Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วอยู่ๆแพ้กุ้ง? เป็นเพราะอะไรนะ?

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่และรู้ตัวว่ากำลังแพ้กุ้ง ดังนั้นจึงเริ่มเกิดความกังวลว่าลูกในครรภ์จะเป็นอะไรด้วยหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่แล้วอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะไปสู่ลูกทั้งหมด คำตอบจะเป็นอะไรนั้นเราไปดูกันเลยค่ะหากคุณแม่ตั้งครรภ์แพ้กุ้งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่?คำตอบคือหากคุณพ่อคุณแม่มีอาการแพ้อาหารทะเลหรือกุ้ง🦐อยู่แล้วก็มีความเป็นไปได้ที่ลูกจะเกิดอาการแพ้ถึง 60% เนื่องจากเป็นเรื่องของพันธุกรรม และหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการระวังเรื่องการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ง่าย อย่างอาหารทะเล เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้ลูกสัมผัสกับสิ่งก่อภูมิแพ้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰นั่นเองค่ะ ทำไมจึงเพิ่งมาแพ้ตอนตั้งครรภ์?เรามักจะพบว่าคุณแม่บางท่านเกิดอาการแพ้กุ้ง🦐หรืออาหารทะเลหลังตั้งครรภ์ทั้งที่ไม่เคยแพ้มาก่อน ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ ในอาหารทะเลนั้นมีการสะสมของสาร และเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ร่างกายจะอ่อนแอลงและกลายเป็นโอกาสให้สารเหล่านั้นทำปฏิกิริยาต่อร่างกายรวมถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายจะไปกระตุ้นทำให้เกิดอาหารแพ้อาหารทะเลได้ในบางช่วงนั่นเองค่ะ โดยกุ้งน้ำจืดและกุ้งน้ำเค็มนั้นมีโปรตีนที่แตกต่างกัน ดังนั้นอาจจะไม่ได้แพ้ทุกครั้งหรือทุกคน รวมถึงอาจไปแพ้อาหารทะเลอื่นๆได้ เช่น ปลาหมึก ปลา🐟 หอย ปู หากแพ้กุ้งจะมีอาการอย่างไร?อาการแพ้กุ้ง🦐นั้นจะมีอาการคล้ายกับอาการอาหารเป็นพิษ หรือ ลำไส้อีกเสบ โดยมักจะเกิดขึ้นหลังทานอาหารทันที หรืออาจเกิดหลังทานอาหารไปหลายชั่วโมง และมีอาการดังต่อไปนี้✨มีผื่นแดงเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนัง✨หน้าบวม✨บริเวณใบหน้า เปลือกตา และคอมีลักษณะแดงเป็นปื้นๆ✨หายใจไม่สะดวกจากการที่เนื้อเยื่อบวมขึ้นตามใบหน้าและลำคอ✨มีอาการไอ น้ำมูกไหล ✨อาจหายใจลำบากหรือถึงขั้นหายใจไม่ออก✨มีอาการอาเจียน🤢 ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลว✨อาจหน้ามืดเป็นลมได้รวมถึงอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ หากมีอาการแพ้รุนแรงมาก โดยจะมีอาการ✨หายใจไม่ออก🥵✨หน้ามืด✨หัวใจเต้นเร็ว✨ความดันต่ำลงอย่างรวดเร็วจนช็อกหมดสติซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรทำการส่งโรงพยาบาล🏥อย่างเร่งด่วนที่สุดค่ะ แต่ก็เป็นเคสที่พบได้น้อย

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์

      ตอนนี้คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์แล้ว จะเท่ากับท้องได้สี่เดือนค่ะ สัปดาห์นี้คุณแม่อาจมีนัดพบคุณหมออีกครั้ง และจะได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นอีกด้วย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นไปยิ่งกว่านั้นคือคุณแม่จะรู้สึกได้เวลาลูกเตะหน้าท้อง และจะมีอาการอะไรอีกบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 16 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🥑ทารกมีขนาดตัวเท่าผลอะโวคาโด ทารกจะมีความยาวของตัวประมาณ 4.6 นิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 3.5 ออนซ์อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ช่วงตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าผมและเล็บยาวเร็วขึ้น ผมดูหนาขึ้นและเงางามกว่าเดิม ส่วนผิวก็ดูผ่องใสไปด้วย  และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้- อาการปวดหลัง เป็นผลข้างเคียงจากฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ วิธีบรรเทา คือ ออกกำลังกายเบาๆ พยายามนั่งหรือยืนตัวตรง🚶‍♀️ และยืดเหยียดร่างกายบ่อย ๆ นะคะ- หน้าอกขยาย หน้าอกของคุณแม่อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหลายไซส์ทีเดียว และควรจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้นมลูก🤱ในช่วงท้ายของไตรมาสที่สองนี้ค่ะ- อาการท้องผูก💩 อาการขับถ่ายไม่สะดวกเป็นผลจากการที่มดลูกเริ่มกดทับลำไส้ พยายามรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและดื่มน้ำเยอะ ๆ นะคะ- ขี้หลงขี้ลืม🤔 อาการนี้รู้จักกันในชื่อ #PregnancyBrain สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงท้องขี้ลืมมากกว่าเดิมนั้นยังไม่เป็นที่ทราบ อาจเป็นเรื่องทางชีววิทยาหรือเป็นเพียงผลของการที่คนท้องมีอะไรต้องคิดมากมายเต็มไปหมดก็ได้ค่ะ- อาการดวงตา👁️แห้งและคัน เป็นผลจากฮอร์โมน คุณแม่ลองหายาหยอดตาทั่ว ๆ ไปมาใช้ดูก็ได้ แต่ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะว่าอะไรที่ปลอดภัยบ้าง- มีผิวพรรณผ่องใส คุณแม่จะรู้สึกว่าผิวพรรณผ่องใสมากยิ่งขึ้น🥰 ซึ่งต่างจากช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ที่ผิวหมองคล้ำท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ เป็นยังไง👉รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ 16 สัปดาห์ของคุณ การเคลื่อนไหวของลูกอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนมีลมหรือกล้ามเนื้อกระตุก แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อลูกน้อยเติบโตและแข็งแรงขึ้น ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นค่ะและการที่คุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นย่อมมากับปัญหาอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เช่น การที่ปอด🫁โดนเบียดจากลูกที่กำลังเติบโต ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หายใจไม่ค่อยอิ่มเป็นครั้งคราวนะคะ     สรุปได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่น่าจะได้พบคุณหมอเพื่อทำการตรวจปัสสาวะค่ะ คุณหมอ👩‍⚕️จะดูว่าปัสสาวะของคุณแม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงอาการของโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หรือภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ และนัดครั้งนี้อาจมีการอัลตร้าซาวน์ด้วยนะคะ

Content Image

ทารกในครรภ์ตัวใหญ่ เสี่ยงต่อคุณแม่และลูกน้อยอย่างไร?

     ตั้งแต่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในท้องของคุณแม่🤰 คุณแม่ก็เริ่มที่จะบำรุงครรภ์โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲ต่างๆ เพื่อที่จะให้ลูกน้อยคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์และแข็งแรง แต่หากคุณแม่บำรุงมากเกินไปหรือบำรุงผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดปัญหา “ลูกในครรภ์ตัวใหญ่ ”🚼 ซึ่งการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักมากหรือตัวใหญ่เกินอาจส่งผลเสียและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยค่ะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้ทารกมีน้ำหนักเกินและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมาให้คุณแม่รับทราบค่ะ ภาวะลูกตัวใหญ่กว่าเกณฑ์อายุครรภ์มีกี่แบบ?👉🏻ภาวะทารกในครรภ์มีน้ำหนักตัวมาก (Large for Gestational Age : LGA) คือการเจริญเติบโตมากเกินไปส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวมาก ซึ่งมากกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ของแต่ละช่วงครรภ์👉🏻ภาวะทารกตัวโต ( Macrosomia ) คือทารกในครรภ์ที่มีขนาดตัวใหญ่🚼 มีน้ำหนักมากกว่าเกือบ 90% ของทารกที่เกิดในอายุครรภ์เท่าๆ กัน โดยเฉลี่ยปกติแล้วทารกแรกเกิดจะน้ำหนักอยู่ประมาณ 2,500-4,000 กรัม หากทารกคลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม ถือว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่ตัวใหญ่ปัจจัยที่ทำให้ทารกมีน้ำหนักเกินหรือตัวใหญ่คุณแม่เป็นเบาหวานหากคุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถส่งต่อน้ำตาลไปยังทารกที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ได้ จะทำให้ทารกสร้างอินซูลินและน้ำตาลส่วนเกิน ทำให้ทารกเติบโตเร็วขึ้นและมีไขมันสะสมจำนวนมาก ทั้งนี้ปัจจัยด้านอาหาร🍛ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของทารกในครรภ์ด้วย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของลูกน้อยไม่ใช่เพียงปริมาณที่คุณแม่รับประทานแต่ยังรวมไปถึงคุณภาพของอาหาร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปัญหาสุขภาพของลูกในอนาคตอายุของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์คุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰ช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป🆙 มักมีโอกาสมากที่ทารกจะตัวใหญ่ ส่วนคุณแม่ที่ตั้งช่วงอายุยังน้อยทารกจะมีน้ำหนักน้อยหรือคลอดออกมาตามเกณฑ์น้ำหนักปกติน้ำหนักของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์หากก่อนตั้งครรภ์คุณแม่เป็นคนที่มีน้ำหนักมาก⚖️อยู่แล้วมักมีความเสี่ยงที่ลูกจะออกมาน้ำหนักตัวมากหรือตัวใหญ่คุณแม่มีมีโรคประจำตัวคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ 🫀โรคโลหิตจาง และโรคเบาหวาน มาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ลูกจะมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ได้เช่นกันพันธุกรรมจากคุณพ่อหรือคุณแม่ยีนส์🧬ของครอบครัวก็สามารถส่งผลต่อขนาดตัวและน้ำหนักของลูกในครรภ์ได้เช่นกัน รวมไปถึงอาจเป็นเพราะทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไปหรือหากป็นทารกเพศชาย👦ก็จะมีขนาดตัวใหญ่มากกว่าทารกเพศหญิงนั่นเองค่ะทารกตัวใหญ่มีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนอย่างไร?คุณแม่เสี่ยงภาวะคลอดยากการที่ทารกมีน้ำขนาดตัวใหญ่กว่าปกติจะทำให้คุณแม่มีน้ำตาลในเลือดต่ำในขณะคลอดและยังเสี่ยง📈เป็นภาวะคลอดยาก ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกน้อยทารกมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ทารกที่คลอดออกมาตัวใหญ่ มีความเสี่ยงสูงที่จะมีปัญหาเรื่องเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด😮‍💨 และเสี่ยงจะเสียชีวิตในครรภ์สูงกว่าปกติถึง 3-8 เท่าทารกเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานทารกที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติมีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวานมากกว่าเด็กปกติทั่วไป หรือพิการตั้งแต่กำเนิด🧑‍🦼ทารกเสี่ยงเป็นโรคดีซ่านทารกแรกเกิดที่มีขนาดตัวใหญ่ มักจะมีเม็ดเลือดแดง🩸มากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคดีซ่าน (Jaundice) ได้ในขณะคลอด      คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำหนักตัวของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามการที่ลูกคลอดออกมาตัวใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องมีสุขภาพไม่ดีเสมอไป เพียงแต่มีความเสี่ยงมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ รวมไปถึงการเข้าพบแพทย์👨‍⚕️🩺เพื่อตรวจความผิดปกติและเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะตั้งครรภ์ พร้อมทั้งรับคำแนะนำในการดูแลครรภ์🤰อย่างถูกวิธีค่ะ

Content Image

กำลังตั้งครรภ์อยู่ทานหวานอันตรายไหมนะ?

เป็นคำถามที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่หลายๆคนสงสัย เนื่องจากเวลาเครียดๆ หรือระดับฮอร์โมนสวิง จะทำให้แม่ที่ตั้งครรภ์หลายคนอยากทานของหวาน แต่ก็เกิดความกังวลว่า ท้องอยู่ทานหวานได้มั้ย? จะอ้วน หรือส่งผลต่อลูกในครรภ์บ้างรึเปล่า? ซึ่งปกติแล้ว เป็นข่าวดีว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลได้ แต่ก็ควรจำกัดปริมาณนํ้าตาลให้เหมาะสม เพราะหากมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โรคอ้วน ปริมาณนํ้าตาลในเลือดสูง ซึ่งนอกจากส่งผลเสียต่อคุณแม่แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วย เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาหาคำตอบด้วยกันว่า ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าไหร่ และหากมากเกินไปจะส่งผลอะไรบ้างตั้งครรภ์อยู่ ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าใดการทานหวานขณะตั้งครรภ์อยู่ อาจยังไม่มีคำแนะนำที่เป็นมาตรฐานแต่โดยปกติแล้ว ไม่ควรบริโภคนํ้าตาลเกิน 25 กรัม ต่อวัน หรือประมาณ 6 - 8 ช้อนชา ตามคำแนะนำของสำนักโภชนาการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นควรงดอาหารจำพวกนํ้าอัดลม โดยใน 1 กระป๋องมีนํ้าตาล 7 - 10 ช้อนชา รวมถึงระมัดระวังเครื่องดื่มอื่นๆที่ใส่นํ้าตาลเข้าไปด้วย เช่น ชามะนาว ชาเขียว🍵 น้ำเก๊กฮวย น้ำขิงและน้ำผลไม้ปั่นมีน้ำตาลประมาณ 3 - 6 ช้อนชานอกจากนี้ควรระวังผลไม้ที่มีนํ้าตาลสูงเช่น กล้วยหอม🍌 มะม่วงสุก แตงโม องุ่น อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวันที่เหมาะสมต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากการรับนํ้าตาลนั้น อาจขึ้นอยู่กับระดับเผาผลาญในร่างกาย ระดับนํ้าตาลในเลือด และนํ้าหนักตัวหากตั้งครรภ์อยู่ทานนํ้าตาลมากเกินไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพอะไรต่อบ้าง🍭 ทำให้นํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยปกติคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่จะมีนํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว หากทานหวานมากขึ้นไปอีก จะส่งผลต่อนํ้าหนักตัวที่สูงขึ้น จนนํ้าหนักเกิน และเสี่ยงต่อโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการคลอดลูก และการพัฒนาการของเด็กในครรภ์👶 เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกตายก่อนคลอด (Stillbirth) ทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น🍭 ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียการที่ได้รับนํ้าตาลในปริมาณสูง อย่างนํ้าตาลทราย หรือนํ้าตาลซูโครส (Sucrose) จะทำให้ระดับนํ้าตาลในเลือดแปรปรวน คือมีนํ้าตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น และลดลงอย่างชับพลัน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และง่วงนอน🍭 ส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์หากกินน้ำตาลมากจนมีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลต่อการพัฒนาการของลูก ทำให้เกิดความเสี่ยงภาวะพิการแต่กำเนิด เช่น หัวใจพิการ🫀 สมองพิการ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อการคลอด คือ ทำให้ทารกคลอดก่อนกำเนิด มีน้ำหนักตัวแรกคลอดเยอะเกินไป นอกจากนี้ยังส่งผลต่ออาการแพ้ต่างๆของลูกได้โดยมีงานวิจัยพบว่า หากเด็กได้รับนํ้าตาลฟรุกโตส (นํ้าตาลที่มักผสมในเครื่องดื่ม) ในปริมาณมากตอนอยู่ในครรภ์ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดในเด็กได้มากกว่า คุณแม่ที่หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มรสหวานในช่วงครรภ์ วิจัยนี้อยู่ในวารสาร Annals of the American Thoracic Society เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคฟรุกโตสช่วงที่เป็นทารกในครรภ์และช่วงวัยเด็ก กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดเมื่อเป็นเด็กวัยเรียน🍭 เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษจากงานวิจัยในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลในช่วงตั้งครรภ์และความเสี่ยงในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษบริโภคน้ำตาลมากกว่ากลุ่มที่สุขภาพดี โดยเฉพาะอาหารน้ำตาลสูง เครื่องดื่มรสหวานทั้งอัดลมและไม่อัดลม🥤 🍭  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารให้ความหวานอื่นๆโดยปกติแล้ว สารให้ความหวานแทนนํ้าตาลนั้น ไม่ได้มีอันตรายต่อแม่ตั้งครรภ์ รวมถึงลูกในครรภ์มากนัก แต่สารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ สารแซ็กคาริน หรือขัณฑสกร (Saccharin) เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่า สารนี้เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ของลูกน้อยในครรภ์ได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักโภชนาการเพื่อคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นปริมาณนํ้าตาลเทียม หรือนํ้าตาลทรายขาวทั่วไปไปพร้อมกัน

Content Image

7 อาการที่แม่ท้องไตรมาส 2 ต้องระวัง!

     ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ที่ได้ผ่านช่วงการตั้งครรภ์ 1 - 3 เดือนแรกมาแล้วแ👏 และกำลังเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่อาการแพ้ท้อง เช่น อาการ อาเจียน🤮 และอาการไวต่อกลิ่นได้บรรเทาลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ยังมีอาการอื่นๆ อีก 4 อาการที่คุณแม่ควรต้องหมั่นสังเกต จะมีอาการอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการที่ 1👉อาการตกขาวคุณแม่อาจพบได้ว่าตัวเองมีปริมาณของตกขาวมากกว่าปกติ  เกิดจากการที่ปากมดลูกและช่องคลอดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรสังเกตให้ดีหากพบเจอว่าตกขาวมีลักษณะสีเขียว🟢 มีเลือดเจือปน🩸 หรือมีอาการคันบริเวณช่องคลอด อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตราย คุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันทีค่ะอาการที่ 2👉อาการตะคริว คุณแม่ท้องหลายๆท่านอาจจะเกิดอาการตะคริว🦶 โดยเฉพาะอาการตะคริวในช่วงตอนนอนกลางคืน อาการนี้เกิดมาจากการที่ร่างกายของคุณแม่ขาดแคลเซียม มีปริมาณของฟอสฟอรัสในกระแสเลือดมากเกินไป ร่วมกับการที่คุณแม่มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ขา🦵ทั้งสองข้างของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักเอาไว้ จึงส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีเท่าที่เคย คุณหมอแนะนำให้คุณแม่พยายามเคลื่อนไหวบ้างระหว่างคืน เพื่อป้องกันอาการตะคริวที่ขาค่ะอาการที่ 3👉อาการวิงเวียนศีรษะ และหน้ามืดคุณแม่ท้องอาจต้องเผชิญกับอาการวิงเวียนศีรษะ😵‍💫 หน้ามืด รู้สึกเหมือนจะวูบอยู่บ่อยๆ มีชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ และอาการอ่อนเพลียได้ง่ายอยู่เสมอ😰 อาการเหล่านี้มักเกิดกับคุณแม่ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำค่ะ คุณแม่ควรป้องกันไม่ให้ตัวเองหน้ามืดและเป็นลม หากอาการมีความรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะอาการที่ 4👉อาการหายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่มคุณแม่อาจพบว่าตัวเองมีอาการหายใจไม่อิ่มหรือหายใจลำบาก😮‍💨 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายในขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ผนังทรวงอกและขนาดของมดลูกขยายใหญ่ขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองหายใจ ติดขัด หรือบางครั้งอาจรู้สึกหายใจเหนื่อย     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ 4 อาการที่คุณแม่ท้องในช่วงไตรมาสที่ 2 ควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอาการอยู่เป็นประจำ หากอาการเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางเราแนะนำให้คุณแม่ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพื่อปรึกษาถึงแนวทางการรักษาและวิธีบรรเทาอาการเหล่านี้ทันทีค่ะ

Content Image

คนท้องคิดมาก รับมือยังไง?

     การตั้งครรภ์🤰นั้นถือเป็นกิจกรรมที่ใช้ความรับผิดชอบอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งแรงกายและแรงใจของคุณแม่ นอกจากนี้ยังถือเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่นั้นมีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมรอบกายมากเป็นพิเศษอีก ความเครียด🤯และความวิตกกังวล😰จากสุขภาพและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจึงสามารถเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างง่าย วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาทำความเข้าใจถึงภาวะเครียดระหว่างการตั้งครรภ์ว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เอง จนไปถึงเป็นผู้ที่มีคนรอบตัวกำลังตั้งครรภ์ จะได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมค่ะ💁‍♀️สาเหตุหลักๆที่ทำให้คุณแม่เครียด💫การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น⏲️ หน้าท้องและผิวส่วนอื่นๆเริ่มแตกลาย หน้ามันหรือเป็นสิวมากกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำใหผู้หญิงส่วนมากรู้สึกวิตกกังวล😰ได้อยู่แล้วค่ะ💫วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งอย่างที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างที่ตั้งใจและจำเป็นต้องทำก็เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมผาดโผน🧗‍♀️ ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ออกท่าทางได้หลากหลายเท่าเดิม ส่วนอย่างที่ไม่ตั้งใจก็เช่น มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ปัสสาวะเล็ด มีอาการแพ้ท้อง😵‍💫 ไวต่อกลิ่นรอบตัว🙊 เวียนหัวอยากอาเจียน🤮💫มีความอ่อนไหวทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากความเปลี่ยนแปลงของสมดุลสารเคมี🧪ในร่างกายหรือที่เรียกว่าฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่นั่นเองค่ะ💫วิตกกังวลถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ปัญหาระหว่างทำการคลอด อนาคตของเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์ผลเสียหากมีความเครียดเรื้อรัง👉ผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่เอง ได้แก่ นอนหลับพักผ่อนได้ไม่สนิท🥱 รับประทานอาหารได้น้อยลงกว่าเดิม มีแนวโน้มที่จะทำให้ร่างกายของตนเองได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ เมื่อพักผ่อนได้น้อยลงประกอบกับรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณแม่นั้นต่ำลงเช่นเดียวกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ง่ายต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠กลุ่มต่างๆ ความดันโลหิตสูงขึ้น🩸 หัวใจเต้นเร็วขึ้น🫀 และแม้คุณแม่ผ่านช่วงตั้งครรภ์ไปแล้ว ความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังก็มีโอกาสส่งผลให้คุณแม่เข้าข่ายภาวะซึมเศร้า😢ได้ในอนาคตค่ะ👉ผลเสียต่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เนื่องจากคุณแม่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲ได้เพียงพอ ทารกจึงมีโอกาสขาดสารอาหารด้วยเช่นเดียวกัน และหากคุณแม่ได้รับเชื้อก่อโรค🦠 ก็อาจส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง และแม้เด็ก👶จะปลอดภัยในระหว่างการตั้งครรภ์ หากเติบโตขึ้นก็จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ🫀 ความดันโลหิต🩸 จนไปถึงโรคเบาหวาน🍰เลยค่ะวิธีบรรเทาความเครียดเบื้องต้น🩷หากิจกรรมที่ตนเองชอบทำ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงทั่วไป เช่น การดูหนัง🎬 ดูละคร ภาพยนตร์ การฟังเพลง🎧 จนไปถึงกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรก ยกตัวอย่างเช่น การวาดรูป ทำงานศิลปะ👩‍🎨 เล่นดนตรี🎻 ทำสมาธิ เล่นโยคะ🧘‍♀️ จนไปถึงการออกกำลังกายเบาๆ เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เราหันไปตั้งสมาธิกับเรื่องอื่นๆ ไม่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดค่ะ💞หาคนปฏิสัมพันธ์ด้วย เมื่อเกิดความเครียด วิธีการในการระบายที่ง่ายที่สุดก็คือพูด🗣️หรือระบายมันออกมานั่นเองค่ะ คนรับฟังนั้นจะเป็นใครก็ได้ที่คุณแม่รู้สึกไว้ใจ สบายใจที่จะพูดคุยด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณสามี👨 คนในครอบครัว จนไปถึงเพื่อนสนิท แต่หากรู้สึกตัวว่าความเครียดเหล่านั้นอาจมากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะช่วยแบกรับได้ คุณแม่สามารถปรึกษาจิตแพทย์👩‍⚕️หรือนักจิตบำบัดได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือผิดปกติแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะเรารู้เท่าทันร่างกายตนเองค่ะ🤰ปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยด้วย การลูบท้องเบาๆ✋ จะทำให้คุณแม่รู้สึกเหงาน้อยลง รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวและรู้สึกมีกำลังใจ อยากมีสุขภาพดีๆเพื่อที่จะได้เห็นหน้าและรอดูเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์เติบโตในอนาคตค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าความเครียด🤯และความวิตกกังวล😰นั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครภร์🤰แทบทุกคน ไม่ว่าช่วงก่อนตั้งครรภ์จะมีบุคลิกภาพอย่างไร นับเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดได้ยากค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราทราบว่าเมื่อเกิดแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร และมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ช่วยดูแลและหมั่นสังเกตสุขภาวะทางอารมณ์ของกันและกันค่ะ

Content Image

อาการปวดสะโพกร้าวลงขา

ทราบหรือไม่คะว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่สามารถมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาได้?⚠️ ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงสาเหตุและอาการของการปวดสะโพกร้าวลงขา รวมถึงกับวิธีการรับมือกับอาการปวดนี้ให้กับคุณแม่ทุกๆท่านให้ได้ทราบกันค่ะ พร้อมกันแล้วก็ไปกันเลย!ทำไมจึงเกิดอาการปวดสะโพกร้าวลงขาในระหว่างตั้งครรภ์?✨อาการปวดสะโพกร้าวลงขา จริงๆแล้วมันเกิดจากอะไร?การที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา🦵  จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอาการของโรคกระดูกทับเส้นประสาทเสมอไปนะคะ แต่อาจจะมีความผิดปกติที่ข้อเชิงกรานบริเวณสะโพก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้อาการเรื้อรังได้ ซึ่งในไตรมาสสุดท้าย หรือ ไตรมาสที่ 3 เป็นช่วงที่น้ำหนักของครรภ์จะมากที่สุด และหากมีการรับน้ำหนักมากเกินไปในช่วงรอยต่อจากขาและสะโพกก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้😞 ✨อาการที่มักพบได้บ่อย มีอาการปวดบริเวณสะโพกร้าวลงที่ขาแต่หาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน จะรู้สึกปวดสะโพกในขณะที่เปลี่ยนท่า เช่นจากนั่ง💺เป็นยืน นอนพลิกตัว🛌 คุณแม่อาจรู้สึกเมื่อยง่าย ขาอ่อนแรง และจะรู้สึกปวดขณะนอนหลับ ชาสะโพกและลงเท้า เมื่อต้องนั่งนานๆ จะรู้สึกปวดก้น ต้นขา🦵จนต้องนั่งตะแคงตัว อาการอาจเป็นทันที หรืออาจค่อยๆ เป็นมากขึ้นก็ได้สาเหตุและวิธีรักษา✨สาเหตุ สาเหตุที่ทำให้คุณแม่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาก็อาจจะมาจากพฤติกรรมการนั่ง💺หรือการนอน🛌ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงการนั่งท่าผิด การที่คุณแม่น้ำหนักตัวมากเกินไป หรือการตั้งครรภ์ในอายุเยอะๆ ก็สามารถเป็นสาเหตุได้เหมือนกัน บางท่านอาจมีโรคเกี่ยวกับกระดูกพรุน หรือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือ มีความผิดปกติในเส้นประสาท ก็สามารถทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังขึ้นมาได้เหมือนกันค่ะ😞✨วิธีรักษาอาการเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีอาการปวดร้าวสะโพกลง🦵ขาให้หยุดทำกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที และให้นำน้ำแข็งมาประคบที่บริเวณปวดครั้งละ 15 นาที ทุก 1 ชั่วโมง อาจลองบริหารกระดูกในท่าบริหารที่ถูกต้อง (ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ) และ หากยังไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์ทันที👩‍⚕️

Content Image

เมื่ออยู่ในท้องแม่ ลูกน้อยจะจำอะไรได้บ้างนะ?

ทราบคือไม่คะว่าความจริงแล้ว ทารกสามารถจำได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องของคุณแม่? ซึ่งลูกน้อยจะสามารถเริ่มจำได้เมื่อไหร่ และจำอะไรได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะความจริงอันน่าทึ่งของทารก!✨เมื่อตั้งครรภ์ได้ 7-8 เดือน ลูกน้อยจะสามารถจดจำและแยกแยะเสียงของคุณแม่ได้ !✨ช่วงการตั้งครรภ์เดือนที่ 8-9 ลูกน้อยจะสามารถรับรู้รสชาติอาหารบางอย่างที่คุณแม่รับประทานและเกิดความคุ้นเคยกับอาหารชนิดนั้นๆได้✨ทารกจะสามารถจำกลิ่นและใบหน้าของมารดาได้ตั้งแต่ อายุ 1 สัปดาห์✨หลังคลอดได้ไม่กี่สัปดาห์ก็จะสามารถแยกใบหน้าของพ่อแม่และคนแปลกหน้าได้ รวมถึงจะสามารถจดจำเสียงของคุณพ่อได้เร็วขึ้นหากคุณพ่อใกล้ชิดกับคุณแม่ระหว่างที่ตั้งครรภ์!ความจริงอันน่าทึ่งของทารก!✨เมื่อทารกอายุได้ 2 เดือน ก็จะสามารถจำจดบุคคลที่อยู่ด้วยกันทุกวันได้ และการจดจำเสียงและใบหน้านี้เองที่จะช่วยให้ทารกสามารถพัฒนาทักษะความจำที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีกในอนาคต✨มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าทารก 3 เดือน จะสามารถจำของเล่นหรือรูปภาพใหม่ๆได้นานถึง 6 วันเลยล่ะค่ะ!✨เมื่อลูกน้อยอายุได้ 9 เดือน ลูกจะสามารถจดจำได้ว่าวางของเล่นไว้ที่ไหน รวมถึงจะเริ่มจดจำและลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่เห็นอีกด้วยความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด...Conor Liston และ อาจารย์วิชาจิตวิทยา Jerome Kegan ระบุว่าในช่วงอายุ 8-9 เดือนสมองด้านหน้าของทารก🧠จะเริ่มโตและจะไม่สามารถจำสิ่งที่เป็นเรื่องราวยาวๆ ก่อนช่วงเวลานั้นได้ เว้นแต่ใบหน้าและกลิ่นของคุณแม่Kegan ยังกล่าวอีกว่า....หลังทารกอายุ 9 เดือนไปแล้วเด็กจะเริ่มมีความทรงจำและเริ่มแสดงความกังวลหากหาคุณพ่อคุณแม่ไม่เจอ😭Nora Newcombe นักจิตวิทยา....ประจำมหาวิทยาลัย Temple University มีการวิจัยศึกษาและค้นพบว่า เด็กอายุ 11 ขวบจะไม่สามารถจำใบหน้าของเพื่อนชั้นอนุบาลได้ แต่หากมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนชั้นอนุบาล เด็กจะเริ่มจดจำหน้าเพื่อน จากความทรงจำใต้จิตสำนึกและยังพบว่าเด็กอายุ 3-4 ขวบจะสามารถจำสถานที่🏫จากรูปภาพได้อีกด้วยมากระตุ้นการสร้างความทรงจำของลูกน้อยกัน!กระตุ้นโดยการทำซ้ำคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างความทรงจำของลูกน้อยด้วยการทำซ้ำ เช่น การเปิดเพลงกล่อมลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ลูกจะสามารถจดจำเพลงนั้นได้เมื่อคลอดออกมา และหากลูกน้อยได้ฟังเพลง🎹 ร้องเพลง หรือเล่นเกมนั้นๆมากเท่าไหร่ก็จะสามารถจำเพลงหรือเกมที่ฟังบ่อยๆนั้นได้พูดคุยกับลูกบ่อยๆคุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุย🗣️หรือเล่าเรื่องราวให้ลูกฟังบ่อยๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกจำได้ดีขึ้น หรือสามารถเล่นเกมทดสอบความจำกับลูกบ่อยๆ เพื่อพัฒนาทักษะการจำของลูกให้ดีขึ้นไปอีกค่ะ

Content Image

มีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์อันตรายหรือไม่?

หลายๆคนอาจมีข้อสงสัยว่า เอ... ท้องแล้วจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ไหมนะ จะปลอดภัยหรือเปล่า ซึ่งในช่วงของไตรมาสแรก คุณแม่จะมีความต้องการทางเพศลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ และจากการแพ้ท้อง โดยในบทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนข้องใจมาฝากกันแล้วค่ะ ระหว่างตั้งครรภ์สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?ตั้งครรภ์แล้วสามารถมีเซ็กส์ได้ไหม?คำตอบคือตั้งครรภ์🤰แล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงใกล้คลอด เพราะโอกาสที่ทารกในครรภ์จะเป็นอันตรายจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีต่ำมาก เพราะถุงน้ำคร่ำจะป้องกันทารกจากอันตรายต่างๆ รวมถึงบริเวณปากมดลูกของคุณแม่ก็มีมูกเหนียวเพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ🦠 โดยการถึงจุดสุดยอดก็ไม่เป็นอันตรายต่อทารก หากคุณแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนโรคอื่นๆขณะนั้นค่ะ ระยะไหนที่สามารถมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยได้?ระยะเวลาที่เหมาะสมหากไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ คุณแม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เป็นปกติตั้งแต่เริ่มจนใกล้คลอด อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสแรกคุณแม่จะมีอาการเพลีย เวียนศีรษะ แพ้ท้อง🤮จึงอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดน้อยลง รวมถึงเมื่อใกล้คลอด สรีระของคุณแม่ที่ท้องโตขึ้น อาจทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แบบนี้ควรเลี่ยงหากคุณแม่ท่านใดมีความผิดปกติเช่น มีอาการปวดท้อง มีเลือดออก ตรวจพบถุงน้ำในรังไข่ และอื่นๆ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไตรมาสแรก รวมถึงหากพบภาวะรกเกาะต่ำในไตรมาสสุดท้ายก็ควรเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไปก่อนนะคะ🙅‍♀️ ดังนั้นช่วงที่อันตรายที่สุดในการมีเพศสัมพันธ์ก็จะเป็นในช่วงไตรมาสที่ 2 นั่นเองค่ะ⭕มีเพศสัมพันธ์ระหว่างท้องดีอย่างไร?✨การมีเพศสัมพันธ์จะช่วงเผาผลาญพลังงานได้✨ช่วยลดความดันโลหิตได้ ซึ่งความดันโลหิตสูงมีโอกาสทำให้เกิดครรภ์เป็นพิษได้ ดังนั้นใครที่เป็นอยู่ก็สามารถลองวิธีนี้ได้นะคะ ✨ช่วยลดอาการปวดต่างๆ ได้มากถึง 74% เมื่อถึงจุดสุดยอด เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน หรือ ฮอร์โมนแห่งความรักนั่นเองค่ะ ✨การถึงจุดสุดยอดในระหว่างที่ท้องนั้นยังเป็นการเตรียมอุ้งเชิงการล่วงหน้าเพื่อการคลอดบุคร และยังช่วยให้ฟื้นตัวหลังคลอดได้เร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ✨รวมถึงเมื่อการถึงจุดสุดยอดจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือกดีขึ้น และการตั้งครรภ์จะช่วยให้ถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ✨และหากใครที่มีปัญหานอนไม่หลับตึงเครียด การมีเพศสัมพันธ์ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายได้รวมถึงทารกก็หลับสบายเช่นกันค่ะ ✨นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดโอกาสการเป็นโรคหวัดรวมถึงโรคอื่นๆได้✨ร่างกายของคุณแม่จะหลั่งสารแห่งความสุข หรือ เอนโดรฟิน ทำให้คุณแม่และทารกในครรภ์มีความสุขนั่นเองค่ะ ✨การมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์กับสามีจะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ เพิ่มความใกล้ชิดและโรคแมนติกให้แก่กันและกัน

Content Image

มาเช็คภาวะซึมเศร้าในคนท้องกันเถอะ!

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นสามารถพบภาวะอาการซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ได้ โดย The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) ได้ระบุไว้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์มากถึง 1 ใน 4 หรือ 14 – 23 % มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคุณแม่จะสามารถรับมือกับภาวะซึมเศร้านี้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ  สาเหตุหลักและอาการของภาวะซึมเศร้าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะซึมเศร้าได้✨ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว✨ความเครียดจากเรื่องอื่นๆ หรือจากการทำงาน✨ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น มีโรคประจำตัว กลัวแท้ง เลือดออกกังวล ✨เคยมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อนการตั้งครรภ์✨ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์✨ถูกทำร้ายมาอาการที่บ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า✨มีความกังวลมากกว่าปกติ✨ไม่มีสมาธิในการทำกิจวัตรประจำวัน✨นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนเกินไป✨มีการทานมากหรือน้อยจนเกินไป หรืออาจเบื่ออาหารวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า ออกกำลังกายการออกกำลังกาย🏃‍♀️นั้นจะทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลั่งสารแห่งความสุข หรือ สารเอ็นโดฟิน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข รวมถึงลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือ ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดนั่นเองรับประทานของที่ทำให้รู้สึกดีการรับประทานอาหารอย่างของหวาน😋 หรือโปรตีนต่ำอาจจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรเลือกอาหารที่มีโอเมก้า 3 ที่จะช่วยลดอาการซึมเศร้า และยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาการสมองของลูกได้อีกด้วยหากคุณแม่มีภาวะซึมเศร้าจะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่? ส่งผลอย่างไรบ้าง?ภาวะซึมเศร้า หรือ ภาวะเครียดนั้นจะส่งผลให้คุณแม่มีความสนใจต่อการตั้งครรภ์น้อยลง รวมถึงอาจรู้สึกเบื่ออาหาร หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพื่อดับความเครียด รวมถึงยังอาจทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ เพราะลูกตัวเล็กกว่าปกติ😢คุณแม่อาจขาดการออกกำลังกายพักผ่อนน้อยหรือมากเกินไป จึงทำให้คุณแม่มีร่างกายที่อ่อนแอ และอาจมีผลกระทบกับพัฒนาการทางสมอง🧠ของทารกในครรภ์ โดยคุณแม่ที่เคยมีภาวะซึมเศร้าในครรภ์แรกไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเกิดในครรภ์ต่อมาค่ะ โดยคุณแม่สามารถเข้ารับการปรึกษากับคุณหมอถึงอาการเหล่านี้เพื่อรับการรักษาบรรเทาอาการได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงทีค่ะ (ขอบคุณข้อมูลจาก รพ.เปาโล โชคชัย 4) ลองกดบุ๊คมาร์คที่ปุ่มขวาบนและกลับมาอ่านอีกครั้งได้ทุกเมื่อ!

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.