Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความทารกแรกเกิด | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เอาผ้าห่อตัวทารกจริงๆแล้วดีหรือไม่?

เราอาจพบปัญหาการนอนของทารกในวัยแรกเกิดได้ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คือ การห่อตัวทารกด้วยผ้าการห่อตัวทารกแรกเกิด✨สาเหตุของปัญหาทารกแรกเกิดอาจจะยังไม่สามารถปรับต้วกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ทำให้เกิดปัญหาในการนอน❌✨การห่อทารกด้วยผ้าห่อตัวช่วยอย่างไรการห่อทารกด้วยผ้าห่อทำให้ทารกเหมือนอยู่ในมดลูก จึงทำให้ทารกนอนหลับง่ายขึ้น ลดอาการงอแง😭 ตื่นตกใจ หรือสะดุ้งตื่นเวลานอน ✨เมื่อไหร่ที่ควรหยุดห่อควรห่อทารกถึงอายุ 2 เดือนเท่านั้น หรือหากทารกสามารถนอนหลับเองได้ดีแล้วก็สามารถหยุด❌ห่อตัวได้เลย✨ทำไมถึงควรหยุดห่อเมื่อทารกโตขึ้นจะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นเอง นอกจากนี้เมื่อทารก👶อายุ 2 เดือนจะเริ่มสามารถเคลื่อนไหวและกลิ้งไปมาได้แล้ว ดังนั้นการห่อทารกไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ข้อควรระวังในการห่อทารก✨ห่อแล้วให้นอนหงายท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก เพื่อป้องกันไม่ให้ทารก👶หายใจไม่ออกจนอาจทำให้เกิดการเสียชีวิต หรือที่เรียกว่าการไหลตาย (SIDS)✨ห่อให้พอดีการห่อทารกแน่นจนขา🦵งอหรือเหยียดตรงมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรพันผ้าโดยให้ทารกยังสามารถขยับสะโพกและขาได้เล็กน้อย วิธีห่อทารกอย่างปลอดภัยจากคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ได้บอกวิธีห่อตัวของทารกอย่างปลอดภัยไว้ ดังนี้ค่ะ ✨หากห่อตัวทารก คอยดูให้ทารกนอนหลับในท่าหงาย และระวังไม่ให้ลูกนอนตะแคงหรือคว่ำในขณะหลับ ✨รวมถึงควรจัดผ้าปูที่นอน🛏️ให้ตึงเสมอ เพราะหากผ้าปูที่นอนหรือผ้าปูรองนอนมีความหย่อนหรือผ้าห่อตัวของทารกมีการห่อไว้หลวมๆ ก็อาจทำให้ผ้าหลุดออกจากเตียงหรือจากตัวของทารก👶 ได้ และหากผู้ปกครองไม่ได้เฝ้าดูอยู่ขณะนั้นก็อาจทำให้ลูกขาดอากาศหายใจหากหน้าของลูกเข้าไปซุกที่ผ้าทั้งหลายได้ค่ะ ✨ที่สำคัญคือจะต้องคอยระวังไม่ให้ที่นอนมีลักษะที่นุ่มจนเกินไป หรือมีลักษณะบุ่มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้ลูกหน้าคว่ำแล้วเกิดหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ค่ะ💀 รวมถึงควรจะแยกของเล่น ตุ๊กตา🧸 หมอน ผ้าห่มอื่นๆ ออกจากที่นอนของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คุณพ่อคุณแม่เผลอทับโดยไม่ตั้งใจค่ะ ✨การห่อตัวทารกจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูง🌡️กว่าปกติ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวังไม่ให้ลูกร้อนจนเกินไป โดยให้สังเกตว่าลูกมีเหงื่อ💦ออกตามตัวไหม แก้มแดงหรือเปล่า ผมเปียก มีผื่นจากความร้อน หรือหายใจเร็วกว่าปกติไหมนะคะ 

👉 List บทความทารกแรกเกิด

Content Image

ทารกผมร่วงเกิดจากอะไรกันแน่!?

ทารกช่วงแรกเกิดที่มีอาการผมร่วงบริเวณด้านหลังของหัว ซึ่งทำให้ผมแหว่งหรือหลุดร่วงหายไปในบริเวณนั้น จริงๆแล้วมันมีสาเหตุมาจากอะไรเราไปดูกันเลยค่ะ อาการผมร่วงเป็นอย่างไรบ้าง?ผมร่วงในทารกนั้นส่วนใหญ่จะเกิดกับทารก👶ที่มีอายุ แรกเกิดจนถึง 6 เดือน ซึ่งจะเห็นได้ชัด หรือ เป็นมากในช่วง 3 เดือน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้บอกไว้ว่าทารกแรกเกิด - 6 เดือนเป็นช่วงที่มีการงอกและการหลุดร่วงเป็นธรรมดา โดยการที่ทารกผมร่วงจนเห็นได้ชัดนั้น นั่นเป็นเพราะ ผมมีการร่วงที่เร็วเกินจนทำให้ผมใหม่งอกไม่ทันนั่นเองค่ะ ซึ่งการที่ทารกผมร่วงอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การสระผมในอ่าง🛀 การถูกเสียดสี หรือลูบบริเวณผมมากเกินไป การนอนนานเกินไป หรือ การนำผ้าขนหนูอบศรีษะไว้หลังสระผมเสร็จ ซึ่งการที่ทารกผมร่วงยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆอีกด้วยค่ะ สาเหตุการผมร่วงของลูกน้อยภาวะต่อมไขมันอักเสบ (Cradle Cap)อาการต่อมไขมันอักเสบมักจะเกิดกับทารกแรกเกิดช่วง 2-3 สัปดาห์แรก และอาจเป็นนานถึง 3 เดือน โดยต่อมไขมันอักเสบไม่ได้มีความอันตรายร้ายแรง และเป็นเพียงภาวะไขมันส่วนเกินบนผิวหนังมากไปเท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวบนศีรษะ👶ไม่สามารถผลัดเซลล์ออกไปนั่นเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่เมื่อพยายามจำกัดเซลล์ส่วนเกิดออกจะทำให้เส้นผมติดออกไปบ้างนั่นเองค่ะแรงเสียดทาน (Friction)การที่ผมถูกถูกับสิ่งของต่างๆก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้ ซึ่งบริเวณที่ผมที่มักจะร่วงมากที่สุดคือบริเวณด้านหลังศีรษะ เพราะเป็นส่วนที่จะถูกถูกับเตียง🛏️นอน พื้น รถเข็นหรือผ้าอ้อมห่อตัวภาวะผมบาง (Telogen effluvium)เด็กที่มีอาการผมร่วงจากสาเหตุการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายทำให้ผมของทารกหลุดออกไป เมื่อทารกอยู่ในครรภ์ ทำให้ได้รับฮอร์โมนจากคุณแม่👩ผ่านสะดือ เป็นผลให้ผมอยู่ในระยะ anagen ซึ่งเป็นระยะการเจริญเติบโต และเมื่อคลอดออกมาแล้วทำให้ไม่ได้รับฮอร์โมนและทำให้ผมส่วนหนึ่งเข้าสู่ระยะ telogen หรือระยะสุดท้ายเร็วขึ้นนั่นเองค่ะ ลูกจะหัวล้านไหมนะ?บอกเลยว่าการผมร่วงเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะการที่ทารกผมร่วงไม่ได้แปลว่า เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่หัวล้าน การที่ลูกจะหัวล้านตอนโตหรือไม่นั้นขึ้นกับฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน ซึ่งเราจะมีวิธีรับมือเมื่อทารกผมร่วงได้ดังนี้ ✨อย่าดึงผมที่ยังเหลืออยู่ปิดส่วนที่ผมหายไป✨ไม่ควรใช้ยา💉กระตุ้นผมกับทารก✨พยายามหลีกเลี่ยงการไปถู หรือ เสียดสีบริเวณศีรษะของลูก✨เปลี่ยนท่านอนเป็นท่านอนตะแคง พยายามไม่ให้นอนหงายนานเกินไป✨ไม่ควรให้นอนรถเข็นเด็ก หรือ เปล🚼 เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีของศีรษะ✨เลือกใช้แชมพูที่อ่อนโยนต่อผิวและไม่เกิดการระคายเคือง✨ไม่ควรใช้แปรง💇ที่มีขนแข็งแปรงศีรษะของทารก✨ไม่ควรขัดศีรษะของทารก เท่านี้เราก็รู้วิธีจัดการกับอาการผมร่วงของเจ้าตัวน้อยได้แล้วนะคะ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดไม่สบายใจก็สามารถพบลูกน้อยไปพบแพทย์👨‍⚕️ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการผมร่วงค่ะ 

Content Image

รับมือท่อน้ำตาอุดตันในทารก

ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทารกแรกเกิด เพราะเป็นอวัยวะที่ช่วยเชื่อมโยงตัวทารกกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งการมองเห็นที่ดีจะส่งเสริมการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การประสานงานของมือและตา ซึ่งทำให้ทารกสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และมีความอยากรู้อยากเห็น รวมถึงการพัฒนาการอื่นๆ อย่างการคว่ำ คลาน นั่ง เดินภาวะท่อน้ำตาอุดตันสาเหตุของท่อน้ำอุดตันในเด็กท่อน้ำตาอุดตันในทารก😢 มักมีสาเหตุมาจากการที่ลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตามีพังผืดบางๆมาขวาง ทำให้ลิ้นไม่เปิด และทำให้น้ำตาเอ่อบริเวณดวงตาของทารกในที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปช่วงครบกำหนดคลอดหรือหลังจากคลอดไม่กี่เดือน พังผืดนี้จะสามารถทะลุออกเองได้โดยธรรมชาติ และจะอาการดีขึ้นเอง แต่หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องอาการก็อาจจะไม่ดีขึ้นได้ และจะน้ำตาที่ขังอยู่นาน🌊ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ และอาจทำให้กระจกตาและเยื่อบุตาอักเสบได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลอย่างไร? วิธีการรักษาท่อน้ำตาอุดตันในทารก? หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลอย่างไรบ้าง?หากปล่อยทิ้งไว้ การอุดตันจะทำให้เมือก น้ำตา และเชื้อโรคต่างๆสะสมอยู่ในท่อน้ำตา น้ำตาอาจไหลจนทำให้ทารกรำคาญและในบางรายอาจเป็นหนองอักเสบได้🦠 วิธีการรักษา90% ของทารกแรกเกิดสามารถหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ในรายที่ไม่หายไปเองสามารถนวด💆‍♀️บริเวณท่อน้ำตาเพื่อให้เยื่อที่ปิดปลายท่อน้ำตาทะลุออกวิธีการนวดบริเวณท่อน้ำตา✨ก่อนอื่นล้างมือให้สะอาด✨จากนั้นใช้นิ้วกดบลงบริเวณหัวตา ให้นวดทิศทางเข้ามาทางสันจมูกของเจ้าตัวเล็กและลงด้านล่างอย่างเบามือ✨สามารถนวดได้วันละ 2-3 รอบ รอบละ 10-20 ครั้ง✨โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ยาหยอดปฏิชีวนะควบคู่ต่อการนวดเพื่อให้ผลที่ดี✨การนวดบริเวณท่อน้ำตาจะได้ผลดีในช่วงขวดปีแรกและจะได้ผลน้อยลงหากอายุมากกว่านั้น และอาจต้องทำการรักษาด้วยการแยงท่อน้ำตาซึ่งจะต้องให้ดมยมสลบ จึงจำเป็นต้องรอให้เด็กโตพอก่อน

Content Image

โรคจูบ คืออะไร

  การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการกอด🤗หรือจูบ😘ลูกน้อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติมาก แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคจูบด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางน้ำลายได้ และสามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจส่งผลต่อทารกและเด็กได้เช่นกันค่ะโรคจูบ คืออะไรโรคจูบ หรือ kissing disease หมายถึงการติดเชื้อไวรัส🦠ที่เรียกว่าเชื้อ mononucleosis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า mono มีสาเหตุมาจากไวรัส Epstein-Barr (EBV) และติดต่อทางน้ำลายได้บ่อยที่สุด จึงมีคำว่า โรคจูบ💋 เชื้อโมโนสามารถส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวค่ะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะคะ หากคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคนี้ การกอด การจูบลูกน้อยก็เป็นการเสี่ยงติดโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ👉อาการของโรคจูบอาการของโรคจูบโดยทั่วไปจะมีอาการต่างๆคล้ายๆกับการเป็นไข้ธรรมดาเลยค่ะ เช่น รู้สึกอ่อนเพลียมาก เจ็บคอ😮‍💨 ต่อมน้ำเหลืองบวม และมีไข้🤒 ซึ่งทารกและผู้ใหญ่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันเมื่อเป็นโรคนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความรุนแรงและการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและเงื่อนไขเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ให้สังเกตอาการทั่วไปของการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัด และการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการไอ จาม มีไข้ และคัดจมูก🤧 สามารถสังเกตได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอเพื่อการวินิจฉัย🩺ที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังคงพัฒนาอยู่ และเด็กไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้ว่าเขารู้สึกยังไงค่ะ อีกอย่างหนึ่งคืออาการป่วยด้วยโรคจูบจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีนะคะเพราะลูกน้อยของเราอาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น โรคดีซ่าน ตับอักเสบ โลหิตจาง และอาการหายใจติดๆขัดค่ะวิธีป้องกันโรคจูบโรคนี้เกิดขึ้นมานานแล้วก็จริงนะคะ แต่ทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีน💉รองรับหรือวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโดยตรง🦠 การดูแลลูกน้อยหรือแม้แต่ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้มาตรการป้องกันบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ค่ะ ✨1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีโมโนคลิโอซิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเฉียบพลันเมื่อมีอาการ✨2.รักษาสุขอนามัยที่ดี หลักๆเลยก็คือการกินร้อน ทานอาหารที่ปรุงสุก ถูกสุขอนามัย อีกอย่างคือการใช้ช้อนกลาง🥄 ถึงจะเป็นคนในครอบครัว เราก็ไม่ควรละเลยกับเรื่องการใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการตักอาหารใส่จานของเรานะคะ และอีกเรื่องคือการล้างมือ🤲 เพราะบ่อเกิดของเชื้อโรคต่างๆก็มาจากมือของเราเนี่ยแหละค่ะ เพราะเราหยิบจับของ นู่น นั่น นี่ ทั้งวันเลย✨3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือแปรงสีฟัน🪥ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ✨4.รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงโดยการนอนหลับให้เพียงพอ😴 รับประทานอาหารที่สมดุล และออกกำลังกายอยู่เสมอนะคะ✨5.หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าคนที่คุณเคยสัมผัสใกล้ชิดมีโมโนคลิโอซิส ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการจูบ💋หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนน้ำลายจนกว่าพวกเขาจะฟื้นตัวเต็มที่ค่ะ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยติดเชื้อและป่วยด้วยโรคจูบ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพของลูกน้อยของเราค่ะ  อีกอย่างหนึ่งคือหากคุณพ่อคุณแม่หรือใครก็ตามในครอบครัวที่มีอาการ หรือความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ให้เขาหลีกเลี่ยงสกินชิพกับลูกน้อยของเราเลยนะคะ พร้อมด้วยการใส่ใจเรื่องการฆ่าเชื่อ การสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อย รวมถึงการแยกภาชนะสำหรับลูกน้อยเป็นพิเศษด้วยค่ะ 

Content Image

กลากน้ำนมคืออะไรกันแน่? อันตรายขนาดไหน?

กลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลายที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกมีสาเหตุจากอะไรและจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะลักษณะอาการและสาเหตุ✨ลักษณะอาการกลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลาย เป็นกลากที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำนม🥛หรือนมที่เลอะปาก กลากน้ำนมเป็นอาการของผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมติดแห้งอยู่บริเวณแก้ม ซึ่งสามารถเกิดทั้งในทารกและเด็กโต👶 โดยอาการเริ่มแรกจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีจุดแดงๆ🔴เล็กๆ และลูกอาจรู้สึกคันบริเวณที่ผื่นขึ้นได้ หลังจากนั้นจุดแดงจะขยายวงเป็นดวงๆ ออกไป ซึ่งขนาดและขอบเขตของการกระจายนั้นไม่ชัดเจน และมีขุยบางๆ ซึ่งหากมีสีผิวที่เข้มจะสังเหตุได้ง่ายกว่า บริเวณที่กลากน้ำนมขึ้นบ่อยๆ ได้แก่ บริเวณใบหน้า แก้ม รอบปาก👄 รวมถึงบริเวณหน้าผาก รวมถึงอาจเกิดบริเวณร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็น คอ หน้าอก ไหล่ หลัง แขน ขา ลำตัว แต่ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ และเมื่อโตจะหายไปเอง✨สาเหตุแม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการแพ้แดด☀️หรือลม หรืออาจเกิดจากการขาดอาหาร ติดเชื้อแบคทีเรีย น้ำเหลืองไม่ดี หรือมีโรคภูมิแพ้ แต่ไม่ใช่โรคที่ติดต่อได้ และไม่ได้เกิดจากเชื้อราการป้องกันไม่ให้ลูกเป็นกลากน้ำนมแม้ว่าเราจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ก็มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้บ้าง ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดหรือลมนานเกินไป  โดยเฉพาะในทารกที่มีภูมิแพ้ และให้ใช้สบู่🧼ที่เหมาะสำหรับผิวของทารก รวมถึงหมั่นทาครีมหลังอาบน้ำเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอวิธีการรักษากลากน้ำนม✨เช็ดน้ำลายและเปลี่ยนผ้าทุกครั้งที่ลูกทานนมเสร็จ ให้เช็ดน้ำลายและน้ำนมให้สะอาด รวมถึงเปลี่ยน ผ้ากันเปื้อน ผ้าอ้อม และ เสื้อผ้า👚ให้ลูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันกลากน้ำนม✨ใช้ผ้าเปียกใช้ผ้าเปียกหมั่นเช็ดทำความสะอาดลูกหลังทานนมเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นและกำจัดกลากน้ำนมได้อีกด้วย✨นมแม่จริงๆแล้วนมแม่สามารถรักษากลากน้ำนมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ให้ชุบน้ำนมแม่🥛โดยใช้ลำสีก้อนและเช็ดบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ลูกก็จะอาการค่อยๆดีขึ้นค่ะ✨ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าสูตรอ่อนโยนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว🧼ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แล้วลองล้างหน้าดูอาจทำให้อาการกลากน้ำนมดีขึ้นค่ะโดยปกติแล้วกลากน้ำนมมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่อาจอยู่นานในเด็กบางคน หากผู้ปกครองมีความกังวลก็สามารถพาลูกน้อย👶ไปหาหมอเพื่อตรวจและรับการรักษาได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

ช่วงให้นมลูก แบบนี้ NO NO!

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะนมแม่ที่อุดมด้วยสารอาหารที่ทารกสามารถดื่มได้โดยเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสิ่งที่ไม่ควรทำ✨ล้างบริเวณหัวนมมากเกินไปการล้างบริเวณหัวนมด้วยสบู่อาจทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แกะ หรือเกาหัวนม เพราะเสี่ยงหัวนมแตกเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🥛 และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ✨ทำความสะอาดหัวนมบ่อยๆคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้งนะคะ ควรจะเช็ดด้วยน้ำสะอาดหรืออาจล้างด้วยสบู่🧼เมื่อคุณแม่มีเหงื่อออกมาก หรือมีคราบน้ำลายของลูก หรือคราบน้ำนมเท่านั้นค่ะ เพราะการล้างหรือเช็ดบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้งและทำให้หัวนมแตกง่ายขึ้น ซึ่งหากเจ็บมากอาจถึงขั้นต้องงดให้นมจากเต้า และต้องปั๊มนมแทนค่ะ✨ใช้ครีมทาที่หัวนมการใช้ครีมทาบริเวณหัวนมอาจทำท่อน้ำนมเกิดการอุดตันได้นะคะ!! และเมื่อท่อนมอุดตันก็จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บบริเวณเต้านมเพราะเต้านมเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นม🍼ลูกได้ และยังมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีบริเวณหัวนมได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการ✨หยุดทานนมก่อน 6 เดือนไม่ควรให้ลูกของคุณหยุดทานนมแม่ก่อน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรก ลูกน้อยของคุณควรกินนมแม่🥛 อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอื่น เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเพียงพอที่จะย่อยอาหารอื่นๆ นมแม่ดีที่สุดสำหรับระบบย่อยอาหารของทารก ในน้ำนมแม่ รวมถึงมี MFGM ที่ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาสมองของทารก👶✨ไม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟการอุ่นนมแม่อย่างเหมาะสมเป็นการอุ่นขวดนม🍼ในเครื่องอุ่นนมหรือในหม้อ ไม่ควรอุ่นไมโครเวฟ เพราะความร้อนเป็นการทำลายสารอาหารในน้ำนมอย่าง DHA หรือ MFGM✨ให้ดูดนมจากเต้าสลับกับดูดจากขวดไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากอาจทำให้ทารกสับสนได้😕 การดูดจากเต้านมต้องใช้กล้ามเนื้อมากในการทำงาน การดูดขวดนมคือการกัดหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลออกมาในขณะที่ทารกกลืนเข้าไป การกินจากขวดนมนั้นง่ายกว่าดังนั้นอาจทำให้ทารก👶หยุดดูดเต้า นอกจากนี้เด็กที่ดื่มนมจากเต้ายังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วยรวมถึง✨การอดอาหารหลังคลอดไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพราะคุณแม่มีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น เช่น ต้องตื่นมาป้อนอาหารและเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นอย่าอดอาหารและพยายามทำการควบคุมน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่ให้สารอาหารต่ำ เช่น  อาหารที่มีไขมันสูง🍲 น้ำอัดลม ของหวาน โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การทำเช่นนี้อาจมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ🏃✨รับประทานทานยาเองคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรจะรับประทานยา💊เองโดยที่ไม่ได้สอบถามจากแพทย์นะคะ เพราะยาที่รับประทานเข้าไปอาจจะส่งผ่านไปยังลูกได้จากน้ำนมของคุณแม่นั่นเองค่ะ หากคุณแม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่ากำลังอยู่ในช่วงให้นมลูกค่ะ✨หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะหากทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมันจะถูกส่งผ่านไปยังทารก👶ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยของคุณหงุดหงิด และคาเฟอีนในระดับสูงก็สามารถลดธาตุเหล็กในน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

Content Image

รับมือกับผดร้อน!

เชื่อว่าคงไม่มีผู้ปกครองคนไหนที่อยากให้ลูกไม่สบายหรือมีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ แต่ในบางครั้งด้วยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้อย่าง อากาศร้อน ก็อาจส่งผลให้ผิวของทารกถูกกระตุ้นและเกิดอาการแพ้ได้ อย่าง ผื่ผ้าอ้อม หรือ ภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึง ผดร้อน 🥵ด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าผดร้อนนี้มักจะพบในเวลาที่อากาศร้อน ทำให้เกิดเหงื่อ และเกิดตุ่มเล็กๆ ตามตัวลูกทำให้ลูกรู้สึกแสบและคัน ซึ่งเราจะมีวิธีป้องกันและดูแลผดร้อนนี้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ผดร้อนในทารกผดร้อน คืออะไร?ผดร้อน หรือ (Heat rash)☀️คือตุ่มเล็กๆ ที่เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งมักจะเกิดบริเวณใบหน้า อก คอ หลัง ขา รวมถึงข้อพับต่างๆ และจะมีอาการคัน ผดร้อนนี้สามารถเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อต้องอยู่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งจะพบได้มากในทารกแรกเกิด👶 เพราะในทารกแรกเกิดนั้นต่อมเหงื่อจะยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นั่นเองค่ะ ผดร้อนมีอันตรายร้ายแรงไหม?คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนะคะ เพราะผดร้อนนั้นไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของลูกน้อย เพียงแต่อาจจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว แสบร้อน🥵 คัน ทำให้ลูกอาจงอแง หงุดหงิดได้ค่ะ อาการของผดร้อนในทารกที่สังเกตได้ลักษณะอาการของผดร้อนผิวหนังของลูกน้อยจะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะมีอาการคันร่วมด้วย คุณพ่อคุณอาจพบว่าลูกมีอาการเป็นผดแดง🔴 ลูกจะรู้สึกระคายเคือง แสบและคัน หรืออาจจะพบว่าลูกมีตุ่มเล็กๆนี้เป็นน้ำใส โดยไม่มีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย แต่จะแตกเป็นสะเก็ดได้ง่าย หรืออาจจะพบว่าลูก👶มีตุ่มสีเนื้อ โดยไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ซึ่งหากลูกมีอาการที่กล่าวมาส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองเมื่ออากาศเย็นลงเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์👩‍⚕️เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้✨เมื่อมีอาการเกิน 2-3 วัน : ผดไม่หายและยังมีอาการเจ็บ คัน แสบ✨มีการเปลี่ยนแปลงของผด : เช่น ผดเปลี่ยนเป็นสีแดงสว่าง✨ต่อมน้ำเหลืองบวม✨ลูกมีอาการบวมแดง อุ่น หรือ เจ็บปวดมากขึ้นบริเวณที่เป็นผด : อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ✨ผดร้อนเริ่มเป็นหนอง : แสดงว่าติดเชื้อ✨หากลูกน้อยเริ่มมีไข้🌡️ หรือ มีอาการเจ็บป่วยอื่นๆร่วมด้วยวิธีป้องกันผดร้อนในทารกเลือกเครื่องใช้ต่างๆไม่ควรใช้โลชั่น🧴ที่มีส่วนผสมของน้ำมันแร่ หรือ ปิโตรเลียมเจลลี่ เพราะโลชั่นเหล่านี้อาจทำให้รูขุมขนอุดดัน โดยควรจะเลือกใช้โลชั่นออร์แกนิค หรือ ครีมออร์แกนิคแทน สบู่อาบน้ำที่เลือกมานั้นไม่ควรมีการเจือสี และไม่มีควรมีส่วนผสมของน้ำหอม ควรเป็นสบู่🧼ที่ทำขึ้นมาให้ทารกโดยเฉพาะ และเป็นไปได้ควรเลือกใช้แบบออร์แกนิคเช่นเดียวกันค่ะเวลาออกไปข้างนอกเนื่องจากอากาศในเมืองไทยค่อนข้างร้อน☀️อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้🥵 คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเสื้อผ้าที่เบา สบาย มีลักษณะนุ่มและระบายอากาศได้ดี รวมถึงควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อนชื้น อาจไปในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ โดยหากจะต้องออกไปข้างนอกก็ควรมีพัดลมจิ๋วติดตัวไปด้วยอีกวิธีที่สามารถทำได้คือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น🧖 แล้วบิดให้หมาด จากนั้นประคบให้ลูก ก็จะช่วยบรรเทาอากาศร้อนได้ค่ะ

Content Image

ทารกควรกินข้าววันละกี่มื้อ และอะไรที่ห้ามกิน?

     เมื่อเจ้าตัวน้อยได้ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว คุณแม่มักจะเกิดคำถามว่าลูกสามารถกินข้าว🥣ได้วันละกี่มื้อและอาหารแบบไหนที่ลูกไม่ควรทาน บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกินอาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปีมาให้คุณแม่ทราบ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณมื้ออาหารในแต่ละช่วงวัยของทารก✨อายุ 6-7 เดือน ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 มื้อ เช่น ข้าวบดละเอียด 3-4 ช้อนโต๊ะ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์🐟 ผัก ไข่ ตับ และผลไม้นิ่ม ซึ่งอาหารเหล่านี้ต้องผ่านการบดละเอียดก่อนนำไปป้อนให้ทารก โดยอาหารหลักยังคงเป็นนมอยู่✨อายุ 8-9 เดือนทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 - 2 มื้อ ควบคู่ไปกับการดื่มนมแม่ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักหลายชนิด ไข่🍳ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ที่มีประโยชน์ ✨อายุ 10 เดือน - 1 ปีทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ🍽️ และสามารถเลิกดื่มน้ำนมแม่ได้ค่ะ และอาหารที่แนะนำให้ทานก็ยังเป็นอาหารที่มีสัมผัสนิ่มอยู่ คุณแม่ควรฝึกให้ทารกเคี้ยวและกลืน และเริ่มสังเกตอาการแพ้อาหารบางชนิดได้ในช่วงวัยนี้ค่ะ✨อายุ 1 ปีเป็นต้นไป ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และควรได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในช่วงวัยนี้คุณแม่ควรระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูงของลูก เช่นการกินน้ำอัดลม ขนมหวาน🍭 และขนมขบเคี้ยว เพราะอาจทำให้ลูกเสี่ยงฟันผุ🦷และเป็นโรคอ้วนได้อาหารที่ทารกไม่ควรกิน🐮ผลิตภัณฑ์จากนมวัวเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือนไม่ควรดื่มนมวัว🥛 เพราะในนมวัวมีสารอาหารน้อยกว่านมแม่ และยังมีปริมาณของโซเดียมและโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจทำให้ระบบไตทำงานหนัก🥜ผลิตภัณฑ์จากถั่วจริงๆแล้วลูกสามารถกินถั่วได้ แต่คุณแม่ควรมั่นใจก่อนว่าได้ทำการบดถั่วให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เม็ดถั่วติดคอลูกจนเกิดอาการสำลัก🤢🍫ผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลควรเลี่ยงให้ลูกรับประทานอาหารทุกชนิดที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น เยลลี่🍬 น้ำอัดลม และช็อกโกแลต เพราะอาจทำให้ลูกฟันผุ และเป็นโรคอ้วน🧂ผลิตภัณฑ์จากเกลือคุณแม่ควรเลี่ยงการใส่เกลือในปริมาณมากในอาหารของลูก เพราะหากลูกได้รับปริมาณโซเดียมสูงเกินไป⬆️ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไต ทำให้ระบบไตทำงานหนักกว่าปกติ      ในแต่ละช่วงวัยทารก👶มีความต้องการของปริมาณอาหารและสารอาหารที่แตกต่างกันไป คุณแม่ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เริ่มตั้งแต่การปรุงอาหาร ไม่ควรใส่เกลือมาก บดอาหารให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน🥣 และควรหมั่นสังเกตอาการแพ้อาหารที่อาจเกิดขึ้นได้ในเด็กอยู่เสมอค่ะ 

Content Image

ทารกจำเป็นต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเราควรจะให้อาหารเสริมวิตามินกับลูกไหม วิตามินเด็กคืออะไร และจะต้องให้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และให้ทานอะไรบ้าง รวมถึงวิตามินเด็กนั้นมีความปลอดภัยไหม วันนี้เราไปหาคำตอบกันค่ะ ทารกทุกคนจำเป็นต้องทานวิตามินหรือไม่?ส่วนใหญ่แล้วทารกที่ทานนมแม่หรือทานนมผงในช่วงอายุ 4-6 เดือน แพทย์จะแนะนำให้ทานวิตามินเสริมสำหรับเด็กปริมาณ 32 ออนซ์/วัน โดยหลังจากที่น้องเริ่มโตขึ้นและทานอาหารแข็ง🍲ได้มากขึ้น แพทย์อาจให้หยุดทานวิตามินเสริมสำหรับเด็กและอาจแนะนำให้ทานอาหารบดแทนทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ อย่างไรก็ตามทารกที่มีการคลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม จำเป็นที่จะต้องทานอาหารเสริมเพิ่มเติมอย่างวิตามินและแร่ธาตุ💊 แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปซื้อวิตามินมาให้ลูกรับประทานเองและควรที่จะปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์นะคะ วิตามินที่มีความสำคัญกับเด็กวิตามินเด็ก💊นั้นมีความแพร่หลายมากในปัจจุบัน ซึ่งก็มีทารกบางคนที่ต้องการวิตามินเสริมเหล่านี้ วิตามินที่ทารกแรกเกิดต้องการมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ โอเมก้า 3 / DHAช่วงในเรื่องของการพัฒนาการด้านสมอง🧠และดวงตา👀ของทารก ซึ่งจริงๆแล้วจะสามารถพบได้ในนมแม่ อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ ดังนั้นสำหรับคุณแม่ที่ทานสวิรัติหรือวีแกนอยู่ จะต้องปรึกษากับคุณหมอว่าควรจะให้วิตามินเสริมกับลูกไหมนะคะ วิตามินเควิตามินเคจะถูกแนะนำให้ทารกที่มีการคลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักน้อยกว่ากำหนด ซึ่งจริงๆแล้วเด็กทั่วไปก็จะได้รับวิตามินเค💊หลังคลอด เพื่อลดความเสี่ยงของโรคเลือดออกนั่นเองค่ะ วิตามินเคนั้นจะมีส่วนช่วยให้เลือกสามารถจับตัวกันเป็นลิ่มได้วิตามินดีวิตามินดีนั้นจะช่วยให้กระดูก🦴แข็งแรง ซึ่งจริงๆแล้วจะสามารถพบได้ในนมแม่ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณที่ได้นั้นอาจจะไปเพียงพอ เพราะทารกควรจะได้รับปริมาณวิตามินดีถึง 32 ออนซ์ต่อวันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการค่ะ ธาตุเหล็กสำหรับทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7 กิโลกรัม หรือมีการคลอดก่อนกำหนด หรือคุณแม่มีอาการเบาหวานขณะตั้งครรถ์ คุณหมอ👨‍⚕️ก็อาจจะพิจารณาให้ธาตุเหล็กเพิ่มค่ะวิตามินบี 12วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในเรื่องของเซลล์เม็ดเลือด ช่วยสร้างDNA🧬 และช่วยในเรื่องของระบบประสาท ซึ่งหากขาดวิตามินบี 12 จะทำให้ทารกรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย และเมื่ออายุ 6-12 เดือน ลูกอาจมีอาการง่วงซึม อาเจียน เลือดจาง พัฒนาการล่าช้าให้ลูกทานนมผงจำเป็นต้องทานวิตามินหรือไม่?ดื่มนมผง ต้องทานวิตามินเสริมไหม?หากถามว่าให้ลูกทานนมผง🍼ในช่วงแรกเกิดถึง 4 เดือนแล้วจำเป็นจะต้องให้วิตามินเสริมอีกหรือไม่ จริงๆแล้ว อาหารนมผงนั้นมีการคำนวณมาแล้วว่าให้สารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของทารกและยังมีวิตามิน💊  ธาตุเหล็ก และสารอาหารต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งคุณพ่อคุณแม่แน่ใจว่าลูกได้รับปริมาณนม 32 ออนซ์/วัน เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่เพียงพอตามช่วงวัยของลูก ที่สำคัญคือเราไม่ควรนำนมไปผสมกับวิตามิน ธาตุเหล็ก หรืออาหารต่างๆที่ลูกทานลงในนมที่ทาน เพราะจะกลายเป็นว่าทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินต่างๆลดลงนั่นเองค่ะ วิธีเลือก วิตามินเด็ก ควรเลือกอย่างไรดีเราจะมีหลักการเลือกวิตามินอาหารเสริมของเด็กได้อย่างไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ✨ปลอดภัยสำหรับทารกหรือไม่✨วิตามินที่ได้รับการแนะนำเด็กทานได้หรือไม่ (ทางที่ดีควรปรึกษากับคุณหมอนะคะ)✨ราคาของผลิตภัณฑ์✨มีการปรุงแต่งรสชาติหรือไม่ ✨มีการใส่สารอันตรายหรือไม่✨สารอาหารที่ถูกใส่มา✨ผลิตภัณฑ์เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติหรือไม่หากคุณพ่อคุณแม่ได้รับคำแนะนำมาจากเภสัชกรหรือจากญาติพี่น้อง ก่อนให้ลูกทานก็ควรนำไปปรึกษากับแพทย์เพื่อความแน่ใจ เพราะแพทย์จะมีประวัติของลูกและเข้าใจความต้องการของทารกมากที่สุดนั่นเองค่ะ 

Content Image

เทคนิคในการเลือกซื้ออ่างอาบน้ำสำหรับลูก

     คุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงกำลังเลือกหาอ่างอาบน้ำ🛀สำหรับเจ้าตัวน้อยอยู่ใช่ไหมคะ  วันนี้ทางเราได้รวบรวมเทคนิคที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้เลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูก เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️4 หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้ออ่างอาบน้ำเด็ก👉วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงเสมอก่อนเลือกซื้ออ่างอาบน้ำคือวัสดุที่แข็งแรงและทนทาน เนื่องจากอ่างอาบน้ำนั้นจะต้องบรรจุน้ำเพื่อให้เด็กน้อยอาบ  หมายความว่าอ่างที่มีวัสดุแข็งแรงทนทาน💪จะสามารถรับน้ำหนักของลูกน้อยในขณะอาบน้ำได้อย่างดี และไม่เสี่ยงต่อการที่อาจจะแตกหักได้ง่ายขณะใช้งาน👉อ่างอาบน้ำที่มีพื้นผิวกันลื่นได้อ่างอาบน้ำที่ดีจะต้องมีวัสดุที่สามารถกันลื่นได้ เพราะนั่นหมายถึงลูกน้อยจะสามารถอาบน้ำได้อย่างปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการลื่นล้มหัวฟาด🤕ในขณะอาบน้ำ👉ขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งานคุณแม่ควรเลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานในห้องน้ำ ควรเลือกเป็นอ่างอาบน้ำที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อที่คุณแม่จะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก👉อ่างอาบน้ำที่มีลักษณะโค้งมนคุณแม่ควรเลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่มีลักษณะขอบเรียบเนียน โค้งมน และไม่มีความคมของขอบอ่างอาบน้ำ เพราะหากอ่างอาบน้ำมีลักษณะคม อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกได้ในขณะอาบน้ำ เช่น อาจทำให้ลูกเป็นแผล🩸 และกลัวการอาบน้ำในที่สุด3 ประเภทของอ่างอาบน้ำ1️⃣ อ่างอาบน้ำแบบพลาสติกอ่างอาบน้ำแบบพลาสติกจะมีข้อดี คือ มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงและทนทาน รวมไปถึงจะมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างจึงทำให้ลูกรู้สึกสบาย🥳เมื่ออาบน้ำในอ่างพลาสติก2️⃣ อ่างอาบน้ำแบบสูบลมอ่างอาบน้ำแบบสูบลมนั้นเป็นที่ชื่นชอบของเจ้าตัวน้อย👶เป็นอย่างมาก เพราะเด็กจะรู้สึกเพลิดเพลินเหมือนเล่นอยู่ในสวนสนุก อีกทั้งอ่างประเภทนี้ยังมีน้ำหนักเบาพกพาง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน คุณแม่เพียงต้องสูบลมเข้าและสูบลมออกเมื่อเลิกใช้งานเพียงเท่านี้ 3️⃣ อ่างอาบน้ำแบบเบาะอ่างอาบน้ำแบบเบาะจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เพราะอ่างแบบนี้จะสามารถวางลงบนอ่างล้างหน้า🚰ในห้องน้ำได้ ซึ่งถือว่าสะดวกสบายต่อคุณแม่เมื่อต้องอาบน้ำให้ลูก แต่มีข้อเสียคือ เมื่อเด็กตัวโตขึ้นจะไม่สามารถใช้งานอ่างในลักษณะนี้ได้     สรุปคือคุณแม่ควรเลือกอ่างอาบน้ำ🛀โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการใช้งานเป็นหลัก การเลือกใช้อ่างอาบน้ำที่ได้มาตรฐาน สามารถรองรับน้ำหนักลูกได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถป้องกันการเกิดอันตรายของทารกในช่วงขณะอาบน้ำได้ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.