช่น ข้อศอก เข่า ขาหนีบ🦵 คอ และผิวใต้วงแขนมีสีที่คล้ำขึ้น จนไปถึงมีอาการคันและมีกลิ่น🙊ร่วมด้วยค่ะ💫ระดับน้ำตาลในร่างกายที่สูงขึ้นช่วงที่ตั้งครรภ์คุณแม่อาจมีระดับน้ำตาลในร่างกายที่สูงขึ้นค่ะ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือด🩸สูงขึ้น ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องหลั่งเจ้าฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่าอินซูลินมาจัดเก็บน้ำตาล🍰เหล่านั้นเก็บเข้าเซลล์ในร่างกาย เพื่อให้เซลล์นำน้ำตาลไปย่อยเป็นพลังงานต่อ แต่การที่อินซูลินสูงขึ้นนั้นมักส่งผลให้การผลิตเม็ดสีของผิวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เมื่อเม็ดสีมีจำนวนมากขึ้นจึงทำให้บางบริเวณของร่างกายมีสีคล้ำขึ้น เช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ💫เกิดจากพฤติกรรมการโกนขนของคุณแม่เอง ในคุณแม่ที่ใช้การกำจัดขนใต้วงแขนด้วยวิธีโกน🪒หรือถอน มีแนวโน้มที่ผิวบริเวณดังกล่าวจะเกิดอาการระคายเคือง🩹 อักเสบ เมื่อแผลหายแล้วก็เสี่ยงที่จะทำให้ผิวบริเวณนั้นมีสีคล้ำมากขึ้นค่ะหลังคลอดแล้วใต้วงแขนจะหายคล้ำหรือไม่ต้องบอกว่ามีโอกาสที่ผิวใต้วงแขนจะกลับไปสว่างขึ้นหลังคลอดค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา🕓ว่าคุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยมานานแค่ไหนแล้ว หากคลอดมานานระดับหนึ่งผิวที่คล้ำนั้นก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปอยู่ในระดับที่ปกติ แต่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมหลังคลอดของคุณแม่ด้วยค่ะว่าได้ดูแลผิวบริเวณดังกล่าวดีแค่ไหน สำหรับคุณแม่ที่ผิวใต้วงแขนกลับไปสว่างแบบก่อนตั้งครรภ์ได้ช้าจะทำอย่างไรได้บ้าง เราไปดูกันต่อเลยค่ะวิธีดูแลผิวใต้วงแขน👉สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวใต้วงแขนของคุณแม่มีลักษณะที่คล้ำนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการกำจัดขนของคุณแม่เอง แนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงวิธีการโกน🪒 ถอน แว็กซ์ หรืออะไรก็ตามที่สร้างความระคายเคืองต่อผิวได้ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมกำจัดขนแทน แต่อย่างไรก็ตามควรทดสอบกับบริเวณอื่นที่ผิวค่อนข้างแข็งแรงก่อน เพื่อทดสอบว่ามีอาการผิดปกติหรือมีอาการแพ้หรือไม่ค่ะ👉อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวของคนเราคล้ำขึ้นไม่ใช่แค่บริเวณใต้วงแขนนั่นก็คือแสงแดด☀️นั่นเองค่ะ เพราะแสงแดดที่เราเห็นนั้นไม่ได้มีเพียงคลื่นแสงที่ดวงตาเราสามารถมองเห็น👀ได้ แต่ยังมีรังสี UV ที่ดวงตาเรามองไม่เห็นแต่มากับแสงแดดค่ะ หากได้รับการสัมผัสโดยตรงในระยะเวลานานๆและไม่มีการป้องกันด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด🧴 ก็จะส่งผลให้ผิวของเราคล้ำขึ้นได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าการที่ผิวคล้ำขึ้น นั่นก็คือรังสี UV ที่มากับแดดสามารถกระตุ้นการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วยค่ะ👉ทำความสะอาดผิวบริเวณใต้วงแขนมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฟองน้ำนุ่มๆ🧽ขัดเบาๆตอนอาบน้ำ หรือใช้เบบี้ออยล์รวมไปถึงน้ำมันต่างๆที่ปราศจากน้ำหอมเช็ดเบาๆตามรอยคล้ำหลังอาบน้ำ แต่ย้ำว่าเป็นการถูเบาๆเท่านั้น ห้ามขัดแรง🙅‍♀️เพราะจะทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเกิดความระคายเคือง ซึ่งจะทำให้มีลักษณะคล้ำตามมาค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่ารอยคล้ำบริเวณใต้วงแขนในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถหายเองได้ และมีวิธีทำให้หายได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหากลองปฏิบัติตามทุกวิธีแล้วยังหายคล้ำไม่หมดนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะสิ่งที่สำคัญต่อเราทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องของสีผิว แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัยและการรักษาความสะอาดมากกว่าค่ะ

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์

     อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์หกเดือน เป็นช่วงที่ทารกกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเอาชีวิตรอดในโลกภายนอก ในขณะที่ตัวคุณแม่อาจไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนักจากการตั้งครรภ์ในช่วงหลัง ทั้งอาการ ตะคริว ปวดหลัง และเท้าบวม จะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 24 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🍈ทารกมีขนาดตัวเท่าผลผลแคนตาลูปในสัปดาห์ที่ 24 นี้ ลูกมีขนาดเท่าผลแคนตาลูปแล้วค่ะ ความยาวประมาณ 11.8 นิ้วและหนักประมาณ 1.3 ปอนด์อาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 24 สัปดาห์คุณแม่จะยังต้องเผชิญกับภาวะต่างๆ ที่แสนกวนใจในช่วงการตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณแม่และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้ - เท้าและข้อเท้าบวม🦶 หากเท้าของคุณแม่มีอาการบวม เวลานั่งให้ยกเท้าขึ้นสูง การลุกขึ้นเดินบ่อย ๆ ก็สามารถช่วยได้เช่นกันค่ะ อาการบวมเล็กน้อยนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่หากมีอาการบวมที่ใบหน้า มือบวมอย่างรุนแรงหรือมีอาการบวมไม่เท่ากันหรือเกิดอาการบวมขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทั้งหมดนั้นเป็นอาการผิดปกตินะคะ ความจริงแล้วนั่นคือสัญญาณเตือนของภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรรีบรายงานให้หมอสูติฯของคุณแม่ทราบถ้ามีอาการบวมที่ส่อถึงความผิดปกติค่ะ- ตะคริว ขาที่หดเกร็ง เจ็บ และกระตุกนั้น อาจเป็นสัญญาณของการขาดน้ำ คุณแม่ต้องแน่ใจว่าตัวเองดื่มน้ำ💧มากพอ พยายามยืดขาบ่อย ๆ และเดินเยอะ ๆ แจ้งให้คุณหมอทราบหากคุณแม่มีอาการตะคริว โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรค่ะ แต่บางครั้งตะคริวก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาอื่นได้ เช่น การขาดสารอาหาร🍲 ดังนั้นคุณแม่จึงควรสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอนะคะ- ปวดหลัง คุณแม่จะยังคงมีอาการปวดหลังอยู่ และอาจจะแย่ลงด้วย นั่นก็เพราะลูกมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น👶 ดังนั้นมดลูกของคุณแม่จึงขยายไปกดทับกระดูกสันหลัง ทำให้มันงอและตึงมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้กล้ามเนื้อหลังของคุณแม่ยังต้องทำงานหนักขึ้นในการแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วย แจ้งคุณหมอให้ทราบนะคะถ้าหากมีอาการปวดที่รุนแรงผิดปกติ - มีเส้นดำกลางท้อง คือเส้นสีเข้มที่พาดตรงกลางท้องของคุณแม่นั่นเองค่ะ เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ เส้นนี้ควรจะจางลงภายในสองสามอาทิตย์หรืออาจจะหลายเดือนหลังคลอด🤱- รอยแตกลาย รอยเหล่านี้จะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผิวของคุณแม่ยังคงยืดขยายออก หากคุณแม่ตั้งท้องลูกแฝดได้ 24 สัปดาห์ คุณแม่ก็จะยิ่งมีโอกาสมีรอยแตกลายค่ะ คุณแม่ควรลองผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับคนท้อง🧴การอัลตร้าซาวน์ในช่วงตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์👉ทารกมีการพัฒนาของผิวในครรภ์อายุ 24 สัปดาห์นั้น ลูกกำลังมีพัฒนาการมากขึ้น🚼 ไม่ใช่แค่เพียงด้านโครงสร้างร่างกายนะคะ แต่รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายนอกด้วยเช่นกัน ผิวที่บางใสของตัวอ่อนวัย 24 สัปดาห์นั้นจะค่อย ๆ ทึบแสงขึ้น และจะมีสีชมพูสดใส ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมานั่นเองค่ะ     ในช่วงการตั้งครรภ์24 สัปดาห์ คุณแม่จะได้เห็นพัฒนาการต่างๆของเจ้าตัวน้อยที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน รวมไปถึงคุณหมอ👩‍⚕️จะสั่งให้คุณแม่ตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการตรวจที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของคนท้อง สำหรับหาว่าคุณแม่มีความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่ การตรวจนี้ออกแบบมาเพื่อเช็คกระบวนการจัดการน้ำตาลในร่างกายของคุณแม่ค่ะ โดยคุณแม่จะต้องดื่มของเหลวรสหวานที่เรียกว่า กลูโคลา หลังจากนั้นก็รอประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาคุณหมอจะเจาะเลือดไปตรวจเพื่อดูว่าร่างกายของคุณแม่จัดการกับน้ำตาลเหล่านั้นอย่างไร

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำสีผมได้หรือไม่? อันตรายไหม?

ท้องแล้วทำผมได้ไหมนะ? คุณแม่หลายๆคนอยากจะดูแลตนเองให้สวยอยู่ตลอดจึงเกิดคำถามนี้ขึ้นมา ซึ่งความจริงแล้วคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถทำสีผมได้ แต่จะต้องผ่านไตรมาสแรกไปก่อนจึงจะอยู่ในระยะที่ปลอดภัยนั่นเองค่ะตั้งครรภ์แล้วสามารถทำสีผมได้เมื่อไหร่?สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰ในช่วงไตรมาสแรก ร่างกายของคุณแม่จะบอบบางมากและเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเล็กในครรภ์กำลังสร้างอวัยวะที่สำคัญต่างๆ ซึ่งคุณแม่ควรจะคอยดูแลตนเอง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี แม้ว่าปกติแล้วคนที่ทำสีมักจะต้องเติมโคนผมใหม่💆🏻 แต่ช่วงนี้ก็ขอให้งดไปก่อนนะคะ และเมื่อตั้งครรภ์ครบ 5 เดือน หากคุณแม่ไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วยก็สามารถทำสีผมได้ค่ะสารในน้ำยาย้อมผมที่คนท้องควรระวัง! สารตะกั่วสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์ทำสีผมนั้นจะมีส่วนผสมของโลหะและเกลือ ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุนัยน์ตาถึงขั้นทำให้ตาบอด👀ได้เลยค่ะ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการระคายเคืองของหนังศีรษะ นอกจากนั้นหากสะสมมากๆ อาจทำให้ระบบประสาทถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถควบคุมอวัยวะบางส่วนได้ แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอีกด้วยค่ะสารพาราฟินิลีนหากคุณแม่แพ้สารพาราฟินิลีนแล้วล่ะก็จะส่งผลให้ริมฝีปาก👄 ตา และแก้มบวม ซึ่งบางคนก็มีอาการคัน มีตุ่มใสบริเวณหนังศรีษะ และหากระหว่างที่ย้อมสารนี้ไปถูกตาแล้วอาจทำให้ตาอักเสบหรือบอดได้เลยค่ะ และหากแพ้มากๆก็อาจถึงขั้นหายใจไม่ออกก็มี สารแอมโมเนียสารแอมมโมเนียในน้ำยาฟอกสีผมนั้นแม้จะมีกลิ่นที่ไม่รุนแรงมาก แต่สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจได้เลยนะคะ ซึ่งหากคนที่กำลังโกรกสีผมอยู่และสูดดมสารนี้เข้าไป น้ำมูกน้ำตาก็จะไหล มีการหายใจไม่ออก🫁 ไอ แสบตา ซึ่งหากทำสีผมด้วยสารนี้บ่อยๆ อาจทำให้ผมล้านก่อนวัยได้นะคะสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สารนี้มันจะถูกผสมอยู่ในน้ำยากัดสีผม เพื่อทำลายเม็ดสีที่มีความเข้มของสีผมให้อ่อนลง👩‍🦱 ซึ่งสารนี้สามารถก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ทำให้เกิดอาการแสบคันได้ค่ะ หากทำสีผมขณะตั้งครรภ์ จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่?แม้ว่าทางการแพทย์👨‍⚕️จะไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่า ทารกจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่คุณแม่ได้รับขณะทำสีผม หรือ คุณแม่ได้รับอันตรายจากการทำสีผมหรือจากการทำการฟอกสี ซึ่งโดยทั่วไปหากมีสิ่งแปลกปลอมหรือสารเคมีเข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านั้นมักจะถูกขับออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ🚽 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อทารกนั่นเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.