Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

น้ำคร่ำน้อย อันตรายต่อลูก!

     น้ำคร่ำนั้นเป็นของเหลวที่ช่วยพยุงร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ของคุณแม่🤰 จะช่วยลดแรงกระทบกระเทือนหรือการกดทับจากอวัยวะภายในบริเวณระบบสืบพันธุ์ ทำให้ทารกในครรภ์ได้รับแรงกระทบกระเทือนเหล่านั้นน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยในการรักษาสมดุลน้ำ💧และแร่ธาตุของทารก ควบคุมสมดุลอุณภูมิ🌡️สิ่งแวดล้อมรอบร่างกายของทารก นับว่าเป็นหนึ่งในกลไกตามธรรมชาติของร่างกายคุณแม่ที่มีไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยของทารกในครรภ์ แล้วถ้าหากของเหลวดังกล่าวมีปริมาณที่น้อยกว่าปกติ จะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์อย่างไรได้บ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะน้ำคร่ำน้อยภาวะน้ำคร่ำน้อยหรือที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า 'Oligohydramnios' เป็นภาวะที่ปริมาณน้ำคร่ำ💧ในครรภ์ของคุณแม่ต่ำกว่าปกติ โดยทั่วไปคุณแม่จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ  700-900 มิลลิลิตร แต่คุณแม่ที่ประสบกับภาวะนี้จะมีน้ำคร่ำเพียง 100-300 มิลลิลิตร หากคุณผู้อ่านจินจนาการไม่ออก คุณแม่จะมีปริมาณน้ำคร่ำเพียงประมาณ 1-4 ของน้ำอัดลมขวดลิตรเท่านั้นค่ะ ในบางรายอาจลดลงเหลือเพียง 2-3 มิลลิลิตรเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งการที่น้ำคร่ำมีปริมาณน้อยนี้มักจะส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการเจริญเติบโตของทารก🚼 รวมไปถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะสาเหตุของการเกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยมีโอกาสที่จะเกิดจากความผิดปกติของร่างกายทารกในครรภ์เองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม🧬 ความผิดปกติของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกาย มักจะเกี่ยวข้องกับระบบรักษาสมดุลและแร่ธาตุ เช่น ความผิดปกติในการทำงานของไต การอุดตันของท่อระบบทางเดินปัสสาวะ สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบจากภาวะที่ทารกโตช้าในครรภ์🤰ได้เช่นเดียวกันค่ะ ระบบต่างๆในร่างกายจึงไม่สมบูรณ์ หรืออาจมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวทารกเอง ยกตัวอย่างเช่นความผิดปกติของรกแม่ หรือการเกิดภาวะน้ำคร่ำรั่ว คุณแม่มีภาวะเบาจืด ครรภ์เป็นพิษ การที่คุณแม่ใช้ยาบางกลุ่ม💊 หรือมาจากภาวะที่เกี่ยวกับแฝดในกรณีที่คุณแม่มีลูกแฝด👯‍♂️ก็เป็นไปได้เช่นกันค่ะความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์👉ทารกในครรภ์มีโอกาสโดนมดลูกของคุณแม่กดทับบริเวณผนังทรวงอก ทำให้ปอด🫁และผนังทรวงอกขยายตัวได้ไม่เต็มที่ค่ะ👉ทารกมีโอกาสที่จะรับน้ำเข้าไปในทางเดินระบบหายใจ😪ของปอดไม่ได้ ทำให้พัฒนาการของปอดเป็นไปได้ช้าลงหรืออาจหยุดการเจริญไปเลยค่ะ👉เนื่องจากภาวะดังกล่าวส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญของปอด หากปอดหยุดพัฒนาก็จะส่งผลให้ทารกมีการทำงานของปอดที่ผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰ค่ะ👉มีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า กลุ่มอาการพอตเตอร์ หรือ Potter syndrome ซึ่งจะเป็นภาวะที่อวัยวะภายนอกต่างๆ (ส่วนใหญ่จะเป็นระยางค์) รวมไปถึงใบหน้าของทารกผิดรูป🫠 ไปจนถึงอวัยวะภายในที่ผิดปกติอย่างอาการปอดแฟบ เมื่อปอดแฟบก็จะทำให้ทารกสามารถรับออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดกวามผิดปกติด้านพัฒนาการของสมอง🧠ตามมาค่ะ👉ในคุณแม่ที่มีอายุครรภ์น้อยๆ มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ทารกเสียชีวิต💀ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะ เบาลงมาหน่อยก็จะเป็นการที่ทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ตามอาการต่างๆที่เราได้กล่าวมาในข้อด้านบนค่ะแนวทางการรักษาภาวะน้ำคร่ำน้อยวิธีที่ 1️⃣การให้คุณแม่รับประทานน้ำเพิ่มขึ้น🍶 ถือเป็นการบรรเทาภาวะน้ำคร่ำน้อยที่คุณแม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่ทำได้ชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นค่ะวิธีที่ 2️⃣แพทย์อาจเลือกใช้วิธีเติมน้ำคร่ำ หรือมีการใช้สารเคลือบถุงน้ำคร่ำ หากวินิจฉัยว่าการที่น้ำคร่ำน้อยนั้นเกิดจากการที่ถุงน้ำคร่ำของคุณแม่มีการรั่ววิธีที่ 3️⃣ในกรณีที่แพทย์วินิฉัยว่าภาวะน้ำคร่ำน้อยของคุณแม่มาจากการเจริญเติบโตที่ช้าของทารกในครรภ์ แพทย์👩‍⚕️จะทำการรักษาภาวะเจริญเติบโตช้าไปด้วยอย่างเหมาะสมค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าทารกมีการเจริญเติบโตที่ช้าจากสาเหตุใด     อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำคร่ำน้อยถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงค่ะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต💀ของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้เลย ดังนั้นการฝากครรภ์ไว้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสังเกตภาวะความผิดปกติในร่างกายของคุณแม่เองค่ะ หากพบอาการแปลกๆที่ไม่ควรจะเกิดในช่วงอายุครรภ์นั้นๆ ก็ไม่ควรละเลย และควรรีบเข้าพบแพทย์เจ้าของครรภ์👩‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 39 สัปดาห์

      อายุครรภ์ 39 สัปดาห์เท่ากับ 9 เดือน ในช่วงนี้คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าอยากคลอดลูกออกมาแล้ว ความกระวนกระวายและความไม่สบายตัวที่คุณแม่รู้สึกในสัปดาห์ที่ 39 นี้ อาจเป็นวิธีที่ธรรมชาติเตรียมใจคุณแม่ให้พร้อมสำหรับการคลอด จำได้ไหมคะว่าเคยกังวลเรื่องการคลอดลูกขนาดไหน ในสัปดาห์นี้คุณแม่จะไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 39 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🎃ทารกมีขนาดตัวเท่าฟักทองในสัปดาห์นี้ลูกมีขนาดตัวเท่าฟักทองค่ะ มีความยาวประมาณ 20 นิ้ว และหนักประมาณ 7.3 ปอนด์ ลูกยังคงโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าข้างในท้องของคุณแม่จะค่อนข้างแออัดเบียดเสียดมากทีเดียวอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 39 สัปดาห์อาการโดยทั่วไปในสัปดาห์นี้ก็จะคล้าย ๆ กับที่คุณแม่ประสบมาตั้งแต่ 2 - 3 สัปดาห์ก่อน แต่ไม่ใช่อาการที่บอกว่าคุณแม่กำลังจะคลอดทันทีนะคะ ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาการที่บอกว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาคลอดของคุณแม่ค่ะ และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้ - เจ็บเตือนหรือเจ็บหลอก ในสัปดาห์ที่ 39 นี้ อาการปวดท้องหรือมดลูกบีบตัวดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าคุณแม่🤰จะทำอะไรก็ตาม โดยปกติแล้วการ “ซ้อม” เจ็บท้องนี้จะเริ่มเกิดขึ้นที่ส่วนหน้าของร่างกายและจะบรรเทาลงเมื่อคุณแม่เปลี่ยนท่า คุณแม่จะรู้ว่าตัวเองเจ็บจริงเมื่ออาการเจ็บเริ่มขึ้นจากยอดมดลูกและเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ- แรงกดที่บริเวณเชิงกราน ระหว่างที่ลูกกำลังเตรียมพร้อมในท่าทางที่เหมาะกับการคลอด🚼 ลูกอาจจะเคลื่อนตัวลงมาอยู่ต่ำมากจนทำให้รู้สึกว่าร่างกายช่วงล่างของคุณแม่หนักและอึดอัด- รู้สึกเจ็บจี๊ดบริเวณหัวหน่าว เพราะตอนนี้ลูกอยู่ต่ำมาก เมื่อลูกเคลื่อนไหวก็อาจจะกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่เปราะบางของคุณแม่จนทำให้เกิดอาการเจ็บจี๊ดที่บริเวณหัวหน่าวและอวัยวะเพศได้ ใช่แล้วค่ะ! เจ็บมากจริง ๆ!😭- มีมูกหรือมูกเลือด🩸 ในสัปดาห์นี้ตกขาวจะมีลักษณะเหนียวข้นเหมือนมูกและบางครั้งอาจมีเลือดปนออกมาด้วย (มันคือมูกเลือดก่อนคลอดนั่นเอง) และในขณะที่หลายคนคิดว่านี่เป็นสัญญาณว่าตัวเองกำลังจะคลอดแล้ว แต่ที่จริงไม่ได้มีหลักการอะไรมายืนยันข้อนี้ค่ะ ดังนั้นจึงยังบอกได้ยากว่าคุณแม่จะคลอดเมื่อไรการอัลตร้าซาวน์ในช่วงตั้งครรภ์ 39 สัปดาห์👉ทารกสามารถเหยียดแขนและขาได้แล้วในท้องของคุณแม่ ตอนนี้ลูกสามารถยืดเหยียดแขนขา🦵ได้แล้วนะคะ สมอง🧠พัฒนาอย่างรวดเร็วและทำให้ลูกฉลาดขึ้นทุก ๆ สัปดาห์! และเล็บของลูกก็อาจจะงอกยาวเลยปลายนิ้วแล้วด้วย     สรุปได้ว่าเมื่อตั้งท้องได้ 39 สัปดาห์ ซึ่งครบกำหนดของการตั้งครรภ์ และแม่อยากจะให้ลูกออกมาเต็มทีแล้ว คุณแม่อาจสงสัยว่าสามารถเร่งคลอดด้วยตัวเองที่บ้านได้ไหม จริงๆแล้วแพทย์ไม่แนะนำให้ทำค่ะ🙅‍♀️ แต่จะแนะนำให้เร่งคลอดด้วยวิธีทางการแพทย์ค่ะ เหตุผลของการเร่งคลอดนั้นอาจเป็นเพราะภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ครรภ์เป็นพิษ เบาหวาน อาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ปัญหาเกี่ยวกับรก และการติดเชื้อของมดลูก และหากคุณแม่อุ้มท้องลูกแฝดก็อาจจะมีการเร่งคลอดได้เช่นกัน หรือในกรณีที่คุณแม่น้ำเดินแล้วแต่ยังไม่รู้สึกเจ็บท้อง

Content Image

จัดกระเป๋าล่วงหน้าเตรียมพร้อมคลอดกันเถอะ!

ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจกำลังรู้สึกกังวลและตื่นเต้นในเวลาเดียวกันเพราะใกล้จะถึงวันกำหนดคลอดของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้องแล้วใช่ไหมคะ? การเตรียมแพ็คของจำเป็นที่จะต้องใช้เมื่อต้องนอนที่โรงพยาบาลทั้งหมดลงในกระเป๋า👜 ล่วงหน้าจะช่วยประหยัดเวลาและพลังงานได้มากเมื่อถึงเวลานั้นค่ะ โดยสิ่งที่จำเป็นจะต้องเตรียมนั้นมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ!รายการของจำเป็นสำหรับคุณแม่👜ของสำคัญเก็บของที่จำเป็นทั้งหมดก่อน! อย่าลืมใบขับขี่หรือบัตรประจำตัว คุณแม่อาจลองตรวจสอบกับโรงพยาบาล🏥 เกี่ยวกับเอกสารที่จำเป็นที่ต้องเตรียม จะได้ไม่พลาดเมื่อไปถึง และอย่าลืมที่ชาร์จและโทรศัพท์มือถือ📱 เป็นสองสิ่งที่คุณแม่ขาดไม่ได้เลย👜ของใช้ส่วนตัวเตรียมแปรงสีฟันและยาสีฟันที่คุณแม่ใช้ประจำ ลิปบาล์ม โรลออนระงับกลิ่นกาย เครื่องแต่งหน้า ที่คาดผม แชมพู และโลชั่น หากคุณแม่ใส่คอนแทคเลนส์ อย่าลืมนำน้ำยาเลนส์และเคสใส่เลนส์มาด้วย รวมถึงแว่นตาก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกันนะคะ คุณแม่อาจชวนคุณพ่อมาช่วยกันเตรียมของด้วยเผื่อจะช่วยๆกันคิดออกว่าควรนำอะไรไปดีค่ะ 👜เสื้อผ้าโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีชุดของโรงพยาบาลให้คุณแม่ใช้ แต่คุณแม่ก็สามารถนำชุดคลุมหรือชุดนอนมาเองได้ พยายามเลือกรองเท้าแตะและเสื้อคลุมน้ำหนักเบาเผื่อคุณแม่จะอยากเดินเล่นหลังคลอด🚶และอย่าลืมนำเสื้อผ้าที่ใส่สบายและหลวมๆ หน่อยมาเปลี่ยนด้วย👚 คุณแม่ต้องควรจะเตรียมชุดชั้นในมาเผื่อหลายๆตัวเพื่อใช้หลังคลอด โดยคุณแม่อาจจะมีน้ำนมเหลืองไหลออกมา ดังนั้นคุณแม่อาจต้องใส่เสื้อชั้นในให้นมเพื่อช่วยซับน้ำที่รั่วและให้ความสบาย😃👜ของเบ็ดเตล็ดพกขนมที่คุณแม่ชอบไปด้วยเพราะคุณอาจจะรู้สึกหิวหลังคลอดหรืออาจจะเบื่ออาหารของโรงพยาบาล🥨 นอกจากนี้อาจเตรียมกล้องถ่ายรูป📷 เพื่อบันทึกช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย!รายการของจำเป็นสำหรับทารก👜ตะไบเล็บและกรรไกรตัดเล็บเด็กหลังคลอด ลูกน้อยของคุณ👶 มักจะมีเล็บแหลมคมที่หากเผลอ ลูกก็อาจจะไปข่วนทำร้ายใบหน้าของตัวเองได้ คุณแม่อาจต้องการเล็มเล็บเล็กๆ เพื่อให้เล็บไม่คม👜ชุดกลับบ้านมาแต่งตัวให้ลูกน้อยของคุณด้วยเสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใส่สบาย 👗 ต้อนรับนางฟ้าเทวดาตัวน้อยกลับบ้านค่ะ!👜ผ้าห่มเด็กคุณแม่ควรเตรียมผ้าห่มห่มรอบๆให้ลูกน้อยระหว่างนั่งคาร์ซีทกลับบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะอบอุ่นและสบาย โรงพยาบาลอาจจะเตรียมผ้าห่มให้ แต่คุณแม่สามารถนำมาเองได้เช่นกันค่ะ🤗

Content Image

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

หลายๆคนอาจคิดว่าการที่ท้องร้องแปลว่าหิวข้าวใช่ไหมคะ อันที่จริงแล้วเสียงท้องร้องอาจบ่งบอกว่าคุณแม่กำลังมี แผลในกระเพาะอาหาร หรือ โรคกระเพาะอับเสบก็เป็นได้ค่ะ เราว่าดูสาเหตุและวิธีการรักษากันนะคะสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเครียดนอนไม่พอสาเหตุหลักของการเกิดโรคกระเพาะอักเสบคือการทานอาหารไม่ตรงเวลา ความเครียดและการนอนไม่พอ โดยจะมีอาการคล้ายกรดไหลย้อน มีเสียงท้องร้องดัง โดยเฉพาะเวลานอน ทำให้หลายๆคนคิดว่าตัวเองหิวข้าวเพราะตั้งครรภ์ พอทานข้าวก่อนนอนก็จะทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนตามมาอีก😔สาเหตุจากการทานยาสาเหตุอื่นๆอาจมาจากการกินยาต้านการอักเสบ💊 เช่นยาแอสไพริน ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือ ยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs, Non-steroidal anti inflammatory drugs) ซึ่งยาเหล่านี้จะก่อให้เกิดแผลในกระเพาะและสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุในกระเพาะอาหารเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่นอกจากนั้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่🚬 การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน โคลา หรือ เครื่องดื่มชูกำลัง จะทำให้อาการแย่ลง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้สร้างการระคายเคืองต่อเมือกกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดกรดเพิ่มขึ้น เพราะเซลล์เยื่อเมือกถูกกระตุ้นให้สร้างกรด การดื่มน้ำที่มีความเป็นด่างหรือกรดก็สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองได้เช่นกันการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ โรคอื่นๆนอกจากนั้นโรคกระเพาะอักเสบอาจมีสาเหตุมาจากการที่กระเพาะอาหารติดเชื้อแบคทีเรียเอช ไพโลไร🦠 หรือ อาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ตนเอง (โรคออโตอิมมูน) หรือ การติดเชื้อไวรัสบางชนิดความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่กระตุ้นให้กระเพาะอาการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุร้างแรงก็ทำให้ได้รับความเครียดสูงขึ้นอย่างฉับพลันได้เช่นกัน😔วิธีรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบโรคกระเพาะอักเสบมีแนวทางการรักษาสองแบบ คือ การรักษาตามสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการการรักษาตามสาเหตุในกรณีที่โรคกระเพาะอาหารเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย🦠หรือจากการกินยา จะทำการรักษาตามสาเหตุ โดยการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร และใช้การปรับเปลี่ยนยาแก้ปวด เมื่อเกิดจากการกินยาเป็นต้นการรักษาประคับประคองตามอาการ การรักษาประคับประคองตามอาการนั้น แพทย์จะให้ ยาช่วยย่อยอาหาร💊 ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และ ยาบรรเทาอาการปวดท้อง ที่สำคัญคุณแม่ควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทานอาหาร โดยทานอาหารให้ตรงเวลา เลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และไม่ควรสูบบุหรี่ค่ะ🚬ดังนั้นการที่ท้องของคุณแม่มีกรดและมีเสียงท้องร้องอาจไม่ได้แปลว่าคุณแม่หิวเสมอไป หากไม่แน่ใจให้ลองพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยดูนะคะ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

Content Image

แอโรบิกแบบไหนปลอดภัยกับคุณแม่ตั้งครรภ์?

คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าในขณะตั้งครรภ์นั้นสามารถเต้นแอโรบิกได้หรือไม่ หรืออาจกังวลว่าการเต้นแอโรบิกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์หรือเปล่า เราอยากให้คุณแม่คลายความกังวลใจได้เลย เพราะว่าวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นแอโรบิกที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์มาให้คุณแม่เเล้วค่ะแอโรบิกอย่างไรให้ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายหรือเต้นแอโรบิกนอกจากคุณแม่จะได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️และจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่สุดแล้วนั้น คุณแม่ยังจะรู้สึกคลายความกังวลและสบายใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องออกกำลังกายแล้ว คุณแม่ยังสามารถปรึกษาถึงเรื่องอื่นๆที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหาร คุณค่าทางโภชนาการ การพักผ่อน การรับประทานยา💊 เป็นต้นควรเลือกการเต้นแอโรบิกแบบที่มีเเรงกระแทกต่ำถ้าหากคุณแม่เป็นคนที่ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ คุณแม่สามารถเต้นแอโรบิกที่มีความเข้มข้นสูงได้แต่หลีกเลี่ยงท่าทางที่ต้องใช้เเรงกระเเทกต่างๆ เนื่องจากหากคุณแม่เต้นแอโรบิกที่มีแรงกระเเทกสูงนั้นจะทำให้ข้อต่อและอุ้งเชิงกรานอ่อนแอเเละเสื่อมลงได้😔 ดังนั้น คุณแม่จึงไม่ควรเต้นแอโรบิกแบบที่มีเเรงกระแทกสูงนั่นเอง และถ้าหากคุณแม่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายนั้น เราขอแนะนำให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆอย่างเช่นการเดินก่อน🚶‍♀️ หลังจากนั้นจึงค่อยๆสร้างความฟิตจากการเดิน แล้วค่อยหันมาเริ่มคลาสแอโรบิกแบบพื้นฐานค่ะการเต้นแอโรบิกส่งผลดีอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ผลดีทางด้านร่างกายเสริมสร้างหัวใจและปอดให้แข็งแรง ช่วยปรับกล้ามเนื้อของคุณแม่ให้เหมาะสมกับสภาพตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เป็นอาการปกติในช่วงตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่นอนหลับ💤ได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วยผลดีทางด้านจิตใจหากคุณแม่ออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและไม่หักโหมจนเกินไป ร่างกายของคุณแม่จะแข็งแรงขึ้นและสามารถรับสภาพการตั้งครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากร่างกายแข็งเเรงแล้ว จะส่งผลกระทบต่อด้านจิตใจให้คิดบวก😊 ไม่เครียด เตรียมพร้อมรับมือกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรมากยิ่งขึ้นอีกด้วยวิธีการเต้นแอโรบิกที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การแอโรบิกแบบเดินการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งนี้คุณแม่ควรสวมรองเท้าที่ดีและใส่สบายขณะเดิน👟 โดยคุณแม่อาจจะชวนคนอื่นไปเดินเป็นเพื่อนด้วย หรือชวนสามีไปเดินเล่นด้วยกันก็ดี นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังนับเป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันกับคุณสามีได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากช่วงตั้งครรภ์แล้ว หลังจากคลอดบุตร การเดินก็ยังเป็นวิธีออกกำลังกายที่ดีเเละง่ายที่สุดสำหรับคุณแม่เช่นกัน❤️การออกกำลังกายแอโรบิกแบบพื้นฐานการแอโรบิกเป็นวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น คุณแม่อาจจะฝึกก้าวขึ้นเเละลงบันไดเบาๆ🚶‍♀️ ซึ่งบันไดที่ใช้ควรสูงประมาณสี่นิ้ว กว้าง และออกแบบมาเเข็งเเรง โดยทำวันละครั้ง ครั้งละ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้พยายามรักษาสมดุลให้ดี การก้าวขึ้นลงบันไดเช่นนี้ก็นับเป็นการออกกำลังกายที่ดี หรือถ้าหากคุณแม่ไม่ชอบออกกำลังกายคนเดียว เราขอแนะนำคลาสออกกำลังกายที่จัดขึ้นสำหรับสตรีมีครรภ์ให้คุณแม่ได้ลอง คุณแม่จะได้รู้จักเพื่อนคุณแม่คนอื่นๆในคลาส อีกทั้งยังมีคุณครูคอยสอนและคอยให้คำแนะนำ และปรับการเรียนให้ตรงกับความต้องการของคุณแม่ได้อีกด้วย🤰การใช้อุปกรณ์เสริมการออกกำลังกายแบบใช้อุปกรณ์วงรีหรือลูกบอลยักษ์นั้นดีต่อการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและคาร์ดิโอ อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อข้อต่ออีกด้วย ทั้งนี้คุณแม่ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ และค่อยๆเพิ่มเวลาออกกำลังทีละน้อยๆ โดยอุปกรณ์เสริมดังกล่าวคุณแม่สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้า🛒หรือศูนย์ออกกำลังกายนั่นเองการแอโรบิกด้วยเครื่องปั่นจักรยานการปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือการออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานนั้นเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกเมื่อทุกเวลาโดยไม่ต้องสนใจสภาพอากาศภายนอก คุณแม่อาจจะปั่นจักรยานไปฟังเพลงไป หรือดูหนังเรื่องโปรดไปด้วยก็ได้ตามใจชอบ โดยคุณแม่ควรจะเริ่มปั่นช้าๆ🚲ก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มแรงต้านบนแป้นเหยียบทีละน้อยๆก็ได้การแอโรบิกในน้ำเนื่องจากน้ำมีเเรงต้านต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย สระว่ายน้ำจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมและง่ายในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก🤽‍♀️ โดยคุณแม่อาจจะลองไปยืนตรงมุมสระแล้วยกแขนทั้งสองข้างให้ขนานไปกับผิวน้ำ หรือออกกำลังกายขาได้โดยการทำท่าขี่จักรยานในน้ำหรือจับขาสองข้างไว้ด้วยกันเเล้วทำท่านางเงือก หรือออกกำลังกายทั้งแขนเเละขาพร้อมกันโดยใช้ท่ากบ การออกกำลังกายในน้ำวันละประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายเเละสุขภาพจิตของคุณแม่ โดยการว่ายน้ำนั้นนับเป็นการออกกำลังกายที่แม่ๆชอบมากที่สุดในการตั้งครรภ์อีกด้วย💙

Content Image

จะคลอดแล้วกังวลไปหมดเลย ความวิตกกังวลก่อนคลอดที่มักเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่มือใหม่จะเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้จะถึงวันกำหนดคลอดเข้าไปทุกที ซึ่งก็หลายๆคนก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แม้แต่คุณแม่ที่เคยผ่านประสบการณ์การคลอดมาแล้วก็ไม่แปลกที่จะกังวลเรื่องหลายๆอย่างต่อไปนี้ความกังวลก่อนการคลอดบุตรกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดระหว่างการคลอดบุตรเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะกลัวการเจ็บปวดล่วงหน้า ยิ่งคุณแม่มือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การคลอดมาก่อนก็จะทำให้คิดจิตนาการความเจ็บปวดไปต่างๆนาๆ😨 ซึ่งในเรื่องนี้ นายแพทย์ Robert Atlas, MD จากโรงพยาบาล Mercy Hospital ในบัลติมอร์สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่าคุณแม่ควรพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้และเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาระหว่างการคลอด🤰กังวลเกี่ยวกับการดมยาสลบมีคุณแม่ไม่น้อยที่กังวลเกี่ยวกับขั้นตอนการวางยา หรือ กลัวผลข้างเคียงของยาสลบ ซึ่งจริงๆแล้วโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือปัญหาในระยะยาวนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่เกิดในระยะสั้นๆ เช่น อาการปวดหัว แต่ก็ถือว่ามีโอกาสเกิดน้อย และสามารถรักษาได้👩‍⚕️ความกังวลก่อนการคลอดบุตรกลัวการผ่าคลอด (C-section)แม้ว่าปัจจุบันคุณแม่หลายๆท่านจะนิยมเลือกการผ่าคลอด แต่ก็ยังมีคุณแม่หลายๆท่านที่กังวลเรื่องอาการปวดแผลหลังผ่าตัด🙀 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณแม่หลายๆท่านจะกังวลถึงแผลเย็บหรือ ความเสี่ยงของการผ่าตัดซึ่งโดยความเป็นจริงสถิติก็มีต่ำมาก ดังนั้นหากแพทย์เสนอวิธีการผ่าคลอดบุตรก็ขอให้ไว้วางใจและไม่ต้องกังวลไปนะคะ😉กลัวว่าเมื่อเจ็บท้องคลอดแล้วจะมาถึงโรงพยาบาลช้าคุณแม่หลายๆคนก็มีความวิตกกังวลว่าจะไปโรงพยาบาลไม่ทัน และจะเกิดเหตุการณ์คลอดกลางคันบนรถยนต์🚨ตามข่าวที่พบในทีวี ซึ่งเรื่องนี้ แพทย์หญิง Wendy Wilcox, MD สูติแพทย์จาก ศูนย์ Montefiore Medical Center ในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่าโอกาสที่จะคลอดก่อนมาถึงโรงพยาบาล🏥นั้นมีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ช่วงเวลาการเจ็บครรภ์นั้นจะมีเวลานานกว่าความกังวลก่อนการคลอดบุตรกังวลว่าหมอทำคลอดอาจมาไม่ตรงเวลาคุณแม่หลายๆคนมีความกังวลว่าคุณหมอจะมาสายในช่วงรอคลอดหรือไม่? ซึ่งคุณหมอวิลค็อกซ์ ได้กล่าวไว้ว่า หากคุณหมอมาสายจริงๆ ทางโรงพยาบาลก็จะมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์👨‍⚕️จำนวนมากที่จะเข้ามาช่วยคุณแม่ได้ตลอดเวลาอยู่แล้วกังวลเรื่องการถ่ายอุจจาระระหว่างการคลอดบุตรหลายคนกังวลว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอาบ😳 แต่ความจริงแล้วการบีบตัวของลำไส้และระบบย่อยอาหารเป็นการบ่งบอกว่ากระบวนการคลอดทางช่องคลอดกำลังดำเนินไปด้วยดี ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเขินอายแต่อย่างใดค่ะ

Content Image

โฟลิก สารอาหารที่สำคัญสำหรับคนท้อง

     คุณแม่ท้องมักจะได้ยินจากหมอให้อย่าลืมรับประทานโฟลิก จริงๆแล้วโฟลิกมีความสำคัญต่อคนท้องมากแค่ไหน เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โฟลิกคนท้อง คืออะไร?✨กรดโฟลิก (Folic Acid) ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่สำคัญของคุณแม่ที่แพลนจะตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว🤰 เพราะโฟลิกมีความจำเป็นในการช่วยสร้างตัวอ่อน และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยพัฒนาทารกในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์ได้ นอกจากนี้การรับประทานกรดโฟลิกในช่วงตั้งครรภ์ อาจช่วยป้องกันลูกพิการแต่กำเนิด รวมทั้งความบกพร่องต่าง ๆ ของระบบประสาทที่ร้ายแรง เช่น กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว🦴 ภาวะสมองเสื่อม🧠 และเยื่อหุ้มสมองเจริญนอกกะโหลก อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะผิดปกติต่าง ๆ ในการคลอดด้วย เช่น ครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นต้นปริมาณโฟลิกที่คนท้องควรได้รับต่อวัน👉ขั้นต่ำ 400 ไมโครกรัมทุกวันแม่ท้องทุกคนควรได้รับกรดโฟลิกอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมทุกวัน โดยคุณแม่สามารถรับประทานวิตามินกรดโฟลิกเพื่อช่วยในการเพิ่มปริมาณกรดโฟลิกต่อวันได้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดความบกพร่องของระบบประสาทของลูกในครรภ์🤰 ดังนั้นการรับประทานโฟลิกอย่างสม่ำเสมอจึงถือเป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างไรก็ตาม การได้รับกรดโฟลิกมากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่ได้เช่นกัน👎 ไม่ว่าโฟลิกที่ได้รับจะมาจากอาหารที่คุณแม่รับประทาน หรือจากอาหารเสริม ผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดภาวะย่อยสลายกรดโฟลิกในกระแสเลือดไม่ทัน จนทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพได้ ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์ หากคุณแม่ได้รับกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาภาวะขาดวิตามินบี 12 และมีปัญหาสุขภาพจิตโฟลิกสามารถพบได้ในอาหารประเภทไหนบ้าง?อาหารที่คุณแม่ควรรับประทานในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณกรดโฟลิกให้ได้ประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน มีดังนี้🥬ผักใบเขียวผักใบเขียว จัดเป็นอาหารชั้นดีที่อุดมไปด้วยโฟลิก เช่น ผักโขม กะหล่ำปลี หรือผักกาดเขียว 1 จานใหญ่ต่อวันก็จะช่วยเพิ่มกรดโฟลิกให้แก่ร่างกายได้อย่างเพียงพอสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์🥜พืชตระกูลถั่วพืชตระกูลถั่วอุดมไปด้วยกรดโฟลิก เช่น ถั่วแดง เมล็ดถั่ว ถั่วฝัก หรือถั่วเลนทิล ย่อมให้โฟลิกที่ดีแก่ร่างกายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น คุณแม่รับประทานถั่วแดง 1 ถ้วย จะให้โฟลิก 131 ไมโครกรัม ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกรับประทานให้เหมาะสม และพอดี🥦บร็อคโคลี่บร็อคโคลี่ 1 ถ้วย ทำให้ร่างกายได้รับกรดโฟลิกมากถึง 26% ของจำนวนกรดโฟลิกที่ร่างกายต้องการต่อวัน คุณแม่สามารถรับประทานบร็อคโคลี่ได้โดวยการนำไปลวกให้สุก แล้วทานคู่กับน้ำสลัด🥗 ก็จะช่วยเพิ่มกรดโฟลิกได้ดีกว่าการนำบร็อคโคลี่ไปผัดหรือทอดค่ะ🍇ผลไม้รสเปรี้ยวผลไม้รสเปรี้ยวนั้นถือว่ามีกรดโฟลิกสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส้ม🍊 ที่มีกรดโฟลิกสูงถึง 50 กรัม นอกจากนี้องุ่น กล้วย มะละกอ และสตรอว์เบอร์รีก็ให้กรดโฟลิกที่สูงอีกเช่นกัน ถือว่าเป็นการเพิ่มกรดโฟลิกให้ร่างกายคุณแม่ได้ง่ายๆเพียงทานผลไม้🥚ไข่ไข่ 1 ฟองจะให้โฟลิกมากถึง 22 กรัมต่อวัน ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่ หรือไข่เป็ด ก็ถือว่าเป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย มีราคาถูก และยังอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุมากมาย อีกทั้งยังให้โปรตีน ซีลีเนียม ไรโบฟลาวิน และวิตามินบี 12 นอกจากในไข่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการผิดปกติของดวงตา👁️อีกเช่นกัน     สรุปได้ว่าโฟลิกถือว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับคนท้องเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากโฟลิกจะช่วยพัฒนาระบบประสาท🧠ของลูกน้อยในครรภ์แล้ว ยังช่วยให้คุณแม่คลอดบุตรได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นคุณแม่ควรรับประทานโฟลิกในปริมาณที่พอดีต่อวัน เพราะถ้าหากรับประทานมากจนเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่างๆต่อทารกในครรภ์และสุขภาพจิตของคุณแม่ด้วยเช่นกัน 

Content Image

อาการเท้าบวมระหว่างท้อง

หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่เคยประสบหรือกำลังประสบกับการแปลกๆอาการหนึ่ง นั่นก็คืออาการเท้าบวมในช่วงตั้งครรภ์ อย่าพึ่งตื่นตระหนกตกใจไปค่ะ บทความที่นี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจว่า อาการดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกายของคุณแม่เอง รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยในท้องหรือไม่ค่ะทำความรู้จักกับอาการเท้าบวมเบื้องต้นอาการเท้าบวมนั้นมีลักษณะตามชื่ออาการอย่างตรงไปตรงมา แต่หากลงรายละเอียด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะมีลักษณะเท้าที่อยู่ๆก็บวมขึ้นมาบริเวณหลังเท้า🦶 แต่บวมไม่มากเกินไปกว่าระยะตาตุ่มขึ้นมา หากใช้นิ้วกดจะเห็นได้ว่าผิวหนังจะบุ๋มลงไป โดยการบวมในลักษณะนี้มักเกิดกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ในคุณแม่บางท่านอาจมีการเท้าบวมช่วงใกล้ๆกำหนดคลอดก็ได้เหมือนกันค่ะอาการเท้าบวมเกิดจากอะไรสำหรับเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ อาการเท้าบวม (คุณแม่บางรายอาจมีอาการมือบวมร่วมด้วย👋) เกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายของคุณแม่ มีการกักเก็บน้ำมากกว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนยังไม่ตั้งครรภ์ เพื่อเพิ่มอัตราการลำเลียงสารที่จำเป็นไปให้ลูกน้อยในครรภ์ค่ะ ประกอบกับช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้น ร่างกายของทารกก็โตขึ้น มดลูกก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับเส้นเลือด ทำให้มีเลือดที่คั่งอยู่บริเวณส่วนล่างของร่างกายค่อนข้างมากค่ะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน📈ในร่างกายของคุณแม่ระหว่างช่วงตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะสำหรับเหตุผลในด้านการใช้ชีวิตทั่วไป อาการเท้าบวมอาจเกิดจากการที่คุณแม่ใส่รองเท้าที่แน่นคับเป็นเวลานานๆ เดิน ยืน หรือนั่งห้อยขาเป็นเวลานานๆโดยไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถ รวมไปถึงเหตุผลในเรื่องของอาหารการกิน  คือ คุณแม่อาจรับประทานอาหารที่มีสารอาหารจำพวกโซเดียมในปริมาณมาก🧂 หากพูดง่ายๆคือกินเค็มจัดนั่นเองค่ะเท้าบวมตอนท้องต้องทำยังไงในด้านของอาหารการกินสิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำคือการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากๆ และถี่ๆค่ะ🌊 นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมค่อนข้างเยอะ หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัดนั่นเอง รวมไปถึงอาหารที่มีผงชูรสในปริมาณมากๆด้วยค่ะในด้านของการออกกำลังกายคุณแม่ควรมีการออกกำลังกายเบาๆ หรือออกในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม (โดยผ่านการปรึกษาแพทย์มาแล้ว) อย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่างน้อยที่สุดคุณแม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกายบ่อยๆค่ะ ไม่นอน ยืน เดิน หรือนั่งห้อยขานานจนเกินไป โดยตอนนอนอาจใช้วิธีการยกขาชันกับกำแพง หรือยกขาสูงเพื่อให้เลือด🩸ไหลกลับลงมายังร่างกายส่วนบนได้ง่ายขึ้นค่ะวิธีอื่นๆใส่เสื้อผ้ารวมไปถึงเครื่องแต่งกายประเภทถุงเท้าและรองเท้าที่ค่อนข้างหลวม หรือพอดีตัว แต่ไม่คับจนเกินไป เพื่อทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกค่ะทำการแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งน้ำที่ใช้แช่เท้านั้นสามารถหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปควบคู่ได้ค่ะหากคุณแม่ต้องการกลิ่นหอม    อย่างไรก็ตาม อาการเท้าบวม🦶  (รวมไปถึงอาการมือบวมในคุณแม่บางท่าน) ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็จริง แต่ก็มีระดับที่บ่งบอกว่านี่เป็นอาการบวมที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน คุณแม่ควรหมั่นสังเกตระดับที่บวม หากเริ่มบวมในระดับที่สูงกว่าตาตุ่ม ลามขึ้นมาบริเวณหน้าแข้ง หรืออาจลามหนักขึ้นมาถึงบริเวณส่วนบนของร่างกายอย่างเช่นใบหน้า จะนับเป็นการบวมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

Content Image

วิธีควมคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ฟังทางนี้!

     คุณผู้หญิงหลายๆท่านที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย👶 หรือที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆระหว่างการตั้งครรภ์🤰 แต่คุณผู้หญิงอาจกำลังมองข้ามสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน นั่นก็คือปัจจัยทางด้านน้ำหนักตัว ก่อนอื่นเราไปทราบถึงความสำคัญของปัจจัยทางด้านน้ำหนักตัวว่าส่งผลต่อช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างไรกันเลยค่ะ💁‍♀️น้ำหนักตัวมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ?น้ำหนักตัวที่เหมาะสมจะลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างมีบุตรของคุณแม่ได้ค่ะ ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และมีน้ำหนักตัวเกินช่วงมาตรฐาน คุณแม่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือแม้กระทั่งไขมันอุดตันเส้นเลือด🩸 อาจเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด และคลอดยากกว่าปกติค่ะ แต่ไม่ใช่เพียงกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักเกินจะมีปัญหาเท่านั้น คุณแม่ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าช่วงมาตรฐานก็มีโอกาสพบกับปัญหานิ่วในถุงน้ำดี และโรคหัวใจขาดเลือดค่ะควรมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์✨ ใน 3 เดือนแรกน้ำหนักตัวของคุณแม่จะยังไม่เปลี่ยนแปลงจากปกติมาก ไม่ควรเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 2 กิโลกรัมค่ะ เพราะท้องของคุณแม่🤰จะยังไม่โตมาก เป็นช่วงที่คนอื่นๆมักดูไม่ค่อยออกว่าคุณแม่กำลังมีเจ้าตัวน้อย✨ ในช่วง 4-6 เดือนต่อมา น้ำหนักของคุณแม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5 กิโลกรัมเลยค่ะ แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ หากยังอยู่ในช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่ จะเป็นช่วงที่คนอื่นๆสามารถสังเกตได้ว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ✨ ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวของคุณแม่จะค่อยๆเพิ่มประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หากนับเป็นภาพรวม 3 เดือน คุณแม่สามารถมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 5-6 กิโลกรัม ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์กำลังเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดวิธีคุมน้ำหนักตอนท้องสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณแม่ต้องใส่ใจไว้อยู่เสมอ คือ ห้ามอดอาหารเด็ดขาดค่ะ เพราะจะทำให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์ขาดสารอาหารและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือเจริญเติบโตผิดปกติ อาจทำให้มีภาวะพิการได้ค่ะ ในกรณีของคุณแม่ที่น้ำหนักตัวต่ำเกินไป ควรกินอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นค่ะ🍲 ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารโปรตีนสูง🍣 ไม่เน้นอาหารจำพวกแป้งมากนักแต่ก็ไม่ถึงกับอดไปเลย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว เช่น อาหารที่ส่วนผสมของน้ำมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว🥥 น้ำมันปาล์ม ส่วนคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจใช้การออกกำลังกายเบาๆเข้ามาช่วยควบคุมน้ำหนักได้ค่ะ    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณแม่หรือแม้กระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ไปปรึกษาเรื่องน้ำหนักกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ ว่าน้ำหนักตัวของตนเองในปัจจุบันอยู่ในช่วงมาตรฐานหรือไม่ หากไม่ตนเองควรปรับอาหารการกินอย่างไร ควรออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นและความถี่ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสุขภาพของร่างกายตนเองอย่างไร นอกจากจะได้คำแนะนำที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว หากแพทย์สังเกตถึงความผิดปกติของร่างกายจะได้รักษาได้อย่างทันท่วงที ส่งผลเสียต่อคุณผู้หญิงและเจ้าตัวน้อยในอนาคตอย่างเล็กน้อยที่สุดค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.