Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

เคล็ดลับกระตุ้นสมองลูกน้อย

ทราบหรือไม่คะว่า สมองนั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่และจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในทุก ๆ ด้านตั้งแต่ตอนนั้นไปจนถึงอายุประมาณ 4 ขวบ และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการกระตุ้นในช่วงขวบปีแรกนั้นมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองยังไม่ถูกปิดกั้นนั่นเองยิ่งไว้ยิ่งได้เปรียบกระตุ้นตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นได้โดยการลูบหน้าท้องและคุยกับลูกบ่อยๆ รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงของที่เป็นอันตรายต่อสมองและสุขภาพของลูกในครรภ์🤰 อย่างบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ พยายามเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ใช้ภาษาเด็กเล็กคุยกับลูก หรือ ที่เรียกว่า Baby Talkคือการที่ผู้ใหญ่พูดกับเด็กเล็กโดยใช้เสียงเล็กๆ👶 หรือว่าเสียงสองเสียงสามนั่นเอง โดยจังหวะการพูดก็จะมีความแตกต่างกับการพูดกับผู้ใหญ่ และจะมีศัพท์ที่แตกต่างไป ใช้การพูดซ้ำๆ และน้ำเสียงโทนสูงกว่าปกติ พร้อมทั้งใช้สีหน้าท่าทางประกอบกับการพูดไปด้วยใกล้ชิดกับลูกน้อยพยายามใช้เวลาเล่นกับลูกบ่อยๆสำหรับทารกแรกเกิดอาจใช้การเล่นจ๋ะเอ๋ ตบมือ👏 กำแบมือ และเมื่อโตขึ้นมาสามารถหาของเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการได้ อาจจะเป็นบล็อคต่อ ตุ๊กตาขยับได้เป็นต้นไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆเด็กมักจะต้องการความรัก🥰และความอบอุ่นจากพ่อแม่ รวมถึงกสร้างความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่ก็เป็นตัวกำหนดถึงอารมณ์ของลูกในอนาคตเช่นกัน เมื่อลูกรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นสมองก็จะหลั่งสารเอ็นโดรฟินและสารออกซิโทซิน ที่จะส่งเสริมให้ลูกมีความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และช่วยให้สมอง🧠พัฒนารวดเร็วขึ้นอีกด้วย สัมผัสด้วยการนวดการนวดนั้นเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งด้วยการสัมผัส ซึ่งการนวดนี้จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดี เมื่อลูกน้อยอารมณ์ดีสมอง🧠ก็จะสามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยได้มีงานวิจัยเผยว่าทารกที่ขาดการสัมผัสด้วยความรักความอบอุ่นนั้นจะมีขนาดของสมองที่เล็กกว่าเด็กทั่วไป รวมถึงการสัมผัสจะช่วยให้ทารกเรียนรู้ร่างกายของตนเองได้อีกด้วยชวนลูกอ่านหนังสือการอ่านนิทานหรือหนังสือ📖ให้ลูกฟังบ่อยๆจะช่วยกระตุ้นให้ลูกมีจิตนาการ รวมถึงช่วยกระตุ้นประสาทตาและหูอีกด้วย การอ่านหนังสือยังทำให้มีการสร้างเส้นใยสมองเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่อยู่ในนั้นไปด้วย

Content Image

ท้องเสียช่วงตั้งครรภ์

อาการท้องเสีย คือการถ่าย 3 ครั้งขึ้นไป และหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะท้องเสียคือ...🧻 สาเหตุของท้องเสียขณะตั้งครรภ์เกิดจากการรับประทานอาหารของคุณแม่ อย่างเช่นของเผ็ด ของเปรี้ยวจัด หรือของหมักดอง หรือาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคทางอาหาร🦠เช่น ไทฟอยด์ อหิวาบิด หรือคุณแม่อาจมีอาการไวต่ออาหารบางชนิด จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองของกระเพราะ จึงทำให้ท้องเสียในที่สุด อีกสาเหตุหนึ่งคือฮอร์โมนบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงหรือ ในบางครั้งหากคุณแม่มีอารมณ์แปรปรวน😟เช่น วิตกกังวล หรือตื่นเต้นก็อาจเป็นผลให้เกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ🧻 ท้องเสียอันตรายหรือไม่ท้องเสียจะอันตรายต่อคนท้องเมื่อมีอาการรุนแรง📈 เช่น ถ่ายบ่อยครั้งมาก ๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสและมีอาการปวดศีรษะ มีอาการปวดเบ่งร่วมด้วยขณะถ่าย บางครั้งอาจพบว่าถ่ายเป็นน้ำขุ่นขาวและมีกลิ่น และอาจมีการอาเจียนรุนแรง แต่หากไม่มีอาการเหล่านี้และหยุดถ่ายไปเองภายในไม่กี่ครั้งก็ไม่มีอันตรายค่ะ🙆‍♀️ หากเกิดอาการท้องเสียควรทำอย่างไร🧻 งดกินอาหารบางอย่าง อย่างนมสด อาหารทอด หรืออาหารทะเล เพราะอาหารพวกนี้จะทำให้กระเพาะย่อยยากและอาจทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้นได้😟🧻 พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการท้องเสียจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เพื่อให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น🙆‍♀️ หากจำเป็นก็ควรหยุดและพักผ่อนให้เพียงพอ🧻 กินยาฆ่าเชื้อ ยากลุ่มแอมพิซิลลิน💊 หรือ อม๊อกซิซิลลิน เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายกับครรภ์ หลีกเลี่ยงการกินยาในกลุ่มแก้อักเสบทางที่ดีควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ดูนะคะ 🧻 จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ควรจิบน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปตอนถ่าย🥛 🧻 พบแพทย์ ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีอย่ารอช้าหรือพยายามรักษาด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่และทารก👶ในท้องนะคะ

Content Image

แฟชั่นเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คนท้องก็สวยสายแฟได้!

    การเป็นแม่🤰เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ตลอดการเดินทางของการตั้งครรภ์ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์มากมาย และแง่มุมที่สวยงามอย่างหนึ่งของช่วงเวลานี้ก็คือความเปล่งประกายที่มาพร้อมกับมัน การโอบรับความงามและความรู้สึกสบายใจในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟชั่นเก๋ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ💁‍♀️ปัจจัยในการเลือกเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อร่างกายต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเสื้อผ้าที่ให้อิสระในการเคลื่อนไหว🚶‍♀️ และไม่บีบหรือบีบหน้าท้องที่กำลังเติบโต การเลือกใช้ผ้าที่มีความยืดหยุ่น เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าเจอร์ซีย์ สามารถให้ความยืดหยุ่นที่จำเป็นได้ค่ะความคล่องตัว การลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่ายไม่เพียงแต่จะทำให้คุณมีเสื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ยังช่วยให้ปรับตัวเข้ากับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย มองหาสิ่งของต่างๆ เช่น เลกกิ้งยืด เสื้อทูนิค ชุดเดรสเอวเอ็มไพร์👗 และเสื้อโอเวอร์ไซส์ที่สามารถจับคู่กับกางเกงหลายแบบได้ค่ะการรองรับ เมื่อพุงโตขึ้น เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะปวดหลังและไม่สบายตัว การเลือกเสื้อผ้าที่มีการรองรับในตัว เช่น เสื้อชั้นใน👙สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือผ้ารัดหน้าท้อง สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเหล่านี้ได้ และให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงค่ะสิ่งของที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ชุดคลุมท้องที่ใส่สบายและมีสไตล์เป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มองหาเสื้อหลวมๆ กางเกงยืด👖และเสื้อชั้นในพยุงตัวที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการตั้งครรภ์ เสื้อผ้าเหล่านี้รองรับพุงที่กำลังเติบโตของคุณ ให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ และช่วยให้คุณโอบรับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นใจค่ะหมอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ😴ในระหว่างตั้งครรภ์บางครั้งอาจเป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากรู้สึกไม่สบาย การลงทุนซื้อหมอนคนท้องที่มีคุณภาพสามารถปรับปรุงการนอนหลับของคุณได้อย่างมาก หมอนเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับร่างกายของคุณและลดแรงกดบนหลัง สะโพก และข้อต่อ การนอนหลับฝันดีไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายของคุณกระปรี้กระเปร่า แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจและความเป็นอยู่โดยรวมด้วยค่ะรองเท้าที่ช่วยพยุงตัว ขณะที่การตั้งครรภ์ดำเนินไป คุณแม่อาจมีอาการบวม ปวดเท้า และไม่สบายตัว การเลือกรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกและมีส่วนรองรับส่วนโค้งที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ👟 รองเท้าที่ใส่สบายจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับเท้าและช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ เลือกรองเท้าที่ช่วยให้เท้าของคุณแม่หายใจได้และปรับตามการเปลี่ยนแปลงขนาดค่ะผ้ารัดหน้าท้องเป็นอุปกรณ์เสริมอเนกประสงค์ที่ให้การสนับสนุนอย่างอ่อนโยนต่อหน้าท้องที่กำลังเติบโตของคุณแม่ ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ส่งเสริมท่าทางที่ถูกต้อง และลดความรู้สึกไม่สบายท้อง🤢 การสวมสายรัดหน้าท้องจะช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วยการให้การสนับสนุนและทำให้กิจกรรมในแต่ละวันจัดการได้ง่ายขึ้นค่ะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผิว เช่น ความแห้ง อาการแพ้ง่าย และรอยแตกลาย การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณรักษาผิวให้แข็งแรงและกระจ่างใส✨ มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติสูตรเฉพาะสำหรับสตรีมีครรภ์ การปรนเปรอตัวเองด้วยกิจวัตรการดูแลผิวจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและการดูแลตัวเองในช่วงเวลาพิเศษนี้ค่ะวิตามินก่อนคลอด การรับประทานวิตามินก่อนคลอดมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของทั้งคุณแม่และลูกน้อย อาหารเสริมเหล่านี้ให้สารอาหาร วิตามิน💊 และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ปรึกษากับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณแม่และเลือกวิตามินก่อนคลอดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของคุณแม่ การรู้ว่าคุณกำลังบำรุงร่างกายและลูกน้อยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อคุณยอมรับความเป็นแม่ค่ะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มชานมไข่มุกได้ไหม?

     ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่อาจเกิดอาการอยากของหวาน ชานมไข่มุก🧋จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมเนื่องจากหาซื้อได้ง่าย แต่ชานมไข่มุกนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้อ้วน เนื่องจากมีพลังงานสูงเทียบเท่ากับข้าว 1 จาน🍚 และยังแฝงไปด้วยโทษอีกมากมาย วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่พิจารณาเกี่ยวกับ ส่วนประกอบและโทษของชานมไข่มุกที่อาจส่งผลต่อคุณแม่และทารกในครรภ์🤰ส่วนประกอบในชานมไข่มุกความหวานที่ได้จากน้ำตาล ในชานมไข่มุก🧋นั้นมีน้ำตาลทรายเป็นส่วนประกอบหลัก โดยการนำน้ำตาลทรายมาชงให้ละลายแล้วจึงผ่านกระบวนการปรุงแต่งเพิ่มเติมที่ซับซ้อน รวมไปถึงการใส่สารฟอกขาวเข้าไปด้วย ซึ่งส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ความมันที่ได้จากครีมเทียมครีมเทียมเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ชานมไข่มุกมีรสชาติหวานนุ่มกลมกล่อม ซึ่งครีมเทียมนั้นเกิดจากการนำไขมันปาล์มไปแปรรูปผ่านหลายๆ กระบวนการจนออกมาเป็นในรูปแบบครีมหรือแบบผง ไขมันทรานส์นั้นจัดว่าเป็นสารที่ให้โทษ☠️ ต่อร่างกาย หากกินติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ สารเจือปนในการผลิตเม็ดไข่มุกไข่มุกเกิดจากการแปรรูปมันสำปะหลัง (Tapioca) อาจจะมีการเจือปนของสารอันตรายเช่น สารตะกั่วและสารปรอท🧪 ที่ปนเปื้อนมากับเปลือกมันสำปะหลัง หากปรุงไม่สุกดีแล้วคนท้องกินเข้าไปมีโอกาสทำให้เกิดโรคคอพอกได้ รวมไปถึงการใส่สารกันบูดลงไปเพื่อเป็นการยืดอายุของเม็ดไข่มุกโทษจากการกินชานมไข่มุกมากเกินไปเสี่ยงต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ทารกในครรภ์อาจเข้าข่ายเติบโตช้า เนื่องจากคาเฟอีนในชานมไข่มุกจะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดและอาหารที่ไปเลี้ยงทารกในครรภ์ ซึ่งทำให้ทารก👶ได้รับสารอาหารไม่เต็มที่จึงส่งผลให้มีการเจริญเติบโตที่ช้าเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับสารคาเฟอีนในชานมไข่มุกที่คุณแม่รับเข้าไปในร่างกายนั้นจะไปเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทโดปามีน (dopamine) ทำให้สมองเกิดการตื่นตัว คุณแม่จึงมีอาการนอนไม่หลับ😴หรือนอนหลับไม่สนิทในช่วงกลางคืน🌃 ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคุณแม่เสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์สูงเนื่องจากชานมไข่มุกนั้นมีรสหวาน ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตาล สารกันบูดและครีมเทียมซึ่งเป็นไขมันทรานส์ที่อันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์🤰 สารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วนและโรคมะเร็งจากสารเจือปนในเม็ดไข่มุกวิธีกินชานมไข่มุกสำหรับคนท้องควรจำกัดปริมาณในการกินต่อวันคุณแม่ควรจำกัดปริมาณในการกินชานมไข่มุก🧋ปริมาณที่แนะนำคือไม่ควรกินชานมไข่มุกเกิน 1แก้ว / วัน และไม่ควรซื้อแก้วไซส์ใหญ่ เนื่องจากชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากเลือกชานมไข่มุกสูตรหวานน้อยคุณแม่ควรเลือกซื้อชานมไข่มุก🧋ที่มีคุณภาพและแคลอรี่ต่ำ ควรหลีกเลี่ยงสูตรที่มีน้ำตาลสูง ลองเปลี่ยนมาสั่งเป็นสูตรหวานน้อยแทน เพื่อลดปริมาณน้ำตาลในชานมไข่มุกระวังการสำลักเม็ดไข่มุกคุณแม่ควรเคี้ยวเม็ดไข่มุกให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันอาการสำลักเม็ดไข่มุก รวมไปถึงควรเลี่ยงการพูดคุย🗣️หรือหัวเราะขณะดูดเม็ดไข่มุก เนื่องจากเสี่ยงทำให้เม็ดไข่มุกติดคอ🤢 อาจทำให้เสียชีวิตได้ หากเป็นไปได้ควรเลือกเม็ดไข่มุกที่มีขนาดเล็กและเคี้ยวง่าย     คนท้องสามารถกินชานมไข่มุกได้ แต่ก็ควรคำนึงถึงหลายๆปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองและทารกในครรภ์ เนื่องจากในชานมไข่มุกนั้นแฝงไปด้วยโทษมากกว่าประโยชน์ คุณแม่ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ เพียงเพื่อให้หายอยาก และควรหมั่นดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ🏋️‍♀️ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲ต่อร่างกายเพื่อเป็นการเพิ่มสารอาหารดีให้กับลูกในครรภ์

Content Image

10 ของใช้จำเป็นสำหรับเตรียมคลอดที่คุณแม่ต้องพกไปด้วย

     ในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์🤰 คุณแม่มือใหม่มักจะเกิดความกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมตัวก่อนคลอด เรื่องสุขภาพร่างกาย และการเตรียมของไปคลอดที่โรงพยาบาล เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรเตรียมเช็คลิสต์สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนคลอด เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้ไม่ฉุกละหุก จนเผลอลืมสิ่งของที่จำเป็น วันนี้ทางเราได้รวบรวมเช็คลิสต์ของใช้จำเป็นสำหรับเตรียมข้อที่คุณแม่ต้องพกไปด้วยที่โรงพยาบาล มีดังต่อไปนี้ค่ะ💁‍♀️10 ของใช้จำเป็นสำหรับเตรียมตลอด มีดังต่อไปนี้คุณแม่ควรจัดกระเป๋าเตรียม ของใช้ก่อนคลอด ไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันครบกำหนดคลอดเพราะหากมีอาการเจ็บท้องจะได้พร้อมไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ1. เอกสารสำคัญต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ โดยเฉพาะเอกสารที่ต้องใช้กับโรงพยาบาล เช่น บัตรประจำตัวประชาชน🪪 บัตรประกัน หรือเอกสารใด ๆ ที่จำเป็นสำหรับการไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูก ให้เตรียมให้เรียบร้อยไว้เลยนะคะ2. กางเกงใน เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูก กางเกงใน🩲 เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูก และแผ่นซับน้ำนม   เป็นของเตรียมคลอดสำหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่3. ของใช้ส่วนตัว ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นแชมพู (หรือแชมพูสเปรย์) สบู่ แปรงสีฟัน🖌️ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ลิปบาล์ม โรลออนกำจัดกลิ่นกาย แป้งฝุ่นโรยตัว ยางรัดผม หวี ทิชชู่เปียกเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว4. ครีมทาหัวนมแตก สำหรับคุณแม่ที่ต้องให้นมลูกน้อย สิ่งนี้จำเป็นมากค่ะ💯 อย่าลืมซื้อติดกระเป๋าไว้นะคะ5. หมอน แม้ว่าที่โรงพยาบาลจะมีหมอน แต่คุณแม่อาจจะนอนไม่สบายตัวกับความสูงของหมอนที่โรงพยาบาล🏥 เพราะฉะนั้นพกของตัวเองไปด้วยน่าจะดีกว่าและรวมไปถึงของใช้จำเป็นสำหรับเตรียมตลอดเหล่านี้ด้วย6. ผ้าอนามัยชนิดหนา เพื่อใช้ซึมซับน้ำคาวปลาหลังคลอด ซึ่งเป็นของเตรียมคลอดที่ทางโรงพยาบาลมักจัดเตรียมไว้ให้เช่นกัน แต่ก็ควรเตรียมยี่ห้อที่ใช้เป็นประจำติดไปด้วยเพื่อไว้ใช้สำรอง☑️7. ชุดนอน หากคุณแม่ไม่อยากสวมชุดคนไข้ของทางโรงพยาบาล แนะนำให้พกชุดนอนส่วนตัวไปจากที่บ้าน แต่ต้องเลือกชุดที่สวมใส่สบายตัวนะคะ👚8. ของใช้เพื่อการผ่อนคลายของคุณแม่  โทรศัพท์มือถือ📱 สายชาร์จ หนังสืออ่านเล่น กล้องถ่ายรูป เป็น ของใช้เตรียมคลอดสำหรับคุณแม่เพื่อใช้ผ่อนคลายขณะพักอยู่ที่โรงพยาบาล รวมถึงพาวเวอร์แบงก์พกติดตัวไว้เผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินที่แบตมือถือหมดนะคะ9. หน้ากากอนามัย นอกจากมือถือที่ทุกคนต้องพกติดตัวไปทุกที่แล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบันโรค COVID-19 กำลังระบาด😷 การไปโรงพยาบาลสำหรับคุณแม่ หน้ากากอนามัย ก็เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอวัยวะอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องพกติดต่อไปทุกที่ ฉะนั้นแล้วคุณแม่ต้องเตรียมให้พร้อมพกติดกระเป๋าไว้เผื่อได้ใช้งานตอนเดินทางไปคลอด10. ชุดสวมกลับบ้านสำหรับคุณแม่ ถือว่าเป็นอีดหนึ่งของใช้ที่ห้ามลืมเด็ดขาด👗ทั้งนี้การจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมของไปคลอดที่ไปโรงพยาบาลคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถตรวจสอบกับทางโรงพยาบาลก่อนได้นะคะ ว่าเขาได้จัดของเตรียมคลอดอะไรไว้ให้บ้าง เพราะหากคุณแม่ทราบล่วงหน้าก็จะทำให้จัดกระเป๋า👜เพื่อเตรียมของใช้เตรียมคลอด ได้ง่ายขึ้น ลองเช็คลิสต์เตรียม ของใช้ก่อนคลอด ตามนี้ รับรองว่าไม่ฉุกละหุกเมื่อถึงเวลาต้องไปคลอดที่โรงพยาบาลแน่นอนค่ะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึง 10 ของใช้จำเป็นที่คุณแม่🤰ควรต้องพกไปเองเมื่อถึงนัดคลอดบุตร เพราะสิ่งของเรานี้ล้วนแต่เป็นสิ่งของจำเป็นที่คุณแม่จะต้องได้ใช้หลังจากคลอดบุตรอย่างแน่นอนนั่นเองค่ะ 

Content Image

คนท้องกินพาราได้ไหม

     ทุกคนเกิดมาสามารถเจ็บป่วยได้😷เป็นเรื่องธรรมดา  เชื่อว่าหลายๆคนคงเชื่อหรือเคยได้ยินมาบ้างว่า ยาพารา💊รักษาอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะปวดหัว🤕 ปวดแขน ปวดขา เป็นไข้🤒  เจ็บตรงนั้นหรือเจ็บตรงนี้ ต่างก็พากันหาพารามากินใช่รึเปล่าคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศใด วัยใด หรือแม้แต่คนท้องเองก็หลีกเลี่ยงเรื่องเจ็บป่วยไม่ได้ อย่างที่เราทราบกันนะคะว่าการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความตื่นเต้นของผู้หญิงอย่างแม่ๆ เป็นช่วงเวลาที่กำลังสร้างชีวิตใหม่และนำมนุษย์ใหม่เข้ามาในโลก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ๆต้องระมัดระวังอย่างมากเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเช่นกันค่ะ คุณแม่ๆต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสิ่งที่กิน สิ่งที่ทำ และยาที่กิน หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดของหญิงตั้งครรภ์🤰คือสามารถรับประทานยาแก้ปวดหัวหรืออาการเจ็บป่วยเล็กน้อยอื่นๆ ได้หรือไม่ ในบทความนี้ เราจะสำรวจปัญหาของสตรีมีครรภ์และการใช้ยากันค่ะ💁‍♀️คนท้องกินพาราจะเป็นอันตรายไหม✨ปัญหาของสตรีมีครรภ์และการใช้ยาการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถนำไปสู่อาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ🤕 คลื่นไส้🤢 และอาเจียน🤮 ผู้หญิงหลายคนอาจรู้สึกอยากทานยาเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้ยาใดๆ สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษากับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ การรับประทานยาโดยไม่ปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพอาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกในครรภ์ได้นะคะหนึ่งในยาที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับอาการปวดหัวและอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยอื่นๆ คือพาราเซตามอล💊 พาราเซตามอลเป็นยาแก้ปวดทั่วไปที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป แม่ๆหลายคนอาจสงสัยว่าจะปลอดภัยหรือไม่ที่จะกินยาพาราเซตามอลในระหว่างตั้งครรภ์ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับระยะของการตั้งครรภ์และขนาดยา โดยทั่วไป พาราเซตามอลถือว่าปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานตามที่แพทย์👩‍⚕️สั่งเท่านั้นนะคะความสำคัญของปริมาณในการรับประทานยา✨เพิ่มความเสี่ยงต่อการพิการของทารก👉งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่าการรับประทานพาราเซตามอลในปริมาณสูงระหว่างตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพิการ👩‍🦼แต่กำเนิด อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และความเสี่ยงถือว่าน้อยมาก ดังนั้นคุณแม่ๆควรใช้ความระมัดระวังและกินพาราเซตามอลในปริมาณที่แนะนำเท่านั้นในระหว่างตั้งครรภ์นะคะ 👉นอกจากพาราเซตามอลแล้ว ยังมียาอื่นๆ ที่อาจใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ายาบางชนิดไม่ปลอดภัย🙅‍♀️สำหรับสตรีมีครรภ์ ยาบางชนิดสามารถผ่านรกและส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ ยาอื่น ๆ อาจมีผลต่อทารกในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น จึงควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ🧑‍⚕️ก่อนใช้ยาใดๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ👉โดยทั่วไป ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการรับประทานยา เว้นแต่จะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจแนะนำการรักษาอื่นๆ เช่น การพักผ่อน การผ่อนคลาย🧘‍♀️ หรือการบำบัดทางเลือกแทน ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบางคนพบว่าการฝังเข็มหรือการนวด💆‍♀️สามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ได้ค่ะ👉นอกจากการระมัดระวังเรื่องการใช้ยาแล้ว คุณแม่ๆยังต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่รับประทานอีกด้วยนะคะ ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ๆจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่สมดุล🍲และมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อให้แน่ใจว่าทารกในครรภ์ที่กำลังพัฒนาได้รับสารอาหารที่จำเป็นทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่ามีอาหารบางอย่างที่คุณแม่ๆควรหลีกเลี่ยง ตัวอย่างเช่น ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ดิบ🍣หรือยังไม่สุก รวมถึงปลา🍣บางประเภทที่อาจมีสารปรอทในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์และเนยแข็งแบบนิ่ม ซึ่งอาจมีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายค่ะ     สรุปได้ว่า การตั้งครรภ์🤰เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ๆต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่ายาจะมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานยาในปริมาณที่แนะนำเท่านั้นและควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพก่อนใช้ยาใดๆ พาราเซตามอล💊โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้ตามคำแนะนำเท่านั้น คุณแม่ๆควรระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่รับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ที่กำลังพัฒนา ด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม คุณแม่ๆสามารถมีครรภ์ที่แข็งแรงและมีความสุขได้ค่ะ

Content Image

ทารกในครรภ์เริ่มดิ้นเมื่อไร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกไม่ดิ้น!

     คุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์มักจะคอยสังเกตุดูทุกพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทุกๆการเปลี่ยนแปลงของลูกทำให้แม่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และอีกหนึ่งการรอคอยก็คือการรอสัมผัสลูกดิ้นเป็นครั้งแรก ลูกจะเริ่มดิ้นเมื่อไหร่ ดิ้นตรงไหน เกิดอะไรขึ้นทำไมลูกยังไม่ดิ้น ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ลูกในท้องจะเริ่มดิ้นตอนไหน✨ช่วงอายุครรภ์ 18 – 24 สัปดาห์ในช่วงหากอายุครรภ์ 18 – 24 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่คุณแม่สามารถรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง🤰 หรือ อาการลูกตอด สำหรับคุณแม่ท้องแรก แต่ถ้าเป็นคุณแม่เป็นท้องสอง จะมีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกได้เร็วกว่า เพราะคุณแม่รู้แล้วว่าอาการลูกดิ้นเป็นอย่างไร และมดลูกของคุณแม่ยืดออกมากกว่าครั้งแรก จึงทำให้สามารถสัมผัส🖐️กับความรู้สึกนั้นได้มากกว่าสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ดิ้น👉เกิดจากน้ำหนักตัวของคุณแม่ หากคุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก หรือเป็นโรคอ้วน🐖 มีโอกาสที่จะมีความรุ้สึกว่าลูกดิ้นช้ากว่าคุณแม่ที่มีน้ำหนักปกติ เนื่องจากผนังหน้าท้องที่หนา ทำให้คุณแม่ไม่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ค่ะ👉เกิดจากปริมาณน้ำคร่ำการที่คุณแม่มีน้ำคร่ำมาก น้ำคร่ำน้อย ล้วนมีผลกับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ หากคุณแม่มีน้ำคร่ำที่น้อย💧ก็จะทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ เพราะทารกไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้เช่นกันค่ะ👉เกิดจากตำแหน่งของรก หากรกอยู่ในตำแหน่งบริเวณช่องท้องของมดลูก อาจใช้เวลานานมากกว่าที่คุณแม่จะรู้สึกถึงอาการลูกดิ้น เพราะว่ามีบริเวณช่องว่างระหว่างท้องมาก ทำให้คุณแม่สัมผัสการเคลื่อนไหวของลูกได้ยาก👉เกิดจากคุณแม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งอื่นการที่คุณแม่ ยุ่ง ๆ🤯 หรือ มีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องทำทั้งวัน จนไม่ได้โฟกัสที่ลูก ก็ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ความสำคัญของจำนวนลูกดิ้นการนับลูกดิ้นนั้นช่วงอายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ สามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพของทารกในครรภ์ว่ามีสุขภาพดีหรือไม่ค่ซึ่งการนับลูกดิ้นนั้นมีวิธีดังนี้ ✍️นับลูกดิ้นหลังจากรับประทานอาหารเนื่องจากช่วงหลังจากคุณแม่รับประทานอาหาร🍲จะเป็นช่วงเวลาที่ทารกมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก คุณแม่ควรบันทึกเวลาที่ลูกดิ้นลงไปทุก ๆ ครั้งที่ คุณแม่ รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูก ๆ และควรนับภายในระยะเวลา 30 นาที จนถึง 2 ชั่วโมงค่ะ     หากคุณแม่พบว่าลูกไม่ดิ้น คุณแม่สามารถใช้วิธีกระตุ้นลูกดิ้น โดยการเดินออกกำลังกายเบาๆ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ เช่น น้ำส้มคั้น🍊 และสมารถนอนตะแคงซ้ายเพื่อดูการดิ้นของลูกได้ด้วยเช่นกัน ทารกที่ปกติควรดิ้นอย่างน้อย 10 ครั้งใน 2 ชั่วโมง หากคุณแม่พบว่าทารกมีการดิ้นที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเลยค่ะ

Content Image

คนท้องจะออกไปเที่ยว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

     เมื่อถึงเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้ออกไปเที่ยวแล้ว🗺️ เพราะการที่อยู่แต่บ้านก็อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดและน่าเบื่อใช่ไหมคะ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเดินทางออกไปเที่ยวมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณแม่จะออกไปเที่ยว มีอะไรที่ต้องพกไป และควรเตนรียมตัวอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ สิ่งของที่คุณแม่ควรเตรียมเมื่อต้องออกไปเที่ยว มีดังต่อไปนี้เตรียมขวดน้ำขวดน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องออกไปเที่ยว เพราะหากคุณแม่เจอกับอากาศที่ร้อนจัด หรือเดินทางเหนื่อยๆ คุณแม่มักจะรู้สึกกระหายน้ำอย่างแน่นอน💧 โดยปริมาณน้ำที่แม่ท้องต้องดื่มในหนึ่งวัน คือ 1 – 2 ลิตร หากแม่ท้องขาดน้ำ จะทำให้ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง เลือดจะเข้มข้น ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ปริมาณมาก และนำไปสู่ภาวะคลอดก่อนกำหนดได้เตรียมรองเท้าที่สวมใส่สบาย ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ การเดินทางไปไหนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องแบกน้ำหนักของลูกน้อยในท้องและยังต้องแบกกระเป๋าเดินทางอีกด้วย ทำให้คุณแม่หลายๆท่านเผชิญกับอาการปวดขา ขาบวม ดังนั้นรองเท้าที่ใส่จึงสำคัญมาก คุณแม่ต้องเลือกใส่รองเท้าที่ให้ความนุ่มสบาย👟 มีแผ่นรองรับเท้าที่ช่วยพยุงร่างกาย และควรงดการใส่รองเท้าส้นสูงและรองเท้าแฟชั่นไปก่อนนะคะ เตรียมกระเป๋าเดินทางล้อลาก คุณแม่ควรเลี่ยงการใช้กระเป๋าหิ้วหรือกระเป๋าสะพายที่หนักจนเกินไป เพราะอาจส่งผลให้คุณแม่คลอดทารกก่อนกำหนดได้ ดังนั้นกระเป๋าเดินทางล้อลากจึงเหมาะสมที่สุด🧳ในการใช้งานสำหรับคุณแม่ โดยเฉพาะเวลาที่แม่ท้องที่ต้องเดินทางไปเที่ยวคนเดียว และหากคุณแม่ไปเที่ยวกับสามีก็ควรให้สามีช่วยถือกระเป๋าได้ด้วยเช่นกันนะคะเตรียมขนมขบเคี้ยวไว้ทานเล่น คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะรู้สึกหิวอยู่บ่อยๆ ระหว่างวัน😋 ทำให้ต้องหาของกินอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าคุณแม่ท้องต้องเดินทางโดยการนั่งรถ หรือนั่งเครื่องบินเป็นเวลานานแล้วละก็คงเป็นเรื่องทรมานมาก หากไม่มีของให้ทานเวลาที่รู้สึกหิว ดังนั้น คุณแม่ควรเตรียมขนมขบเคี้ยวที่ช่วยบรรเทาความหิวติดกระเป๋าไปด้วย หรืออาจเลือกเป็นผลไม้🍓 ธัญพืช นม หรือช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว และหลีกควรเลี่ยงอาหารที่ไม่เหมาะสำหรับแม่ตั้งครรภ์รวมไปถึงการเตรียมสิ่งเหล่านี้ด้วยเตรียมยาสามัญ การที่คุณแม่ต้องเดินทางหรือไปอยู่ในต่างที่ต่างแดน ทำให้แม่ท้องเกิดความเสี่ยงที่จะไม่สบายได้ เนื่องจากสภาพอากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเตรียมยาสามัญประจำบ้าน💊 อย่างเช่น ยาแก้ปวดหัว ยาทาแก้ปวด ยาดม ยาหม่อง จึงถือว่าเป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม และสำหรับยาบางประเภท คุณแม่ควรปรึกษากับคุณหมอประจำตัวเสียก่อนว่าทานยาตัวนั้นๆได้ไหม เพื่อที่จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้องเตรียมวิตามินบำรุงครรภ์ วิตามินบำรุง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรลืมพกติดตัวเมื่อต้องไปเที่ยว เพราะวิตามินจะช่วยบำรุงให้ทารกและตัวคุณแม่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งวิตามินสำคัญสำหรับแม่ท้อง ได้แก่ กรดโฟลิก หรือโฟเลท หรือวิตามิน บี 9 ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกในท้องพิการได้ ธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยบำรุงเลือดคุณแม่ไม่ให้มีปริมาณทฮีโมโกลบินต่ำเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด แคลเซียม อีกหนึ่งวิตามินที่สำคัญมาก เพราะลูกในท้องจะดึงแคลเซียมของคุณแม่ไปใช้อยู่เสมอ🤰 แม่ท้องจึงต้องทานแคลเซียมชดเชย และวิตามินรวมเป็นประจำนะคะเตรียมใบรับรองทางการแพทย์ สำหรับแม่ท้องที่เดินทางโดยรถยนต์ใบรับรองอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณแม่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน✈️ ใบรับรองทางการแพทย์จะมีความจำเป็นอย่างมาก📝 สายการบินส่วนมากต้องการจดหมายรับรองจากแพทย์สำหรับการตั้งครรภ์ตั้งแต่ 28 อาทิตย์ขึ้นไป และอาจขอดูรายละเอียดทางการแพทย์ และประกันที่ครอบคลุมตลอดการเดินทางด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้ทราบว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ หรือความเสี่ยงอื่นๆ ที่คาดไม่ถึงเตรียมถุงเท้า การใส่ถุงเท้า🧦 นอกจากจะทำให้คุณแม่สวมรองเท้าได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายเมื่อคุณแม่เจออากาศที่เย็น แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกถุงเท้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อึดอัด เพราะถ้าคุณแม่ใส่ถุงเท้าที่รัดแน่นมากเกินไป ก็ไม่เกิดผลดีกับแม่ท้องอีกเช่นเดียวกันเตรียมหมอนใบเล็ก การเดินทางด้วยรถเป็นเวลานานๆ หรือนั่งท่าเดิมนานๆ🚙 อาจทำให้คุณแม่รู้สึกปวดเมื่อยตัว เพราะหลังต้องรองรับท้องที่ใหญ่นานๆ การที่คุณแม่มีหมอนสักใบมาหนุนที่หลังก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ช่วยให้หายปวดเมื่อยจากการเดินทางก็ตาม     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงสิ่งของที่คุณแม่ควรพกไปเมื่อต้องเดินทางออกไปเที่ยว สิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งนั้น🤰 นอกจากนี้การเดินทางเป็นเวลาอาจจำให้คุณแม่รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยู่บ้าง อย่าลืมแวะเพื่อยืดเส้นยืดสายระหว่างการเดินทางด้วยนะคะ

Content Image

ระวัง! อันตรายของพืช GMO ต่อแม่ท้อง

     คุณแม่อาจเคยได้ยินคำว่าพืช GMO 🌿หรือพืชที่ถูกตัดต่อทางพันธุกรรมมากันบ้างแล้วใช่ไหมคะ และมีความสงสัยว่าพืชชนิดนี้จะมีสารอาหารมากกว่าพืชทั่วๆไปไหม คนท้อง🤰สามารถกินพืช GMO ได้หรือเปล่า เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะพืช GMO คืออะไร🌿พืช GMO (Genetically Modified Organisms) เป็นพืชที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรม🧬 โดยการนำยีนของสิ่งมีชีวิตอีกสิ่งหนึ่งมาใส่ให้กับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถผสมกันเองได้ตามธรรมชาติ  โดยจุดมุ่งหมายของการทำพืช GMO คือสามารถทำให้พืชตรงตามสเปคที่ต้องการให้ได้มากที่สุด💯พืชสายพันธุ์ธรรมชาติ VS พืช GMO💫พิจารณาด้านความปลอดภัยต่อแม่และทารกในครรภ์ถึงแม้ว่าพืช GMO จะมีการได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรมมาให้เพาะปลูกง่าย มีความแข็งแรงมากขึ้น ทนทานต่อลมฝนอากาศ🌧️ เช่น แตงโมไร้เมล็ด🍉 แต่แพทย์ก็ยังแนะนำให้คุณแม่รับประทานพืชตามธรรมชาติมากกว่า เพราะพืชตามธรรมชาตินั้นไม่ได้รับการปรับแต่งทางพันธุกรรมและยังมีความปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์อีกด้วยค่ะอันตรายของพืช GMO ต่อแม่ท้อง👉เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีการเพาะปลูกพืช GMO ให้ได้ประสิทธิภาพ ยังคงต้องอาศัยการใช้สารเคมีเพื่อช่วยให้พืช GMO อยู่รอดได้และเติบโตในแบบที่ต้องการ เช่น การใช้สารเคมีจากยาฆ่าแมลง🦗 หากคุณแม่ท้องรับประทานพืช GMO เข้าไปก็อาจเสี่ยงได้รับสารเคมีไปในจำนวนมาก👉เสี่ยงต่อการสะสมในระยะยาวเนื่องจากพืช GMO งั้นได้รับการตกแต่งทางพันธุกรรม🧬มา ทำให้คุณแม่มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างและเกิดอันตรายต่อร่างกายและทารกในครรภ์ หากมีการรับประทานพืช GMO ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน⏰👉เสี่ยงต่ออาการแพ้อาหารคุณแม่บางท่านอาจพบเจอกับอาการแพ้😷พืชที่ยีนถูกนำมาตัดแต่งพันธุกรรม เพราะร่างกายไม่คุ้นชินกับพืชที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรม หรือเป็นการแพ้สารแฝงบางอย่างที่ถูกเพิ่มเข้าไปในพืชนั้นๆ👉เสี่ยงต่อการดื้อยาปฏิชีวนะยาปฏิชีวนะ💊 (Antibiotics) พืชที่ได้รับการตัดต่อยีนมามักมักจะมาจากยีนที่สร้างสรรค์ต่อต้านยาปฏิชีวนะ เมื่อคุณแม่รับประทานพืช GMO เข้าไป จึงเสี่ยงที่จะทำให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลเท่าที่ควร     พืช GMO 🌿ยังไม่ได้ผ่านการรับรองว่ามีความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ 100 เปอร์เซ็น โดยเฉพาะสำหรับร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰 ดังนั้นคุณแม่ควรหันมาทานพืชผักที่เจริญเติบโตทำตามธรรมชาติจะดีกว่า เพราะมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ค่ะ

Content Image

ควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อไม่สบายระหว่างตั้งครรภ์

ลำพังแค่การตั้งครรภ์ก็ทำให้คุณแม่อยากพักผ่อนและรู้สึกเหนื่อยล้ามากอยู่แล้ว หากคุณแม่มีอาการเจ็บป่วยร่วมด้วยก็จะยิ่งทำให้คุณแม่เพลียมากขึ้นไปอีก ในช่วงตั้งครรภ์🤰คุณแม่จะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันค่ะดูแลตัวเองอย่างไรดีเมื่อป่วยขณะตั้งครรภ์เมื่อคุณแม่เริ่มไม่สบายเมื่อคุณแม่เริ่มรู้สึกไม่สบายหรือเป็นไข้ คุณแม่สามารถดูแลตัวเองโดยการสำรวจตัวเองว่าคุณแม่เป็นไข้🤒เพราะอะไร และควรรีบไปหาหมอเพื่อตรวจว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส🦠 เพราะในช่วงที่ตั้งครรภ์🤰จะเป็นช่วงที่ภูมิต่ำกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่อทราบสาเหตุแล้วเมื่อทราบสาเหตุว่าป่วยจากอะไรควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเช่นการอยู่ใกล้ผู้ป่วยหรือการออกไปพบเจอคนพลุกพล่าน หากมีอาการเจ็บคอ ไข้สูง เมื่อยล้ามากกว่าปกติ หรือหายใจลำบากควรตรวจหาเชื้อโควิด 19🦠 และรีบพบแพทย์ด่วนค่ะหากมีอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ หากคุณแม่มีอาการป่วย🤒เล็กๆ น้อยๆ สามารถนอนรักษาตัวเองที่บ้านได้ พักผ่อนให้เพียงพอและทานน้ำให้มากเพราะร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ แต่ไม่ควรใช้ยารักษาตัวเองโดยไม่มีใบสั่งจากแพทย์นะคะ ระหว่างที่ป่วยคุณแม่🤰ควรหลีกเลี่ยงการทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรดื่มน้ำแร่ หรือ น้ำเปล่าอย่าลืมสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ด้วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แม้จะป่วยก็อย่าลืมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามทานให้ครบ 5 หมู่🥘 และ พยายามทานอาหารปรุงสุก อาหารเหล่านี้มีวิตามินและแร่ธาตุที่จะช่วยให้คุณแม่กลับมามีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม แล้วยังเป็นประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กในครรภ์อีกด้วยค่ะ นอนหลับให้เพียงพอการนอนหลับ💤เป็นยาวิเศษจากธรรมชาติ เมื่อได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ ร่างกายจะสามารถต่อสู้กับอาการหวัดได้ ซึ่งไม่ว่าคุณแม่จะป่วยหรือไม่ป่วย การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อสุขภาพของคุณแม่แลดะลูกน้อยค่ะ วิธีรับมือกับอาการต่างๆ เป็นไข้ตัวร้อน...หากมีไข้ต่ำๆ🌡️ (น้อยกว่า 38 องศาเซลเซียส) ให้คุณแม่หาผ้าชุดน้ำอุณหภูมิห้องมาเช็ดตัว หรือหากมีคนในครอบครัวมาช่วยเช็ดได้ก็อาจขอให้ช่วยได้ พยายามเช็ดตัวแบบย้อนรูขุมขนเพื่อให้รูขุมขนเปิดระบายความร้อน พยายามเช็ดตัวบ่อยๆ และทานน้ำให้เพียงพอ รวมถึงนอนหลับให้มากพอ อาการคัดจมูกคุณแม่คนไหนที่มีอาการคัดจมูก😮‍💨นอนไม่หลับและไม่ได้มีอาการที่รุนแรงมากนัก ให้ลองหาหมอนมาหนุนหัวให้สูงกว่าปกติหน่อย หรืออาจใช้น้ำมันหอมระเหยมาดม เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น แต่หากมีอาการรุนแรงก็ให้ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะเจ็บคออาจลองหายาอมมาอม หรือลองจิบน้ำอุ่นๆ หรือจะนำน้ำผึ้ง🍯มาผสมมะนาว🍋แล้วจิบทานก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.