Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความทารกแรกเกิด | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เอาผ้าห่อตัวทารกจริงๆแล้วดีหรือไม่?

เราอาจพบปัญหาการนอนของทารกในวัยแรกเกิดได้ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คือ การห่อตัวทารกด้วยผ้าการห่อตัวทารกแรกเกิด✨สาเหตุของปัญหาทารกแรกเกิดอาจจะยังไม่สามารถปรับต้วกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ทำให้เกิดปัญหาในการนอน❌✨การห่อทารกด้วยผ้าห่อตัวช่วยอย่างไรการห่อทารกด้วยผ้าห่อทำให้ทารกเหมือนอยู่ในมดลูก จึงทำให้ทารกนอนหลับง่ายขึ้น ลดอาการงอแง😭 ตื่นตกใจ หรือสะดุ้งตื่นเวลานอน ✨เมื่อไหร่ที่ควรหยุดห่อควรห่อทารกถึงอายุ 2 เดือนเท่านั้น หรือหากทารกสามารถนอนหลับเองได้ดีแล้วก็สามารถหยุด❌ห่อตัวได้เลย✨ทำไมถึงควรหยุดห่อเมื่อทารกโตขึ้นจะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นเอง นอกจากนี้เมื่อทารก👶อายุ 2 เดือนจะเริ่มสามารถเคลื่อนไหวและกลิ้งไปมาได้แล้ว ดังนั้นการห่อทารกไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ข้อควรระวังในการห่อทารก✨ห่อแล้วให้นอนหงายท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก เพื่อป้องกันไม่ให้ทารก👶หายใจไม่ออกจนอาจทำให้เกิดการเสียชีวิต หรือที่เรียกว่าการไหลตาย (SIDS)✨ห่อให้พอดีการห่อทารกแน่นจนขา🦵งอหรือเหยียดตรงมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรพันผ้าโดยให้ทารกยังสามารถขยับสะโพกและขาได้เล็กน้อย วิธีห่อทารกอย่างปลอดภัยจากคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ได้บอกวิธีห่อตัวของทารกอย่างปลอดภัยไว้ ดังนี้ค่ะ ✨หากห่อตัวทารก คอยดูให้ทารกนอนหลับในท่าหงาย และระวังไม่ให้ลูกนอนตะแคงหรือคว่ำในขณะหลับ ✨รวมถึงควรจัดผ้าปูที่นอน🛏️ให้ตึงเสมอ เพราะหากผ้าปูที่นอนหรือผ้าปูรองนอนมีความหย่อนหรือผ้าห่อตัวของทารกมีการห่อไว้หลวมๆ ก็อาจทำให้ผ้าหลุดออกจากเตียงหรือจากตัวของทารก👶 ได้ และหากผู้ปกครองไม่ได้เฝ้าดูอยู่ขณะนั้นก็อาจทำให้ลูกขาดอากาศหายใจหากหน้าของลูกเข้าไปซุกที่ผ้าทั้งหลายได้ค่ะ ✨ที่สำคัญคือจะต้องคอยระวังไม่ให้ที่นอนมีลักษะที่นุ่มจนเกินไป หรือมีลักษณะบุ่มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้ลูกหน้าคว่ำแล้วเกิดหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ค่ะ💀 รวมถึงควรจะแยกของเล่น ตุ๊กตา🧸 หมอน ผ้าห่มอื่นๆ ออกจากที่นอนของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คุณพ่อคุณแม่เผลอทับโดยไม่ตั้งใจค่ะ ✨การห่อตัวทารกจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูง🌡️กว่าปกติ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวังไม่ให้ลูกร้อนจนเกินไป โดยให้สังเกตว่าลูกมีเหงื่อ💦ออกตามตัวไหม แก้มแดงหรือเปล่า ผมเปียก มีผื่นจากความร้อน หรือหายใจเร็วกว่าปกติไหมนะคะ 

👉 List บทความทารกแรกเกิด

Content Image

อยู่ไฟหลังคลอด จำเป็นต้องทำไหม?

     คุณแม่อาจเคยได้ยินกับคำว่าการอยู่ไฟหลังคลอดมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ มีความเชื่อว่าการอยู่ไฟหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่สามารถฟื้นฟูกับสู่สภาพปกติได้เร็วยิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้แผลฝีเย็บแห้งเร็วและลดการอักเสบจากการกระตุ้นและการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่และยังสามารถขับน้ำคาวปลาออกมาหลังคลอดได้ด้วย ช่วยปรับสมดุลในร่างกายของคุณแม่ให้กลับมาเป็นปกติ จริงๆแล้วการอยู่ไฟหลังคลอดจำเป็นสำหรับคุณแม่หลังคลอดทุกคนไหม วันนี้ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️การอยู่ไฟหลังคลอด คืออะไร?✨การดูแลสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดบุตรการอยู่ไฟหลังคลอด คือการดูแลสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดในระยะแรก ซึ่งใช้การนั่งผิงไฟ🔥 การเข้ากระโจม การอาบสมุนไพร การนั่งถ่าน การทับหม้อเกลือ การนวด การประคบ การรับประทานยา หรือการรับประทานอาหารเฉพาะ เป็นต้น โดยเชื่อว่าการอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอด จะเป็นการปรับสมดุลของธาตุในร่างการที่แปรปรวนไปจากการคลอด จริงๆแล้วคุณหมอได้กล่าวว่า “คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอยู่ไฟหลังคลอด🙅‍♀️ เพราะการคลอดในโรงพยาบาลไม่ว่าจะโดยการผ่าตัดหรือคลอดเอง คุณหมอจะให้ยาที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เพื่อป้องกันการตกเลือดและช่วยขับน้ำคาวปลาเรียบร้อยแล้ว” ในสมัยโบราณการอยู่ไฟจะให้คุณแม่นอนอยู่บนแผ่นกระดานใหญ่แล้วเอากองไฟมาก่อไว้ใต้กระดาน เรียกว่า ‘อยู่ไฟญวน’ หรือ ‘ไฟแคร่’ และมีแบบกองไฟอยู่ข้างๆ เรียก ‘อยู่ไฟไทย’ หรือ ‘ไฟข้าง’ และคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟนานถึง 7-15 วัน และห้ามออกจากเรือนไฟโดยเด็ดขาด  เพราะหากออกก่อนเวลาที่กำหนด อาจจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่ปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วย😷และไม่สบายได้ในที่สุด นอกจากนี้ คุณแม่ต้องอาบน้ำร้อนทุกวัน ดื่มเฉพาะน้ำอุ่น และงดอาหารแสลงหลายอย่างโดยอาหารหลักที่คุณแม่สามารถทานได้ คือข้าวกับเกลือ หรือข้าวกับปลาเค็ม🐟 ซึ่งการอยู่ไฟแบบโบราณนี้ถือว่าค่อนข้างอันตรายค่ะในปัจจุบันการอยู่ไฟได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากการให้ความร้อนทั่วตัวมาเป็นการให้ความร้อนเฉพาะบริเวณหน้าท้อง โดยนิยมใช้กัน 2 แบบ ได้แก่ 1️⃣ใช้กระเป๋าน้ำร้อน👝วางบริเวณหน้าท้อง หรือ ใช้ชุดคาดไฟซึ่งเป็นชุดที่ประกอบไปด้วยกล่องอะลูมิเนียมสำหรับใส่ชุดซึ่งเป็นเชื้อไฟ เมื่อจุดไฟแล้วก็ใส่กล่องไว้ กล่องจะร้อน 2️⃣การอยู่ไฟด้วยแพทย์แผนไทย เป็นการอาบและอบสมุนไพร🌿 โดยมีการนวดประคบ การเข้ากระโจม การอาบน้ำสมุนไพร และลงท้ายด้วยการนาบหม้อเกลือ สิ่งที่คุณแม่ต้องคำนึงก่อนเข้ารับการอยู่ไฟหลังคลอด👉3 ข้อพึงระวังในกรณีที่คุณแม่ต้องการอยู่ไฟหลังคลอด มีดังต่อไปนี้1.ระวังทารกขาดนมแม่ เพราะทารกแรกคลอดย่อมมีความต้องการในการดูดนมจากเต้าแม่🤱2.ระวังสารพอกตัวที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค🦠 หากมีสารปนเปื้อนติดมาที่เต้าคุณแม่ แล้วแม่ไม่ได้อาบน้ำให้สะอาด ลูกมาดูดที่เต้าอาจจะมีปัญหาท้องเสียได้3.ระวังยาที่ให้ทานขณะอยู่ไฟ ยาบางชนิด💊ที่คุณแม่ทานไป อาจทำให้ลูกมีปัญหาแพ้เป็นผื่นหรือท้องเสียตามมาดังนั้น หากต้องการอยู่ไฟจริงๆ คุณหมอแนะนำให้เลือกที่อยู่ไฟที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ความสะอาด และไม่ขัดต่อการให้นมลูกจากเต้าอย่างต่อเนื่องนะคะ และคุณแม่หลังคลอดที่มีลักษณะต่อไปดังนี้ ห้ามอยู่ไฟเด็ดขาด-คุณแม่หลังคลอดที่มีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส🌡️-คุณแม่หลังคลอดที่เป็นโรคหัวใจ🫀 โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคลมชัก  โรคไต-คุณแม่หลังคลอดที่มีการตกเลือด🩸     โดยสรุปแล้ว การอยู่ไฟไม่ได้จำเป็นสำหรับคุณแม่หลังคลอดทุกคนค่ะ แต่ที่สำคัญคือ การดูแลตัวเองทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ คุณหมอแนะนำว่าหลังคลอดคุณแม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเป็นการซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดจากการคลอด และการสร้างน้ำนม งดอาหารเผ็ด🌶️ และหมั่นดื่มน้ำให้มากพอสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูกด้วยนะคะ นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมดูแลแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์ งดกิจกรรมที่คุณแม่ไม่ควรทำในช่วง 6 สัปดาห์หลังคลอด ได้แก่-ไม่ควรยกของที่มีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักของทารก-ไม่ควรออกแรงแบ่งมากๆ หรือนานๆ-ไม่ควรขึ้น-ลง บันไดบ่อยๆ-ไม่ควรขับรถโดยไม่จำเป็น🚘-ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ทำได้เฉพาะท่ากายบริหารเบาๆ

Content Image

ล้างจมูกให้ทารก/เด็กเล็กอันตรายไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจจะกำลังสงสัยว่าเราจะสามารถล้างจมูกให้ลูกได้ไหมเมื่อลูกมีน้ำมูกเหนียว หายใจลำบาก ซึ่งจริงๆแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ล้างจมูกมากกว่าการทานยา ซึ่งจะสามารถทำได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ การล้างจมูกการล้างจมูก คืออะไร?การล้างจมูก👃 คือการใช้น้ำเกลือล้างเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกออก เช่น น้ำมูก หนองในจมูก ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก และทำให้รูจมูกและไซนัสโล่งขึ้น การล้างจมูกดีอย่างไร?การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ🌊จะช่วยนำเอาน้ำมูกที่เหนียวข้นที่ลูกไม่สามารถระบายออกมาได้เอง ซึ่งการล้างจมูกนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในจมูกแล้ว และ ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก👃  ยังช่วยป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกหรือไซนัสไปสู่ปอดอีกด้วย ซึ่งจะทำให้อาหารหวัดหายได้เร็วขึ้นกว่าการทำลูกทานยาแก้หวัดได้อีกด้วยค่ะ การล้างจมูกให้ลูกอันตรายไหม?การล้างจมูกทารก อันตรายไหม?จริงๆแล้วการล้างจมูก👃 นั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัย เพราะเป็นการใช้น้ำเกลือที่มีความอ่อนโยนมาก เวลาที่ลูกร้องดิ้น และสำลักน้ำเกลือจึงไม่เป็นอันตราย ส่วนการที่น้ำเกลือ🌊จะสำลักลงปอด🫁นั้นเป็นไปได้น้อยมาก หากลูกไม่ได้มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหรือสมอง เพราะคนเราจะไม่สามารถเปล่งเสียงพร้อมกับการหายใจได้ เมื่อทำการฉีดน้ำเกลือเข้าไปส่วนใหญ่จะออกทางจมูกหรือทางปากของเด็กก่อน ซุ่งปริมาณน้ำเกลือที่ฉีดไปก็มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะสามารถลงไปถึงปอดได้🫁 และหากลงไปจริง น้ำเกลือก็เป็นน้ำเกลือสะอาดจึงไม่ทำให้เกิดปัญหาค่ะ ควรล้างจมูกให้ทารกบ่อยแค่ไหน?ให้ล้างจมูกลูกน้อยเมื่อพบว่าลูกมีอาการแน่นจมูก👃  หรือมีน้ำมูกข้นเหนียว ซึ่งสามารถล้างให้ได้วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น วิธีล้างจมูกวิธีล้างจมูกสำหรับทารกให้ใช้น้ำเกลือ🌊อุ่นในการล้างโดยจับให้ลูกนอนยกศรีษะสูงในผ้าห่อตัว และจับหน้าให้อยู่นิ่งๆ สอดกระบอกฉีดยาเข้าไปในจมูก👃 และค่อยๆฉีดน้ำเหลือประมาณ 0.5 ซีซี หากใช้น้ำเกลือที่เป็นสเปรย์พ่นจมูกก็สามารถพ่นสเปรย์แทนได้ค่ะ จากนั้นให้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกมา สามารถดูว่ามีที่ดูดน้ำมูกแบบไหนบ้างได้ที่ บทความ นี้เลยค่ะ วิธีล้างจมูกสำหรับเด็กเล็กให้ลูกอยู่ในท่านั่งหรือท่ายืน แล้วแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย นำกระบอกฉีดยาฉีดน้ำเกลือ🌊ประมาณ 1 ซีซี หรือมากกว่านั้นก็ได้ (ดูว่าลูกทนได้แค่ไหน) หรืออาจจะใช้รูปแบบสเปรย์พ่นจมูกแทนการฉีดน้ำเกลือ จากนั้นให้ลูกสั่งน้ำมูก และให้บ้วนน้ำเกลือที่ลงทิ้ง ซึ่งควรให้ลูกสั่งน้ำมูกทั้งสองข้างพร้อมๆกันและไม่ควรอุดรูจมูก👃ข้างใดข้างหนึ่งเพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุได้นะคะ 

Content Image

วิธีรับมืออาการปวดหลังหลังคลอด

     คุณแม่ที่เพิ่งคลอดเจ้าตัวน้อยหลายๆท่านคงจะพบเจอกับปัญหาอาการปวดหลังหลังคลอดกันใช่ไหมคะ อาการปวดหลังหลังคลอดของคุณแม่บางท่านอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีรับมือกับอาการปวดหลังของแม่ท้องมาให้คุณแม่ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุของอาการปวดหลังหลังคลอดลูกอาการปวดหลังหลังคลอดของแม่ตั้งครรภ์มักจะมาจากฮอร์โมนเหล่านี้จะอยู่กับคุณแม่ไปอีก 2-3 เดือน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังหลังคลอดนั่นเอง โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์ กว่าข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้างจะปรับตัวให้ทรงตัวและรับน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย สาเหตุที่ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดหลัง มีดังต่อไปนี้1️⃣ เกิดจากแม่ท้องมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักที่ทำให้แม่ท้องปวดหลัง มาจากการมีน้ำหนักของครรภ์อยู่บริเวณหน้าท้องที่มากขึ้น🤰 จึงส่งผลให้กระดูกสันหลังแอ่นตัว ทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อแบกรับน้ำหนักช่วงส่วนหลังมากยิ่งขึ้นตามอายุครรภ์ 2️⃣ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย แม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฮอร์โมนที่มีชื่อว่า รีแล็กซิน (Relaxin)  เป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ในขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้จะช่วยกระตุ้นการคลายตัวของเอ็นยึดกระดูกเชิงกราน ช่วยให้คุณแม่คลอด🚼ได้ง่ายขึ้น 3️⃣ เกิดจากกล้ามเนื้อส่วนกลางของลำตัวแยกจากกัน หลังจากคลอดลูกแล้ว มดลูกก็จะขยายใหญ่ขึ้นเช่นกัน เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์👶 จึงทำให้กล้ามเนื้อส่วนกลางลำตัวเกิดการแยกออกจากกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่จึงมีอาการปวดหลัง4️⃣ เกิดจากความเครียดในช่วงตั้งครรภ์ ในช่วงท้องคุณแม่มักจะมีอาการวิตกกังวล😰และมีความเครียดต่างๆเกิดขึ้นจนสะสมไปถึงช่วงหลังคลอด จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการตึงตัว และทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังนั่นเอง5️⃣ เกิดจากร่างกายเสียการทรงตัว เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ หน้าท้องมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น น้ำหนักจึงถูกถ่วงไปที่ด้านหน้า ทำให้เสียสมดุลของการทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นการทรงตัวในช่วงนั่ง หรือการทรงตัว🧍‍♀️ในอริยาบทต่างๆด้วย ทำให้แผ่นหลังมีการแอ่นตัวเพื่อทำการพยุงตัวให้สมดุลมากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่ถึงต้องเผชิญกับอาการปวดหลังวิธีบรรเทาอาการปวดหลังหลังจากคลอดลูก✨จัดท่านอนให้ถูกต้องในช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนตอนกลางคืน คุณแม่ควรเปลี่ยนจากท่านอนหงายเป็นนอนตะแคง ให้งอเข่าและวางขาอีกข้างลงบนหมอนข้าง เพื่อทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหมอนข้างได้อย่างพอดี เพราะการนอนตะแคงจะเป็นการช่วยให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักหน้าท้องถูกถ่ายลงไปยังหมอนข้าง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังได้ผ่อนคลาย😌มากยิ่งขึ้น✨ไม่ควรนั่งหลังงอคุณแม่ท้องควรนั่งหลังตรง ถ้าหากมีอาการปวดหลังควรหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงมาใช้💺 รวมไปถึงอาจหาเบาะนุ่มๆมาช่วยหนุนหลังได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งหลังงอ การนั่งไขว่ห้าง และการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ควรที่จะขยับตัวอยู่บ่อยๆ✨เลี่ยงการยกของหนักคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก📦เป็นอันขาด เนื่องจากการยกของหนักจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและส่วนหลังเกิดอาการเกร็งจะเป็นผลเสียต่อครรภ์ หากมีความจำเป็นที่ต้องยกของหนักจริง ๆ ควรฝึกท่ายกให้ถูกวิธี ด้วยการยืนแยกเท้าออกให้เท่าช่วงสะโพก ปลายเท้าเฉียงเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ งอเข่าแล้วหย่อนตัวลงตรง ๆ เพื่อให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงกลางและสะโพก แล้วใช้กำลังแขนและไหล่เป็นส่วนช่วยในการยกของ โดยท่านี้จะหลีกเลี่ยงการใช้แรงจากส่วนหลังและไม่ให้กล้ามเนื้อในส่วนของหน้าท้องทำงานหนักมากเกินไป✨ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักคุณแม่ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักตามให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนดไว้ เพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง ควรเลือกเล่นกีฬาเบาๆที่ไม่มีการปะทะ และไม่เป็นการหักโหมจนเกินไป เช่น พิลาทิส โยคะ🧘‍♀️ และว่ายน้ำ เป็นต้น✨ทาครีมแก้ปวดหลังคุณแม่สามารถหาครีมแก้ปวดหลัง🧴มาทาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดลงไปได้ หรืออาจจะหาน้ำมันมานวดหลัง หรือใช้น้ำยาในการนวด และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับครีมแก้ปวดหลังก่อนใช้เสมอ เพื่อเป็นการเลี่ยงการใช้ยาหรือน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์✨ใช้หมอนรองครรภ์คุณแม่สามารถใช้หมอนรองครรภ์ที่เคยใช้ตอนตั้งครรภ์มาบรรเทาอาการปวดหลังได้ โดยเลือกหมอนในเหมาะกับสรีระของตัวคุณแม่ เพื่อให้คุณแม่นอนในท่าที่ถูกต้อง😴และสามารถบรรเทาอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นลงไปได้✨หลีกเลี่ยงการยืนนานการยืนเป็นเวลานานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการปวดหลังหลังคลอดลูก คุณแม่ควรนั่งพักบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าส้นสูงขณะตั้งครรภ์ โดยแพทย์แนะนำให้คุณแม่สวมใส่รองเท้าส้นสูง👠ได้ไม่เกิน 1-2 นิ้ว เพื่อสร้างความสมดุลต่อการเคลื่อนไหว และป้องกันอุบัติเหตุได้อีกด้วย      ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็ควรปฏิบัติตามวิธีบรรเทาอาการปวดหลังหลังคลอดของคุณแม่ตามข้างต้นที่กล่าวมา และใส่ใจสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคุณแม่ แต่หากปวดมากควรไปพบแพทย์👩‍⚕️นะคะ

Content Image

ทารกเริ่มออกเสียงอ้อแอ้ได้ตอนอายุกี่เดือน?

     การเดินทางของคำพูดและพัฒนาการทางภาษาในลูกน้อยเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ กระบวนการที่แผ่ออกไปในปีแรกของชีวิต ตั้งแต่เสียงอ้อแอ้🗣️และเสียงร้องในช่วงแรกไปจนถึงคำพูดแรกและต่อจากนั้น ลูกน้อยจะก้าวหน้าผ่านขั้นตอนต่างๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาภาษาของลูกน้อยและช่วยให้พวกเขาปลดล็อกพลังอันเหลือเชื่อของการสื่อสาร และเพลิดเพลินไปกับความมหัศจรรย์ของการเดินทางทางภาษาของลูกน้อยได้นะคะ💁‍♀️พัฒนาการด้านการสื่อสารของลูกน้อยในระดับต่างๆ มีดังต่อไปนี้เดือนที่ 0  จุดเริ่มต้นของการสื่อสาร ในช่วงเดือนแรก ลูกน้อยสื่อสารผ่านเสียงร้อง😭 เสียงคูส และเสียงกลั้วคอเป็นหลัก การเปล่งเสียงตั้งแต่เนิ่นๆ เหล่านี้จำเป็นต่อการเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ดูแล ถึงแม้จะยังสร้างคำศัพท์ที่จดจำไม่ได้ แต่ลูกน้อยก็กำลังวางรากฐานสำหรับการพัฒนาคำพูดในอนาคตอยู่แล้ว เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่จะต้องตอบสนองต่อสัญญาณของทารกและมีส่วนร่วมในการโต้ตอบที่ผ่อนคลาย เนื่องจากจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่หล่อเลี้ยงสำหรับการเรียนรู้ภาษาค่ะเดือนที่ 2  ขยายขอบเขตการร้องเพลง ลูกน้อยภายในสิ้นเดือนที่สอง เริ่มทดลองกับช่วงเสียงร้องที่กว้างขึ้น พวกเขาอาจสร้างเสียงเหมือนสระเช่น อา และ โอ😮 และแม้แต่พยายามเสียงเหมือนพยัญชนะเช่น goo หรือ coo ความพยายามพูดพล่ามในช่วงแรกๆ เหล่านี้เป็นปูชนียบุคคลที่น่าตื่นเต้นในการพัฒนาคำพูดที่ซับซ้อนมากขึ้น ในระยะนี้ เด็กทารกอาจเริ่มแสดงความสนใจในการเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่ดีที่ผู้ปกครองจะได้แลกเปลี่ยนเสียงอย่างสนุกสนานค่ะ🥳เดือนที่ 4  พูดพล่ามอย่างมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น ประมาณสี่เดือน การพูดพล่ามของลูกน้อยมีเจตนามากขึ้นและคล้ายกับการสนทนา พวกเขาอาจเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนโดยการส่งเสียงร้องและกลั้วคอเพื่อรอคำตอบจากผู้ดูแล ปฏิสัมพันธ์กลับไปกลับมานี้วางรากฐานสำหรับทักษะการผลัดกันและการสื่อสารทางสังคม ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมพัฒนาการนี้ได้โดยการเลียนแบบเสียงของทารก สบตา👀 และตอบสนองด้วยคำพูดและท่าทางค่ะเดือนที่ 6  การปรากฏตัวของการพูดพล่ามซ้ำซ้อน ในช่วงหกเดือน ทารกมักจะมีส่วนร่วมในการพูดพล่ามซ้ำซ้อน โดยที่พวกเขา พูดพยางค์ซ้ำเช่น ba-ba หรือ ma-ma เหตุการณ์สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมการเปล่งเสียงและการจัดการเสียงที่เพิ่มขึ้น ผู้ปกครองมักจะชื่นชมยินดี👏เมื่อได้ยินพยางค์ซ้ำๆ เหล่านี้ เนื่องจากรู้สึกเหมือนกับว่าลูกน้อยกำลังพยายามพูดคำแรก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่จะต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและให้กำลังใจ โดยตอบสนองเชิงบวกต่อความพยายามพูดพล่ามของลูกน้อยค่ะและรวมไปถึงในช่วงวัยเหล่านี้อีกด้วยเดือนที่ 9 - การมาถึงของการพูดพล่ามที่แตกต่างกัน ประมาณเก้าเดือน เสียงพูดพล่ามของลูกน้อยจะมีความหลากหลายมากขึ้น และมีพยัญชนะและ สระ พวกเขาอาจสร้างสายเสียงที่คล้ายกับคำจริง ๆ แม้ว่าอาจจะยังไม่มีความหมายเฉพาะเจาะจงก็ตาม ขั้นตอนนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไปสู่การพูดที่มีความหมาย ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนพัฒนาการทางภาษาของลูกน้อยได้ด้วยการพูดคุยกับพวกเขาโดยใช้คำและวลีง่ายๆ และให้โอกาสในการเล่นแบบโต้ตอบค่ะ🔤เดือนที่ 12  คำศัพท์แรกและพัฒนาการทางภาษาเบื้องต้น เมื่อถึงวันเกิดปีแรก ทารกส่วนใหญ่จะมี เริ่มพูดคำแรกของพวกเขา คำเหล่านี้อาจเรียบง่ายและมักหมายถึงสิ่งของที่คุ้นเคยหรือผู้คนในสภาพแวดล้อม เช่น แม่ ดาดา หรือ ลูกบอล🏀 สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการตามจังหวะของตัวเอง ดังนั้นลูกน้อยบางคนอาจมีคำศัพท์ที่กว้างขวางมากขึ้น ณ จุดนี้ ในขณะที่คนอื่นๆ อาจยังคงฝึกคำศัพท์แรกอยู่ ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมทักษะภาษาของลูกน้อยต่อไปโดยการอ่านให้พวกเขาฟัง ร้องเพลง🎤 และมีส่วนร่วมในการสนทนาที่มีความหมายค่ะหลังจากเดือนที่ 12  การระเบิดของภาษาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากปีแรก ทักษะทางภาษาของเด็กๆ ยังคงเติบโตต่อไป อย่างรวดเร็ว พวกเขาเริ่มเข้าใจคำศัพท์มากขึ้นและปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ คำศัพท์ของพวกเขาขยายออกไป และพวกเขาก็เริ่มรวมคำเพื่อสร้างประโยคง่ายๆ เมื่ออายุได้ 2 ขวบ เด็กส่วนใหญ่สามารถแสดงความต้องการ ถามคำถาม🙋 และมีส่วนร่วมในการสนทนาขั้นพื้นฐานได้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่จะต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภาษา มีส่วนร่วมในการสนทนาในแต่ละวัน🗣️ และอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางภาษาอย่างต่อเนื่องค่ะ

Content Image

ทำไมลูกถึงอาเจียนหลังกินนมนะ?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจพบว่าลูกน้อยอาเจียนออกมาหลังจากดูดนม หรือสำหรับทารกที่เริ่มทานอาหารเสริมแล้วก็อาจพบการอาเจียนหลังทานอาหาร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นวันนี้เรามีคำตอบค่ะ ทำไมถึงอาเจียนหลังกินนมหูรูดยังไม่แข็งแรงในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือนนั้น หูรูดบริเวณที่ต่อกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารของทารก👶จะยังไม่แข็งแรงเต็มที่ ดังนั้นหากมีการกดทับบริเวณช่องท้อง หรือเกิดการไอเวลาที่ลูกน้อยดื่มนมเข้าไปนั้น ก็จะทำให้ลูกน้อยอาเจียนออกมาเนื่องจาก ความดันที่เพิ่มขึ้นในท้องดันนมหรืออาหารออกมาเจ้าตัวเล็กเอามือเข้าปากอีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือ ลูกน้อยแสนสนเอานิ้วหรือมือ✋ของตนเองล้วงคอเล่นจนอาเจียนก็เป็นได้ค่ะ สาเหตุอื่นๆกินนมถี่เกินไปการให้นม🍼ลูกในแต่ละมื้อถี่เกินไปก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้เช่นกัน โดยควรมีความห่างในแต่ละมื้อประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพราะหากให้ไวกว่า 2 ชั่วโมง ก็จะมีนมตกค้างจากมื้อก่อนอยู่ในท้อง ทำให้เมื่อลูกน้อยทานนมเข้าไปอีกก็จะทำให้อาเจียนออกมาได้ค่ะกินนมมากเกินไปหากให้ลูกน้อย👶รับประทานนม หรือ อาหารมากเกินไปก็อาจทำให้อาเจียนออกมาได้ โดยวิธีการคำนวณปริมาณคร่าวๆ คือ น้ำหนักทุกๆ 1 กิโลกรัม ควรให้นมประมาณ 20-25 มิลลิลิตร ดังนั้นหากลูกน้อยหนัก 3 โล ก็ควรให้ประมาณ 60-75 มิลลิลิตร เป็นต้นแต่สำหรับทารกบางคนอาจจะไม่พอทาน หรืออาจทานไม่หมด ก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับสูตรข้างต้น ให้สังเกตว่าเมื่อลูกน้อยดื่มนมหมดขวด ลูกน้อยยังคงดูดขวด🍼นมแรงหรือเปล่า โดยลูกน้อยอาจร้องหรือลืมตา👀กว้างไปด้วย หากเป็นเช่นนี้ให้เพิ่มปริมาณนมให้ลูกตามความเหมาะสมนะคะอาการอาเจียนที่ผิดปกติ✨หากลูกน้อยมีการอาเจียนออกมาเป็นสีเขียวปนเหลือง ควรพาลูกน้อยไปหาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นสัญญาณของเกิดภาวะลำไส้อุดตัน✨หากลูกน้อยมีการไอมากและอาเจียนอย่างแรงเป็นระยะเวลา 2-3 วัน อาจเป็นสัญญาณของโรคไอกรนได้ ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีนะคะ✨หากมีอาการท้องเสียและอาเจียนร่วมกัน อาจมีสิ่งผิดปกติที่ลำไส้หรือกระเพาะอาการได้ค่ะ✨หากลูกน้อยมีไข้สูง อาเจียน และมีอาการซึมผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของโรคเชื้อไข้สมองอักเสบได้ ✨หากลูกน้อยอาเจียนหลังการให้นมหรืออาหารเสริมทุกมื้อ ให้สงสัยว่าอาจเป็นกระเพาะอาหารตอนปลายตีบได้รู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรคอยสังเกตุอาการการอาเจียนของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด และหากมีความผิดปกติให้พาส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดนะคะ 

Content Image

วิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง ต้องทำแบบนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจมีการสต๊อกน้ำนมแม่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งกันอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ? แต่คุณแม่แน่ใจไหมคะเขาว่าคุณแม่ได้ทำอะไรน้ำนมแช่แข็งได้อย่างถูกวิธี วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีละลายน้ำนมแช่แข็งอย่างถูกวิธีมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับวิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง มีดังต่อไปนี้✨ทำละลายน้ำนมแม่ที่มีอายุการเก็บนานที่สุดก่อนการทำละลายน้ำนมแม่ที่ถูกเก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะง่ายขึ้น เมื่อคุณแม่ระบุวัน📝และเวลาที่ปั๊มและจัดเก็บน้ำนมไว้ และควรเรียงลำดับจากถุงใหม่ไปเก่าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ  หลังจากนั้นคุณแม่สามารถหยิบถุงที่เก่าที่สุดออกมาทำละลายก่อน วิธีนี้เรียกว่าระบบ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) ✨ทำละลายโดยการแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำละลายน้ำนมแม่ได้ คือการย้ายน้ำนมจากช่องแช่แข็งลงมายังตู้เย็นในช่องแช่ธรรมดา วิธีนี้จะเหมาะกับคุณแม่ที่ไม่รีบร้อนในการใช้นมให้ลูกดื่ม เพราะอาจใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงในการปล่อยให้สต็อกน้ำนมของคุณแม่ค่อยๆละลายนั่นเองค่ะ และคุณแม่ควรใช้น้ำนมที่ทำละลายด้วยวิธีนี้ภายใน 24 ชั่วโมง⏳ทันทีนะคะ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้น้ำนมบูดได้ค่ะ ✨ทำละลายโดยการแช่ในภาชนะที่มีน้ำอุ่นหากคุณแม่ต้องการทำละลายน้ำนมอย่างรวดเร็วคุณแม่สามารถแช่น้ำนมในภาชนะที่มีน้ำอุ่น♨️เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น น้ำนมก็จะละลายตัวและสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เจ้าตัวน้อยดื่มได้แล้วค่ะ✨ทำละลายโดยการปล่อยให้น้ำไหลผ่านถุงเก็บน้ำนม วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการละลายน้ำนมแม่ หลักการคือปล่อยให้น้ำไหล💧ผ่านถุงเก็บน้ำนม เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นหรือก๊อกน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ข้อควรระวังขณะทำการละลายน้ำนมแช่แข็ง มีดังต่อไปนี้🙅‍♀️ห้ามนำนมไปอุ่นด้วยการใช้ไมโครเวฟหรือการต้มเพราะการทำละลายด้วยสองวิธีนี้สามารถทำลายสารอาหารสำคัญที่อยู่ในนมแม่ได้ อีกทั้งยังให้อุณหภูมิของน้ำนมแม่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะมีบางส่วนร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ทนอาจทำให้นมลวกปาก🫦ลูกได้ จนเกิดเป็นแผลนั่นเองค่ะ🙅‍♀️ห้ามทิ้งนมแม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำละลายน้ำนมแม่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่ควรป้อนนม🍼ให้ลูกน้อยได้ทันทีหรืออาจเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมงเด็ดขาด หากเกินระยะเวลาดังกล่าว คุณแม่ควรนำนมไปทิ้งทันที🚮🙅‍♀️ห้ามนำน้ำนมที่ละลายแล้วไปแช่แข็งซ้ำ น้ำนมแม่ที่ผ่านการแช่แข็งและทำละลายแแล้ว ไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งซ้ำอีกรอบ นั่งๆคุณแม่ควรวางแผน🤔ให้ดีก่อนทำละลายน้ำนมเพื่อใช้ทุกรอบนะคะ      วิธีการละลายน้ำนมแช่แข็งนั้นมีหลายวิธีที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งน้ำนมที่ถูกละลายแล้วอาจจะมีกลิ่นและรสชาติ😋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากเกิดการย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติในน้ำนมแม่ของเอนไซม์ไลเปส (Lipase Enzyme) ในระหว่างการเก็บรักษา แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพของน้ำนมจะลดลงนะคะ น้ำนมที่ละลายแล้วยังสามารถใช้ป้อนให้กับเจ้าตัวน้อย👶ได้ตามปกติเลยค่ะ

Content Image

ลูกท้องผูก ทำยังไงดี?

     ปัญหาลูกท้องผูกอาจจะเป็นปัญหาที่คุณแม่หลายๆท่านกำลังกังวลอยู่ เพราะเรื่องการขับถ่ายถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อไหร่ที่ลูกท้องผูกและไม่ขับถ่าย ลูกจะเกิดอาการงอแง😭 รู้สึกอึดอัด และไม่สบายตัวเป็นอย่างมากบทความนี้ได้รวบรวมวิธีการรับมือกับปัญหาลูกท้องผูกมาให้คุณแม่ฟังกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก✨มาจากการดื่มนมสำหรับทารกแรกเกิดนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกถ่ายยาก และเกิดอาการท้องผูกล้วนมาจากการกินนมเป็นหลัก ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตปริมาณนมที่เด็กดื่มเข้าไป ยี่ห้อของนม และความถี่ที่เด็กดื่มนมในแต่ละวันด้วย โดยปกติเด็กทารกที่ดื่มนมแม่🤱ควรถ่าย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และทารกที่ดื่มนมชง🍼ควรถ่ายทุกๆ 4-5 วันวิธีสังเกตอาการลูกท้องผูก👉ลักษณะอาการของลูกท้องผูก มีดังต่อไปนี้- อุจจาระมีลักษณะแข็ง และเป็นก้อนเล็กๆ💩- ลูกถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์- ลูกต้องใช้เวลาเบ่งอุจจาระเป็นเวลานาน- ในขณะพยายามถ่ายอุจจาระนั้น ลูกจะต้องเกร็งขา🦵 และยืนเขย่งเท้า- ในบางกรณีอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องแข็ง ใบหน้าแดง🥵วิธีแก้ปัญหาลูกท้องผูก🍼เปลี่ยนสูตรของนมผงหากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการขับถ่ายยากจากนมที่ชงให้ลูกกิน คุณแม่ควรลองเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนยี่ห้อของนมผงเหล่านั้น เพื่อหาสูตรของนมที่เหมาะสมกับลูก👶💧ดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นการดื่มน้ำมากขึ้นจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปได้ตามปกติ และรวมไปถึงยังช่วยให้การดูดซึมของอาหารเป็นไปตามปกติ หากลูกดื่มน้ำน้อยบอกปกติอาจจะส่งผลกระทบหลายๆอย่างต่อสุขภาพ เช่น เกิดอาการขาดน้ำ😰🥣เพิ่มอาหารบดอาหารบดนั้นมีส่วนประกอบของกากใยเป็นจำนวนมาก เช่น กล้วย🍌 ลูกแพร ลูกพรุน และพีช เป็นต้น เพราะกากใยอาหารจะทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น🛀อาบน้ำอุ่นการอาบน้ำอุ่น♨️และการนวดคลึงเบาๆบริเวณท้องของลูกจะช่วยให้ลำไส้ได้รับการผ่อนคลาย แล้วกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้ทารกสามารถขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง👉ออกกำลังกายการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆสามารถทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย กลัวไปถึงการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วยเช่นกัน ในสำหรับเด็กทารกนั้น คุณแม่สามารถจับเด็กทำท่าปั่นจักรยานอากาศ🚲 (Air Cycling) ซึ่งการทำลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว และลูกจะขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วยค่ะ👨‍⚕️พาลูกไปพบแพทย์ หากคุณแม่พบว่าอาการท้องผูกของลูกทวีคุณไปในขั้นรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการท้องผูกและทำการรักษาให้ถูกสาเหตุ ไม่ควรซื้อยาถ่ายมาให้ลูกทานเองเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของทารกได้     อาการท้องผูกในทารกนั้นเป็นอาการที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเป็นเด็ดขาด เพราะอาการนี้ไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หากคุณแม่สังเกตว่าลูกไม่ขับถ่ายเป็นเวลานาน 5-10 วัน รวมไปถึงในอุจจาระนั้นมีเลือดปน🩸 จนถึงขั้นเป็นสีดำ เด็กมีอาการงอแงมากปกติ และมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ อาเจียน และมีอาการซึมเศร้า ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

Content Image

ทารกใส่หน้ากากอนามัยได้ไหมนะ?

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นแล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ต้องไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน รวมถึงหลายๆท่านก็ตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าแล้วความจริงแล้วเด็กสามารถสวมหน้ากากได้หรือไม่? และใส่หน้ากากได้ตอนอายุเท่าไหร่? วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะเด็กทารกใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่?✨ทารกสามารถใส่หน้ากากได้หรือไม่?หลายๆคนอาจสงสัยว่าหากพาทารกน้อยออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากป้องกันโควิดหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญออกมากล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงจึงอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกขณะสวมหน้ากาก😷นั่นเองค่ะ✨แล้วจะป้องกันโควิดได้อย่างไร?ทีนี้หากไม่สามหน้ากากป้องกันแล้วจะสามารถป้องกันลูกจากโควิด🦠ได้อย่างไรใช่ไหมคะ อันนี้แพทย์แนะนำว่าไม่ควรพาทารกออกไปข้างนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดค่ะหลีกเลี่ยงเชื้อโควิดอย่างไร?✨ผ้าคลุมรถเข็นหากให้ลูกน้อยอยู่บนรถเข็น ให้เลือกรถเข็นที่มีผ้าคลุมหรือพลาสติกป้องกันเชื้อที่อาจอยู่ในอากาศได้ และหากใช้เป้สะพายอุ้มลูก ให้หันหน้าลูก👶เข้าหาตัวเพื่อไม่ได้ลูกได้รับละอองการจามหรือไอโดยตรง✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงคอยดูว่าคนรอบตัวลูกสวมหน้ากาก😷อยู่หรือไม่ เพื่อลดการแพร่กระจายผ่านการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าใจผู้ที่มีอาการ หรือเสี่ยงที่จะติดโควิด🦠 และหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นใกล้ชิดกับทารก เช่น การหอม การสัมผัสเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ✨หมั่นล้างมือลูกให้สะอาดหากเด็กโตพอแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายให้ลูกฟังว่าควรจะล้างมือบ่อยๆเพราะอะไร รวมถึงสอนวิธีการไอและจามให้ถูกต้องเพื่อที่จะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น โดยจะต้องเอาต้นแขนด้านในยกขึ้นมาบังนั่นเองค่ะ หน้ากากแบบไหนดี?✨หน้ากากแบบที่ลูกชอบหากน้อง👶มีอายุมากกว่า 2 ปีจะสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ โดยควรให้น้องใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แต่บางครั้งลูกก็อาจงอแงเพราะไม่อยากใส่หน้ากากก็อาจลองให้ลูกเลือกหน้ากากที่ตัวเองชอบเพื่อสร้างความอยากใส่มากขึ้น✨เลือกหน้ากากอย่างไรโดยควรเลือกหน้ากากอนามัย😷ที่เหมาะกับรูปหน้าของเด็ก มีสายคล้องหูแบบยืดหดได้ ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้หลายชั้น หรือหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวที่มีขนาดเหมาะกับใบหน้าของลูกน้อยค่ะประเภทของหน้ากากจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หน้ากากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้เพื่อป้องกันโรค โดยจะมีหน้ากากอนามัยที่ฮิตใช้กันต่างๆ ดังนี้ค่ะ✨หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก😷 ชนิดนี้สามารถกรองฝุ่นและสามารถป้องกันละอองเล็กๆได้ถึง 60% (ข้อมูลจาก Aerosol Science and Technology) แต่เป็นหน้ากากชนิดที่ควรใช้แล้วทิ้งและไม่ควรใช้อันเดิมติดต่อกันหลายวันค่ะ ✨หน้ากากผ้าสำหรับบางคนที่ไม่อยากซื้อหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถใช้แบบผ้าได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย โดยแพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายสองถึงสามชั้นจะทำให้ป้องกันเชื้อโรค🦠ได้ดีค่ะ โดยหน้ากากผ้าบางชนิดจะสามารถใส่แผ่นรองด้านใดได้ ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ ✨หน้ากาก N95 หรือ KN95นอกจากโควิดแล้ว PM2.5 ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องหาหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กมาก ซึ่งหน้ากากชนิดนี้จะมีราคาแพง💸กว่าหน้ากาก😷 ประเภทอื่นๆ โดย N95 และ KN95 นั้นจะสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 95%เลยทีเดียวค่ะ แต่มีข้อเสียก็คือจะหายใจได้ค่อนข้างยากกว่าหน้ากากอนามัยข้างต้นนั่นเองค่ะ

Content Image

อุแว้ หนูถ่ายไม่ออก!

คุณพ่อคุณแม่คนไหนเคยเจอประสบการณ์ที่ลูกน้อยถ่ายไม่ออกบ้างไหมคะ? ยิ่งลูกมีอายุน้อยแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ยิ่งกังวลเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกันคะอาการแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก?แบบนี้เรียกว่าท้องผูกโดยปกติของทารกที่ทานนมแม่จะมีระบบขับถ่ายที่ดีมาก บางคนถ่ายวันละหลายรอบ แต่สำหรับทารกบางคนที่ผ่านไป 3-4 วันแล้วยังไม่ถ่าย🚽 อันนี้จะถือว่าทารกมีอาการท้องผูกค่ะ ความหมายของอาการท้องผูกอาการท้องผูก คือ อาการที่ลูกน้อยไม่ยอมถ่ายและเมื่อผ่านไป 3 วันก็จะทำให้อุจจาระแข็งและทำให้ถ่ายยากนั่นเองค่ะ😔 ยิ่งในทารกที่อายุเพียง 0-3 เดือน เมื่อมีอาการท้องผูกคุณพ่อคุณแม่ก็อดห่วงไม่ได้เลยใช่ไหมคะ สาเหตุของอาการท้องผูกสาเหตุของอาการท้องผูกนั้นมีได้หลากอย่าง เช่น เกิดจากความผิดปกติของประสาทที่ควรคุมการขับถ่ายอุจจาระ หรือ ไขสันหลังส่วนปลายที่ควบคุมอุจจาระ💩 หรืออาจเกิดจากความผิดปกติบริเวณทวารหนักหรือคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นท้องผูก หรือมีโรคทางเมตาบอลิค หรือว่าลูกกำลังอยู่ในช่วงที่ได้รับยา💊ที่มีฤทธิ์ยับยั้งระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ก็เป็นไปได้ค่ะ  อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือ คุณพ่อคุณแม่ฝึกขับถ่ายให้ลูกอย่างไม่ถูกต้อง หรืออาจฝึกให้ลูกนั่งกระโถน🚽เร็วเกินไปโดยที่ลูกยังไม่พร้อม ส่งผลให้ลูกกลัวกระโถนและพยายามอั้นไม่ยอมถ่ายค่ะควรทำอย่างไรใช้วิธีสวนก้นให้ลูกได้ไหม...?คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจเลือกที่จะใช้วิธีสวนก้นเพื่อให้ลูกน้อยกลับมาถ่าย แต่จริงๆแล้วเป็นวิธีที่ไม่ควรทำนะคะ😔 เพราะการสวนก้นของลูกน้อยนั้นมีผลเสียทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติได้ค่ะ ดังนั้นไม่ควรสวนอุจจาระให้ลูกน้อยนะคะท้องผูกอันตรายร้ายแรงหรือไม่?จริงๆแล้วเราสามารถพบเจอทารกที่ท้องผูก🚽ถึง 4-5 วันได้โดยยังไม่มีอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ร้องไห้งอแงผิดปกติ หรือ เป็นไข้ โดยส่วนใหญ่ทารกที่ท่านนมแม่จะถ่ายได้ปกติเพราะนมแม่สามารถย่อยได้ง่าย แต่ก็มีทารกบางคนที่ทานนมแม่แล้วก็ยังท้องผูกได้ค่ะท้องผูกช่วยได้อย่างไรบ้าง?ลองให้ทานน้ำส้มคั้นสำหรับลูกน้อยที่กำลังทานนมผสม ให้คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนสูตรนมดู แล้วดูว่าระบบขับถ่าย🚽ของลูกน้อยดีขึ้นหรือไม่ หรืออาจให้ลูกน้อยทานน้ำส้ม🍊 น้ำมะขามแบบคั้นเอง หรือน้ำลูกพรุนประมาณ 1-2 ช้อนชา เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชเสริมได้ก็จะดีกับการขับถ่ายของลูกน้อยค่ะดื่มน้ำให้มากคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผักผลไม้ที่มีกากใยและควรดื่มน้ำให้มาก🌊 เพราะเหล่านี้จะส่งผลช่วยให้ลูกน้อยถ่ายได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ ลองนวดท้องลองนวดบริเวณท้องเพื่อบริหารกล้ามเนื้อและลองยกขา🦵ของลูกขึ้นลงๆ จะทำให้การขับถ่ายดีขึ้นค่ะ แม้จะลองวิธีต่างๆแล้วแต่ลูกก็ยังมีอาการท้องผูกเรื้อรังหรือหากลูกน้อยไม่ถ่าย💩เป็นเวลานานหลายวันก็ควรจะพาลูกไปหาคุณหมอเพื่อหาทางรักษาจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

การแจ้งเกิดลูก ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มาดูกัน!

     ในฐานะผู้ปกครองมือใหม่ มีงานธุรการบางอย่างที่ต้องได้รับการดูแล เช่น การแจ้งการเกิดของบุตรหลาน👶 และการรายงานการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องและหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการแจ้งเกิดและการเปลี่ยนที่อยู่ค่ะ💁‍♀️สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแจ้งเกิดการรายงานการเกิดที่บ้าน ในฐานะผู้ปกครอง คุณมีหน้าที่รายงานการเกิดของบุตรหลานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ให้ไปติดต่อสำนักงานทะเบียนในพื้นที่หรือเทศบาลของคุณเพื่อสอบถามเกี่ยวกับขั้นตอนเฉพาะและเอกสารที่จำเป็นโดยทั่วไป📑 คุณจะต้องส่งแบบฟอร์มแจ้งการเกิดที่กรอกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจมีอยู่ทางออนไลน์หรือที่สำนักงานทะเบียน อาจต้องใช้หลักฐานประกอบ เช่น สูติบัตรของเด็ก👶🏻 เวชระเบียน และเอกสารประจำตัวของผู้ปกครองค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณดำเนินการเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาที่กำหนดโดยหน่วยงานท้องถิ่นของคุณนะคะการรายงานการเกิดนอกบ้าน หากลูกของคุณเกิดนอกบ้าน เช่น ในโรงพยาบาลหรือศูนย์การคลอดบุตร โดยปกติแล้วสถานพยาบาลจะจัดการขั้นตอนการแจ้งเกิด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ให้ข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นแล้วให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในระหว่างที่คุณพักอยู่ค่ะ โดยทั่วไปโรงพยาบาล🏥จะออกสูติบัตรซึ่งใช้เป็นหลักฐานการเกิดของเด็กค่ะสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแจ้งเกิดล่าช้าหากผู้ปกครองรายงานการเกิดของบุตรหลานช้ากว่าที่คาดไว้ สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการทันทีเลยนะคะ🆘 โดยให้ติดต่อสำนักงานทะเบียนหรือเทศบาลโดยเร็วที่สุดเพื่ออธิบายความล่าช้าและขอคำแนะนำ อาจจำเป็นต้องมีเอกสารหรือหนังสือรับรองเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการแจ้งเกิดล่าช้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบังคับท้องถิ่นค่ะ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และจัดเตรียมหลักฐานที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าการลงทะเบียนของบุตรหลานของคุณถูกต้องด้วยนะคะ✨สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนที่อยู่📜การแจ้งด้วยตนเองในฐานะของเจ้าของบ้าน หากคุณเป็นเจ้าของบ้านและต้องการแจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของคุณ คุณสามารถติดต่อสำนักงานทะเบียนในพื้นที่หรือเทศบาลของคุณได้โดยตรงเลยค่ะ สามารถสอบถามเกี่ยวกับขั้นตอนเฉพาะและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการรายงานการเปลี่ยนที่อยู่ โดยทั่วไปคุณจะต้องกรอกแบบฟอร์มการเปลี่ยนแปลงที่อยู่และแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของ เช่น เอกสารทรัพย์สินหรือบิลค่าสาธารณูปโภคค่ะ📜หนังสือมอบอำนาจ หากคุณไม่สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวได้ คุณสามารถมอบหนังสือมอบอำนาจให้กับบุคคลที่ไว้วางใจได้ เช่น สมาชิกในครอบครัวหรือทนายความ เพื่อดำเนินการแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในนามของคุณ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งมีเอกสารที่จำเป็น รวมถึงหนังสือมอบอำนาจและหลักฐานการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ค่ะ✨สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแจ้งการย้ายออกในกรณีที่ย้ายออกจากที่อยู่ปัจจุบันของคุณ จำเป็นต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีค่ะ โดยให้ติดต่อสำนักงานทะเบียนในพื้นที่หรือเทศบาลของคุณเพื่อสอบถามเกี่ยวกับขั้นตอนเฉพาะและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการย้ายออก การแจ้งโดยทั่วไปคุณจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันที่อยู่ใหม่ของคุณ เช่น สัญญาเช่าหรือบิลค่าสาธารณูปโภค🧾 พร้อมด้วยแบบฟอร์มการย้ายออกที่กรอกครบถ้วนค่ะ✨สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแจ้งการย้ายปลายทางอัตโนมัติหากคุณกำลังย้ายภายในเขตเทศบาลหรือเขตการปกครองเดียวกัน เขตอำนาจศาลบางแห่งอาจมีระบบการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางอัตโนมัติค่ะ☑️ ในกรณีเช่นนี้ คุณอาจต้องจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เป็นสัญญาเช่าหรือใบเรียกเก็บเงินค่าสาธารณูปโภค เพื่ออัปเดตที่อยู่ของคุณภายในระบบ โดยให้ติดต่อสำนักงานทะเบียนในพื้นที่หรือเทศบาลของคุณเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกำหนดเฉพาะนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.