Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

แนะนำหนังน่าดูในวันแม่ (สุขสันต์วันแม่ ปี 2023!)

        ในวันที่ 12 สิงหาคมที่กำลังจะถึงในปีพ.ศ. 2566 นี้ไปตรงกับวันเสาร์ ทางรัฐบาลจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 14 เป็นวันหยุดชดเชยด้วยเช่นกัน คุณผู้อ่านหลายๆท่านมีแผนที่จะทำกิจกรรมอะไรกันบ้างคะในช่วงหยุดยาววันแม่🙋🏻‍♀️ บางท่านอาจกำลังวางแผนจัดทริปไปเที่ยวทั้งในต่างจังหวัดและในตัวเมือง บางท่านอาจวางแผนที่จะใช้เวลาในวันหยุดอยู่กับสมาชิกในครอบครัว และบางท่านอาจยังไม่มีแผนการในใจ💭 วันนี้บทความของเราจึงมาแนะนำภาพยนตร์ 2 เรื่องจากหลากหลายหมวดหมู่หนัง เกี่ยวกับความรัก💞ของแม่และสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ เหมาะทั้งกับคนที่กำลังหาหนังดู ไม่ว่าจะดูคนเดียวหรือดูกับครอบครัวก็น่าสนใจทั้งสิ้น จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะEverything Everywhere All at Once      คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจเคยผ่านหูผ่านตากับหนังเรื่องนี้กันมาบ้าง เนื่องจากเป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ผ่านมาถึง 7 รางวัลด้วยกัน บางท่านอาจคุ้นเคยหนังเรื่องนี้ในชื่อภาษาไทยว่า ซือเจ๊ ทะลุมัลติเวิร์ส ตัวหนังจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อพร้อมๆกันเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้ฉายให้เห็นถึง...ครอบครัวชาวเอเชียครอบครัวหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแห่งความหลากหลายอย่างอเมริกา นำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครคุณแม่นามว่า เอเวอลีน หวัง ที่มีลูกสาววัยมัธยมหนึ่งคน👧🏻ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ชีวิตของตนเอง และสามีของคุณแม่ที่ตัวคุณแม่เองมีความคิดเห็นว่าไม่เอาอ่าวเท่าไหร่นัก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างจืดชืดและน่าเบื่อในแต่ละวัน จู่ๆก็มีวันหนึ่งที่เอเวอลีนได้ค้นพบว่ายังมีตนเองอยู่ในอีกหลายๆพหุจักรวาล และคนรอบตัวจากพหุจักรวาลเหล่านั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือของเธอจากศัตรูลึกลับ การผจญภัยอันแปลกประหลาดสุดเหวี่ยงของเอเวอลีนจึงเริ่มขึ้น💁🏻‍♀️🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านอาจคิดว่าหนังที่ออกแนวแอคชั่นแฟนตาซีแบบนี้จะเป็นหนังครอบครัวได้อย่างไรกัน แต่ต้องบอกเลยค่ะว่าประเด็นของหนังมีเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นตัวจุดประกาย และยังสามารถผสมผสานระหว่างพาร์ทที่มีความแฟนตาซี แอคชั่น คอมมาดี้ รวมไปถึงประเด็นทางสังคมและครอบครัวได้อย่างลงตัว เรียกว่าเป็นหนังที่ครบรสเลยเรื่องหนึ่ง👍 อีกทั้งด้วยเนื้อเรื่องเองก็ไม่ได้ย่อยยากหรือเข้าใจยาก จะดูกับเจ้าตัวน้อยที่ยังค่อนข้างเด็กหรือดูกับคุณพ่อคุณแม่เองก็สนุกและอบอุ่นใจไม่แพ้กัน ทางเราจึงขอแนะนำ Everything Everywhere All at once เป็นเรื่องแรกที่ควรค่าแก่การใช้เวลาดูในช่วงวันหยุดพักผ่อนค่ะ🌿CODA    มาต่อกันที่หนังรางวัลออสการ์อีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ CODA รักนี้หัวใจไร้เสียง นั่นเองค่ะ จริงๆแล้วชื่อหนังย่อมาจาก Child of Deaf Adults แต่ตามภาษาดนตรี Coda หรือโคด้าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งทางดนตรีที่บ่งบอกว่านักดนตรีจะต้องย้อนกลับไปเล่นท่อนใดท่อหนึ่งในเพลงที่มีสัญลักษณ์โคด้าปรากฏอยู่เหมือนกัน ที่ต้องกล่าวถึงดนตรีเพราะหนังเรื่องนี้แม้จะไม่ใช่หนังในหมวดมิวสิคัล แต่ก็ดำเนินไปได้ด้วยเสียงเพลงเช่นเดียวกัน จะน่าสนใจและอบอุ่นหัวใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อกันต่อเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้นำเสนอถึง...ครอบครัวชาวประมง ผ่านมุมมองของลูกสาววัยมัธยมปลายนามว่ารูบี้ ที่ครอบครัวของเธออันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และพี่ชายอีก 1 คน ล้วนแล้วแต่พิการทางด้านการได้ยินทั้งสิ้น ตัวเธอเองจึงต้องทำหน้าที่หลักในการออกหาปลากับสมาชิกครอบครัวเพราะเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงตอนล่องเรือ🛥️ ทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก และคาดหวังให้ลูกสาวดำเนินธุรกิจหาปลาต่อจากครอบครัวเพราะเป็นสิ่งที่ครอบครัวถนัดที่สุด แต่รูบี้เองได้บังเอิญค้นพบว่าเธอมีความสนใจทางด้านการร้องเพลงและดนตรี รูบี้จึงต้องทบทวนกับตนเองอย่างหนักว่าจะทำตามความในของตนเองซึ่งก็คือการร้องเพลง🎶 ที่ครอบครัวจะไม่สนับสนุนแน่ๆเพราะล้วนแล้วแต่พิการทางการได้ยิน และดูจะไม่ใช่สามารถประกออาชีพที่มั่นคง หรือจะกลับมาสานต่อธุรกิจหาปลาของที่บ้านตามความจำเป็นและความคาดหวังของครอบครัว🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีเนื้อหาหลักที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความฝันและการค้นหาตนเองของเด็กวัยรุ่นมาเกี่ยวข้อง แม้จะดูเป็นประเด็นที่จริงจัง แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกเครียดเกินไป👌🏻 เพราะมีเรื่องราวความรักของตัวเอกซึ่งก็พอให้ชุ่มชื่นหัวใจแทรกเข้ามาในปริมาณที่เหมาะสม บวกกับดนตรีเพราะๆ และมุกตลกที่ผสมผสานเข้ามาอย่างถูกจังหวะและลงตัว ด้วยตัวเนื้อหาหนังเองก็ค่อนข้างย่อยง่าย เข้าใจง่าย อบอุ่นหัวใจ CODA จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางเราแนะนำสำหรับช่วงวันหยุดวันแม่ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผู้อ่านผิดหวังแน่นอนค่ะ🎉    จบกันไปแล้วนะคะสำหรับหนังรางวัลออสการ์ 2 รางวัลที่นับว่าอบอุ่นหัวใจมากพอที่จะดูกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาว แต่จะดูคนเดียวก็ไม่เป็นปัญหาอยู่ดี มั่นใจว่า 2 เรื่องดังกล่าวต้องสร้างความประทับใจให้คุณผู้อ่านได้แน่นอน สำหรับ 2 เรื่องที่พูดถึงนี้ยังมีฉายให้ดูผ่านแอพพลิเคชันสตรีมมิ่งอย่างเน็ตฟลิกซ์ เพราะฉะนั้นรับรองได้ว่าหาดูได้ไม่ยากอย่างแน่นอน หากคุณผู้อ่านได้ตามรอยหนังแล้วรู้สึกประทับใจก็อย่าลืมที่จะบอกต่อนะคะ ทางเรายินดีมากๆที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณผู้อ่านสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว หรืออย่างน้อยก็ได้ผ่อนคลายตนเองด้วยภาพยนตร์ดีๆ สวัสดีวันแม่ทุกๆท่านเลยนะคะ

Content Image

อาการแพ้ท้องรุนแรงของคุณแม่ตั้งครรภ์

     ในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก🤰คุณแม่หลายๆท่านคงพบเจอกับปัญหาอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง อาการแพ้ท้องนั้นเกิดมาจากอะไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาการแพ้ท้องและวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้องมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️ภาวะแพ้ท้องรุนแรง คืออะไร?✨อาการแพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) เป็นอาการที่ขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ 9-13 สัปดาห์ แต่ภาวะนี้จะไม่หายไปเหมือนอาการแพ้ท้องทั่วไป (Morning Sickness) ซึ่งอาการแพ้ท้องรุนแรงจะทำให้คุณแม่กินอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ได้ จนถึงขั้นอาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้ คุณแม่จะมีอาการอ่อนแรง😰 คล้ายจะเป็นลม มีอาการหน้ามืด ปัสสาวะน้อย ผิวแห้ง หรือในบางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นช็อกและอาเจียนเป็นเลือดได้ อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงมักพบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ซึ่งหากคุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยทันที- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว🫀- อ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม- คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง🤮- ปวดหัว มึนงง😵‍💫- ความดันโลหิตต่ำ🩸- รับประทานอาหารไม่ได้🤐- มีน้ำลายมากผิดปกติ- มีภาวะขาดน้ำ ผิวแห้ง- อาเจียนบ่อย มากกว่า 3-4 ครั้งต่อวัน- น้ำหนักลดลงกว่า 5% หรือลดลงมากกว่าก่อนตั้งครรภ์สาเหตุของอาการแพ้ท้องรุนแรงมาจากอะไร?🤷‍♀️ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดปัจจุบันแพทย์👨‍⚕️ไม่สามารถระบุสาเหตุของภาวะนี้ได้ แต่ก็อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ดังต่อไปนี้- เกิดจากไขมันในเลือดสูง- เกิดจากหูชั้นในมีปัญหา👂- เกิดจากลำไส้เล็กรั่วกลับไปยังช่องท้อง- เกิดจากร่างกายขาดสังกะสีและวิตามินบี 6- เกิดจากระดับฮอร์โมนไทรอกซินเพิ่มสูงขึ้น- เกิดจากตั้งครรภ์แฝด👯‍♂️หรือภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก- เกิดจากความผิดปกติที่ตับหรือการบีบตัวของทางเดินอาหาร- เกิดจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอชซีจี ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นต้นวิธีรักษาอาการแพ้ท้องรุนแรงอาการแพ้ท้องรุนแรงสามารถรักษาได้หลายวิธี โดยแพทย์จะวินิจฉัยตามอาการของคุณแม่ ดังต่อไปนี้👉รักษาโดยการใช้ยาแพทย์จะจ่ายยา💊ตามอาการของคุณแม่ เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาลดกรดไหลย้อน และยาต้านฮิสตามีน เป็นต้น แต่ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถรับประทานยาได้ แพทย์อาจใช้ยาเหน็บหรือให้ยาทางหลอดเลือดดำแทน ซึ่งการจะใช้ยาแต่ละอย่างนั้น คุณแม่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแม่และลูกในครรภ์ได้👉รักษาโดยการให้น้ำเกลือในกรณีที่คุณแม่มีภาวะร่างกายขาดน้ำ💧 แพทย์จะให้น้ำเกลือเพื่อคืนสารอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ซึ่งเป็นวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย วิธีนี้จะใช้กับคุณแม่ที่มีอาการอาเจียนตลอดช่วงตั้งครรภ์ หากมีอาการที่รุนแรงมาก ก็ควรเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล🏥เพื่อรับน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ👉รักษาโดยการให้อาหารทางสายยางกรณีที่คุณแม่เกิดภาวะขาดสารอาหาร แพทย์อาจจะต้องให้อาหารผ่านทางสายยางตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล🍲 การให้อาหารทางสายยางจะใส่ท่อผ่านทางจมูกเผื่อลงไปยังกระเพาะอาหาร หรือใส่สายอาหารทางหน้าท้องไปยังกระเพาะอาหาร หากคุณแม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด👉รักษาอาการแพ้ท้องรุนแรงด้วยวิธีอื่น ๆ แพทย์อาจจะรักษาอาการโดยวิธีอื่น เช่น การกดจุด การสะกดจิตบำบัด การบำบัดแบบโฮมิโอพาธี และการพักผ่อนบนเตียง🛌 เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่รู้สึกผ่อนคลายด้วย     สรุปได้ว่าหากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องรุนแรง ไม่ควรซื้อยามารับประทานด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด🙅‍♀️ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของร่างกายแม่และลูกในครรภ์

Content Image

ทารกอยู่ในครรภ์ท่าไหน ฟังเสียงหัวใจบอกได้

     สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั้น🤰 คงมีเรื่องตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับทารกในครรภ์ คุณพ่อคุณแม่อาจมีความลุ้นและกังวลว่าลูกในครรภ์นั้นจะมีสุขภาพ พัฒนาการ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ปกติหรือไม่ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งวิธีที่สามารถใช้ในการตรวจสอบสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์เบื้องต้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือการฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ จะสามารถทำอย่างไรได้บ้างนั้น ก่อนอื่นเราไปเริ่มที่วิธีการทางการแพทย์กันก่อนเลยค่ะ💁‍♀️วิธีตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์1️⃣ใช้เทคนิค Real time sonography ซึ่งถือว่าเป็นการทำอัลตร้าซาวนด์รูปแบบหนึ่ง หลักการก็คือการปล่อยคลื่นเสียง🔊ความถี่ที่หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ลงไปที่บริเวณท้องของคุณแม่ จากนั้นจึงใช้ตัวรับสัญญาณ ในการรับสัญญาณจากคลื่นความถี่นั้น แล้วแปลงสัญญาณออกมาปรากฏในรูปแบบขอภาพบนจอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพภายในท้องของคุณแม่ ณ ช่วงเวลาจริงที่กำลังทำการตรวจ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ทั้งแพทย์เองและคุณแม่สามารถมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ รวมถึงการเต้นของหัวใจก็ได้เช่นกันค่ะ2️⃣ใช้ Ultrasonic Doppler ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นความถี่ในการตรวจสอบเสียงหัวใจของทารก🚼ได้เช่นเดียวกัน โดยจะใช้กับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ3️⃣ใช้เทคนิค Echocardiography ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของหัวใจทารกด้วยคลื่นความถี่สูงค่ะ แต่สำหรับเครื่องมือนี้จะใช้ได้ช่วง 48 วันหลังคุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายค่ะ🩸วิธีฟังเสียงหัวใจทารกที่สามารถทำได้ด้วยตนเองใช้ Stethoscope🩺 หรือหูฟังทางการแพทย์ในการตรวจสอบ  ซึ่งก็คือการจิ้มปลายหูฟังไปยังบริเวณที่ต้องการจะฟังเสียงนั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วเครื่องมือนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เช่นเดียวกัน แต่เป็นเครื่องมือที่นอกจากแพทย์จะใช้ได้แล้ว คุณแม่หรือสมาชิกท่านอื่นๆในครอบครัวก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องทราบถึงเทคนิคในการใช้ และตำแหน่งที่ต้องการฟังเสียงค่ะ👉ตำแหน่งที่เหมาะกับการฟังเสียงหัวใจของทารกในครรภ์หากร่างกายของทารกอยู่ระนาบเดียวกับร่างกายของคุณแม่ในท่ายืน พูดให้เห็นภาพก็คือ หากจินตนาการว่า💭ทารกกำลังยืนตรงภายในครรภ์ของคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจของเด็กได้ก็ต่อเมื่อแตะปลายหูฟังไปที่บริเวณที่สูงกว่าสะดือของคุณแม่ค่ะในทางตรงกันข้าม หากจินตนาการว่าทารกกำลังพลิกตัวกลับหรือกำลังอยู่ในท่าคว่ำตัว เอาศีรษะดิ่งลงมา จะได้ยินเสียงหัวใจ🫀ของเด็กได้ในบริเวณที่ต่ำกว่าระดับสะดือของคุณแม่ค่ะหากศีรษะของทารกเยื้องไปทางขวาของอุ้งเชิงกรานคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งขวาค่ะในทางกลับกัน หากศีรษะของทารกเยื้องไปทางซ้ายของอุ้งเชิงกรานคุณแม่🤰 จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งซ้ายนั่นเองค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัจจุบันมีวิธีการที่หลากหลายมากที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้จากการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งก็มีทั้งเครื่องมือหรือเทคนิคที่จำเป็นต้องตรวจที่โรงพยาบาล🏥 และเครื่องมือที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เอง หากคุณแม่ท่านใดสนใจก็สามารถลองทำตามวิธีดังกล่าวกันได้นะคะ

Content Image

คนท้องคิดมาก รับมือยังไง?

     การตั้งครรภ์🤰นั้นถือเป็นกิจกรรมที่ใช้ความรับผิดชอบอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งแรงกายและแรงใจของคุณแม่ นอกจากนี้ยังถือเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่นั้นมีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมรอบกายมากเป็นพิเศษอีก ความเครียด🤯และความวิตกกังวล😰จากสุขภาพและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจึงสามารถเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างง่าย วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาทำความเข้าใจถึงภาวะเครียดระหว่างการตั้งครรภ์ว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เอง จนไปถึงเป็นผู้ที่มีคนรอบตัวกำลังตั้งครรภ์ จะได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมค่ะ💁‍♀️สาเหตุหลักๆที่ทำให้คุณแม่เครียด💫การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น⏲️ หน้าท้องและผิวส่วนอื่นๆเริ่มแตกลาย หน้ามันหรือเป็นสิวมากกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำใหผู้หญิงส่วนมากรู้สึกวิตกกังวล😰ได้อยู่แล้วค่ะ💫วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งอย่างที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างที่ตั้งใจและจำเป็นต้องทำก็เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมผาดโผน🧗‍♀️ ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ออกท่าทางได้หลากหลายเท่าเดิม ส่วนอย่างที่ไม่ตั้งใจก็เช่น มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ปัสสาวะเล็ด มีอาการแพ้ท้อง😵‍💫 ไวต่อกลิ่นรอบตัว🙊 เวียนหัวอยากอาเจียน🤮💫มีความอ่อนไหวทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากความเปลี่ยนแปลงของสมดุลสารเคมี🧪ในร่างกายหรือที่เรียกว่าฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่นั่นเองค่ะ💫วิตกกังวลถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ปัญหาระหว่างทำการคลอด อนาคตของเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์ผลเสียหากมีความเครียดเรื้อรัง👉ผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่เอง ได้แก่ นอนหลับพักผ่อนได้ไม่สนิท🥱 รับประทานอาหารได้น้อยลงกว่าเดิม มีแนวโน้มที่จะทำให้ร่างกายของตนเองได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ เมื่อพักผ่อนได้น้อยลงประกอบกับรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณแม่นั้นต่ำลงเช่นเดียวกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ง่ายต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠กลุ่มต่างๆ ความดันโลหิตสูงขึ้น🩸 หัวใจเต้นเร็วขึ้น🫀 และแม้คุณแม่ผ่านช่วงตั้งครรภ์ไปแล้ว ความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังก็มีโอกาสส่งผลให้คุณแม่เข้าข่ายภาวะซึมเศร้า😢ได้ในอนาคตค่ะ👉ผลเสียต่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เนื่องจากคุณแม่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲ได้เพียงพอ ทารกจึงมีโอกาสขาดสารอาหารด้วยเช่นเดียวกัน และหากคุณแม่ได้รับเชื้อก่อโรค🦠 ก็อาจส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง และแม้เด็ก👶จะปลอดภัยในระหว่างการตั้งครรภ์ หากเติบโตขึ้นก็จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ🫀 ความดันโลหิต🩸 จนไปถึงโรคเบาหวาน🍰เลยค่ะวิธีบรรเทาความเครียดเบื้องต้น🩷หากิจกรรมที่ตนเองชอบทำ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงทั่วไป เช่น การดูหนัง🎬 ดูละคร ภาพยนตร์ การฟังเพลง🎧 จนไปถึงกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรก ยกตัวอย่างเช่น การวาดรูป ทำงานศิลปะ👩‍🎨 เล่นดนตรี🎻 ทำสมาธิ เล่นโยคะ🧘‍♀️ จนไปถึงการออกกำลังกายเบาๆ เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เราหันไปตั้งสมาธิกับเรื่องอื่นๆ ไม่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดค่ะ💞หาคนปฏิสัมพันธ์ด้วย เมื่อเกิดความเครียด วิธีการในการระบายที่ง่ายที่สุดก็คือพูด🗣️หรือระบายมันออกมานั่นเองค่ะ คนรับฟังนั้นจะเป็นใครก็ได้ที่คุณแม่รู้สึกไว้ใจ สบายใจที่จะพูดคุยด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณสามี👨 คนในครอบครัว จนไปถึงเพื่อนสนิท แต่หากรู้สึกตัวว่าความเครียดเหล่านั้นอาจมากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะช่วยแบกรับได้ คุณแม่สามารถปรึกษาจิตแพทย์👩‍⚕️หรือนักจิตบำบัดได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือผิดปกติแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะเรารู้เท่าทันร่างกายตนเองค่ะ🤰ปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยด้วย การลูบท้องเบาๆ✋ จะทำให้คุณแม่รู้สึกเหงาน้อยลง รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวและรู้สึกมีกำลังใจ อยากมีสุขภาพดีๆเพื่อที่จะได้เห็นหน้าและรอดูเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์เติบโตในอนาคตค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าความเครียด🤯และความวิตกกังวล😰นั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครภร์🤰แทบทุกคน ไม่ว่าช่วงก่อนตั้งครรภ์จะมีบุคลิกภาพอย่างไร นับเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดได้ยากค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราทราบว่าเมื่อเกิดแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร และมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ช่วยดูแลและหมั่นสังเกตสุขภาวะทางอารมณ์ของกันและกันค่ะ

Content Image

คนท้องเป็นกรดไหลย้อน อาการที่ไม่ควรมองข้าม

     หนึ่งในปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับคนท้องบ่อย ๆ คืออาการกรดไหลย้อนในคนท้องค่ะ ซึ่งคุณแม่บางคนเป็นบ่อยมากจนรู้สึกรำคาญ รู้สึกไม่สบายตัว จะลุก จะนั่ง จะทำอะไรก็พาลแต่จะพะอืดพะอมอยู่ตลอดเวลา🤢 วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกรดไหลย้อนในคนท้องมาให้คุณแม่ทราบ มาดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ สาเหตุที่ทำให้คนท้องเป็นกรดไหลย้อน👉ความผิดปกติของหูรูดที่บริเวณหลอดอาหารหรือความดันของหูรูดต่ำกรดไหลย้อนก็คือภาวะที่น้ำกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหาร ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหูรูดที่บริเวณหลอดอาหารหรือความดันของหูรูดต่ำ จึงทำให้ไม่สามารถป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ มากไปกว่านั้น ยังอาจเกิดจากการบีบตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ทำให้ย่อยอาหารได้ช้า และอาหารเกิดการคั่งค้างจนไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหาร🤢สำหรับคนท้อง🤰นั้นจะมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนในร่างกายเข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมนในร่างกายของคนท้องจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ไม่สามารถป้องกันการไหลย้อนกลับของอาหารและกรดในกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้คนท้องมีโอกาสเป็นกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นค่ะอาการที่บ่งบอกว่าคุณแม่เป็นกรดไหลย้อนอาการอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของระดับความรุนแรงว่าเป็นมาก หรือน้อย หรือเป็นบ่อยแค่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วก็จะมีอาการที่คล้าย ๆ กัน ดังนี้     • รู้สึกแสบร้อนที่บริเวณกลางอก     • จุกเสียดหรือเจ็บที่หน้าอกหลังรับประทานอาหาร     • รู้สึกอึดอัด หนัก และแน่นท้อง      • ท้องอืด ท้องเฟ้อ     • มีอาการเรอ หรือเรอเหม็นเปรี้ยว😮‍💨     • มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก🥴     • ไอหรือเจ็บคอ👉วิธีแก้หรดไหลย้อนสำหรับคนท้องคุณแม่ที่มีอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ อย่าเพิ่งกังวลใจว่าจะรักษาไม่หาย เพราะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป และอาการกรดไหลย้อนคนท้องรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆโดยวิธีแก้กรดไหลย้อนในคนท้องที่คุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ มีดังนี้     • พยายามกินอาหารหลาย ๆ มื้อ แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ🍽️ แทนที่จะกินอาหารแค่เพียง 3 มื้อใหญ่ การแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ ก็จะช่วยให้สามารถย่อยอาหารได้ดีกว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ทีเดียว     • กินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด😋 เพราะถ้าคุณแม่เคี้ยวไม่ละเอียด และอาหารที่กินเข้าไปยังมีชิ้นใหญ่อยู่ ก็จะทำให้ใช้เวลาในการย่อยนานขึ้น และทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง     • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ทั้งเผ็ดจัด🌶️ เปรี้ยวจัด ของหมักดองทั้งหลาย ของทอดทั้งหลายทั้งปวง และแอลกอฮอล์ อาหารเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย ทั้งยังส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารคลายตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของอาการเสียดท้องได้ง่าย     • ไม่กินข้าวคำ น้ำคำ💧 เพราะถ้าดื่มน้ำในระหว่างกินอาหารไปด้วย จะยิ่งทำให้มีของเหลวในกระเพาะอาหารมากขึ้น เสี่ยงที่กรดในกระเพาะอาหารและอาหารจะไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหารง่ายขึ้น     • ไม่นอน😴ทันทีหลังจากที่กินอาหารเสร็จ เพราะเสี่ยงจะทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการย่อยอาหารอยู่ ถ้ากินปุ๊บนอนปั๊บ อาจทำให้น้ำกรดที่กำลังย่อยอาหารอยู่ไหลย้อนกลับมากัดเซาะเนื้อเยื่อที่หลอดอาหาร และก่อให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ง่ายขึ้น     • เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลหลังอาหาร เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำลายให้มากขึ้นในขณะที่เคี้ยวหมากฝรั่ง ปริมาณน้ำลายที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยเพิ่มความเป็นกลางของกรดที่ไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหาร     • หากจะเอนหลัง หลังจากที่กินอาหาร ควรจัดหมอนให้สูงขึ้นกว่าปลายเท้า🦶 หรือจะวางหมอนเสริมที่ใต้บ่าด้วยก็ได้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น     ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วอาการกรดไหลย้อนมักไม่ได้รุนแรงจนถึงกับต้องไปพบแพทย์👨‍⚕️ เพราะส่วนมากมักจะดีขึ้นได้หากปรับพฤติกรรมการกินวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ยาลดกรดไหลย้อน แต่อย่างไรก็ตาม หากอาการของคุณแม่แย่ลง คุณแม่ควรขอแนะนำให้คุณแม่ปรึกษากับแพทย์โดยตรงค่ะ เพื่อความปลอดภัยของการตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยามากินเองนะคะ

Content Image

ห้ามพลาด 4 เคล็ดลับเลือกชุดชั้นในให้นมลูก

     คุณแม่ให้นมบุตรหลาย ๆ ท่านอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับ “เสื้อชั้นในให้นมลูก” มาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? และเสื้อชั้นในให้นมลูกควรจะเลือกซื้อแบบไหน? ซื้อกี่ตัว? มีวิธีการสวมใส่อย่างไร? วันนี้ทางเรามีคำตอบมาให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️วิธีในการสวมใส่เสื้อชั้นในให้นมลูก👉สวมใส่ผ่านทางศีรษะเหมือนใส่สปอร์ตบราเสื้อชั้นในให้นมลูกแบบที่สวมใส่ง่ายที่สุด คือ เสื้อชั้นในให้นมลูกแบบสวมผ่านทางศีรษะลักษณะคล้ายกับสปอร์ตบรา👙 เสื้อชั้นในใประเภทนี้จะมีคลิปหนีบที่สายเสื้อในแต่ละเส้นเพื่อให้คุณแม่สามารถปลดออกเพื่อให้นมลูก🤱ได้ง่ายขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว แถมมืออีกข้างยังว่างไว้สำหรับโอบอุ้มเจ้าตัวเล็กได้อีกด้วย 4 เคล็ดลับในการเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมลูก✨ควรซื้อเสื้อชั้นในให้นมกี่ตัว?คำตอบ คือ ควรเลือกซื้ออย่างน้อย 3 ตัว เพื่อที่จะได้มีสำรองไว้ผลัดเปลี่ยนในแต่ละวันนั่นเอง หรือคุณแม่อาจจะเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมลูกที่มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะทางติดเอาไว้ด้วยก็ได้ เช่น สำหรับใส่นอน สำหรับใส่ออกกำลังกาย🏋️‍♀️ เป็นต้น✨ควรซื้อเมื่อไหร่ดี?คำตอบ คือ ควรซื้อหลังคลอดเจ้าตัวเล็กอย่างน้อย 4 สัปดาห์⏰ หรือ ก่อนที่ฮอร์โมน HPL ของคุณแม่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  อย่างไรก็ตาม แม่ ๆ สามารถเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมลูกในระหว่างตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกัน แต่ควรเลือกซื้อด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อซ้ำซ้อนเนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดไซส์หน้าอกหลังคลอด ✨เลือกไซส์เสื้อชั้นในให้นมที่เหมาะสมได้อย่างไร?จริงๆแล้ว มันยากที่จะคาดเดาว่าเต้านมของคุณแม่จะขยายใหญ่ขึ้นในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ได้มากขนาดไหน เพราะสรีระของคุณแม่แต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น คุณแม่ควรเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมลูกที่มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านมในช่วงระหว่างตั้งครรภ์🤰ไปจนถึงช่วงให้นมบุตร      ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงเคล็ดลับในการเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมสำหรับคุณแม่ คุณแม่สามารถปรึกษาพนักงาน👩‍💼ขายเสื้อชั้นในให้ช่วยเลือกขนาดของเสื้อชั้นในให้นมลูกที่เหมาะสมกับหน้าอกของตนเองได้อีกด้วย และทางเราขอแนะนำให้คุณแม่เลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมลูกแบบมีตะขอด้านหลังสำรองเอาไว้ เพื่อรองรับขนาดเต้านมที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้งด้วยนะคะ

Content Image

คุณแม่ท้องอยากสวย

     ความสวยกับผู้หญิง👱‍♀️ย่อมมาคู่กันค่ะ ปกติผู้หญิงอย่างเราๆก็มักจะให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องความสวยความงาม งานผิวฉ่ำ หน้าใส ใส่ใจรูปร่าง แต่พอเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 หลายคนอาจจะกังวลในรูปร่างหรือผิวที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำสวยเพราะกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงลูกน้อย อย่างเปลี่ยนสีผม ทำเล็บ💅 แต่งหน้า💄 ทาครีมหรือทานอาหารเสริมสำหรับผิว เพราะไม่รู้ว่าปลอดภัยแค่ไหน จะเป็นอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์ไหม เลยต้องปล่อยเลยตามเลย หยุดค่ะแม่ ใครบอกคะว่าถ้าเราท้องแล้วต้องโทรม ไม่จริงเลยค่ะ วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ ว่าอะไรเพื่อความสวยของคุณแม่ได้บ้าง ไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️คุณแม่ตั้งครรภ์อยากสวยด้วยการทำสีผมได้ไหม👩‍🦰ทำสีผมได้ แต่ไม่ใช่ใน 3 เดือนแรกคุณแม่หลายคนคงชื่นชอบการเปลี่ยนสีผม ถามว่าทำได้ไหม คำตอบคือ ทำได้ค่ะ✅ แต่ควรรอให้ผ่านช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์อ่อนๆหรือรอให้ผ่าน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ไปก่อน เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ อ่อนไหว และกระทบกระเทือนง่ายมากๆ จึงควรรอให้ลูกน้อย👶สมบูรณ์พร้อมสร้างอวัยวะนั้นเองค่ะ 👩‍🦰แนะนำการทำสีผมของคุณแม่คุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมที่เป็นออร์แกนิก🍃 เพื่อลดการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกายนะคะ หรือเลือกที่กลิ่นอ่อนๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากกลิ่นแอมโมเนีย🙊 ทำได้ สวยได้ แบบปลอดภัยไร้สารเคมีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะคนท้องอยากสวยด้วยการทำเล็บได้ไหม💅ทำเล็บให้สวยได้ แต่ต้องมั่นใจว่าไม่ติดเชื้อหลายคนที่ชอบทำเล็บจะรู้กันดีค่ะ ว่าเล็บสวย เท่ากับ เราสวย มองเล็บทีไร อารมณ์ดีขึ้นทันที🥰 ดังนั้นคุณแม่หลายคนรู้แล้วคงดีใจ เพราะว่าถึงจะตั้งครรภ์ แต่เล็บคุณแม่ก็ไม่หยุดสวย เพราะคำตอบคือ ทำได้ค่ะ เนื่องจากการทาเล็บไม่ได้ส่งผลอันตรายอะไรกับลูกน้อย👶ในครรภ์เพราะไม่ได้ทาลงบนผิวหนังคุณแม่โดยตรง แต่สิ่งที่คุณแม่ต้องระวังและต้องมั่นใจให้ได้ก่อนตัดสินใจทำคือ เรื่องของความสะอาดของอุปกรณ์ในการทำเล็บค่ะ หากติดเชื้อ🦠ขึ้นแม่จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ค่ะ💅แนะนำการทำเล็บของคุณแม่นอกจากจะต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ในการทำเล็บสะอาด ได้มาตรฐานแล้ว คุณแม่ควรเลือกร้านที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกค่ะ เพื่อลดการสูดดม🙊กลิ่นของยาทาเล็บเข้าไปในร่างกาย คนท้องอยากสวยด้วยการแต่งหน้าได้ไหม💄แต่งหน้าได้ ถ้าสังเกตส่วนประกอบของเครื่องสำอางก่อนใช้การแต่งหน้า💋 เป็นอีกหนึ่งสิ่งในชีวิตประจำวันของผู้หญิงที่ช่วยให้เรามีความมั่นใจ ออกไปใช้ชีวิต ออกไปเข้าสังคม หรือจะถ่ายเซลฟี่ไว้ดูเอง ก็รู้สึกสวยขึ้นแล้วค่ะ คุณแม่บางคนอาจจะชินในการแต่งหน้าทุกวัน แต่พอตั้งครรภ์อาจจะกังวลว่า แต่งได้ไหม คำตอบคือ แต่งได้ค่ะ✅ แต่ควรอ่านส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่คุณแม่เลือกใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้🍍 หรือ วิตามินเอ ที่มักผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์💄แนะนำคุณแม่ในการเลือกเครื่องสำอางหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง หรือครีมที่มีส่วนผสมที่พบบ่อยในเครื่องสำอางอย่างขาวกระจ่างใสอย่าง AHA , BHA  และอาร์บูติน ส่วนประกอบที่นิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอาง มักเป็นกรดผลไม้อย่าง AHA หรือ BHA ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้🥴🧴ครีมกันแดดและครีมทาฝ้า ปกติเวลาเราเลือกครีมกันแดดก็มักจะเลือกค่า SPF ที่สูงๆมาสู้กับแดด☀️เมืองไทยใช่ไหมคะ แต่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรเลือกครีมกันแดดที่ค่า SPF ไม่สูงมาค่ะ เลือกประมาณ SPF 15 ถือว่าเพียงพอต่อคุณแม่แล้วนะคะ เพราะหาก SPF สูงเกินไปจะทำความสะอาดใบหน้ายาก ส่งผลให้มีสิ่งตกค้างอยู่บนผิวหน้าและรูขุมขน ซึ่งอาจมีปัญหาผิวหน้าตามมาค่ะ    

Content Image

งานบ้านเหล่านี้แม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทำ

     คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่าช่วงตั้งครรภ์🤰นั้นเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่จะอ่อนแอและไวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าภาวะปกติ แต่สำหรับคุณแม่ที่เป็นแม่บ้าน🏡 มีหน้าที่คอยดูแลบ้านนั้นก็ยังคงต้องทำงานบ้านต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงงานบ้านที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถทำได้ และงานบ้านที่ควรเลี่ยง งานอะไรจะอยู่ในกลุ่มไหนบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ💁‍♀️4 งานบ้านที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง1️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้สารเคมี👉ตัวอย่างงานที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่กลุ่มที่ใช้สารเคมีรุนแรง🧪 ก่อความระคายเคืองต่อระบบผิวหนัง ระบบหายใจ😷และดวงตา👁️อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานล้างห้องน้ำที่ต้องใช้น้ำยาสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ จนไปถึงน้ำยากัดกร่อนท่อตัน หรืองานประเภทกำจัดแมลงและศัตรูพืชที่ต้องใช้สารกำจัดแมลงเข้ามาเกี่ยวข้อง👉ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ ได้แก่งานที่มีการใช้สารเคมีเช่นกัน แต่เป็นสารเคมีที่ไม่รุนแรง เราทุกคนต่างต้องใช้กันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายโดยตรง เช่น สบู่🧼 ยาสระผม ยาสีฟัน หรือการล้างจาน🍛หรือล้างเครื่องครัว ซึ่งใช้สารเคมีที่ใช้กับเครื่องมือการกินและการทำอาหาร ยกตัวอย่างเช่นน้ำยาล้างจาน งานประเภทซักผ้ารีดผ้า🧺ที่มีการใช้น้ำยาซักผ้า ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม จนไปถึงน้ำยารีดผ้าเรียบก็สามารถทำได้อย่างไม่น่ากังวลอะไร แต่หากคุณแม่มีประวัติแพ้สารเคมีเหล่านี้ รู้สึกระคายเคืองต่อผิวก็สามารถใส่เครื่องแต่งกายป้องกัน เช่น ถุงมือหรือผ้ากันเปื้อนได้ค่ะ และควรระวังในประเด็นของพื้นที่บริเวณที่ใช้ทำงาน หากอยู่ท่ามกลางพื้นที่เปียกก็ต้องระวังในแง่ของการลื่นล้มซึ่งก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์ได้ค่ะ2️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ👉งานในกลุ่มนี้ไม่สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ได้เลยค่ะเพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรต้องใช้แรงงานไปกับอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องออกท่าทางหนักๆ จนไปถึงงานแบกหามของหนัก🪵 เพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่คุณแม่จะเหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย😥มากกว่าปกติ เฉพาะการอุ้มครรภ์เฉยๆก็ทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว หากต้องทำงานบ้านประเภทที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ สร้างความกระทบกระเทือนต่อคุณแม่มากๆ ก็จะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายของคุณแม่เองและร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ3️⃣งานบ้านที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย👉จะเป็นงานกลุ่มที่ต้องทำงานกับความสูง🧗‍♀️ ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณแม่ต้องขึ้นบันไดไปปัดกวาดเช็ดถูฝ้าเพดาน🧹 เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดกระจก🪞 เป็นงานที่หากคุณแม่พลาดก็จะตกจากที่สูง อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นการลื่นล้มจากความสูงระดับไหนก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์อยู่แล้ว หากเป็นที่สูงก็จะเพิ่มความเสียหายขึ้นไปอีก จึงเป็นงานที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงกำลังตั้งครรภ์ไปก่อนค่ะ4️⃣งานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ👉สิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ😷ได้นั้นมีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาด ที่ไอระเหยของสารสามารถสร้างความระคายเคืองต่อจมูกคุณแม่ได้ตามที่เราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า จนไปถึงงานที่ต้องอยู่ท่ามกลางอากาศที่ไม่ดี😶‍🌫️ ไม่ว่าจะเป็นงานดูดฝุ่นหรืองานทำความสะอาดบริเวณที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องเสี่ยงกับทั้งฝุ่น ไร ขนสัตว์🐶 และเชื้อรา🦠ที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ งานในกลุ่มนี้จึงเป็นอีกกลุ่มที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าข้อจำกัดทางด้านการทำงานบ้านของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นมีค่อนข้างหลากหลายมาก ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเป็นสามี🤵‍♂️ของคุณภรรยาที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ รวมไปถึงเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ควรช่วยเหลือในการทำงานเหล่านี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้คุณผู้หญิงที่กำลังเป็นคุณแม่🤰 และลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

วิธีรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวน

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะมีอารมณ์แปรปรวนมากกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากความกังวลและความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านฮอร์โมนและร่างกายส่วนต่างๆด้วย ดังนั้นเราจึงนำวิธีการรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนของคุณแม่เพื่อให้คุณแม่สบายใจมาฝากกันค่ะ วิธีรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวน✨ การดูแลตัวเองลองฟังร่างกายของตัวเองว่าขณะนั้นร่างกายต้องการอะไร🤰 ทำจิตใจให้สบายลองนึกถึงสิ่งต่างๆที่คุณแม่อยากทำ เช่นการไปเที่ยว การไปช้อปปิ้ง👜 ก็จะช่วยให้คุณแม่ได้คิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ได้สักครู่✨ พูดคุยการพูดคุยเมื่อคุณแม่รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือ หดหู่ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียวค่ะ การได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นสามี คนในครอบครัว🧑‍🤝‍🧑 หรือเพื่อนสนิท คุณแม่จะพบว่าคุณแม่มีคนที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนคุณแม่มากขนาดไหนค่ะ❤️ ✨ โภชนาการการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ🥗 เป็นวิธีทางธรรมชาติที่คุณแม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับการนอนหลับ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนได้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้อารมณ์เสถียรน้อยลงนั่นเองค่ะ✨ นอนหลับหากคุณแม่รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียก็จะยิ่งทำให้คุณแม่จัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ยากมากขึ้น ดังนั้นการพักผ่อนนอนหลับ💤 เป็นสิ่งจำเป็น หากคุณแม่นอนหลับไม่เต็มอิ่มในตอนกลางคืน อาจลองงีบหลับสั้นๆ ระหว่างวันเพื่อเป็นการเติมพลัง🥰 ท่านใดที่ทำงานไปด้วยอาจลองปรึกษากับหัวหน้าดูว่าคุณแม่สามารถขอลาหยุดได้หรือไม่นะคะ✨ ออกกำลังกายการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณแม่อารมณ์ดี ทุกครั้งที่หงุดหงิดให้คุณแม่ลองว่ายน้ำ เข้าคลาสโยคะ🧘 หรือเดินเล่นดูนะคะหากไม่สามารถรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนได้ควรทำอย่างไร?✨ ควรทำอย่างไรดี?หากสุดท้ายแล้วคุณแม่ยังคงรู้สึกหดหู่หรือไม่สบายใจอย่างต่อเนื่อง คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง เพราะหากทิ้งเอาไว้สุขภาวะทางอารมณ์💔 อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ได้นั่นเองค่ะ✨ ปรึกษาคุณหมอมีผลดีอย่างไร?โดยหากคุณแม่รู้สึกหดหูตลอดเวลา เมื่อคุณแม่🤰ปรึกษากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ คุณหมอจะสามารถช่วยเหลือคุณแม่ได้อย่างถูกวิธี และจะสามารถหาวิธีรักษาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ได้อย่างเหมาะสม โดยงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าด้วยหากคุณแม่ไม่รับการรักษาปัญหาสุขภาพทางอารมณ์💔สิ่งนี้ก็อาจส่งผลต่อไปที่กายภาพของลูก👶ในครรภ์และส่งผลถึงอนาคตเมื่อลูกเติบโตด้วยค่ะ 

Content Image

ฝันบอกเพศลูกในครรภ์ได้?

       คุณผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับบทความเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของเราในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ใช่ไหมคะ แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมานำเสนอในมุมมองของความเชื่อกันค่ะ ในการตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์ยังเจริญเติบโตน้อยมาก และยังไม่สามารถใช้วิธีการอัลตร้าซาวนด์เพื่อหาเพศบุตรได้ หลายท่านคงอยากรู้เพศของลูกๆกัน จึงมีความเชื่อว่า ความฝันบางอย่างอาจบ่งบอกถึงเพศของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ แต่ฝันว่าอะไรจะบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้บ้าง และบ่งบอกอะไรนอกจากเพศได้ เราไปดูกันเลยค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกสาวฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปลาคาร์ฟ🎏 บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่ง ฝันเห็นวัวบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและเป็นคนน่ารัก ฝันเห็นม้าโดยเฉพาะม้าสีขาว บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฝันเห็นผีเสื้อบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเป็นคนสวยงาม ฝันเห็นนกพิราบบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฝันเห็นเป็ดแมนดาริน จะได้ลูกสาวที่เป็นคนสวยและมั่นคงในความรัก ฝันเห็นนกกระจอกมาหลบแถวแขนตนเองก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเช่นเดียวกัน ฝันเห็นมังกรบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่สวยและนำความเจริญมาสู่ชีวิตครอบครัว และสุดท้าย ฝันเห็นเสือ บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ฉลาด ไหวพริบดี มีอนาคตไกลค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นสร้อย📿 ฝันเห็นสตรอว์เบอรรี่ ฝันเห็นทะเล ฝันว่าได้แหวนทอง เครื่องสำอาง พวงมาลัยและดอกไม้ ล้วนบ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกสาวทั้งสิ้นค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกชายฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นมังกรบิน🐉เข้าห้อง บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทนและมีชื่อเสียง ฝันเห็นงูบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความสามารถ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ ฝันเห็นวัว(ที่มีเขา) บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความกตัญญูมากๆ ฝันเห็นหมูป่า บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เติบโตแล้วมีชื่อเสียง ฝันเห็นเต่าบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ฝันว่าตนเองได้ขี่เสือก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เป็นคนมีชื่อเสียงในอนาคตเช่นเดียวกัน ฝันเห็นนกกระเรียน บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่ผู้อื่นให้ความเคารพและนับหน้าถือตา ฝันเห็นไก่ตัวผู้ก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน ฝันเห็นช้าง โดยเฉพาะช้างเผือก บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เกิดมาเต็มเปี่ยมทางด้านบุญวาสนาค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันว่ามีคนเอาแก้วมาให้ ฝันว่าได้เพชรพลอย ได้ผ้าไหม ได้แหวนคู่💍 รวมไปถึงฝันว่าได้สัมผัสกับดิน ฝันว่าได้ขึ้นเขาหรือเห็นยอดเขาสูง สิ่งเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกชายเช่นเดียวกันค่ะ    อย่างไรก็ตาม ความฝันที่บ่งบอกถึงเพศลูกนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ตำราแต่ละแหล่งอาจทำนายเอาไว้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะเชื่อและศรัทธาในตำราแหล่งไหน อย่างไรก็ตาม ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสิน เพราะสุดท้ายแล้ว วิธีการที่สามารถบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้ดีและแม่นยำมากที่สุดก็คือวิธีการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.