Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

อาการแพ้ท้องบ่งบอกถึงเพศของทารกในครรภ์ได้หรือไม่?

หลายๆคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวจะมีอาการแพ้ท้องรุนแรงกว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกชาย ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่ามีรายงานคะแนนอาการการแพ้ท้องในลูกสาวสูงกว่าลูกชายจริง โดยจากคะแนน NVP 1-9 คะแนน อาการแพ้เมื่อตั้งครรภ์ลูกสาวอยู่ที่ 6.35 ในขณะที่ ลูกชายอยู่ที่ 6.04 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ อาการแพ้ท้องลูกสาวมีอะไรบ้าง?คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้องที่รุนแรงงานวิจัยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้รุนแรงจะได้ลูกสาวเนื่องจาก ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปขณะที่ตั้งครรภ์ ซึ่งหากเป็นลูกสาว คุณแม่จะสร้างฮอร์โมนที่ต่างชนิดออกไป ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการแพ้ท้อง🤰ที่หนักกว่าลูกชายนั่นเองค่ะ (งานวิจัยหนึ่งของ Dr. Michael Swiet จากสถาบันสูติศาสตร์และ นรีเวชวิทยา ในกรุงลอนดอน)คุณแม่จะมีอารมณ์แปรปรวนง่ายและต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ก็จะส่งผลให้คุณแม่มีอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายกว่าแต่ก่อน และเนื่องจากว่าคุณแม่ที่ท้องลูกสาวจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูง📈กว่าจึงทำให้ มีอารมณ์เหวี่ยงง่ายกว่าลูกชาย แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยมากพอที่จะสนันสนุนทฤษฎีนี้อาการแพ้ท้องลูกสาวมีอะไรบ้าง?คุณแม่จะรู้สึกอยากกินของหวานมีความเชื่อว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวนั้นจะอยากของหวาน🍫มากขึ้น ในขณะที่หากเป็นลูกชายจะอยากเค็ม อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้ก็ยังไม่มีงานวิจัยมาสนันสนุนมากเท่าไหร่ค่ะ คุณแม่จะมีลักษณะของสะดือคว่ำอีกสิ่งที่สามารถสังเกตได้คือ หากท้องลูกสาว สะดือ🤰ด้านบนที่ยื่นออกมาจะมีลักษณะกลม หรือ สะดืออาจไม่ปูดออกมา และคุณแม่จะมีผิวสดใส นั่นอาจแปลว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ลูกสาวก็ได้เช่นกันค่ะ ลูกดิ้นน้อยในครรภ์ดิ้นแรงโดยทั่วไปแล้วทารกเพศหญิงจะดิ้นบ่อยกว่าเพศชาย เพราะทารกเพศหญิงมักมีความแข็งแรงกว่า ให้คุณแม่ลองนับว่าในเวลา 30 นาที🕛 ลูกน้อยดิ้นไปกี่ครั้ง หากมากกว่า 3 ครั้งนั่นอาจแปลว่าเป็นลูกผู้หญิงก็เป็นได้ค่ะ อาการแพ้ท้องลูกสาวมีอะไรบ้าง?ความเครียดมีผลต่อเพศของทารกในครรภ์งานวิจัยปี 2012 ได้ศึกษาหญิงตั้งครรภ์และพบว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือ ฮอร์โมนความเครียดนั้นมีผลต่อการเพศการเกิดของทารกในครรภ์ ซึ่งคุณแม่ที่มีระดับคอร์ติซอลสูง📈 จะมีโอกาสได้ลูกสาวมากกว่าลูกชายนั่นเองค่ะคุณแม่จะมีผมและผิวที่มันอาจจะเคยมีคนได้ยินความเชื่อว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกสาวมักจะมีผิวหน้าและผมที่มัน👩‍🦰 ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่ความเชื่อนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดนะคะ

Content Image

10 เรื่องที่แม่ท้องทุกคนต้องพบเจอ

     คุณแม่หลายๆคนที่เริ่มตั้งท้องอ่อน ๆ อาจสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์บ้าง วันนี้ทางเราได้รวบรวม 10 เรื่องที่แม่ท้องทุกคนต้องพบเจอ ไม่สามารถมีใครหนีพ้น จะมีอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️10 เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นกับคุณแม่ท้องทุกคน ดังต่อไปนี้👉อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนคุณแม่หลายคนโชคดีที่ไม่ค่อยมีอาการแพ้ท้อง แต่ก็ยังมีคุณแม่อีกมากที่ต้องทรมานจากอาการแพ้ท้อง โดยเฉพาะในช่วงเช้า คุณแม่จะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนทั้งวัน ซึ่งเป็นอุปสรรค์ต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก มีงานวิจัยออกมายืนยันว่า ขิงสามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ โดยคุณแม่สามารถรับประทานน้ำขิงอุ่นๆ🫚 จะสามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ค่ะ👉อาการปวดหลังอาการปวดหลังเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ที่แม่ท้องทุกคนตั้งเจอ คุณแม่จะมีอาการปวดหลัง และปวดเส้นเอ็นมากขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น🤰 ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ รวมไปถึงเกิดจากการกดทับของน้ำหนักครรภ์การปวดรอบ ๆ เอ็นยึดต่าง ๆ 👉รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาอาการรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาเกิดขึ้นกับแม่ท้องส่วนใหญ่โดยเฉพาะช่วงท้องแก่ใกล้คลอด อาจเป็นเพราะธรรมชาติอยากให้คุณแม่นอนตุนไว้ เพราะช่วงลูกคลอด จะต้องวุ่นวายกับการให้นม🤱 เปลี่ยนผ้าอ้อม และ อีกมากมายหลายสิ่งที่ทำให้คุณต้องอดหลับอดนอนไปอีกพักใหญ่เชียวค่ะ ดังนั้นช่วงท้องเหนื่อยก็พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ👉มีเลือดกำเดาไหลเพราะการตั้งท้องทำให้ปริมาณเลือดในร่างกายคุณแม่เพิ่มมากขึ้น ความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดขยายตัวทำให้เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก มีเลือดกำเดาไหลออกทางจมูกได้ง่าย ถ้าคุณแม่ไม่เคยมีเลือดกำเดาไหล🩸มาก่อนในชีวิต พอตั้งท้องแล้วเกิดอาการเลือดกำเดาไหลก็ไม่ต้องตกใจนะคะ👉ซุ่มซ่ามในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายคนท้องจะเปลี่ยนแปลงไว ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลง และ ส่งผลกระทบต่อการทรงตัว คุณแม่อาจจะเดินสะดุด หรือชนโน่นชนนี่ตลอดเวลา กลายเป็นคนซุ่มซ่ามโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรเคลื่อนไวตัวช้าๆ🚶‍♀️ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นและรวมไปถึงเรื่องเหล่านี้อีกด้วย👉หาเสื้อผ้าใส่ยากชุดสำหรับคนท้อง หรือ ชุดคลุมท้องที่มีขายตามท้องตลาดอาจไม่เหมาะกับรูปร่างคุณแม่ทุกคน จึงหาเสื้อผ้าที่ใส่พอดีตอนท้องได้ยากไปนิด และ ขนาดท้องก็ขยายขึ้นเรื่อย ๆ จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกครั้งก็สิ้นเปลืองเกินไป จะซื้อไซส์ใหญ่เผื่อไว้ก็รับไม่ได้กับรูปทรง ทางที่ดีคุณแม่ก็หันมาใส่กางเกงยางยืด กับเสื้อยืดตัวใหญ่👚เพราะใส่ได้ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องจนใกล้คลอด แถมหยิบมาใส่หลังคลอดได้อีกคุ้มกว่าเยอะ👉คนแปลกหน้าชอบลูบท้องว่าไปแล้วการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาติ เป็นมารยาทที่ไม่ควรทำไม่ว่ากับใครก็ตาม แต่พุงคนท้องมีเสน่ห์ดึงดูดให้คนที่เห็นอยากเอื้อมมือมาสัมผัส✋ ไม่สำคัญว่าคุณจะรู้จักเขาหรือไม่ก็ตาม ถ้าคุณไม่รู้สึกกับแย่พฤติกรรมแบบนี้ก็แล้วไปค่ะ แต่ถ้าไม่อยากให้ใครก็ไม่รู้มาสัมผัสเนื้อตัว ก็สามารถบอกเขาดีๆได้ค่ะ👉ความหวังดีจากคนแปลกหน้าหลายคนคิดว่าหากตัวเองเคยท้องแล้วจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตั้งท้อง ชอบให้คำแนะนำผู้อื่นเกี่ยวกับการท้อง คุณแม่อาจจะได้รับคำแนะนำต่าง ๆ มากมายจากคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็น การห้ามกินนั่น ห้ามทำนี่จนอาจสร้างรำคาญได้🤯 ทางทีดีก็ฟังหูไวหู พิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ เบื่อมากก็เดินหนีนะคะ 👉ต้องงดอาหารโปรดคุณแม่ต้องงดอาหารเมนูโปรดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ของหมักดอง ของดิบ ของสด ก็ต้องอดไปก่อน ไหนจะของหวาน ขนมเค้ก🧁 อาหารแปรรูป ชานม กาแฟเย็นที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ระบบย่อยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ 👉อาการบวมน้ำเพราะร่างกายคุณแม่ต้องการน้ำให้พร้อมสำหรับการคลอด จึงทำให้เกิดอาการบวมในเกือบทุกส่วนของร่างกายคุณแม่ท้อง หน้าบวม จมูกบาน หน้าอกคัด มือ เท้า รวมไปถึงนิ้วมือและนิ้วเท้า เพื่อไม่ให้ร่างกายทำงานหนักเกินไป เคล็ดลับสำคัญของการลดอาการบวมน้ำ คือ การดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ💦 ให้มีปริมาณน้ำเพียงพอ ร่างกายจะลดการเก็บน้ำในเซลล์ทำให้อาการบวมลดลง และ ควรนอนยกขาสูงเพื่อให้น้ำไหลลงมาสู่ที่อื่น ก็สามารถช่วยลดอาการเท้าบวมได้     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่า 10 เรื่องที่แม่ท้องทุกคนต้องพบเจอ🤰 เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหนีพ้นได้จริงๆ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีปัจจัยมาจากภายในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เอง และจากปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อม และบุคคลรอบข้างๆที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับหน้าท้องของคุณแม่นั่นเองค่ะ

Content Image

แนะนำเครื่องดื่มมีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นอกจากจะต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารแล้ว ก็ยังจะต้องใส่ใจกับการเลือกสิ่งที่จะดื่มเข้าไปด้วยเช่นกัน เพราะหากทานเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แล้วก็สามารถเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่เองและลูกในครรภ์ด้วย ซึ่งวันนี้บิลลี่จะมาแนะนำเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณแม่ค่ะเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์มีอะไรบ้างน้า?คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ได้ทานได้เพียงน้ำผลไม้เท่านั้น แต่ยังมีเครื่องดื่มอีกหลากหลายอย่างที่คุณแม่สามารถดื่มหลังตื่นนอน หรือช่วงพักกลางวันได้ ได้แก่น้ำเปล่าเป็นอะไรที่หาดื่มได้ง่าย🌊 ราคาถูก เหมาะสำหรับคนทุกวัย โดยน้ำนั้นมีส่วนช่วยให้สารอาหารลำเลียงไปยังทารกได้ดีผ่านเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนั้น การดื่มน้ำยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และยังช่วยให้คุณแม่ควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย ทั้งนี้หากเบื่อน้ำเปล่าก็อาจลองบีบมะนาวหรือเลม่อน🍋ผสม เพื่อเพิ่มรสชาติได้ แต่ไม่ควรดื่มทีละมากๆนะคะ นมไขมันต่ำ🐄เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม/วัน เพื่อให้แคลเซียมเหล่านั้นได้เข้ามาช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน🦷ของลูกน้อยนอกจากนั้นแคลเซียมยังมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบไหลเวียนเลือดของคุณแม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งสาเหตุที่แนะนำให้คุณแม่ดื่มนมไขมันต่ำนั่นก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายได้รับไขมันมากจนเกินไปนั่นเองค่ะมีอะไรที่ดื่มแล้วได้ประโยชน์อีกน้า?น้ำผลไม้ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์หากคุณแม่รู้สึกว่าอยากจะดื่มน้ำผลไม้เย็นๆขึ้นมาแล้วละก็ คุณแม่สามารถดื่มได้ค่ะ ! แต่จะต้องเป็นน้ำผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อและไม่มีการเติมน้ำตาลผสมเพิ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเบาหวานนั่นเองค่ะ🧃น้ำแร่อัดก๊าซแม้ช่วงนี้คุณแม่จะไม่สามารถดื่มไวน์หรือเบียร์เย็นๆได้ แต่คุณแม่สามารถทดแทนด้วยน้ำแร่อัดก๊าซได้ น้ำแร่อัดก๊าซจะทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น เหมือนกำลังดื่มไวน์ แม้รสชาติจะต่างกันไปสักหน่อยนะคะ ชาขิง🍵คุณแม่สามารถดื่มชาขิงได้ทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น โดยชาขิงมีคุณสมบัติในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังบรรเทาอาการคลื่นไส้ของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อีกด้วยเครื่องดื่มที่คุณแม่ควรเลี่ยง✨เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้อันตรายมากควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ✨เครื่องดื่มผสมโซดา✨น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠 อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของแม่และลูกน้อยในครรภ์ต่ำลงได้✨เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน อย่างเช่น กาแฟหรือน้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้สามารถส่งผลไปยังพัฒนาการของทารกได้ค่ะหากดื่มเป็นปริมาณมากเราเข้าใจว่าคุณแม่หลายๆคนจะต้องอดใจทานของโปรดกันไปก่อน และพยายามหันมาทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย นอกจากเรื่องของอาหารแล้วคุณแม่ควรได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียดจนเกินไปเพื่อคุณลูกน้อย👶ที่กำลังจะเกิดมานะคะ 

Content Image

การตรวจภายในระหว่างตั้งครรภ์! ต้องตรวจอะไรบ้าง?

     การตรวจภายในเป็นการตรวจสุขภาพสำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปทำความรู้จักกับการตรวจภายใน ตั้งแต่วิธีการตรวจ ขั้นตอน การเตรียมตัว เพื่อช่วยให้คุณแม่คลายกังวลเมื่อต้องเข้ารับการตรวจภายใน ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️การตรวจภายใน คืออะไร?🩺 การตรวจภายใน (Pelvic exam) คือ การตรวจหาความผิดปกติอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรี ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงอวัยวะข้างเคียง โดยเรียงจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ได้แก่ ปากช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่  เป็นการตรวจเพื่อประเมินสุขภาพของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง🚺 ช่วยคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และค้นหาสาเหตุของความผิดปกติของโรคทางนรีเวช การตรวจภายในสามารถรู้ผลได้ทันทีหลังตรวจ โดยแพทย์จะเป็นผู้อธิบายผลด้วยตนเอง และแนะนำการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมเป็นการตรวจหาโรคทางนรีเวช เช่น เนื้องอกในมดลูก ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst) ถุงน้ำในรังไข่ (Cystic Ovary) หรือช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัว โรคเหล่านี้ก็อาจเข้าสู่ระยะรุนแรง และอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด รวมไปถึงโรคที่น่ากังวลอีกหนึ่งโรค นั่นก็คือ “โรคมะเร็งปากมดลูก” ซึ่งเป็นชนิดของมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย🇹🇭 โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 10,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 27 คน และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก 5,200 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 14 คน✨ การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจภายใน - ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้สิ่งที่ต้องการตรวจหายไป โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการตกขาวผิดปกติ- ไม่สอดยาหรือเหน็บยาใดๆ เข้าไปในช่องคลอดก่อนเข้ารับการตรวจ อย่างน้อย 3 วัน เพราะอาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้- งดมีเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้ได้ผลตรวจที่ชัดเจน- ไม่ควรตรวจขณะมีประจำเดือน🩸 เพราะเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ยกเว้นมีประจำเดือนมากผิดปกติ มีประจำเดือนนานผิดปกติ หรือปวดท้องมากขณะมีประจำเดือน สามารถเข้าตรวจภายในได้ทันที- ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ง่ายต่อการเปลี่ยนชุด👗 และปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการตรวจ- ไม่ต้องโกนขนก่อนเข้ารับการตรวจภายใน🪒- ไม่ต้องงดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการตรวจภายในขั้นตอนการตรวจภายในเป็นอย่างไร?การตรวจภายในจะทำหลังจากที่แพทย์ซักประวัติสุขภาพเรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัย 👉 โดยมี 5 ขั้นตอนหลักๆดังต่อไปนี้1. แพทย์จะตรวจดูอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและช่องคลอดด้วยตาเปล่าก่อน โดยจะตรวจหาการระคายเคือง รอยแดง แผล บวม หรือความผิดปกติอื่นๆ2. แพทย์จะใช้เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด หรือที่เรียกว่า “คีมปากเป็ด” (Vaginal Speculum) ถ่างขยายปากช่องคลอด และใช้ไฟฉาย🔦ส่องดูปากมดลูกและผนังช่องคลอด3. หลังจากนั้นจะนำเครื่องมือออก แล้วใช้นิ้วมือ👆สอดเข้าไปตรวจช่องคลอด คลำปากมดลูก รอบๆ คอปากมดลูก ตัวมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ และใช้มืออีกข้างคลำหน้าท้องดูด้วย4. หากตรวจหามะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า “ตรวจแปปสเมียร์” (Pap Smear) ร่วมด้วย แพทย์จะใช้เครื่องมือเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกไปส่งตรวจในห้องปฏิบัติการณ์👩‍🔬5. หากตรวจอัลตราซาวด์ช่องคลอดร่วมด้วย แพทย์จะสอดอุปกรณ์เข้าไปทางช่องคลอด ซึ่งจะแสดงผลผ่านทางจอมอนิเตอร์🖥️ ช่วยให้แพทย์มองเห็นมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจภายในเมื่อไร?👉 ภายในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังตั้งครรภ์โดยปกติแล้วแพทย์แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ตรวจภายในในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังตั้งครรภ์🤰 เพื่อตรวจพยาธิสภาพบริเวณปากมดลูก มดลูก และรังไข่ คัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ และตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ในหรือนอกมดลูก ซึ่งไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์     สรุปได้ว่าการตรวจภายในนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนไม่ควรละเลย✅ เพราะเป็นการตรวจที่ไม่เจ็บ ไม่น่ากลัว ใช้ระยะเวลาตรวจไม่นาน ประมาณ 15-30 นาที ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สุขภาพของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน รู้เท่าทันโรคทางนรีเวชที่อาจเกิดขึ้นได้ และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ

Content Image

แม่ท้องทาลิปสติกไ้ด้ไหม

     ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงตั้งครรภ์แต่คุณแม่ก็ยังรักสวยรักงามเป็นเรื่องปกติอยู่ คุณแม่หลายๆท่านจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าจริงๆแล้วแม่ท้องทาลิปสติกได้ไหม💄  วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อข้อมูลว่าจริงๆแล้วลิปสติกประเภทไหนบ้างที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทาได้ เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยค่ะ💁‍♀️คุณแม่ท้องสามารถใช้ลิปสติกแบบไหนได้บ้าง?✨คุณแม่สามารถใช้ลิปสติกได้ทุกประเภทจริงๆแล้วคุณแม่สามารถใช้ลิปสติกได้ทุกประเภทที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย👶 โดยสามารถเลือกคลิกที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและได้คุณภาพตามมาตรฐาน ตัวอย่างลิปสติกที่คุณแม่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้- ลิปมัน- ลิปบาล์ม - ลิป tint- ลิป stain- ลิปกลอสและลิปเนื้อออย- ลิปสติกเนื้อแมท💄สิ่งที่คุณแม่ควรคำนึงถึงก่อนเลือกใช้ลิปสติก👉เลือกลิปสติกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือคุณแม่ควรเลือกใช้ลิปสติกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ คุณภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพริมฝีปาก🫦 เพราะยี่ห้อที่ได้รับมาตรฐานนั้นจะได้รับการการันตีในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้ใช้นั่นเอง👉ควรทาลิปสติกหลังจากตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกแนะนำให้คุณแม่เริ่มทาริปสติกหลังจากช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกเป็นต้นไป เพราะในช่วงเริ่มตั้งครรภ์🤰จนถึงระยะเวลา 3 เดือนแรกนั้นถือว่าเป็นช่วงสำคัญที่ทารกในท้องกำลังเจริญเติบโต จึงทำให้คุณแม่ต้องหันมาใส่ใจในเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างมาก แพทย์แนะนำให้บำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และควรงดการแต่งหน้าทาปากไปก่อนค่ะ👉หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่มีอันตรายคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงลิปสติกที่มีส่วนผสมของสารปรอท🧪 เพราะสารปรอทอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออาการแพ้ที่ริมฝีปาก ซึ่งเป็นอันตรายมากๆต่อคุณแม่ ตัวลิปสติกที่มีสารปรอทนั้นจะพบได้ในลิปสติกที่ไม่ผ่านมาตรฐานและลิปสติกปลอมตามตลาดนัด สำหรับคุณแม่ที่มีสภาพผิวบอบบางและผิวแพ้ง่าย ทางเราแนะนำให้คุณแม่เลือกใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมมาจากธรรมชาติ☘️ เช่น ลิปสติกออแกนิค หรือลิปสติกสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถทาลิปสติกได้ทุกประเภทนะคะ โดยควรเลือกใช้ลิปสติกที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรืออาการระคายเคืองต่อริมฝีปาก🫦 อีกทั้งควรเลือกใช้แบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยต่อสุขภาพริมฝีปากคุณแม่ เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถเติมสีสันให้ริมฝีปากตัวเองในขณะตั้งครรภ์ได้เหมือนผู้หญิงทั่วไปค่ะ

Content Image

ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันอันตรายกับลูกในครรภ์ไหม

ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทกับชีวิตของเราอย่างมาก และคุณแม่หลายๆคนก็จำเป็นจะต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งตอนนี้หลายๆคนอาจกำลังกังวลว่าการทำงานหน้าคอม🖥️นั้นจะมีอันตรายต่อลูกในครรภ์ไหม วันนี้เราไปหาคำตอบด้วยกันค่ะทำงานหน้าคอมเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์ไหม?การทำงานหน้าคอมส่งผลต่อทารกในครรภ์ไหม?แม้ว่าไม่ใช่คุณแม่🤰ทุกคนที่จะต้องเผชิญกับจอคอมในทุกๆวัน แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่ยังต้องทำงานอยู่ในออฟฟิสในช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง คุณแม่ก็จะต้องเจอกับคอมทั้งวันตอนนี้คุณแม่หลายๆคนอาจกำลังกังวลว่าการทำงานนั่งหน้าคอมพิวเตอร์🖥🖥️จะส่งผลเสียกับลูกในครรภ์หรือไม่ จากงานวิจัยของสูตินรีแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกล่าวว่าการทำงานหน้าคอมนั้นไม่มีผลอันตรายใดๆ ต่อลูกน้อยในครรภ์ค่ะ แล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่ไหม?แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการนั่งหน้าคอม🖥️ นานๆ สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่ได้นะคะ โดยยิ่งคุณแม่นั่งทำงานมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไหลไปเลี้ยงร่างกายได้ช้า ทำให้คุณแม่มีอาการเหนื่อย เวียนหัวง่าย ขาบวม🦵 และ เลือดที่กลับเข้าหัวใจส่งไปเลี้ยงลูกในครรภ์ก็อาจลดลงได้นั่นเองค่ะสรุปแล้ว...ยังไม่มีหลักฐานที่บอกว่าคอมพิมเตอร์เป็นอันตรายกับคนท้องเพราะ รังสี non-ionizing ☢️ ที่ถูกปล่อยออกมานั้นไม่มีความรุนแรงพอที่จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้นั่นเองค่ะ แต่สิ่งที่ควรระวังเลยคือ คุณแม่ไม่ควรจะนำโน๊ตบุ๊คมาตั้งไว้ใกล้ตัว และควรบางไว้บนโต๊ะ เพราะความร้อนนั้นไม่ดีต่อลูกน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ การดูแลตัวเองเมื่อต้องทำงานหน้าคอมทั้งวันท่านั่ง การนั่งในท่านั่งที่เหมาะสมนั้นสำคัญมาก คุณแม่ควรนั่งให้เต็มเก้าอี้🪑โดยให้หลังพิงกับพนักเก้าอี้ พยายามใช้เก้าอี้ที่เหมาะสมกับสรีระของตัวเอง โดยหากมีพนักพิงศีรษะด้วยก็จะก็ช่วยได้ เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ควรจะมีช่องขนาดเหลือระหว่างขาอ่อน🦵และเก้าอี้เล็กน้อย เพื่อลดแรงกดและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจลองใช้หมอนหนุนบริเวณหลังเพื่อช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อของขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นได้นะคะ การดูแลสายตานอกจากท่านั่งแล้ว คุณแม่ยังควรดูแลสายตา👁️ด้วย โดยควรปรับให้หน้าจอความสูงและระยะห่างจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับระดับสายตาโดยควรให้จอภาพมีระยะต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10 ถึง 20 องศาโดยปรับขนาดของตัวอักษรให้อ่านได้แบบไม่ต้องเพ่ง และปรับแสงสว่างบนหน้าจอคอมให้เหมาะสม ที่สำคัญคุณแม่🤰ควรพักผ่อนสายตาทุกๆชั่วโมง โดยพัก 10 นาที จะช่วยลดอาการปวดตาได้นะคะ เคล็ดลับอื่นๆ✨ให้พยายามเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง✨หาหมอนมารองหลังเอาไว้✨ดูเก้าอี้และโต๊ะรวมถึงคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม✨พยายามเดิน และพักบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

Content Image

ทารกในครรภ์ตัวใหญ่ เสี่ยงต่อคุณแม่และลูกน้อยอย่างไร?

     ตั้งแต่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในท้องของคุณแม่🤰 คุณแม่ก็เริ่มที่จะบำรุงครรภ์โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲ต่างๆ เพื่อที่จะให้ลูกน้อยคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์และแข็งแรง แต่หากคุณแม่บำรุงมากเกินไปหรือบำรุงผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดปัญหา “ลูกในครรภ์ตัวใหญ่ ”🚼 ซึ่งการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักมากหรือตัวใหญ่เกินอาจส่งผลเสียและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยค่ะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้ทารกมีน้ำหนักเกินและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมาให้คุณแม่รับทราบค่ะ ภาวะลูกตัวใหญ่กว่าเกณฑ์อายุครรภ์มีกี่แบบ?👉🏻ภาวะทารกในครรภ์มีน้ำหนักตัวมาก (Large for Gestational Age : LGA) คือการเจริญเติบโตมากเกินไปส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวมาก ซึ่งมากกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ของแต่ละช่วงครรภ์👉🏻ภาวะทารกตัวโต ( Macrosomia ) คือทารกในครรภ์ที่มีขนาดตัวใหญ่🚼 มีน้ำหนักมากกว่าเกือบ 90% ของทารกที่เกิดในอายุครรภ์เท่าๆ กัน โดยเฉลี่ยปกติแล้วทารกแรกเกิดจะน้ำหนักอยู่ประมาณ 2,500-4,000 กรัม หากทารกคลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม ถือว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่ตัวใหญ่ปัจจัยที่ทำให้ทารกมีน้ำหนักเกินหรือตัวใหญ่คุณแม่เป็นเบาหวานหากคุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถส่งต่อน้ำตาลไปยังทารกที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ได้ จะทำให้ทารกสร้างอินซูลินและน้ำตาลส่วนเกิน ทำให้ทารกเติบโตเร็วขึ้นและมีไขมันสะสมจำนวนมาก ทั้งนี้ปัจจัยด้านอาหาร🍛ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของทารกในครรภ์ด้วย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของลูกน้อยไม่ใช่เพียงปริมาณที่คุณแม่รับประทานแต่ยังรวมไปถึงคุณภาพของอาหาร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปัญหาสุขภาพของลูกในอนาคตอายุของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์คุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰ช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป🆙 มักมีโอกาสมากที่ทารกจะตัวใหญ่ ส่วนคุณแม่ที่ตั้งช่วงอายุยังน้อยทารกจะมีน้ำหนักน้อยหรือคลอดออกมาตามเกณฑ์น้ำหนักปกติน้ำหนักของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์หากก่อนตั้งครรภ์คุณแม่เป็นคนที่มีน้ำหนักมาก⚖️อยู่แล้วมักมีความเสี่ยงที่ลูกจะออกมาน้ำหนักตัวมากหรือตัวใหญ่คุณแม่มีมีโรคประจำตัวคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ 🫀โรคโลหิตจาง และโรคเบาหวาน มาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ลูกจะมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ได้เช่นกันพันธุกรรมจากคุณพ่อหรือคุณแม่ยีนส์🧬ของครอบครัวก็สามารถส่งผลต่อขนาดตัวและน้ำหนักของลูกในครรภ์ได้เช่นกัน รวมไปถึงอาจเป็นเพราะทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไปหรือหากป็นทารกเพศชาย👦ก็จะมีขนาดตัวใหญ่มากกว่าทารกเพศหญิงนั่นเองค่ะทารกตัวใหญ่มีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนอย่างไร?คุณแม่เสี่ยงภาวะคลอดยากการที่ทารกมีน้ำขนาดตัวใหญ่กว่าปกติจะทำให้คุณแม่มีน้ำตาลในเลือดต่ำในขณะคลอดและยังเสี่ยง📈เป็นภาวะคลอดยาก ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกน้อยทารกมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ทารกที่คลอดออกมาตัวใหญ่ มีความเสี่ยงสูงที่จะมีปัญหาเรื่องเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด😮‍💨 และเสี่ยงจะเสียชีวิตในครรภ์สูงกว่าปกติถึง 3-8 เท่าทารกเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานทารกที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติมีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวานมากกว่าเด็กปกติทั่วไป หรือพิการตั้งแต่กำเนิด🧑‍🦼ทารกเสี่ยงเป็นโรคดีซ่านทารกแรกเกิดที่มีขนาดตัวใหญ่ มักจะมีเม็ดเลือดแดง🩸มากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคดีซ่าน (Jaundice) ได้ในขณะคลอด      คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำหนักตัวของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามการที่ลูกคลอดออกมาตัวใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องมีสุขภาพไม่ดีเสมอไป เพียงแต่มีความเสี่ยงมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ รวมไปถึงการเข้าพบแพทย์👨‍⚕️🩺เพื่อตรวจความผิดปกติและเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะตั้งครรภ์ พร้อมทั้งรับคำแนะนำในการดูแลครรภ์🤰อย่างถูกวิธีค่ะ

Content Image

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

     ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลไม้ประเภท “ทุเรียน” นั้น มีทั้งคนชอบและคนที่ไม่ชอบ ในส่วนของคนที่ชอบนั้นก็นับเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰เป็นหนึ่งในสมาชิกคนชอบทุเรียน แล้วกำลังกังวลว่าช่วงที่กำลังตั้งครรภ์จะสามารถรับประทานผลไม้ชนิดนี้ได้อย่างเป็นปกติหรือไม่ หากรับประทานแล้วส่งผลเสียอะไรต่อตนเองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือเปล่า บทความของเรามีคำตอบให้ค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักทุเรียนให้มากขึ้นทุเรียนเป็นผลไม้ประเภทหนึ่งที่พบได้ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่ทราบกันดีว่าเนื้อของทุเรียนนั้นมีกลิ่นหอม👃 และมีรสชาติหวานเหมือนรับประทานขนมหวาน🍭 ดังนั้นสารอาหารหลักๆในทุเรียนนั้นต้องมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบอย่างแน่นอน การที่ทุเรียนมีสารอาหารหลักเป็นน้ำตาลซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ส่งผลให้ทุเรียนถูกจัดว่าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง⬆️ หากถามว่าคุณแม่สามารถรับประทานทุเรียนได้หรือไม่ คำตอบก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับอาหารประเภทอื่นๆ นั่นก็คือรับประทานได้แต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม สำหรับทุเรียน 1 เม็ด อาจให้พลังงานได้สูงถึง 200 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเทียบเท่ากับการรับประทานอาหารปกติประมาณเกือบหนึ่งมื้อเต็มๆ🍛เลยทีเดียวค่ะ💫สารอาหารในทุเรียนหากจะอ้างว่าทุเรียนนั้นมีแต่น้ำตาล🍬ก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะน้ำตาลเป็นเพียงองค์ประกอบหลัก อันที่จริงแล้วทุเรียนก็ประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆเช่นเดียวกัน ทุเรียนยังประกอบไปด้วยสารอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานอีกสองกลุ่ม นั่นก็คือโปรตีนและไขมัน เช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ทุเรียนก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ในส่วนของแร่ธาตุและวิตามิน ทุเรียนยังมีวิตามินเอ วิตามินซี🍊 แคลเซียม🦴 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และกรดโฟเลตที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะประโยชน์ของการรับประทานทุเรียน✨มีไฟเบอร์สูงเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง มันจึงมีส่วนช่วยในแง่ของการขับถ่าย🚽ให้ง่ายขึ้นได้ เป็นการลดโอกาสการเกิดอาการท้องผูก💩ได้ค่ะ✨มีสารต้านอนุมูลอิสระทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ “อนุมูลอิสระ” นั้นเป็นสารประเภทหนึ่งที่จะถูกผลิตขึ้นข้างในร่างกายของเราโดยธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ซึ่งอนุมูลอิสระสามารถทำให้เซลล์ร่างกายของเราเสื่อมสภาพ นำไปสู่การแก่และการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นก่อมะเร็งได้ในอนาคตค่ะ ดังนั้นการรับประทานอาหารชนิดใดก็ตามที่มี “สารต้านอนุมูลอิสระ” เป็นส่วนประกอบ ก็จะช่วยชะลอการแก่👵หรือเสื่อมสภาพของเซลล์และลดอัตราการเกิดมะเร็งในร่างกายได้ค่ะ✨ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ เนื่องจากทุเรียนนั้นมีสารประเภท “โพลีฟีนอล” ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ดังนั้นมันจึงลดโอการสในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน🩸ได้อีกด้วยค่ะ✨มีโฟเลตสูงตามที่กล่าวไปว่าทุเรียนนั้นมี “โฟเลต” เป็นส่วนประกอบ สารอาหารประเภทนี้ทำหน้าที่หลักๆเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง🧠 จึงป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคในระบบดังกล่าว อย่างเช่นโรคอัลไซเมอร์ได้โทษของการรับประทานทุเรียน👉เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเนื่องจากทุเรียนนั้นมีสารอาหารหลักคือน้ำตาล🍬 ผู้ที่รับประทานทุเรียนในปริมาณมากๆ ไม่ควบคุมปริมาณที่เหมาะสม ก็มีโอกาสในการเกิดโรคเบาหวานได้ค่ะ ดังนั้นหากคุณแม่มีลักษณะการรับประทานอาหารหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานอยู่แล้ว หรือกำลังเป็นอยู่ ทุเรียนก็จะกลายเป็นผลไม้อีกชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงค่ะ👉มีแร่กำมะถันแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณมากในทุเรียนก็คือกำมะถัน ซึ่งกำมะถันสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษในร่างกายของเราได้ ส่งผลให้ร่างกายของเรากำจัดสารพิษได้ลดลง หากรับประทานคู่กับแอลกอฮอล์🥃(อันที่จริงคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อยู่แล้ว) ร่างกายก็จะกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดไปทางปัสสาวะได้ช้าลง ทำให้มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง ก่อให้เกิดอาการเมา คลื่นไส้🤢 อาเจียน🤮 หรือหนักไปถึงขั้นเสียชีวิต💀ได้เลยทีเดียวค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คงจะทราบกันแล้วนะคะว่าทุเรียนเองก็เหมือนอาหารประเภทอื่นๆ ที่จริงๆแล้วคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถรับประทานได้ เพียงแต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปเพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง สำหรับคุณแม่ที่อยากรับประทานทุเรียนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ🩺ก่อน ว่าตนเองมีภาวะหรือเงื่อนไขทางสุขภาพที่ไม่ควรรับประทานทุเรียนหรือไม่ เพื่อความมั่นใจก่อนรับประทานค่ะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ทานนมเปรี้ยวได้ไหม?

      นมเปรี้ยวเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ได้มีดีเพียงรสชาติอร่อย แต่ยังแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ทางสุขภาพ โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถเลือกกินนมเปรี้ยวได้ โดยต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียจากการกินนมเปรี้ยวซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้คุณแม่ได้พิจารณาค่ะทำความรู้จักกับนมเปรี้ยวนมเปรี้ยวเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่หาทานง่ายนมเปรี้ยว (Fermented milk)🥛 เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์แลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) และ สเตร็ปโตค็อกคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophilus) เป็นหลัก ผลิตภัณฑ์จากนมเปรี้ยวหาซื้อได้ง่าย มีราคาจับต้องได้ จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนทุกเพศทุกวัย นมเปรี้ยวมีจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านนมเปรี้ยวมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด...ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านมเปรี้ยวนั้นเป็นเครื่องดื่มที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่รักสวยรักงาม เนื่องจากในนมเปรี้ยวนั้นมีส่วนประกอบสำคัญ เช่น แคลเซียม โปรตีน และยังอุดมไปด้วยวิตามิน💊หลายชนิด การที่คุณแม่กินนมเปรี้ยวเป็นประจำจะช่วยส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย โดยแนะนำให้กินวันละ 1 ขวดเล็ก เป็นประจำทุกวันข้อดีของการกินนมเปรี้ยวสำหรับคุณแม่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารผลพลอยที่ได้จากการหมักนมเปรี้ยวทำให้เกิดกรดแลคติก (Lactic acid) ซึ่งแลคติกแอซิดแบคทีเรีย (Lactic acid bacteria) ที่ได้จากการหมักในนมเปรี้ยวนั้นมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้โดยตรง หากกิน(ดื่ม)นมเปรี้ยวเป็นประจำจะช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาท้องผูกสำหรับคุณแม่ได้🚽ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันป้องกันไวรัสในลำไส้คนเรามีจุลินทรีย์ชนิดดี หรือที่เรียกว่าโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งได้จากการกินนมเปรี้ยว จุลินทรีย์ชนิดนี้ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรค🦠 เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกาย ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงการที่คุณแม่สร้างสมดุลโพรไบโอติกส์ในร่างกายยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตสารไซโตไคน์ (Cytokine) เป็นสารกลุ่มโปรตีนที่เซลล์สร้างขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย ข้อเสียของการกินนมเปรี้ยวสำหรับคุณแม่ปริมาณน้ำตาลในนมเปรี้ยวคุณแม่ควรคำนึงถึงเรื่องปริมาณน้ำตาลในนมเปรี้ยว เนื่องจากนมเปรี้ยวหลายๆแบรนด์ตามท้องตลาดได้มีการปรุงแต่งรสชาติให้หวานมากขึ้น ซึ่งตามหลักโภชนาการแล้วคนท้องควรกินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ดังนั้นคุณแม่ควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนตัดสินใจซื้อนมเปรี้ยว การกินน้ำตาลมากเกินไปในช่วงตั้งครรภ์ จะส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์🤰 ซึ่งเป็นการให้โทษมากกว่าประโยชน์ชนิดของจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวประกาศจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้เปิดเผยถึงชนิดของนมเปรี้ยวที่ไม่เหมาะสำหรับคนที่กำลังตั้งครรภ์ คือ นมเปรี้ยวชนิดคีเฟอร์และชนิดคูมิส ซึ่งหมักด้วยแบคทีเรียและยีสต์ มีส่วนประกอบของ Ethyl alcohol จากกระบวนการหมัก ซึ่งเป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์และเด็ก อย่างไรก็ตามการปรึกษาแพทย์👨‍⚕️ก่อนกินนมเปรี้ยวเป็นสิ่งที่คุณแม่ทุกท่านควรให้ความสำคัญค่ะการกินนมเปรี้ยวสามารถช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร การขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติ แถมยังแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรศึกษาสารอาหารจากฉลากของนมเปรี้ยว กินในปริมาณที่พอเหมาะ และกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่  (และ)ควรตระหนักด้วยว่าการกินนมเปรี้ยวบ่อยๆนั้นไม่สามารถทดแทนการกินผักผลไม้ได้ นมเปรี้ยวเป็นเพียงทางเลือกเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น

Content Image

อาการลืมขณะตั้งครรภ์

คุณกลายเป็นคนขี้ลืมมากขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่? คุณอาจจะจำไม่ได้ว่าคุณวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน ไม่ต้องกังวลมากไปนะคะ คุณแม่แค่กำลังมีอาการลืมขณะตั้งครรภ์ค่ะอาการลืมขณะตั้งครรภ์🧠อาการลืมขณะตั้งครรภ์คืออะไร?อาการลืมขณะตั้งครรภ์คืออาการหลงๆลืมๆ ที่พบได้ในระหว่างการตั้งครรภ์🤰 คุณอาจพบว่าตัวเองมีปัญหาในการจำรายละเอียดหรือจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาการบางอย่างที่สังเกตได้ง่าย ได้แก่ ปัญหาความจำ หลงลืม สมาธิไม่ดี อาการสับสน และปัญหาในการจำคำหรือชื่อ😕🧠 อาการลืมขณะตั้งครรภ์เริ่มเมื่อไหร่?แม้ว่าจะไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าเมื่อใดที่อาการลืมขณะตั้งครรภ์จะเริ่มขึ้น🤰 แต่จากการสำรวจพบว่า อาการลืมขณะตั้งครรภ์สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกและมีอาการแย่ลงในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์⏰สาเหตุของอาการลืมขณะตั้งครรภ์ 🧠ฮอร์โมนฮอร์โมนที่ผันผวนทั่วร่างกายเมื่อคุณแม่กำลังตั้งครรภ์เป็นต้นเหตุของอาการขี้หลงขี้ลืม พวกมันอาจกระตุ้นปฏิกิริยาทางกายภาพและทำการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ส่งผลต่อสมองและความจำของคุณแม่นั่นเองค่ะ☹️🧠นอนไม่หลับการนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นในการรวมความทรงจำและช่วยให้คุณจำรายละเอียดในอดีตเพื่อเรียกกลับคืนในอนาคต การนอนหลับไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องทำให้ความสามารถในการรับรู้และความสามารถในการจดจ่อและจดจำของคุณแม่แย่ลง☹️🧠ความเครียดและความวิตกกังวลคุณแม่อาจรู้สึกเครียดและกังวลกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จนบางครั้งคุณแม่อาจไม่มีสมาธิกับงาน🖨️ แต่ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี😃ไม่ต้องกังวลไปนะคะวิธีการรับมือกับอาการหลงลืม🧠 พยายามจด!ลองหาสมุดโน๊ต🗒️ ปฏิทิน (หรือสมัยนี้จดในมือถือกันเยอะ) เพื่อนำมาจดเรื่องราวต่างๆที่สำคัญไว้ และเมื่อเกิดจำไม่ได้ขึ้นมาก็สามารถย้อนกลับมาดูสิ่งที่เราจดไว้ได้ หรืออาจติดโน๊ตตามที่ต่างๆไว้เพื่อเตือนความจำ อาจตั้งปลุกด้วยมือถือ📱ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้าง และเขียนโน๊ตไว้เวลาปลุกก็จะได้เห็นโน๊ตไปพร้อมๆกัน🧠 วิธีการอื่นๆอาจถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อเตือนความจำ หรือวางของไว้ให้เห็นง่ายๆ เพื่อให้นึกออก หรือจะลองบอกคนรอบข้างให้ช่วยเตือน รวมถึงพยายามแบบเป็นขั้นตอนเพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย และเมื่อหาเวลาได้ ก็อาจจะลองไปออกกำลังกายเบาๆ🏊‍♀️ ก็มีส่วนช่วยให้บรรเทาอาการขี้ลืมได้นะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.