Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ7-9 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไป ใช้ซักผ้าเด็กได้ไหม?

     คุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก👶มาบ้างใช่ไหมคะ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับเด็กมักมีจุดประสงค์ที่มีความเฉพาะตัว วันนี้บทความของเราก็จะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งสำหรับเด็ก นั่นก็คือน้ำยาปรับผ้านุ่มนั่นเอง🧴 น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กจะแตกต่างกับน้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปหรือไม่ ใช้แบบทั่วไปแทนได้หรือไม่ หรือทำไมจึงต้องใช้ของเด็กโดยเฉพาะ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมจึงต้องมีน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กโดยเฉพาะ    อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าร่างกายของเจ้าตัวน้อย ระบบอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย ล้วนแล้วแต่มีความบอบบาง🍃และอ่อนไหวกว่าวัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น รวมไปถึงอวัยวะปกคลุมร่างกายอย่างผิวหนังด้วย พูดง่ายๆก็คือ ในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ที่ปริมาณเดียวกันและความเข้มข้นเท่ากัน เด็กก็ยังมีโอกาสแพ้😷น้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กต่างจากแบบทั่วไปอย่างไร👉ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมักใช้ส่วนผสมที่มีความอ่อนโยนกับผู้ใช้งานมากกว่าด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลดความเข้มข้นของสารเคมีที่มีแนวโน้มตกค้างแล้วก่ออันตรายลง☠️ หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยมากขึ้นหรือมีความออแกนิค☘️มากขึ้นนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายหลงเหลืออยู่เลยนะคะ เพราะในกระบวนการผลิตก็ยังต้องใช้สารเคมีต่างๆเป็นองค์ประกอบในการสกัดและสังเคราะห์ในปริมาณที่คอนข้างมากอยู่ดี เพียงแต่ว่าผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะก่ออันตรายน้อยลงค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กนั้นปราศจากการใช้สารในกลุ่มฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นพิษ☠️และความระคายเคืองกับหลายๆระบบ ทั้งระบบผิวหนังและระบบหายใจ🙊เมื่อได้รับการสูดดม👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กลดการใส่สีสังเคราะห์🎨เพื่อเพิ่มความสวยงาม และลดการใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เนื่องจากเป็นกลุ่มสารที่ไม่ได้มีความจำเป็นในแง่ของการใช้งานค่ะ หากลดสารในกลุ่มเหล่านี้ลงก็จะเป็นลดโอกาสที่เด็กจะแพ้สารองค์ประกอบในน้ำยาปรับผ้านุ่มค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กมักใช้สารองค์ประกอบที่ค่อนข้างซักล้างออกง่าย🧼 อาจเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ให้ล้างออกง่ายโดยเฉพาะ หรือเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ☘️ ทำให้ซักล้างง่าย ลดปริมาณและความเข้มข้นของสารตกค้างในเส้นใยผ้า จึงเป็นการลดโอกาสในการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กไปในตัวค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กออกแบบมาเพื่อลดความสากหรือความหยาบกร้านของเส้นใยเนื้อผ้า👕 ทำให้เนื้อผ้ามีความอ่อนโยนกับผิวของเจ้าตัวน้อยมากขึ้น ลดโอกาสในการเกิดความระคายเคืองจากการที่ผิวหนังต้องเสียดสีกับเส้นใยผ้าทั้งวันค่ะความเสี่ยงหากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปกับเสื้อผ้าเด็กเนื่องจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สูตรทั่วไปนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ในด้านความอ่อนโยนต่อผิวโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่มีการใช้งานนั้น ล้วนมีโอกาสที่จะเกิดสารตกค้างในเนื้อผ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะคิดว่าเสื้อผ้าผ่านการซักล้างมาดีเพียงใด เมื่อสารตกค้างนั้นไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกสังเคราะห์มาให้มีความอ่อนโยนต่อร่างกาย เจ้าตัวน้อยจึงมีโอกาสแพ้ค่ะ😷💫อาการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่สังเกตได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเสื้อผ้า สารตกค้างในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะมีโอกาสสัมผัสกับผิวหนังของเด็กโดยตรง ดังนั้นระบบที่มีโอกาสจะตอบสนองเป็นระบบแรกๆก็คือระบบผิวหนังนั่นเองค่ะ เจ้าตัวน้อยมักจะมีผื่นแดง🥴ขึ้นตามร่างกายอย่างชัดเจนค่ะอวัยวะภายนอกเริ่มบวม ไม่ว่าจะเป็นบวมเพราะระคายเคืองที่ผื่นขึ้นแล้วเกาควบคู่ หรือเป็นการบวมจากปฏิกิริยาภายในร่างกายเองก็ตาม แต่อาการบวมจะสังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบวมตามผิวหนังจนทำให้ทั้งแขนทั้งขา🦵ดูบวม หรือบวมตามใบหน้า บวมที่ดวงตา👁️ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อเด็ก👶อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กกันแล้วนะคะ ดังนั้นหากจะถามว่า แล้วจริงๆแล้วสามารถใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปแทนได้หรือไม่ บทความของเราขออนุญาตไม่แนะนำแล้วกันค่ะ เพราะเป็นการแลกกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพของเจ้าตัวน้อยมากเกินไป อย่างไรก็ตามแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สำหรับเด็กแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ยังมีโอกาสแพ้อยู่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตว่าลูกของเราสามารถใช้น้ำยายี่ห้อใดได้ ไม่เกิดอาการแพ้ และหากแพ้ควรพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ทันที ไม่ควรมองข้ามหรือคิดว่าจะหายเองได้ค่ะ

Content Image

เห็นสีผิวทารกชัดเจนตอนไหน

     สีผิวของทารกเปลี่ยนไปเนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม🧬และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมผสมกัน เมื่อทารกเกิดมา สีผิวของพวกเขาถูกกำหนดโดยปริมาณเม็ดสีเมลานินในผิวหนัง ซึ่งกำหนดโดยยีนที่พวกเขาได้รับมาจากพ่อแม่👫 และเมื่อเวลาผ่านไป สีผิวของทารกอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง เช่น แสงแดด อุณหภูมิ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เมื่อทารกโตขึ้น ผิวของทารกอาจเข้มขึ้นหรือจางลงขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ นอกจากนี้ เงื่อนไขทางการแพทย์และยาบางอย่างอาจส่งผลต่อการสร้างเม็ดสีผิวด้วย สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตว่าสีผิวของทารก👶ไม่ได้กำหนดเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ของพวกเขา และทุกสีผิวมีความสวยงามเสมอค่ะสีผิวของลูกเห็นได้ชัดเจนเมื่อไรหนึ่งในคำถามที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยๆ คือ จะเห็นสีผิวของลูกได้ชัดเจนเมื่อไหร่ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะคะ สีผิวของเด็กทารกถูกกำหนดโดยปริมาณเมลานินในเซลล์ผิวของพวกเขา เมลานินเป็นเม็ดสีที่ให้สีผิว เมื่อทารกเกิดมา ผิวของทารกอาจเป็นสีแดง สีม่วง หรือแม้แต่สีน้ำเงินเนื่องจากการไหลเวียนของเลือด🩸ในร่างกาย สีนี้จะค่อยๆ จางหายไป และผิวของทารกจะสว่างขึ้นหรือเข้มขึ้นขึ้นอยู่กับยีน🧬ของทารก✨สีผิวของทารกอาจเปลี่ยนแปลงได้สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าสีผิวของทารก👶อาจเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น ทารกที่เกิดมามีผิวสีอ่อนอาจมีสีคล้ำขึ้นเนื่องจากแสงแดด☀️หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในทางกลับกัน ทารกที่เกิดมามีผิวคล้ำอาจมีสีอ่อนลงเมื่อโตขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและไม่ก่อให้เกิดความกังวล วิธีดูแลสุขภาพผิวพรรณของเด็กทารกอีกคำถามหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยคือ การดูแลผิวของทารกเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่ และต้องดูแลยังไงให้ผิวของทารกชุ่มชื้น มีสุขภาพผิวดีและสวยงาม  เนื่องจากผิวของทารกแรกเกิดมีความบอบบางและแพ้ง่าย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลผิวเป็นพิเศษนะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลผิวของลูกน้อยได้โดยการรักษาความสะอาดนะคะ ให้ผิวของลูกน้อยมีความชุ่มชื้น และปกป้องผิวจากแสงแดด☀️ เพื่อให้ผิวของทารกสะอาดควรใช้น้ำอุ่น🚿และสบู่อ่อนๆ🧼 หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิว หลังจากล้างแล้ว ควรซับผิวของทารกเบาๆ ให้แห้งด้วยผ้าขนหนูเนื้อนุ่ม💦ทำยังไงผิวถึงจะมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ                                                                                                                                     การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวของทารกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันนะคะเพื่อให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้น สามารถใช้มอยเจอร์ไรเซอร์🧴ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และปราศจากน้ำหอมเพื่อป้องกันความแห้งกร้านและลอกเป็นขุยของผิว สิ่งสำคัญคือต้องเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ออกแบบมาสำหรับทารกโดยเฉพาะ เนื่องจากผิวของทารกบอบบางกว่าผู้ใหญ่นอกจากนี้การปกป้องผิวของทารกจากแสงแดดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันค่ะ รังสีที่เป็นอันตรายของดวงอาทิตย์🌞สามารถทำลายผิวหนังได้แม้ในปริมาณเล็กน้อย ผิวของทารกนั้นบางและบอบบางมาก ทำให้ผิวไหม้และเสียหายได้ง่ายกว่า แนะนำให้เก็บทารกให้พ้นจากแสงแดดโดยตรงและสวมชุดป้องกัน เช่น เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวน้ำหนักเบา และหมวกปีกกว้าง🧢 หากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง ให้ใช้ครีมกันแดดที่ปลอดภัยสำหรับทารกที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 กับผิวที่สัมผัสได้ มีอีกหลายวิธีในการดูแลสุขภาพผิวของเด็กทารก แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่นการเลือกผ้าอ้อมเด็ก การเลือกผ้าอ้อมที่มีความอ่อนโยน🍃 ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจเลยใช่ไหมคะ เพราะว่าเป็นการป้องกัน การเสียดสีจากผ้าอ้อม สามารถลดอาการแพ้หรือการระคายเคืองผิวได้ค่ะ  สรุปได้ว่า สีผิวของทารก👶สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทาเพิ่มเติม ดูแลผิวให้สะอาด ชุ่มชื้น และปกป้องผิวจากแสงแดด☀️ ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยดูแลให้ผิวของลูกน้อยแข็งแรง💪และสวยงามได้ค่ะ

Content Image

ลูกท้องผูก ทำยังไงดี?

     ปัญหาลูกท้องผูกอาจจะเป็นปัญหาที่คุณแม่หลายๆท่านกำลังกังวลอยู่ เพราะเรื่องการขับถ่ายถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อไหร่ที่ลูกท้องผูกและไม่ขับถ่าย ลูกจะเกิดอาการงอแง😭 รู้สึกอึดอัด และไม่สบายตัวเป็นอย่างมากบทความนี้ได้รวบรวมวิธีการรับมือกับปัญหาลูกท้องผูกมาให้คุณแม่ฟังกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก✨มาจากการดื่มนมสำหรับทารกแรกเกิดนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกถ่ายยาก และเกิดอาการท้องผูกล้วนมาจากการกินนมเป็นหลัก ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตปริมาณนมที่เด็กดื่มเข้าไป ยี่ห้อของนม และความถี่ที่เด็กดื่มนมในแต่ละวันด้วย โดยปกติเด็กทารกที่ดื่มนมแม่🤱ควรถ่าย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และทารกที่ดื่มนมชง🍼ควรถ่ายทุกๆ 4-5 วันวิธีสังเกตอาการลูกท้องผูก👉ลักษณะอาการของลูกท้องผูก มีดังต่อไปนี้- อุจจาระมีลักษณะแข็ง และเป็นก้อนเล็กๆ💩- ลูกถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์- ลูกต้องใช้เวลาเบ่งอุจจาระเป็นเวลานาน- ในขณะพยายามถ่ายอุจจาระนั้น ลูกจะต้องเกร็งขา🦵 และยืนเขย่งเท้า- ในบางกรณีอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องแข็ง ใบหน้าแดง🥵วิธีแก้ปัญหาลูกท้องผูก🍼เปลี่ยนสูตรของนมผงหากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการขับถ่ายยากจากนมที่ชงให้ลูกกิน คุณแม่ควรลองเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนยี่ห้อของนมผงเหล่านั้น เพื่อหาสูตรของนมที่เหมาะสมกับลูก👶💧ดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นการดื่มน้ำมากขึ้นจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปได้ตามปกติ และรวมไปถึงยังช่วยให้การดูดซึมของอาหารเป็นไปตามปกติ หากลูกดื่มน้ำน้อยบอกปกติอาจจะส่งผลกระทบหลายๆอย่างต่อสุขภาพ เช่น เกิดอาการขาดน้ำ😰🥣เพิ่มอาหารบดอาหารบดนั้นมีส่วนประกอบของกากใยเป็นจำนวนมาก เช่น กล้วย🍌 ลูกแพร ลูกพรุน และพีช เป็นต้น เพราะกากใยอาหารจะทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น🛀อาบน้ำอุ่นการอาบน้ำอุ่น♨️และการนวดคลึงเบาๆบริเวณท้องของลูกจะช่วยให้ลำไส้ได้รับการผ่อนคลาย แล้วกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้ทารกสามารถขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง👉ออกกำลังกายการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆสามารถทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย กลัวไปถึงการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วยเช่นกัน ในสำหรับเด็กทารกนั้น คุณแม่สามารถจับเด็กทำท่าปั่นจักรยานอากาศ🚲 (Air Cycling) ซึ่งการทำลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว และลูกจะขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วยค่ะ👨‍⚕️พาลูกไปพบแพทย์ หากคุณแม่พบว่าอาการท้องผูกของลูกทวีคุณไปในขั้นรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการท้องผูกและทำการรักษาให้ถูกสาเหตุ ไม่ควรซื้อยาถ่ายมาให้ลูกทานเองเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของทารกได้     อาการท้องผูกในทารกนั้นเป็นอาการที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเป็นเด็ดขาด เพราะอาการนี้ไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หากคุณแม่สังเกตว่าลูกไม่ขับถ่ายเป็นเวลานาน 5-10 วัน รวมไปถึงในอุจจาระนั้นมีเลือดปน🩸 จนถึงขั้นเป็นสีดำ เด็กมีอาการงอแงมากปกติ และมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ อาเจียน และมีอาการซึมเศร้า ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

Content Image

จัดโต๊ะอ่านหนังสือให้ลูกอย่างไรดี?

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะเริ่มวางแผนที่จะทำโต๊ะอ่านหนังสือให้ลูกอ่าน การสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้ลูกอ่านหนังสือนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง และจะทำอย่างไรให้ลูกมีความอยากอ่านหนังสือวันนี้เราได้นำเคล็ดลับดีๆมาฝากกันแล้วค่ะ การตกแต่งห้องหนังสือให้ลูกน้อย แสงสว่างนอกจากการเลือกโทนสีห้องแล้ว การจัดให้ห้องมีแสงสว่าง☀️ที่เพียงพอก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันค่ะ โดยห้องไม่ควรสว่างจ้าจนแสบตา หรือ มืดจนมองไม่ค่อยเห็น ควรจะเลือกมุมที่มีแสงส่องถึงในระดับสายตานะคะจัดโต๊ะให้เรียบร้อย📚การจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบจะทำให้ลูกมีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะการที่เราเห็นอะไรรกๆเต็มไปหมดก็จะทำให้รู้สึกหมดอารมณ์ในการอ่านหนังสือได้ ในทางตรงกันข้ามหากทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสงบและรู้สึกดีได้นั่นเองค่ะ🤗การเลือกโทนสีการเลือกโทนสีที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกมีสมาธิและมีความคิดมากขึ้น ซึ่งในการเลือกโทนสีนั้นจะต้องดูว่าลูกอยู่ในวัยไหน และมีความสนใจเกี่ยวกับอะไร เช่น หากลูกมีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการและชอบศิลปะ🎨 ก็อาจใช้โทนสีเหลืองตกแต่งกระตุ้นความคิด💡 หรือหากลูกจะต้องเรียนวิชาการ ก็จะต้องใช้สีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน หรือสีเขียวอ่อน เพื่อให้ห้องดูสงบและสร้างความผ่อนคลายให้ลูกนั่นเองค่ะ จัดมุมวางหนังสือ📖ควรจะจัดมุมวางหนังสือให้อยู่ข้างใดข้างหนึ่งของห้องแต่ไม่ควรไว้ตรงข้ามกับเตียงนอนของลูก ควรจะแยกออกห่างเพราะการวางใกล้ๆอาจส่งผลให้ลูกนอนหลับไม่สนิทและกระตุ้นการเรียนรู้แทนที่จะพักผ่อนนะคะ หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออกการจัดโต๊ะให้หันไปทางทิศตะวันออกจะช่วยเพิ่มพลังความคิดให้ลูกน้อยได้ รวมถึงช่วยเสริมสร้างสมาธิด้วยค่ะ ดังนั้นหากอยากให้ลูก👶มีสมาธิมากขึ้นก็อย่าลืมจัดวางโต๊ะให้ถูกทิศนะคะ สร้างบริเวณให้ลูกอ่านหนังสือชานพักบันไดหากในบ้านมีชานพักบันได ก็อาจใช้มุมนี้เป็นมุมอ่านหนังสือก็ได้ค่ะ โดยอาจซื้อเก้าอี้ที่มีเบาะนุ่ม🪑 ให้เหมาะแก่การอ่านหนังสือของลูก รวมถึงทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับการอ่านได้ด้วยค่ะมุมห้องนอนจริงๆแล้วเราควรจะแยกห้องอ่านหนังสือกับห้องนอนของลูกแยกออกจากกัน และให้ลูกนอนให้ห้องนอนและไม่ควรทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้ลูกรู้สึกง่วงนอน💤เวลาอยู่ในห้องนอน แต่หากไม่มีทางเลือกก็อาจจะต้องจัดมุมอ่านหนังสือให้ลูกไว้ในห้องนอนโดยพยายามให้อยู่ห่างจากเตียง🛏️และอาจนำของน่ารักๆ มาตกแต่งเพิ่มเติมได้ค่ะ พื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกหากจัดให้ลูกอยู่ในที่ที่แออัดจนเกินไปจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดได้ หากได้อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเท💨สะดวกก็จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย😮‍💨และเป็นการเสริมสร้างความจำและความคิดของลูกได้อีกด้วยค่ะมุมเล็กๆในบ้าน หรืออาจเลือกมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน🏠ที่คุณพ่อคุณแม่ดูแล้วไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาและมีความสงบและดูเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะหากมีคนเดินไปเดินมาจะทำให้ลูกเสียสมาธิในการอ่านนั่นเองค่ะหลังจากที่ได้อ่านบทความไปแล้วก็หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้ไอเดียในการจัดวางโต๊ะอ่านหนังสือของลูกน้อยได้ไม่มากก็น้อยนะคะ อย่าลืมคำนึงถึงแสงสว่าง ที่ตั้งและการจัดตกแต่งที่เหมาะสม รับรองว่าลูกน้อยจะต้องชอบแน่ๆเลยค่ะ 

Content Image

3 เคล็ดลับง่ายๆในการเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับเด็กแต่ละวัย ไปดูกัน!

     คุณแม่ควรเลือกแปรงสีฟันที่พอดีกับช่องปากลูกและเลือกแปรงที่มีขนาดด้ามจับที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กๆ สามารถจับถือใช้งานได้ง่ายและปลอดภัย นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมคำนึงถึงเคล็ดลับการเลือกขนาดของแปรงสีฟันใหเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยด้วยนะคะ ซึ่งทางเรามีคำตอบมาให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️ การเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะสมกับเด็กเล็ก ควรเลือกแบบนี้!อย่างที่คุณแม่ทราบกันไปแล้วว่าการเลือกแปรงสีฟันสำหรับเด็กอาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อายุ ความสามารถ สุขภาพช่องปากของลูกน้อย👄 สีสัน ลวดลาย เป็นต้น และหนึ่งในนั้นก็คือ การใช้ช่วงอายุของพวกเขาเป็นหลักเกณฑ์สำหรับการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสม ควรเลือกแบบนี้นะคะ  ✨เด็กทารก (Babies)สำหรับแปรงสีฟันของทารก👶 เริ่มแรกคุณแม่อาจใช้เพียงแค่ผ้านุ่มๆ ชุบน้ำหมาดๆ มาทำความสะอาดเหงือกของเด็กๆ ก่อนที่ฟันของพวกเขาจะขึ้น หลังจากที่ลูกเริ่มมีฟันซี่แรกงอกมา คุณแม่สามารถเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีสีสันสดใส มีหัวแปรงขนาดเล็ก เพราะหัวแปรงขนาดเล็กจะช่วยให้คุณแม่สามารถสอดแปรงเข้าปากและทำความสะอาดช่องปากของทารกได้พอดี  ✨เด็กวัยหัดเดิน (Toddlers)แปรงสีฟันสำหรับเด็กวัยหัดเดิน เน้นเป็นแปรงที่มีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ อยากแปรงฟันมากขึ้น🥳 และคุณแม่ควรเลือกแปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็ก มีด้ามจับขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจับของเด็กๆ วัยหัดเดิน อีกทั้งยังช่วยให้เด็กๆ สามารถฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างข้อมือ✊ได้อีกด้วยค่ะ และสำหรับเด็กที่โตขึ้นมา ควรเลือกแบบนี้✨เด็กๆ ที่มีอายุ 5 ถึง 8 ปี (Age 5 to 8) เด็กๆ ที่มีอายุ 5 ถึง 8 ปี สามารถแปรงฟัน🪥ด้วยตนเองแล้ว แต่ในบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องคอยยืนกำกับดูแลอยู่บ้าง ซึ่งแปรงสีฟันสำหรับเด็กๆ ในช่วงอายุนี้จะมีรูปแบบค่อนข้างคล้ายกับแปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ แต่คุณแม่ควรเลือกแบบที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและมีส่วนของด้ามจับที่บางกว่าแปรงสีฟันของเด็กวัยหัดเดิน  เนื่องจากเด็กๆ มีความคล่องแคล่วในการใช้งานมากขึ้นแล้วนั่นเองค่ะ ✨เด็กๆ ช่วงก่อนวัยรุ่น (Preadolescence)เด็กๆ ในช่วงวัยนี้ คือ เด็ก👦ที่มีอายุ 8 ปีขึ้นไปที่สามารถแปรงฟันได้ด้วยตัวเองกันแล้ว ดังนั้น เด็กวัยนี้สามารถใช้แปรงสีฟันของของผู้ใหญ่ได้เลยนะคะ แต่ก็ควรต้องมีขนาดของหัวแปรงจะบางกว่าของผู้ใหญ่ เพื่อให้เหมาะกับสรีระรูปปากของเด็กค่ะ     ถึงตอนนี้คุณแม่ก็สามารถเลือกแปรงสีฟัน🪥ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยแล้วนะคะ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงแค่ขนาดที่สำคัญ สีสัน หรือวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตแปรงสีฟันก็จำเป็นต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกันนะคะ และแปรงสีฟันไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเด็กๆ แต่ขอแนะนำให้คุณแม่ปรึกษากับทันตแพทย์🧑‍⚕️เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้ามาให้เด็กๆ ใช้กันนะคะ 

Content Image

เตรียมตัวพาลูกไปเที่ยว ลัลล๊า~

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมว่าทารกอายุเท่าไหร่จึงจะสามารถพาไปเที่ยวได้? และก่อนออกเดินทางควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? วันนี้เราเอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะพาลูกน้อยเที่ยวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?อายุเท่าไหร่ถึงพาออกจากบ้านได้?จริงๆแล้วหากทารก👶มีอายุน้อยกว่า 1 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาลูกน้อยออกจากบ้านเพราะยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย แต่ต่อให้ลูกน้อยมีอายุมากกว่า 1 เดือนก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อเจอคนเยอะ เพราะลูกยังมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำนั่นเองค่ะอายุเท่าไหร่ถึงพาขึ้นเครื่องบินได้การต้องเดินทางระยะไกลควรรอให้ลูกน้อย👶อายุอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป เพื่อที่ร่างกายจะมีความแข็งแรงพอที่จะทนความเครียดระหว่างการบินได้ แต่จริงๆแล้วหากไม่จำเป็นก็ยังไม่แนะนำให้พาลูกไปต่างประเทศค่ะ กระเป๋าสัมภาระลูกน้อย เตรียมตัวอย่างไรเมื่อ พาลูกวัยทารกไปเที่ยวเมื่อพาลูกน้อยไปเที่ยวสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการจัดกระเป๋าเตรียมสัมภาระจำเป็นให้ครบถ้วน เพื่อความสบายใจระหว่างเที่ยวทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย💖ของที่ควรเตรียม✨เสื้อผ้าลูก✨โลชั่นทาผิวสำหรับทารก✨ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ใช้แล้วทิ้ง✨เตรียมอาการเสริมที่ลูกทาน หากอายุ 6 เดือนขึ้นไป✨ของเล่นของลูก✨ผ้ากันน้ำลาย✨สำลีหรือกระดาษเช็ดก้นทารก✨ถุงพลาสติกสำหรับใส่ผ้าอ้อมที่ใช้แล้ว✨นมสำเร็จรูปและขวดนมสะอาด (หากไม่ได้ให้นมแม่)✨สำลีหรือกระดาษเช็ดก้นลูก✨ขวดน้ำ✨แผ่นเปลี่ยนผ้าอ้อมและแผ่นรองพลาสติก✨หมวกหรือผ้าพันศีรษะกันแดดตัวช่วยเมื่อพาทารกไปเที่ยวรถเข็นเด็กเมื่อต้องออกไปเที่ยวข้างนอก การนำรถเข็นไปด้วยจะสามารถแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่ได้ โดยหากเดินทางด้วยรถยนต์🚗 ควรใช้แบบที่พับได้เพื่อใส่ในกระโปรงท้ายรถ ที่นั่งในรถ หรือคาร์ซีทคุณพ่อคุณแม่ที่เดินทางด้วยรถยนต์🚗ควรมีคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย โดยควรเลือกคาร์ซีทที่มีขนาดและน้ำหนักที่พอดีกับตัวลูกน้อย ทีนี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้พาลูกน้อย👶เที่ยวอย่างสบายใจหายห่วงแล้วนะคะ

Content Image

ลูกน้อยเป็นหวัดจัดการอย่างไรดี

หากลูกน้อยเป็นหวัดคงทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่อาจสงสัยว่าควรดูแลลูกน้อยอย่างไรดี หรือให้ลูกรับประทานยาได้หรือไม่ ทว่าปัญหานี้สามารถรับมือได้ โดยควรศึกษาข้อมูลเพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจอาการหวัดในทารก และเตรียมพร้อมดูแลเจ้าตัวเล็กให้อาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติทารกเป็นหวัด สังเกตอย่างไร ?✨อาการเมื่อเป็นหวัดลูกจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ โดยน้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เขียว หรือเทา และอาจมีไข้ร่วมด้วย🤒 และแม้ว่าทารกจะเป็นหวัด แต่ก็อาจจะรับประทานอาหารและเล่นเป็นปกติค่ะ ✨อาจเป็นโรคอื่นๆ หากลูกน้อยไม่ยอมรับประทานอาหาร ร้องไห้แบบไม่ค่อยมีแรง และดูเซื่องซึมผิดปกติแปลว่าอาจเป็นโรคอื่นๆ ที่ไม่ได้หวัดก็ได้ค่ะ เช่นการติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้เป็นต้น ทั้งนี้หากทารกมีอายุน้อยกว่า 3 เดือน และมีอาการเป็นหวัด หรือมีไข้ ควรพาไปหาหมอ👩‍⚕️จะดีที่สุดค่ะ วิธีการรับมือเมื่อทารกเป็นหวัด✨ยาพาราเซตามอลหากลูกน้อยอายุ 4 เดือนขึ้นไป จะสามารถใช้ยาพาราเซตามอลช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ควรปรึกษากับแพทย์👩‍⚕️เพื่อใช้ยาตัวที่เหมาะสมและไม่ควรซื้อมาให้ลูกทานเองนะคะ ✨จัดการเสมหะเนื่องจากทารกยังมีกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยแข็งแรงจึงทำให้มีเสมหะอยู่ในลำคอ  คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยโดยการทำไอความร้อน😶‍🌫️ อาจเปิดน้ำร้อนในห้องน้ำ หรือ อาจต้มน้ำร้อนมาวางไว้ในห้อง เพื่อให้ไอความร้อนช่วยละลายเสมหะออกไป โดยควรอยู่ห่างจากทารกพอควร✨ล้างจมูกคุณพ่อคุณแม่อาจล้างจมูกให้ลูกน้อยโดยการใช้กระบอกฉีดยา💉ที่มีขนาดเล็ก โดยฉีดยาเข้ารูจมูกเอียง 45 องศา ให้ไหลผ่านโพรงจมูก หรืออาจใช้สเปรย์พ่นจมูก หรือ น้ำเกลือหยอดล้าง ซึ่งจะสามารถหาได้ตามร้านขายยาทั่วไปเมื่อไรควรพาเด็กไปพบแพทย์ ?✨สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหากพบว่าลูกมีอาการเป็นหวัดนานกว่า 3 วัน หรือมีอาการไอไม่หยุด หายใจลำบากควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์👩‍⚕️โดยด่วน เพราะอาจเป็นอาการของโรคปอดบวม✨ควรพาพบแพทย์เมื่อรวมถึงหากลูกน้อยไม่ยอมทานนม มีไข้สูง🤒 หายใจลำบาก มีอาการไออย่างรุนแรง (โรคไอกรน) หรือ มีภาวะขาดน้ำ หรือไม่ปัสสาวะเลย 6 ชั่วโมง ควรพาพบแพทย์ทันทีค่ะ ป้องกันลูกน้อยจากหวัดได้อย่างไร?✨หลีกเลี่ยงผู้ที่เป็นหวัดเราอาจไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถช่วยลดโอกาสที่เชื้อหวัด🤧จะเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ โดย... พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกอยู่ใกล้กับผู้ที่เป็นหวัดจนกว่าจะหายเป็นปกติ✨ดื่มน้ำบ่อยๆพยายามให้ลูกดื่มน้ำ🌊หรือนมบ่อยๆ (นมแม่ นมขวด OK!) เพื่อป้องกันไม่ได้ลูกขาดน้ำ โดยเมื่อลูกอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ลูกควรจะปัสสาวะมากกว่า 5 ครั้งต่อวันค่ะ✨พยายามให้ลูกล้างมือให้สะอาดร้อยละ 80 ของเชื้อโรคนั้นสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส และมือ✋ก็เป็นส่วนที่เราจะชอบนำมาจับหน้าจับตาบ่อยที่สุด ดังนั้นการล้างมือให้สะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยควรให้ทุกคนในบ้าน หรือ คนที่จะมาสัมผัสกับลูกล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง รวมถึง ควรล้างมือลูกให้สะอาดด้วย และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จคุณพ่อคุณแม่ก็ควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอค่ะ✨ควันบุหรี่ NO NO!ควันบุหรี่🚬สามารถส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจส่วนบนของลูกได้ จะพบว่าทารกที่อยู่ร่วมกันกับผู้ที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นหวัดได้ง่ายกว่าทารกทั่วไป และจะหายช้าด้วยค่ะ

Content Image

โรคจูบ คืออะไร

  การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการกอด🤗หรือจูบ😘ลูกน้อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติมาก แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคจูบด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางน้ำลายได้ และสามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจส่งผลต่อทารกและเด็กได้เช่นกันค่ะโรคจูบ คืออะไรโรคจูบ หรือ kissing disease หมายถึงการติดเชื้อไวรัส🦠ที่เรียกว่าเชื้อ mononucleosis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า mono มีสาเหตุมาจากไวรัส Epstein-Barr (EBV) และติดต่อทางน้ำลายได้บ่อยที่สุด จึงมีคำว่า โรคจูบ💋 เชื้อโมโนสามารถส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวค่ะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะคะ หากคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคนี้ การกอด การจูบลูกน้อยก็เป็นการเสี่ยงติดโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ👉อาการของโรคจูบอาการของโรคจูบโดยทั่วไปจะมีอาการต่างๆคล้ายๆกับการเป็นไข้ธรรมดาเลยค่ะ เช่น รู้สึกอ่อนเพลียมาก เจ็บคอ😮‍💨 ต่อมน้ำเหลืองบวม และมีไข้🤒 ซึ่งทารกและผู้ใหญ่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันเมื่อเป็นโรคนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความรุนแรงและการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและเงื่อนไขเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ให้สังเกตอาการทั่วไปของการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัด และการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการไอ จาม มีไข้ และคัดจมูก🤧 สามารถสังเกตได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอเพื่อการวินิจฉัย🩺ที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังคงพัฒนาอยู่ และเด็กไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้ว่าเขารู้สึกยังไงค่ะ อีกอย่างหนึ่งคืออาการป่วยด้วยโรคจูบจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีนะคะเพราะลูกน้อยของเราอาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น โรคดีซ่าน ตับอักเสบ โลหิตจาง และอาการหายใจติดๆขัดค่ะวิธีป้องกันโรคจูบโรคนี้เกิดขึ้นมานานแล้วก็จริงนะคะ แต่ทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีน💉รองรับหรือวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโดยตรง🦠 การดูแลลูกน้อยหรือแม้แต่ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้มาตรการป้องกันบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ค่ะ ✨1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีโมโนคลิโอซิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเฉียบพลันเมื่อมีอาการ✨2.รักษาสุขอนามัยที่ดี หลักๆเลยก็คือการกินร้อน ทานอาหารที่ปรุงสุก ถูกสุขอนามัย อีกอย่างคือการใช้ช้อนกลาง🥄 ถึงจะเป็นคนในครอบครัว เราก็ไม่ควรละเลยกับเรื่องการใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการตักอาหารใส่จานของเรานะคะ และอีกเรื่องคือการล้างมือ🤲 เพราะบ่อเกิดของเชื้อโรคต่างๆก็มาจากมือของเราเนี่ยแหละค่ะ เพราะเราหยิบจับของ นู่น นั่น นี่ ทั้งวันเลย✨3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือแปรงสีฟัน🪥ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ✨4.รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงโดยการนอนหลับให้เพียงพอ😴 รับประทานอาหารที่สมดุล และออกกำลังกายอยู่เสมอนะคะ✨5.หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าคนที่คุณเคยสัมผัสใกล้ชิดมีโมโนคลิโอซิส ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการจูบ💋หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนน้ำลายจนกว่าพวกเขาจะฟื้นตัวเต็มที่ค่ะ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยติดเชื้อและป่วยด้วยโรคจูบ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพของลูกน้อยของเราค่ะ  อีกอย่างหนึ่งคือหากคุณพ่อคุณแม่หรือใครก็ตามในครอบครัวที่มีอาการ หรือความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ให้เขาหลีกเลี่ยงสกินชิพกับลูกน้อยของเราเลยนะคะ พร้อมด้วยการใส่ใจเรื่องการฆ่าเชื่อ การสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อย รวมถึงการแยกภาชนะสำหรับลูกน้อยเป็นพิเศษด้วยค่ะ 

Content Image

ควรให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาตอนไหนจึงจะเหมาะสม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจมีข้อสงสัยว่าควรจะเริ่มให้ลูกทานปลาได้เมื่อไหร่? แล้วจะแพ้ไหม? เพราะปลานั้นก็เป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่คนจำนวนมากมีอาการแพ้ แต่จริงๆแล้วปลานั้นเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดทานเพราะเป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายนั่นเองค่ะ  ปลามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?ประโยชน์ของปลาปลา🐟เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี ซึ่งกรดไขมันมีประโยชน์ในการป้องกันโรคต่างๆ อย่างโรคไขมันในเลือดสูง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกเหนื่อยจากนั้นเครื่องในตับปลายังมีแร่ธาตุ วิตามิน A D E K แถมปลาบางตัวก็ยังมีแคลเซียมอีกด้วยค่ะ ให้ทารกทานปลาได้หรือไม่?หลายๆท่านอาจมีคำถามว่าแท้จริงแล้วเราสามารถให้ลูกทานเมนูปลา🐟ได้เมื่ออายุเท่าใด เพราะบางคนก็บอกว่าให้ลูกเริ่มทานได้หลังลูกน้อยอายุ 6 เดือน บางคนก็บอกว่าต้องรอให้ลูกอายุครบ 1 ขวบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการแพ้มีงานวิจัยระบุว่าหากทารกอายุครบ 4-6 เดือน👶ก็สามารถให้ลูกทานปลาสุกได้ แต่มีคำแนะนำจาก ทางสถาบัน American Academy of Pediatrics (APP) ว่าควรจะให้ลูกน้อยกินปลาหลังจากได้ลูกของทานอาหารแข็งอย่างอื่นบ้างแล้ว นอกจากนั้นก่อนจะให้ลูกน้อยทานอาหารแข็งก็ควรเข้ารับคำปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️เสียก่อนเมื่อให้คุณหมอช่วยประเมินว่าลูกน้อยพร้อมที่จะเริ่มทานอาหารแข็งได้หรือไม่อยากให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาควรทำอย่างไรเมื่อเริ่มต้นให้ลูกน้อยทานปลาให้คุณพ่อคุณแม่ปรุงให้ปลาสุก🐟 เสียก่อน จากนั้นนำมาบดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ลูกน้อยเคี้ยวสะดวก โดยอาจจะเสิร์ฟพร้อมกับผัก🥗ไปด้วยเพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน เมื่อทดลองให้ลูกทานปลาแล้วให้สังเกตว่าลูกน้อยมีอาการแพ้ปลาหรือไม่ โดยหากมีอาการแพ้ลูกน้อยจะมีผื่น ท้องเสีย อาเจียน🤮 มีอาการบวม หรือมีอาการหายใจลำบากทันทีที่ทาน ซึ่งหากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ให้พาไปพบคุณหมอโดยด่วนค่ะซึ่งถ้าหากลูกไม่มีอาการแพ้ การให้ลูกทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็จะช่วยให้ลูกมีเชาวน์ปัญญา🧠ที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ทานปลา หรือทานน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ก่อนจะให้ลูกทานปลาก็อย่าลืมว่าจะต้องปรุงให้ปลาสุกก่อนเท่านั้นค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.