Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

ห้องคลอดน่ากลัวไหม

  ความกังวลหลักๆที่คุณแม่มือใหม่🤰หรือคนที่วางแผนจะมีลูกมักจะตั้งคำถามคือห้องคลอดเป็นยังไง มันน่ากลัวจริงไหม😰 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณแม่ๆก็ไม่ได้กังวลหรอกค่ะว่าในห้องคลอดเป็นห้องประเภทไหน แต่คุณแม่ๆแค่กังวลและกลัวว่าการคลอดลูกจะเจ็บมากไหม  แม้ว่าเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกวิตกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนี้ แต่การเตรียมตัวและความเข้าใจที่ถูกต้องสามารถช่วยบรรเทาความกลัวได้ค่ะ เราจะมาดูกันว่าห้องคลอดมีเกี่ยวข้องกับอะไร มีวิธีเตรียมตัว เตรียมใจยังไงใรการคลอดลูกไม่ให้กังวลจนเกินเหตุนะคะ💁‍♀️ห้องคลอด คืออะไรห้องคลอดเป็นพื้นที่เฉพาะภายในโรงพยาบาล🏥 หรือศูนย์การคลอดลูกที่ดำเนินการคลอดลูกนั่นเองค่ะ มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครันเพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของทั้งแม่และลูก👶 มีบุคลากรทางการแพทย์👨‍⚕️ที่มีประสบการณ์ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำคลอดและการคลอดค่ะ👉การเตรียมตัวให้พร้อมโดยไม่ต้องกลัวห้องคลอดการเตรียมความพร้อมหลักๆเลยคือการที่คุณแม่ๆรู้ตัวเองค่ะ ความรู้คือพลัง💪 ซึ่งคุณแม่ๆสามารถศึกษาหรือเรียนจากสื่อต่างๆ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการคลอดบุตร อ่านหนังสือ📖 และบทความเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการคลอดให้ดียิ่งขึ้น การรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นสามารถช่วยลดความวิตกกังวล😰ได้นะคะ อีกอย่างคือการวางแผนการคลอด ซึ่งคุณแม่ๆสามารถปรึกษาหารือเกี่ยวกับการคลอดกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพได้นะคะ สามารถแจ้งความต้องการในการจัดการความปวดขณะคลอด สามารถเลือกวิธีคลอดที่มีความเสี่ยงน้อยและไม่เจ็บนาน ตรวจตำแหน่งเฉพาะ ปรึกษาให้ชัดเจนว่ามีแบบใดบ้าง คุณแม่ๆอยากให้การคลอดออกมาในรูปแบบใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่คุณแม่ๆรับรู้ถึงทางเลือกจะสามารถช่วยลดความกลัวได้ค่ะ หรือแม้แต่การแสวงหาการสนับสนุนทางอารมณ์💞 คุณแม่ๆ พยายามสร้างบรรยากาศหรือเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่เรารักที่สามารถให้กำลังใจและความมั่นใจระหว่างการคลอดก็ได้เช่นกันนะคะ ประเภทของห้องคลอดห้องคลอดจะถูกจำแนกออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่✨ห้องรอคลอด ในส่วนนี้คือพื้นที่ที่กำหนดซึ่งผู้คนสามารถรอได้ ก่อนที่จะได้รับการเรียกนัดหมาย📌หรือรับบริการ เป็นที่เฉพาะสำหรับคุณแม่ๆที่รอคลอดหรือตรวจภายใน ในการตั้งครรภ์ครั้งแรก ซึ่งจะรอจนกว่าปากมดลูกจะเปิด ระหว่างรอแพทย์👨‍⚕️หรือพยาบาลจะมาตรวจดูอาการของคุณแม่ๆ รวมถึงปากมดลูกและทารกในครรภ์โดยใช้เครื่องตรวจทารกในครรภ์ และการเตรียมการอื่น ๆ ✨ห้องผ่าตัดคลอด สำหรับการคลอด อีกประเภทหนึ่งคือห้องคลอดหรือห้องผ่าตัดคลอด เป็นห้องทำคลอดทั่วไปและสำหรับคุณแม่ๆที่มีอัตราความเสี่ยงที่ทำให้ไม่สามารถคลอดตามธรรมชาติได้ก็จะสามารถทำการผ่าตัดทำคลอดได้ทันทีค่ะ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมสำหรับรับและช่วยชีวิตทารกแรกเกิด🚼 มีทีมพยาบาล👩‍🍼ประจำห้องคลอดคอยรับและดูแลทารกแรกเกิดด้วยนะคะ ✨ห้องพักฟื้นหลังคลอดสุดท้ายก็คือห้องพักฟื้นหลังคลอดนั่นเองค่ะ หลักจากคลอดเสร็จคุณแม่ก็จะได้อยู่ในห้องพักฟื้นสักระยะ🛌 ซึ่งแต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากันค่ะ ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลหลังคลอดอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ รวมถึงประเภทการคลอด สุขภาพของคุณแม้ๆ และ สภาพของทารก👶 โดยทั่วไป คุณแม่ที่มีการคลอดทางช่องคลอดที่ไม่ซับซ้อนอาจอยู่ได้ 24-48 ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดอาจอยู่ได้ 72 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นก็เป็นได้ค่ะการดูแลตัวเองหลังคลอด💤พักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอการดูแลตัวเองมีหลากหลายวิธี โดยหลักๆแล้วก็จะคำนึงถึงเรื่องการพักผ่อนและพักฟื้น หลังคลอดลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะร่างกายของคุณแม่ๆจะต้องการเวลาในการฟื้นฟู ซึ่งแน่นอนค่ะว่าขึ้นอยู่กับสภาพทางกายและใจของแต่ละบุคคล ซึ่งการพักผ่อนและนอนหลับ😴ให้เพียงพอเมื่อทารกนอนหลับก็เป็นการช่วยในกระบวนการฟื้นตัวที่ดีค่ะ หรือแม้แต่เรื่องอาหารการกิน🍲 ต้องกินให้ดี เน้นอาหารบำรุงที่ให้สารอาหารที่จำเป็น🥕และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หากทำได้นะคะ ดื่มน้ำให้เพียงพอและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ👩‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำด้านอาหารจะดีมากๆค่ะ และอีกเรื่องที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดของแผลคลอดด้วยนะคะ ควรศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวในด้านนี้เพื่อขอคำแนะนำวิธีที่ทำให้แผลผ่าคลอดหายเจ็บเร็วขึ้น และแห้งเร็วขึ้นค่ะ หวังว่าคุณแม่ๆจะไม่กลัวห้องคลอดกันแล้วนะคะ

Content Image

ภาวะน้ำลายไหลมากมากผิดปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์

     คุณแม่ตั้งครรภ์คงต้องเจอกับอาการแพ้ท้อง น้ำลายเปรี้ยว น้ำลายไหลมากผิดปกติ น้ำลายเต็มปาก จนต้องบ้วนทิ้งบ่อยๆ อยู่บ้างใช่ไหมคะ? วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะน้ำลายไหลมากมากผิดปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์มาให้คุณทราบไปพร้อมๆกันแล้วนะคะ💁‍♀️ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ คืออะไร?💦ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ (Hypersalivation)ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติเกิดจากร่างกายผลิตน้ำลายออกมามากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰จะมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่รุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ เรียกอีกอย่างว่า “Ptyalism gravidarum”  คือ การผลิตน้ำลายออกมามากกว่าปกติในช่วงการตั้งครรภ์สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ✨1.อาการ คลื่นไส้และอาเจียน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีความอยากอาหารลดลง แม่บางคนจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารหรือดื่มน้ำ  ประกอบกับกรดในกระเพาะอาหารที่ออกมาพร้อมกับการอาเจียน ซึ่งเหล่านี้กลายมาเป็นสาเหตุของการเกิดกรดสะสมอยู่ในช่องปาก จึงทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ✨2.ปัญหาฟันผุ เนื่องจากฟันที่ผุ🦷จะทำให้สภาพปากเป็นกรด จึงทำให้มีการผลิตน้ำลายมากขึ้นนั่นเอง✨3.เชื้อราและแผลอักเสบในช่องปาก การติดเชื้อในช่องปาก👄 ฝี หนองตามเนื้อเยื่อช่องปากและลำคอ รวมถึงทอนซิลอักเสบ หากเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ค่าความเป็นกรด-ด่างในช่องปากย่อมไม่ปกติ และภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติก็จะตามมาอย่างแน่นอน✨4.โรคกรดไหลย้อนในระหว่างการตั้งครรภ์ การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารอ่อนแรงลง จึงมีความเสี่ยงสูงที่กรดจากกระเพาะอาหารจะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอาการแสบร้อนที่ลิ้นปี่หรือกลางหน้าอกแล้ว อาการของโรคกรดไหลย้อนยังทำให้เกิดกรดสะสมในช่องปาก ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติตามมาด้วย✨5.การสัมผัสกับสารพิษ โดยทั่วไปแล้วสารพิษจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ👃  เช่น สารปรอท สารหนู ออร์แกโนฟอสเฟต ควันพิษ หรือ สารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะเข้ามาขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่างๆในช่องปาก และทำให้เกิดการผลิตน้ำลายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว4 วิธีป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ 👉1. หมั่นแปรงฟันและใช้น้ำยาบ้วนปากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ดูแลสุขภาพเหงือกและฟันโดยการแปรงฟัน🪥และบ้วนปากอย่างถูกวิธี เพราะสุขภาพในช่องปากของแม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลูกน้อยในครรภ์ โดยมีการศึกษาพบว่าปัญหาสุขภาพช่องปากบางชนิดส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ นอกจากนี้ การปล่อยให้มีแบคทีเรียในช่องปากจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดภาวะฟันผุในทารกได้ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน อาจยังไม่เพียงพอต่อการทำความสะอาดช่องปากของแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจยังมีแบคทีเรีย🦠หลงเหลืออยู่ตามบริเวณที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง เช่น ขอบเหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารจุบจิบ และ อาการคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ของแม่  ซึ่งการใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อกำจัดเศษอาหารและลดปริมาณน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่ตกค้างในปากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียและป้องกันฟันผุได้มากขึ้น👉 2. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดเนื่องจากอาหารรสจัดหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมากๆ จะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายในปากให้ผลิตน้ำลายออกมามากขึ้น และนอกจากนั้น อาหารประเภทของหวานและขนมจำพวกแป้ง น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวาน🧃 รวมถึงหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลสูง จะส่งผลให้เกิดกรดในช่องปาก และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพฟัน  รวมไปถึงผลไม้เปรี้ยวยังเต็มไปด้วยกรดอินทรีย์ (organic acid) เช่น กรดซิตริก (citric acid) กรดมาลิก (malic acid) และ กรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ซึ่งหากคุณแม่ท้องรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวขณะท้องว่าง อาจมีอาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรืออยากอาเจียนมากขึ้นได้ด้วยนะคะ👉3. เพิ่มการดื่มน้ำเปล่าแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำเปล่าที่คนท้องควรได้รับ คือประมาณ 1.5 ลิตร หรือ 7- 8 แก้วต่อวัน💧 การดื่มน้ำที่มากเพียงพอจะทำให้ภายในช่องปากของแม่มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสม ซึ่งอย่างน้อยจะช่วยควบคุมการผลิตน้ำลายส่วนเกินได้บ้าง ส่วนคุณแม่คนใดที่มีอาการแพ้ท้องหนักหรือรุนแรงจนดื่มน้ำได้ยาก ลองเปลี่ยนจากการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เป็นการจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันแทน หรือสลับกับการดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง🫚 น้ำตะไคร้ ก็จะสามารถช่วยลดอาการพะอืดพะอมและรู้สึกสดชื่นมากขึ้นได้ค่ะ👉4. พกกระดาษชำระติดตัวเสมอแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติจะรู้สึกอยากบ้วนน้ำลายทิ้งบ่อยครั้ง ดังนั้น คุณแม่ควรพกกระดาษชำระติดตัวไว้🧻 เมื่อมีน้ำลายสะสมในปากมากๆ ก็สามารถบ้วนทิ้งได้ทันที ไม่ควรฝืนกลืนหรือเก็บน้ำลายไว้ เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้มากขึ้น     เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าวิธีป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถปฏิบัติตามได้ไม่ยากเลย เพราะวิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีธรรมชาติที่ทำได้ง่ายๆ ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมดูแลตัวเองและหมั่นคอยสังเกตอาการที่เกิดขึ้นอยู่เสมอด้วยนะคะ

Content Image

ยาที่คุณแม่ควรเลี่ยงขณะตั้งครรภ์

      สำหรับคุณผู้อ่านที่อาจเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีคนรอบตัวที่กำลังตั้งครรภ์ หนึ่งในประเด็นที่น่าจะเป็นกังวลก็คือข้อกำหนดและข้อห้ามในการได้รับยาชนิดต่างๆของคุณแม่ใช่ไหมคะ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านมาดูกันค่ะว่า สำหรับยาแต่ละกลุ่มที่เรามีโอกาสได้ใช้บ่อยๆในชีวิตประจำวัน คุณแม่สามารถใช้ยาตัวไหนได้และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาตัวไหนประเภทยาที่ควรเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ยาในกลุ่มบรรเทาปวดและลดไข้นับเป็นยากลุ่มที่เราทุกคนมีโอกาสใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุดเลย ตัวยาที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถใช้ได้หากจำเป็น จะเป็นยาในกลุ่มพาราเซตามอล💊 ส่วนตัวยาที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ยาในกลุ่มแอสไพริน ยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) และตัวยาไอบูโพรเฟนค่ะยาในกลุ่มออกฤทธิ์บรรเทาอาการไอและคัดจมูกกลุ่มนี้รวมไปถึงฤทธิ์ในการขับเสมหะและละลายเสมหะด้วย อันที่จริงยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ควรหลีกเลี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีโอกาสที่จะส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ค่อนข้างมาก🤰 ไม่ว่าจะเป็นตัวยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน เอ็น-อะซิทิลซิสเทอีน ไกวเฟเนซิน ไดเฟนไฮดรามีน และแอมบรอกซอน ตัวยาเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ ในส่วนของตัวยาในกลุ่มบรรเทาเอาการคัดจมูก👃 ควรหลีกเลี่ยงตัวยาซูโดอีเฟรดีน ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครภ์เช่นเดียวกัน ส่วนยาใช้ภายนอก เช่น ยาที่มีส่วนผสมของเมนทอลที่ช่วยให้คุณแม่หายใจโล่งสบายขึ้น คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถใช้ได้ค่ะยาที่ออกฤทธิ์เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและการขับถ่ายกลุ่มบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนตัวยาที่ใช้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้หากมีความจำเป็น ได้แก่ ไดเฟนไฮดรามีน ไพริดอกซีน (วิตามินบี 6) เมไคลซีน และไซไคลซีน ส่วนยาที่สามารถใช้ได้แต่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ยาในกลุ่มเมโทโคลพราไมด์ ส่วนตัวยาที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ตัวยาดอมเพอริโดน เพราะมีรายงานว่าส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ🫀ของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ค่ะกลุ่มบรรเทาอาการท้องเสียคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรเลี่ยงตัวยาในกลุ่มโลเพอราไมด์ แต่หากมีอายุครรภ์เกิน 3 เดือนขึ้นไปสามารถใช้ได้ แต่ในเรื่องของความถี่และปริมาณการรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรค่ะ👨‍⚕️ ส่วนผงเกลือแร่และยาผงถ่านนั้น คุณแม่สามารถรับประทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีผลเสียหรืออันตรายต่อร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ค่ะกลุ่มบรรเทาอาการท้องผูกยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มปริมาณอุจจาระ ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์หรือเมทิลเซลลูโลส สามารถใช้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ค่ะ🤰 ยาในกลุ่มมะขามแขกและบิซาโคดิลก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน ส่วนตัวยาในกลุ่มโพลีเอทิลีนไกลคอล (PEG) และด็อกคิวเสต สามารถใช้ได้เช่นเดียวกันแต่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้นค่ะกลุ่มรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เช่น พวกยาลดกรด สำหรับยาที่สามารถใช้ได้จะเป็นยาที่มีสารประกอบเป็นอะลูมินัม แต่หากมีสารประกอบของแมกนีเซียมด้วยก็ควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ เช่น ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีนบางชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไซเมทิดีน รานิทิดีน ฟาโมทิดีน ในส่วนของยากลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ตัวยาประเภทโอเมพราโซล เอสโซเมพราโซล แลนโซพราโซล และราเบพราโซลค่ะ เพราะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันด้านความปลอดภัยต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ค่อนข้างน้อย👀กลุ่มยาขับลมเช่น ตัวยาไซเมทิโคน สามารถใช้ได้ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เจ้าตัวน้อยค่ะประเภทยาอื่นๆยาที่ออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (ยาฆ่าเชื้อ)คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถใช้ตัวยาเหล่านี้ได้หากมีความจำเป็นและไม่มีประวัติแพ้ยามาก่อน โดยจะเป็นตัวยาในกลุ่มเซฟาโลสปอริน เซฟาเลกซิน เซฟิซิม เซฟดิเนียร์ อิริโทรไมซิน อะซิโทรไมซิน อะม็อกซิซิลลิน และแอมพิซิลิน ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ ได้แก่ ยากลุ่มคลาริโทรไมซิน ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกค่ะ😨 และอีกกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงหลัง 3 เดือนแรกต่อไปอีก ได้แก่ ยากลุ่มที่มีสารประกอบประเภทฟลูออโรควิโนโลนและกลุ่มเตตระไซคลินค่ะยาที่ใช้ภายนอกร่างกายยกตัวอย่างเช่น ยาทาที่ออกฤทธิ์ในการรักษาแผลที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นตัวยาบาซิทราซิน นีโอไมซิน และโพลีมิกซินบี คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถใช้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ และใช้ตามความจำเป็นเท่านั้นค่ะ อีกกลุ่มคือยาที่ออกฤทธิ์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับเชื้อรา🦠 เช่น ตัวยาไมโคนาโซล อีโคนาโซล นิสแททิน กลุ่มนี้ก็สามารถใช้ตามความจำเป็นได้เช่นเดียวกันค่ะ ส่วนยาทาชนิดสเตียรอยด์ หากจำเป็นก็สามารถใช้ได้ แต่ควรเลือกเป็นตัวที่มีฤทธิ์ไม่แรงมาก เช่น ตัวยาไฮโดรคอร์ติโซนค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านหลายท่านอาจมีความกังวลว่าจะจำชื่อตัวยาไม่ได้ นั่นไม่เป็นปัญหาค่ะ เพราะทุกครั้งที่เราใช้ยา หากไม่ใช่ยาในกลุ่มสามัญประจำบ้าน เราควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนอยู่แล้ว เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับเงื่อนไขสุขภาพที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละคน ประกอบกับปริมาณและความถี่ในการใช้ เพื่อความปลอดภัยของเราทุกคนนะคะ

Content Image

ท่านอนสำหรับแม่ท้อง นอนแบบนี้หลับสบายทั้งแม่และลูก!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมตนเองนอนแล้วรู้สึกไม่สบายตัวเลยช่วงตั้งครรภ์🤰 วันนี้บทความเราจึงได้รวบรวมท่านอนที่เหมาะสำหรับคนท้อง จะมีท่าไหนบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะท่านอนที่เหมาะสำหรับคนท้องคนท้องจริง ๆ แล้ว  คนท้องสามารถนอนตะแคงขวาหรือตะแคงซ้ายได้ทั้งนั้น ขอเพียงเป็นท่าที่นอนแล้วรู้สึกสบายตัว ไม่มีอาการปวดหลัง ปวดขา และสามารถนอนหลับสนิทได้ทั้งคืน😴 โดยท่านอนที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ มีดังนี้👉สำหรับคุณแม่ท้องอ่อน ๆ ท่านอนหงาย : ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่ท้องอ่อนๆ คือ ท่านอนหงายสบาย ๆ เนื่องจากมดลูกของคุณแม่ยังไม่ขยายตัวใหญ่เหมือนคุณแม่ท้องแก่ แต่ในท้องก็จะมีตัวทารกในครรภ์ รก และน้ำคร่ำอยู่ในท้องแล้ว ดังนั้นท่านอนหงายจะทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวเวลานอน😴 แต่ถ้าคุณแม่ถนัดนอนตะแคง คุณแม่ต้องมั่นใจว่าสามารถพลิกตัวบ่อย ๆ ได้ในขณะหลับ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีอาการเจ็บจากการนอนตะแคง👉สำหรับคุณแม่ท้องแก่ ท่านอนตะแคง : ท่านี้คือท่าที่สบายสำหรับคนท้องเนื่องจากเวลานอนไม่ต้องแบกท้องหนัก ๆ ไว้ ซึ่งเหมาะกับคุณแม่ช่วงท้องแก่หรือ คนท้องไตรมาสที่ 3 หรือคนท้องไตรมาสสุดท้ายเนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แม่ตั้งครรภ์ปวดหลัง ปวดขา🦵 ปวดเท้า🦶 ส่งผลให้นอนยากขึ้น ท่านอนช่วงท้องแก่ควรเป็นท่านอนตะแคง เพราะมดลูกขยายตัวเต็มพื้นที่แล้วจึงไม่เสียดด้านใดด้านหนึ่งเหมือนตอนท้องอ่อน 2 สิ่งที่คุณแม่ควรระวังเรื่องการนอน1️⃣ การล้มตัวลงนอนสิ่งที่คุณแม่ท้องอ่อน ๆ และคุณแม่ท้องแก่ควรระวังคือการล้มตัวลงนอน แนะนำให้คุณแม่ค่อยๆนั่งลงริมเตียง🛌ก่อนพลิกตัวลงเตียง ไม่ควรคลานขึ้นไปนอนบนเตียงทันที เพราะอาจทำให้ตัวพลิกกลิ้งบนที่นอนได้ ดังนั้น เมื่อคุณแม่นั่งลงบนเตียงแล้วจึงค่อย ๆ ตะแคงตัว เอามือข้างที่ถนัดยันที่นอนก่อนแล้วสามารถล้มตัวลงนอนได้อย่างช้าๆ ส่วนคุณแม่ท้องอ่อนที่นอนหงาย ก็ค่อยพลิกตัวหงายช้า ๆ ค่ะ2️⃣ การลุกขึ้นจากที่นอนคุณแม่ไม่ควรลุกขึ้นจากที่นอนแบบพรวดพราด🙅‍♀️ ควรค่อยๆลุกอย่างระมัดระวัง เพราะอาจจะส่งผลต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ เวลาลุกจากที่นอน ถ้าคุณแม่นอนหงายอยู่ ให้พลิกตัวตะแคง เช่น ตะแคงซ้าย ให้เอามือขวายันที่นอน แล้วค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งก่อน เช่นเดียวกันหากคุณแม่นอนตะแคง ให้เอามืออีกด้านที่ไม่ได้นอนทับ ยันตัวลุกขึ้นนั่งก่อน เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะลุกขึ้นจากที่นอนค่ะ     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถนอนท่าไหนก็ได้ที่รู้สึกสบายตัว ไม่มีอาการปวดหลัง หรือทำให้คุณแม่รู้สึกนอนหลับได้ไม่สนิท หากคุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวจากท่านอน คุณแม่สามารถขยับตัวบ่อยๆได้ เพื่อให้ได้นอนในท่าที่รู้สึกสบายตัวมากที่สุด และคุณแม่ต้องพึงระวังไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน ให้ค่อยไนั่งก่อนเสมอ เพื่อเป็นการลดแรงกระแทกต่อทารกในครรภ์ค่ะ🤰

Content Image

คนท้องกินน้ำผึ้งได้ไหม

     หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวจนไปถึงคนในครอบครัวที่กำลังตั้งครรภ์🤰 และกำลังกังวลว่าเมื่อตั้งครรภ์แล้วสามารถรับประทานอะไรได้บ้าง มีอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรรับประทาน วันนี้บทความของเราจะพามาดูถึงอาหารยอดนิยมอีกหนึ่งชนิดที่อาจนับเป็นอาหาร เป็นเครื่องปรุง หรือเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มก็ได้ นั่นก็คือ 'น้ำผึ้ง'🍯 นั่นเองค่ะประโยชน์ของน้ำผึ้งต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์✨ให้พลังงานแก่ร่างกายเนื่องจากน้ำผึ้งนั้นมีส่วนประกอบหลักก็คือน้ำตาล คุณผู้อ่านคงจะเดาได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะว่าประโยชน์หลักๆของมันก็คือแง่ของการให้พลังงาน💪นั่นเอง เมื่อร่างกายได้รับความหวานก็จะรู้สึกผ่อนคลาย🧘‍♀️ และเนื่องจากมันเป็นอาหารที่ให้พลังงาน น้ำผึ้งจึงช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย😪ระหว่างวันของคุณแม่ที่ต้องอุ้มครรภ์ได้ค่ะ✨ช่วยในการบำรุงระบบหมุนเวียนโลหิตน้ำผึ้งมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบหมุนเวียนโลหิต🩸ในร่างกายค่ะ เนื่องจากเป็นอาหารอีกชนิดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ในคุณแม่ที่อยู่ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นั้น ร่างกายจำเป็นต้องสร้างเลือดในปริมาณที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมีเจ้าตัวน้อย👶อีกคนกำลังอาศัยอยู่ในท้องของคุณแม่ ดังนั้นน้ำผึ้งจึงเป็นอาหารอีกชนิดที่เป็นประโยชน์กับคุณแม่ค่ะ✨บรรเทาอาการไอน้ำผึ้งมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการระคายเคืองคอและอาการไอ😮‍💨 จะทำให้คุณแม่รู้สึกชุ่มคอหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมค่ะข้อควรระวังในการรับประทานสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🍯ควบคุมปริมาณของน้ำผึ้งสำหรับปริมาณที่แนะนำจะอยู่ที่ไม่เกิน 25 กรัมต่อหนึ่งวันค่ะ ถ้าเทียบเป็นช้อนชาก็ประมาณ 5 ช้อนชา🥄นั่นเอง อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าสารอาหารหลักที่อยู่ในน้ำผึ้งก็คือน้ำตาล ซึ่งก็นับเป็นคาร์โบไฮเดรต หากคุณแม่รับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มากเกินไปเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆ คาร์โบไฮเดรตนั้นก็จะแปรสภาพเป็นไขมันและสะสมตามร่างกายของคุณแม่ ทำให้คุณแม่เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และอาจก่อโรคในลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนไปถึงหลังคลอด🤱ได้เลยค่ะ🍯เลี่ยงการทานน้ำผึ้งกับน้ำร้อนจัดหากคุณแม่รับประทานน้ำผึ้งผสมน้ำ ควรเลือกน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียสหรืออุณหภูมิพออุ่นๆเท่านั้น เพราะความร้อน♨️สามารถทำลายสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในน้ำผึ้งได้ค่ะ และควรหลีกเลี่ยงน้ำผึ้งพร้อมกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี🍊และดี เนื่องจากน้ำผึ้งสามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานควบคู่ไปกับอาหารที่มีถั่วเหลืองเป็นองค์ประกอบ เช่นน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองค่ะ เพราะมีโอกาสทำให้คุณแม่มีอาการท้องอืด🤢จากการที่อาหารไม่ย่อย🍯เลือกน้ำผึ้งที่ผ่านการฆ่าเชื้อในขั้นตอนของการเลือกน้ำผึ้ง คุณแม่ควรเลือกซื้อน้ำผึ้งที่ผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ✅หรือการพาสเจอร์ไรส์จากผู้ผลิตมาแล้ว และไม่ถูกเติมสารอะไรเพิ่มหลังกระบวนการฆ่าเชื้อ เพราะน้ำผึ้งที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อนั้น มีแนวโน้มสูงที่จะปนเปื้อนกับเชื้อก่อโรค🦠 ส่งผลให้คุณแม่และลูกน้อยติดเชื้อจากการรับประทานน้ำผึ้งที่ไม่สะอาดได้ค่ะ🍯ระวังผลข้างเคียงต่อร่างกายการรับประทานน้ำผึ้งอาจส่งผลข้างเคียงต่อคุณแม่บางท่าน ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงต่อระบบย่อยอาหารที่ทำให้ระบบดังกล่าวทำงานได้ช้าลง ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย💩 ท้องผูก ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง🤢ตามมา หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปาก👄 เพราะน้ำผึ้งนั้นอุดมไปด้วยน้ำตาล ซึ่งเป็นสารอาหารหลักของแบคทีเรียในช่องปากเช่นกันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าจริงๆแล้วน้ำผึ้งก็เป็นอาหารอีกประเภทที่คุณแม่สามารถรับประทานได้เช่นกัน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ทั้งในด้านของคุณภาพและความสะอาด ที่สำคัญที่สุดคือการเข้ารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์👩‍⚕️ก่อนรับประทาน เนื่องจากเราทุกคนมีเงื่อนไขทางด้านสุขภาพที่ต่างกัน สารอาหารที่ควรได้รับก็มีโอกาสที่จะมีปริมาณไม่เท่ากัน การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้มากที่สุดค่ะ💁‍♀️

Content Image

แม่ตั้งครรภ์มี "มูกเลือดก่อนคลอด" เป็นอาการปกติไหม

     ในช่วงเวลาก่อนคลอด คุณแม่จะสังเกตได้ถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ที่คุณแม่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดการตั้งครรภ์ โดยหนึ่งในอาการใกล้คลอดที่สำคัญ ก็คือการมีมูกเลือดก่อนคลอด🩸 และมูกเลือดแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้คลอด เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️การมีมูกเลือดออกทางช่องคลอดระหว่างตั้งครรภ์ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไร?เป็นสัญญาณทางสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ ซึ่งมีดังต่อไปนี้👉เกิดจากการฝังตัวอ่อนในมดลูก มูกเลือดนอกจากจะพบในช่วงใกล้คลอด ก็ยังสามารถพบได้ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ ซึ่งเกิดจากการที่ตัวอ่อนไปฝังตัวในมดลูก ทำให้มีเลือดไหลปนออกมามูก แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย🙅‍♀️ 👉เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในขณะตั้งครรภ์ ในช่วงใกล้คลอดลักษณะของปากมดลูกจะเกิดความเปลี่ยนแปลง คือปากมดลูกจะบางขึ้น ขยายกว้างขึ้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้อาจไปกระตุ้นให้มูกเลือดไหลออกมาได้🩸 โดยเฉพาะถ้ามีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่รุนแรง 👉เกิดจากการอักเสบเกี่ยวกับมดลูก ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีเลือดไหลทางช่องคลอดในขณะตั้งครรภ์ได้ค่ะ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณผู้หญิงถึงควรไปตรวจสุขภาพภายในบ่อย ๆ เพื่อจะได้ตรวจสอบเสมอว่าขณะนี้มีอาการผิดปกติใด ๆ ต่อสุขภาพภายในหรือไม่✅ 👉เป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด คุณแม่หลาย ๆ คนอาจมีภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งก็จะสามารถสังเกตเห็นมูกเลือดไหลออกมาพร้อม ๆ กับอาการปวดท้อง และมีอาการเหล่านี้ก่อนจะถึงสัปดาห์ที่ 37🤰  👉คุณแม่มีภาวะน้ำเดิน ช่วงใกล้คลอดอาจมีภาวะน้ำเดินเกิดขึ้น💦 ซึ่งนอกจากของเหลวใส ๆ ที่จะไหลออกมาแล้ว ก็ยังมีมูกเลือดไหลรวมออกมาด้วย 👉เกิดจากปากมดลูกเปิด อาการนี้มักอาจมาพร้อม ๆ กับอาการน้ำเดิน เวลาที่ปากมดลูกเปิดและใกล้คลอด จะมีมูกเลือดไหลออกมาด้วย 👉การเซาะแยกถุงน้ำคร่ำ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การกวาดปากมดลูก (Membrane sweeping) ในกรณีที่ครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ปากมดลูกคุณแม่ยังไม่ยอมเปิด แพทย์👨‍⚕️อาจทำการเร่งคลอด และเร่งให้ปากมดลูกเปิด ด้วยการกวาดปากมดลูก เพื่อคลายปากมดลูก อาจทำให้มูกเลือดไหลออกมาหลังจากการกวาดปากมดลูกได้ค่ะ 👉เกิดจากการบาดเจ็บ การบาดเจ็บจากการกระแทก หรือการประสบอับัติเหตุ ก็สามารถทำให้มูกเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดได้ค่ะ ปกติแล้วอาการมูกเลือดไหลนั้นไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่กรณีเช่นนี้อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะแม้ว่าอาการมูกเลือดไหลจะไม่ได้อันตราย แต่การกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุในระหว่างตั้งครรภ์ อาจเกิดอันตรายต่อแม่และเด็กได้ค่ะ🚼 ทำความรู้จักกับมูกเลือดก่อนคลอด✨ทำความเข้าใจมูกเลือดก่อนคลอดได้ง่ายๆ ดังนี้ ก่อนที่จะคลอด ปากมดลูกจะต้องมีการขยาย🔎 หรือเรียกว่าปากมดลูกเปิด เพื่อให้ทารกสามารถที่จะเคลื่อนตัวผ่านออกมาได้ ซึ่งเมื่อปากมดลูกเปิดออกแล้ว บริเวณปากมดลูกที่มีทั้งเลือด เนื้อเยื่อต่าง ๆ และมูกต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อปากมดลูกเริ่มเปิดออก มูกและเลือดเหล่านี้ก็จะไหลรวมกันออกมา เรียกว่า “มูกเลือดก่อนคลอด” ซึ่งมูกเลือดก่อนคลอดนั้น จะมีมูกและเลือดไหลผสมกันออกมา และจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดเท่านั้น สีของมูกเลือดเป็นแบบไหน และแต่ละสีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?สีของมูกเลือดก่อนคลอดขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล มูกเลือดของคุณแม่อาจจะเป็นสีแดง🩸 สีน้ำตาลหรือสีชมพูก็ได้ และปริมาณของมูกที่ไหลรวมออกมานั้นก็จะมากหรือน้อยไม่เท่ากันค่ะ โดยมูกจะมีลักษณะเป็นวุ้น ๆ หรือคล้ายกับเสมหะที่มีเลือดปน และคุณแม่บางคนอาจจะมีมูกเลือดไหลออกมาหมดเลยทีเดียว คุณแม่บางคนอาจจะมีมูกเลือดไหลออกมาทีละเล็กทีละน้อยค่ะ โดยสีมูกเลือดใกล้คลอด อาจจะมีสีต่าง ๆ ดังนี้ 🩶มูกสีขาวขุ่นคุณแม่บางรายอาจจะมีมูกลักษณะสีขาวขุ่น ๆ ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ มูกเลือดสีขุ่น ๆ ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ 🤍มูกสีใสคุณแม่บางรายอาจจะมีมูกเลือดใส และไม่ขุ่น อาจจะสับสนกับตกขาวได้ แต่ตกขาวจะไม่มีเลือดปนออกมาเหมือนมูกเลือดก่อนคลอดค่ะ 🤎มูกเลือดสีน้ำตาล มูกเลือดสีน้ำตาลนี้ คุณแม่อาจจะกังวลว่าเป็นสัญญาณอันตรายหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วมูกเลือดสีน้ำตาลก็ถือว่าปกติค่ะ 🩷มูกเลือดสีชมพูมูกเลือดสีชมพู เป็นอีกหนึ่งสีที่อาจพบได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ และไม่ถือว่าเป็นมูกเลือดที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ      สรุปได้ว่ามูกเลือดทางช่องคลอดนั้น ไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ ระยะเวลาในการมีมูกเลือดก่อนคลอดของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ บางคนมีมูกเลือดไหลออกวันนั้น แล้วก็คลอดวันนั้นเลย แต่บางคนอาจต้องใช้เวลา 1-2 🕐 วันหลังจากมีมูกเลือดทางช่องคลอด แล้วจึงเริ่มมีอาการเจ็บท้องใกล้คลอด แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกว่ามีมูกเลือดหรือมีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้นั่นเอง

Content Image

เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกจริงๆแล้วเราก็ซื้อมาใช้เองได้นะ!

เวลาไปโรงพยาบาลหลายๆคนก็คงจะคุ้นเคยกับเครื่องฟังเสียงหัวใจ หรือ Stethoscope ที่คุณหมอชอบใช้ฟังเสียงหัวใจของคนไข้กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลายๆคนอาจจะคิดว่าเครื่องฟังเสียงหัวใจนั้น มีไว้สำหรับให้แพทย์ใช้เท่านั้น แต่จริงๆแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถหาซื้อมาไว้ใช้ที่บ้าน เพื่อฟังเสียงหัวใจของเจ้าตัวเล็กในครรภ์ได้เช่นกันค่ะ เราจะสามารถได้ยินเสียงเต้นของหัวใจทารกได้เมื่อไหร่? หัวใจลูกเริ่มเต้นเมื่อใด อัตราเร็วเท่าไหร่?เมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 6 หัวใจ🫀ของทารกในครรภ์จะเริ่มมีการเต้นเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่จะยังไม่สามารถได้ยินเสียงหัวใจของลูกน้อย เพราะหัวใจยังเล็กอยู่ ซึ่งในช่วงนี้หัวใจของทารกจะเต้นที่เรทประมาณ 110 ครั้งต่อนาที และจะเพิ่มขึ้นเป็น 150-170 ครั้งต่อนาที เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ และ จะเต้นช้าลงเรื่อยๆจนเหลืออยู่ที่ประมาณ 140 ครั้งต่อนาที เมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่ 20 เมื่อไหร่คุณพ่อคุณแม่จึงจะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจของทารก?คุณพ่อคุณแม่สามารถฟังเสียงหัวใจของทารกได้เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18-20 สัปดาห์ โดยสามารถไปพบคุณหมอ🩺 หรือจะซื้อเครื่องฟังเสียงหัวใจทารกมาฟังที่บ้านก่อนก็ได้ค่ะ เครื่องฟังเสียงหัวใจทารก เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกมีขายที่ไหนบ้าง?คุณพ่อคุณแม่สามารถซื้อเครื่องฟังเสียงหัวใจ🩺ทารกได้ที่ร้านขายยา หรือ ตามร้านค้าออนไลน์ แต่หากจะซื้อแบบออนไลน์คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะอ่านรายละเอียดสินค้าและรีวอวของสินค้าชิ้นนั้นเพื่อดูว่ามีฉลากรับรองและได้มาตรฐานหรือไม่ โดยหูฟังนั้นควรจะมีน้ำหนักเบา และได้ยินเสียงหัวใจชัดมีวิธีใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกอย่างไร?เมื่อซื้อเครื่องฟังหัวใจทารกมาแล้ว ให้คุณแม่หาที่เงียบๆ เพื่อที่จะได้ยินเสียงหัวใจของเจ้าตัวเล็กชัดขึ้น เมื่อหาสถานที่ได้แล้วให้คุณแม่นอนราบไปกับเตียง🛏️ หรือจะโซฟาก็ได้ให้รู้สึกว่าสบาย จากนั้นให้แนบหูฟังลงบนหน้าท้องเบาๆ และค่อยๆเลื่อนหาเสียงหัวใจของลูกขึ้นลงจนกว่าจะได้ยิน ยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกเลย จะเป็นอะไรไหม? หากใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจแล้วยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจของทารก ก็ยังไม่ต้องตื่นตระหนกไปค่ะ เพราะบางครั้งการใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ยินเสมอไปค่ะ เพราะลูกน้อย👶ในครรภ์ของคุณแม่อาจจะนอนอยู่ในตำแหน่งที่เครื่องตรวจจับยาก หรือ คุณแม่อาจมีรกหนาปกคลุมอยู่ด้านหน้าท้อง ทำให้ได้ยินยากขึ้นนั่นเอง

Content Image

สิทธิประกันสังคม คนท้องเบิกได้ไหม?

     การหารือเกี่ยวกับสิทธิลาคลอดได้รับความสำคัญในช่วงเวลาไม่นานมานี้เนื่องจากปัจจัยหลายประการที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการเห็นถึงความสำคัญของการลาคลอดที่มีค่าจ้างสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแม่และเด็ก การลาที่มีค่าจ้างได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของแม่และเด็ก เพิ่มการเริ่มต้นและระยะเวลาการให้นมลูก และเพิ่มการรับวัคซีนของทารก และไม่นานมานี้การระบาดใหญ่ของโควิด19 ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ได้เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของหญิงตั้งครรภ์🤰และผู้เป็นพ่อแม่ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการประกันนโยบายการลาคลอดที่ปลอดภัยและเป็นธรรมค่ะ💁‍♀️สิทธิประกันสังคมสำหรับคนท้องหญิงตั้งครรภ์สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านความมั่นคงทางสังคมบางประการ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่บุคคลและครอบครัวที่มีรายได้น้อย Supplemental Security Income (SSI) มีให้เฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์หากผู้รับเคยได้รับ SSI จากความพิการถาวร SSI ไม่ครอบคลุมการตั้งครรภ์ตามปกติค่ะ อย่างไรก็ตาม หากเด็กเกิดมามีน้ำหนักแรกเกิดต่ำหรือพิการ พวกเขาอาจมีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ SSI ค่ะ และ Medicaid เป็นอีกแหล่งสนับสนุนที่สำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว✅ โดยให้ความคุ้มครองด้านการดูแลสุขภาพโดยไม่คำนึงว่าผู้รับจะทำงานหรือมีอาการทุพพลภาพหรือไม่ บางรัฐยังให้สิทธิประโยชน์การทุพพลภาพระยะสั้นสำหรับการตั้งครรภ์ ซึ่งกำหนดโดยกฎหมายของรัฐหรือเสนอผ่านแผนของนายจ้าง นอกจากนี้ พระราชบัญญัติลาเพื่อครอบครัวและการแพทย์ FMLA รับรองให้พนักงานที่มีสิทธิ์ลาโดยไม่รับค่าจ้างได้สูงสุด 12 สัปดาห์สำหรับการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร และความต้องการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง หลายรัฐยังให้ทางเลือกการลาเพื่อครอบครัวแบบมีค่าจ้าง💵 แม้ว่าโดยทั่วไปจะเริ่มหลังจากช่วงลา FMLA เริ่มแรกค่ะ สำนักงานประกันสังคม (SSA) อนุญาตให้สันนิษฐานว่ามีสิทธิ์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติกำหนดว่ามีความเสี่ยงสูง ซึ่งช่วยให้สามารถดำเนินการพิจารณาใบสมัคร Medicaid ได้อย่างรวดเร็วค่ะหญิงที่ตั้งครรภ์มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ดังนี้✨ค่าคลอดบุตร กรณีคลอดบุตรเอง ได้รับ 15,000 บาท กรณีผ่าตัดคลอด ได้รับ 20,000 บาท✨ค่าสงเคราะห์บุตร ได้รับเดือนละ 800 บาท จนกว่าบุตรจะอายุ 6 ปี✨สิทธิลาคลอด ได้รับสิทธิลาคลอดได้ 90 วัน โดยรับค่าจ้างในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยใน 6 เดือนสุดท้าย✨สิทธิรักษาพยาบาล หญิงตั้งครรภ์มีสิทธิเข้ารับการตรวจครรภ์และคลอดบุตรฟรีที่สถานพยาบาลที่อยู่ในระบบประกันสังคม🏥✨สิทธิประโยชน์อื่นๆ หากหญิงตั้งครรภ์มีภาวะแทรกซ้อนหรือคลอดก่อนกำหนด อาจได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ค่ารักษาพยาบาลพิเศษ💰 ค่าเดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ ค่าอาหารพิเศษ เป็นต้นสิทธิสวัสดิการด้านการคลอดบุตรที่สำคัญภายใต้ระบบประกันสังคม การคุ้มครองไม่ให้ถูกพักงานหรือสูญเสียรายได้ หมายถึงการรับรองว่าหญิงตั้งครรภ์จะไม่ถูกเลิกจ้างหรือได้รับค่าจ้างที่ลดลงเนื่องจากการตั้งครรภ์หรือการคลอดลูก🤱การเข้าถึงการดูแลสุขภาพสำหรับแม่ รับรองการเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์และบริการที่เพียงพออย่างมีประสิทธิภาพในระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดบุตร รวมถึงหลังจากนั้น เพื่อให้มั่นใจในสุขภาพของทั้งแม่และเด็ก👶การสนับสนุนการลาคลอด การสนับสนุนทางการเงินเพื่อทดแทนรายได้ของผู้หญิงทั้งหมดหรือบางส่วนในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์และหลังคลอดลูกมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของหญิงตั้งครรภ์ แม่หลังคลอด และครอบครัวของพวกเธอ👨‍👩‍👧‍👦รายได้เสริมเพื่อความมั่นคง SSI และ Medicaid โปรแกรมเหล่านี้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความคุ้มครองด้านการดูแลสุขภาพแก่บุคคลที่มีรายได้น้อย รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และผู้ปกครองใหม่ๆ ช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายจำนวนมาก💵ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์และการคลอดลูกการแก้ไขแผนของรัฐ รัฐอาจเลือกขยายความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ให้กับหญิงตั้งครรภ์ที่มีรายได้น้อยที่เป็นเป้าหมาย โดยมักใช้แผนสุขภาพเด็กที่มีอยู่เก้าสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ควรรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมในประเทศไทยการลาคลอด ลูกจ้างหญิงในประเทศไทยมีสิทธิลาคลอดได้ 90 วัน🗓️ รวมวันหยุด โดยได้รับค่าจ้างเต็มใน 45 วันแรกจากนายจ้าง และอีก 45 วันที่เหลือจากกองทุนสวัสดิการสังคมความคุ้มครองทางการแพทย์ ในระหว่างการลาคลอด ลูกจ้างหญิงจะได้รับความคุ้มครองทางการแพทย์👩‍⚕️สำหรับตนเองและลูกน้อยค่าใช้จ่ายในการคลอดลูก หลังจากคลอดลูก ลูกจ้างหญิง👱‍♀️จะได้รับเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายในการคลอดลูก ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องได้เกินสองครั้งค่าชดเชยการคลอดลูก ลูกจ้างหญิงจะได้รับค่าชดเชยการคลอดลูกในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเงินก้อน ลูกจ้างชายที่มีภรรยาคลอดลูกจะได้รับเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายในการคลอดลูก💰การสนับสนุนการลาคลอด ลูกจ้างหญิงจะได้รับการสนับสนุนการลาคลอดจากการทำงาน ไม่เกิน 2 ครั้งสำหรับผู้ประกันหญิง📑ค่าเลี้ยงดูลูก กฎหมายใหม่ให้การสนับสนุนเด็กอายุ 0-6 ปี โดยสิทธิประโยชน์ครอบคลุมไม่เกิน 3 คนประกันการว่างงาน บุคคลที่ว่างงานสามารถยื่นขอรับประกันการว่างงาน ซึ่งครอบคลุมการสูญเสียงานเนื่องจากการเจ็บป่วย🤒 อุบัติเหตุ หรือความพิการประกันความพิการ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายถาวรสามารถเรียกร้องประกันความพิการได้ค่ะ🦽

Content Image

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมระหว่างตั้งครรภ์

การเจ็บหัวนมและเต้านมเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์เลยล่ะค่ะ ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าร่างกายของคุณแม่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงทารกด้วยนมแม่ โดยคุณแม่จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของเต้านมนั้นจะมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ การเปลี่ยนแปลงของเต้านม🤱มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ โดยเมื่อเริ่มตั้งครรภ์คุณแม่จะสังเกตได้ว่าหน้าอกของตัวเองมีการขยายใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะเตรียมสร้างน้ำนม🥛ให้ลูกน้อยที่จะเกิดมา รวมถึงน้ำนมเหลืองที่จะออกมาในช่วงแรกของการคลอด ในน้ำนมเหลืองนี้มีสารอาหารสำคัญ และมีสารแอนติบอดี้ที่จะเสริมสร้างภูมิต้านทางโรคให้ลูกน้อยไปจนโต และเนื่องมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนตั้งครรภ์ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ก็จะทำให้หน้าอกและท่อน้ำนมขยายใหญ่ขึ้นเพื่อผลิตและเก็บน้ำนมได้เยอะขึ้นนั่นเองค่ะ 🤱สาเหตุของความเจ็บฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เอสโตรเจน และโปรแลคตินที่พุ่งสูงขึ้นในการตั้งครรภ์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเต้านมและเตรียมให้พร้อมสำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🤱 ความเจ็บของเต้านมจะเริ่มประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์และคงอยู่จนถึงไตรมาสแรก รวมถึงหัวนมของคุณอาจเจ็บและไวต่อความรู้สึก ซึ่งอาการนี้จะเป็นตลอดการตั้งครรภ์🤰การเปลี่ยนแปลงเต้านมอื่นๆ ในช่วงเริ่มแรกของการตั้งครรภ์🤰 คุณแม่หลายๆคนจะเริ่มรู้สึกคัดตึงเต้านม ซึ่งเป็นเรื่องปกติจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยจะมีการคัดตึงเต้านมในช่วงเริ่มตั้งครรภ์ครั้งเดียว และจะมีการเปลี่ยนแปลงและขยายใหญ่อย่างต่อเนื่องซึ่งในคุณแม่บางคนจะสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหน้าอกได้รวดเร็วมากตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เลย แต่คุณแม่บางคนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบช้าๆ จึงเห็นความต่างกันได้ค่อยข้างยากในช่วงแรก คุณแม่ควรคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านมของตัวเองและหากมีข้อสงสัยควรจะสอบถามแพทย์👩‍⚕️ที่ฝากครรภ์ประจำค่ะ วิธีบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก🤱 เปลี่ยนเสื้อชั้นใน✨เสื้อชั้นในคนท้องคุณแม่ควรเลือกซื้อเสื้อชั้นในสำหรับคนท้องเพื่อความใส่สบาย ซึ่งชุดชั้นในสำหรับคนท้องมักจะมีตะขอเกี่ยวเสริม👗 เพื่อรองรับสรีระใหม่ของคุณแม่ และทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้นนั่นเองค่ะ 😃✨เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูกคุณแม่คนไหนที่เตรียมจะให้นมลูกในไม่ช้านี้ 🧑‍🍼 ก็แนะนำให้เลือกซื้อชุดชั้นในสำหรับให้นมเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าเลย เพราะเจ้าชุดชั้นในสำหรับให้นมนี้ได้ถูกออกแบบมาให้คุณแม่สะดวกสบายขึ้นเวลาที่จะต้องป้อนนมให้ลูกน้อยยังไงล่ะคะ✨สปอร์ตบราคุณแม่สามารถซื้อสปอร์ตบราที่รองรับหน้าอกได้ดีขณะออกกำลังกายดู🏃‍♀️ โดยแนะนำให้คุณแม่ออกกำลังกายอย่างเบาๆ และควรเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์เท่านั้นนะคะ 🤱เลือกใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิวเมื่อตั้งครรภ์ผิวของคุณแม่จะไวต่อสารเคมีและแพ้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสูตรอ่อนโยน🧼 และไม่มีน้ำหอม โดยสามารถสังเกต คำว่า hypoallergenic บนขวดหรือกล่องได้ รวมถึงไม่ควรใช้น้ำที่ร้อนจนเกินไปในการอาบ🛁 เพราะอาจมีผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและส่งผลต่อสุขภาพของลูก โดยเฉพาะในไตรมาสแรกค่ะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ค่ะ

Content Image

เคล็ดลับในการเลือกชุดให้นมลูก เลือกตามนี้ดูดีแน่นอน!

     สำหรับแม่ที่ให้นมลูก🤱 ความสะดวกในการให้นมนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เอื้อต่อการให้นม ซึ่งทุกวันนี้มีชุดคุณแม่ให้นมดีไซน์สวยๆ แถมฟังก์ชั่นดีๆ ออกมาให้คุณแม่เลือกมากมาย บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกซื้อชุดให้นมที่สวยและคุ้มค่ามาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️6 เทคนิคง่ายๆในการเลือกชุดให้นมลูก มีดังต่อไปนี้✨1. ให้ความสำคัญกับเรื่องไซส์เช็คไซส์หุ่นตัวเองให้มั่นใจ เพราะหุ่นหลังคลอดคุณแม่บางคนอาจจะยังไม่เข้าที่ หน้าอกขยายขึ้นมาอีกหลายนิ้วทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณแม่สั่งออนไลน์ ไม่ได้มีโอกาสลองก็จะทำให้ใส่ไม่ได้ อาจจะเล็กเกินไป ควรหาสายวัดมาวัดขนาดอก เอว สะโพกเรื่อยๆ เพื่อความชัวร์ค่ะ✅✨2. คำนึงถึงฟังก์ชันในการใช้งานจริงดูการออกแบบตอนเปิดให้นม🤱 หลายๆ แบรนด์จะตัดให้เป็นชุดผ้าปิดซ้อนกัน บางชุดมีซิปซ่อนตรงหน้าอก กระดุมเปิดหน้า หรือจะเลือกเป็นผ้ายืดดึงลงมาได้ทันทีก็จะไม่รู้สึกฟิตหรือตึง✨3. ดีไซน์ของชุดก็สำคัญไม่แพ้กันขอความรู้สึกสบาย ถ้าซื้อเป็นเดรสสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่หน้าท้องยังไม่ยุบ ให้ดูเดรสที่ปล่อยช่วงท้องหลวมๆ👗 ไม่ต้องห่วงนะคะ การให้นมแม่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหุ่นจะค่อยๆ กลับมาเข้าที่ เผลอๆ หุ่นดีกว่าตอนก่อนท้องเสียอีกและรวมไปถึงเทคนิคดังต่อไปนี้อีกด้วย✨4. ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกดีไซน์ไม่มีวัสดุแหลมคม🗡️ เวลาที่เราอุ้มลูกมาดูดแนบอก ให้เลือกเสื้อแบบที่ไม่มีซิปแข็งๆ เกี่ยวผิวของเด็กได้✨5. สามารถถอดออกได้อย่างง่ายดายเปิดออกได้ด้วยมือเดียว ให้นึกถึงเวลาที่เรากำลังอุ้มลูกหรือถือขวดปั๊มนมอยู่🍼 คุณแม่ก็สามารถใช้อีกมือเปิดเสื้อให้ลูกดูดหรือปั๊มด้วยความรวดเร็วได้✨6. ใส่ใจเรื่องสไตล์และคัตติ้งเลือกสไตล์ที่ใส่ได้นานๆ การซื้อชุดให้นมก็เหมือนกับซื้อเสื้อผ้าที่คุณแม่ต้องคิดว่าต้องใส่ได้นานๆ ดังนั้นสีควรเป็นแบบเรียบๆ แบบที่ใส่ไปทำงานก็ดูสุภาพ คัตติ้งดีมีชัยไปกว่าครึ่ง💯 เพราะจะช่วยเก็บรูปร่างของคุณแม่ด้วยค่ะ     ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าเมื่อคุณแม่มีชุดให้นมที่เหมาะสม คุณแม่ก็สามารถให้นมแม่ในที่สาธารณะได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นการให้นมแม่ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่คุณแม่สามารถทำได้🤱 โดยไม่ต้องคิดมาก อาย หรือกังวลว่าจะมีคนอื่นมาจับจ้องสนใจ หากตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ว่าลูกจะหิวนมที่ไหน เมื่อไร คุณแม่ก็สามารถให้นมลูกได้สวยๆ โดยไม่ต้องกังวลค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.