Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

สอนลูกพูดสองภาษาพร้อมกันทำให้ลูกพูดช้าลงจริงหรือ?

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าหากสอนลูกพูดสองภาษาอาจทำให้ลูกพูดช้ากว่าการสอนพูดภาษาเดียว ซึ่งในเรื่องนี้นั้นมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดได้ช้า? สอนสองภาษาทำให้พูดช้าลงจริงไหม?เด็กพูดได้ช้าเกิดจากอะไร?เด็กที่พูดได้ช้า👶 คือเด็กที่มีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน ซึ่งการที่เด็กพูดได้ช้านั้นอาจมีสาเหตุเพราะ ลูกสูญเสียการได้ยิน👂 หรือ มีการรับรู้ที่ผิดปกติ หรือ มีสติปัญญาผิดปกติ แต่การที่สอนลูกพูดสองภาษานั้นไม่ได้เป็นต้นเหตุให้มีการพูดที่ช้าลงแต่อย่างใดสมองเด็กเหมือนฟองน้ำ🧽ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนกลัวว่าลูกจะสับสนและพูดช้าหากสอนสองภาษาพร้อมๆกัน แต่เด็กก็เหมือนฟองน้ำ สมองของเด็กจะซึมซัมความรู้ทุกอย่างได้ไวมากดังนั้นแม้ว่าจะสอนลูกสองภาษาพร้อมๆกัน ก็จะสามารถพูดไวได้เท่ากับการสอนพูดภาษา🔤เดียวอย่างไม่มีปัญหาค่ะ วิธีสอนลูกพูดสองภาษาหลักการในการสอนลูกพูดสองภาษาเมื่อทราบแล้วว่าการสอนลูกสองภาษา🔤พร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ลูกพูดช้าลง แล้วหากอยากจะสอนลูกสองภาษาพร้อมกันล่ะ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการสอนคือควรมีหลักในการสอนและควรสอนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามพูดทั้งสองภาษาเรื่อยๆ💭 แล้วลูกจะทำความคุ้นเคยกับเสียงและความหมายของคำของแต่ละภาษาที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และสามารถพูดทั้งสองภาษาได้ในที่สุด ประโยชน์ของการสอนสองภาษาประโยชน์ของการสอนลูกสองภาษา🔤ในครั้งเดียวกันคือ สมองของลูกจะได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้ได้มากขึ้นและดีขึ้น ลูกจะเข้าใจเรื่องอื่นๆที่เรียนได้มากขึ้นเมื่อลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนค่ะ🏫  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะการสอนลูกสองภาษานอกจากจะไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้าลงแล้ว ลูกยังพูดได้หลายภาษาและยังเป็นการกระตุ้นสมองของน้องให้ทำงานเรียนรู้ได้ดีอีกด้วยค่ะ 

Content Image

ทำอย่างไรเมื่อเจ้าตัวน้อยกลัวทราย?

คุณพ่อคุณแม่คนไหนที่พาลูกไปเที่ยวทะเลแล้วพบว่าลูกมีอาการกลัวทราย ไม่กล้าสัมผัสกับทราย ซึ่งเราวันนี้เราจะมาไขคำตอบกันว่า สาเหตุที่ทำให้ลูกกลัวทรายนั่นมาจากอะไรกันค่ะ สาเหตุที่ลูกกลัวทรายเด็กแต่ละคนอาจมีความกลัวทรายในระดับที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจแค่รู้สึกไม่สบายใจ แต่สามารถเดินบนทรายได้ แต่บางคนก็ถึงกับไม่ยอมลงและขอให้พ่อแม่อุ้มตลอด ซึ่งเหตุผลมาจากสิ่งเหล่านี้ค่ะ ประมวลผลทางประสาทสัมผัสของเด็กเล็กยังไม่ดีเท่าไหร่ทำให้เมื่อเด็กๆ นำเท้าแตะทรายเขาก็จะตกใจและแปลกใจกับสัมผัสของเม็ดทราย🏖️เพราะเป็นการสัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซึ่งคล้ายกับการที่เด็กลองทานอาหารที่ไม่เคยทานครั้งแรกแล้วถุยอาหารออกนั่นเองเท้าของเด็กมีความอ่อนไหวมากกว่าผู้ใหญ่อีกสาเหตุหนึ่งคือเมื่อทารกไม่เคยสัมผัสกับพื้นผิวที่เป็นทรายมาก่อน ทำให้ตีความไปว่าเป็นความเจ็บปวด แตกต่างกับผู้ใหญ่ที่ชินแล้วและไม่ได้รู้สึกว่าเจ็บ  และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพื้นสัมผัสอย่างกะทันหัน อย่างเดินไปเหยียบเปลือกหอยหรือหิน ทารกก็อาจรู้สึกไม่สบายใจหรือกลัว😭นั่นเองค่ะ เทคนิคให้ลูกลดความกลัวทรายช่วยให้ลูกรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยหากลูกกลัวให้พาลูกออกจากที่ที่มีทราย โดยไม่ต้องไปฝืนบังคับให้เขากลับไปเหยียบ แต่หากลูกของคุณพ่อคุณแม่แสดงความต้องการว่าอยากจะไปเหยียบทราย🦶 ก็อาจจะค่อยๆเหยียบทีละนิดๆ หรืออาจหาเสื่อหรือรองเท้ามาวางรองให้นั่งบนทรายได้ เมื่อลูกเหยียบทรายสำเร็จให้ชื่นชมลูกชื่นชมลูกเมื่อลูกก้าวข้ามความกลัวได้ เพราะการชื่นชมจะเป็นกำลังใจให้ลูก รวมถึงยังช่วยให้สมองของลูกน้อยพัฒนา เพราะการชมนั้นจะสามารถทำให้เนื้อสมองสีเทา🧠นั้นมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการรับสัมผัสต่างๆนั่นเอง

Content Image

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอมลงคอ

     เด็กเล็กนั้นเป็นวัยที่กำลังซน และเด็กมักจะชอบจับสิ่งของรอบตัวเข้าปาก👄อยู่เสมอ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้คลาดสายตาโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุเด็กนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปากแล้วไปเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรบ้าง ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาให้ไว้ที่นี้แล้วค่ะ💁‍♀️วิธีสังเกตว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปากลูก🔎สังเกตจากอาการที่ผิดปกติของเด็กเด็กจะมีอาการไอ😮‍💨สำลักหายใจไม่ออกและในบางรายอาจจะมีอาการเจ็บคอ ไม่ยอมทานอาหาร ปวดท้อง และอยากอาเจียนอยู่เรื่อยๆ แต่ในเด็กบางรายก็จะไม่แสดงอาการใดๆเลย แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตเห็นสิ่งปกผิดปกติที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของลูก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจดูร่างกายของลูกอยู่เสมอเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอมลงไปในคอแล้ว ต้องทำอย่างไรบ้าง?👉วิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหลังจากพบว่าลูกได้กลืนสิ่งแปลกปลอมลงไป มีดังนี้- งดน้ำและอาหารทุกชนิด ก่อนนำลูกไปพบแพทย์- จดจำลักษณะของชิ้นส่วนแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในคอ เพื่อที่จะอธิบายให้แพทย์ฟัง- พาลูกไปทำการเอกซเรย์บริเวณช่องอกและช่องท้อง เพื่อตรวจหาสิ่งแปลกปลอม- ไม่ควรนำมือไปล้วงคอลูกเพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออกมา เพราะอาจจะทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในทางเดินหายใจได้- หากเด็กมีอาการที่รุนแรงขึ้น ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น👶สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ- ห้ามล้วงคอให้เด็กเด็ดขาด🙅‍♀️ และไม่ควรจับลูกห้อยหัวแล้วตบหลัง เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปจนอุดหลอดลม- จับเด็กนอนคว่ำบนท่อนแขนให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัว แล้วใช้มือ✋ข้างที่ไม่ถนัด จับบริเวณขากรรไกรเพื่อประคอง แล้วใช้สันมือที่ถนัดกระแทกบริเวณกึ่งกลางของลูกอย่างแรง- จับเด็กนอนหงายบนท่อนแขนให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัว จากนั้นใช้นิ้วชี้👆 และนิ้วกลางกดลงบนกระดูกกึ่งกลางหน้าอกลูกให้ต่ำกว่าหัวนมเล็กน้อย แล้วกดติดต่อกัน 5 ครั้ง- ทำสลับไปมาระหว่างใช้ส้นมือกระแทกหลัง และกดกระแทกหน้าอก สลับกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา- หากเด็กหมดสติ ให้รีบพาไปส่งโรงพยาบาล🏥 แล้วกดหน้าอก 30 ครั้งสลับกับช่วยหายใจ 2 ครั้ง จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล👦สำหรับเด็กที่มีอายุ 1 ขวบขึ้นไป- หากเด็กยังหายใจได้😮‍💨 ให้ตบหลังเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาจากคอ- หากลูกพูดไม่ได้ ให้ยืนข้างหลังเด็ก แล้วสอดแขนเข้าใต้รักแร้ จากนั้นกำมือ✊ แล้ววางหัวแม่มือบริเวณกึ่งกลางท้องเด็ก สูงกว่าสะดือเล็กน้อย และกระตุกแรง ๆ จนกว่าสิ่งที่ติดคอลูกจะหลุดออกมา- หากเด็กหมดสติ ให้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที🏥 พร้อมกับใช้มือยกคางขึ้น และดันศีรษะเด็กให้แหงนไปข้างหลังมากที่สุด เพื่อเปิดทางเดินหายใจ- ช่วยเด็กให้หายใจด้วยการใช้นิ้วชี้ และนิ้วโป้งบีบจมูก👃 จากนั้นเป่าลมเข้าปาก 2 ครั้ง ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอม ให้ใช้นิ้วกวาดสิ่งแปลกปลอมออกมา หากมองไม่เห็นห้ามใช้นิ้วกวาด เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ- กดหน้าอก และช่วยให้ลูกหายใจต่อเนื่อง โดยกดหน้าอก 30 ครั้ง และช่วยหายใจ 2 ครั้ง ทำซ้ำกันประมาณ 5 รอบ จนกว่าแพทย์👩‍⚕️จะมาช่วยเหลือ หรือจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา     อันตรายจากการที่ลูกหยิบสิ่งของแปลกปลอมเข้าไปในปากแล้วลงคอนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้การระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่มีขนาดเล็กหรือสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ เมื่อติดคอเข้าไปอาจไปอุดตันทางเดินหายใจจนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกไม่ให้นำสิ่งของที่ไม่ใช่อาหารเข้าปาก👄 และไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียว เพราะอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ

Content Image

หนังสือภาพมีประโยชน์อย่างไร?

การอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กจะส่งเสริมให้ลูกสามารถอ่านหนังสือออกได้ไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเมื่อเข้าเรียน ซึ่งหนังสือภาพนั้นก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับเด็กๆ เพราะนี่จะเป็นตัวช่วยให้ลูกได้คุ้นเคยกับหนังสือและได้หัดอ่าน ซึ่งในบทความนี้เราจะไปดูกันว่าประโยชน์ของหนังสือภาพนั้นมีอะไรบ้างค่ะ หนังสือภาพ📖หนังสือภาพ คืออะไร?หนังสือภาพ คือ หนังสือที่มีภาพวาดหรือรูปภาพ🖼️เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ หรือบางครั้งก็มีประโยคสั้นๆ หรืออาจไม่มีตัวหนังสือเลย ซึ่งหนังสือภาพเหล่านี้เหมาะสำหรับทารก👶ที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ แต่จะช่วยให้ลูกได้มีทักษะการคิด ปลูกฝังให้ลูกชอบการอ่านหนังสือค่ะ📖สามารถให้ลูกเริ่มอ่านหนังสือภาพเมื่ออายุเท่าไหร่?มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่อ่านหนังสือ📚ให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงตอนคลอดออกมา ซึ่งการอ่านหนังสือให้ลูกบ่อยๆจะเป็นการปลูกฝังที่ดีและช่วยให้ลูกชอบการอ่านหนังสือ ซึ่งอายุส่วนใหญ่ที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือด้วยตนเองนั้นคืออายุระหว่าง 6 ถึง 9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เหมาะกับการอ่านหนังสือภาพ เพราะในวัยนี้ลูกจะเริ่มจดจำภาพและสีได้ และจะชอบจับนู่นจับนี่✋นั่นเองค่ะประโยชน์ของหนังสือภาพ📖เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆลูกจะเรียนรู้พฤติกรรมของตัวละครในหนังสือภาพ ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีนิสัยที่แตกต่างกันไป ซึ่งลูกๆจะซึมซับนิสัยเหล่านั้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีนั่นเองค่ะ😀📖เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆในหนังสือภาพบางเล่มจะมีประโยค หรือคำศัพท์สั้นๆเขียนไว้ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านออกเสียงและชี้ไปที่รูปภาพในหนังสือบ่อยๆ เพื่อให้ลูกจำคำศัพท์🔤เหล่านั้นได้ค่ะ📖สามารถคิดไตร่ตรองหากลูกมีการอ่านหนังสือภาพบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ลูกจะมีสมาธิและจะสามารถจดจ่อได้ดีเมื่อโตขึ้น รวมถึงลูกจะเป็นผู้ฟัง👂ที่ดี เมื่อได้ยินคนมาเล่าอะไรก็จะสามารถคิดกลั่นกรองได้เช่นเดียวกับตอนที่อ่านหนังสือนั่นเองค่ะ📖ปลูกฝังให้ลูกชอบศิลปะด้วยความที่หนังสือภาพนั้นมีภาพที่มีสีสันสวยงามอยู่เยอะ ดังนั้นหนังสือภาพเหล่านี้จึงช่วยให้ลูกซึมซับและทำให้ลูกชอบศิลปะ🎨เมื่อโตขึ้นได้ค่ะ วิธีปลูกฝังให้ลูกชอบอ่านหนังสือ📖เสริมสร้างจินตนาการ หนังสือภาพส่วนใหญ่จะไม่มีคำพูดดังนั้นลูกๆ จะสร้างจินตนาการขึ้นมาจากภาพ รวมถึงการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ลูกก็จะจินตนาการเรื่องราวตามที่เขาได้ยิน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทักษะการคิด และฝึกให้ลูกมีจิตนาการ🎨ที่ดีนั่นเองค่ะ📖อ่านหนังสือให้ลูกฟังแต่เล็กในเด็กแรกเกิด แม้ว่าลูกอาจจะยังไม่สามารถเข้าใจภาษาได้🔤 เราสามารถนำหนังสือมาอ่านให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้ลูกคุ้นเคยตั้งแต่เด็กค่ะ 📖คติสอนใจหนังสือภาพของเด็กมักจะมีคติสอนใจสอดแทรกเข้ามาเพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้จากบทเรียนต่างๆในเรื่อง ซึ่งจะช่วยขัดเกลาให้ลูกอยู่ในบรรทัดฐานและเข้าใจว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ❌📖ชวนลูกคุยเกี่ยวกับนิทานที่อ่านเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกมาอ่านหนังสือ และเมื่ออ่านนิทานเสร็จแล้ว ให้ชวยคุยถึงนิทานเรื่องนั้น📚 ว่าฟังแล้วเป็นอย่างไร มีข้อคิดอะไรบ้าง และพฤติกรรมได้ควรทำตามหรือไม่ทำตาม ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการอ่านนิทานมากขึ้นค่ะ📖เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้หลายๆคน อาจเคยได้ยินมาว่าคนเราจะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือใช่ไหมคะ ซึ่งหนังสือภาพจะช่วยให้ลูกเข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาได้ไวขึ้น เพราะภาพและสี🖼️ที่อยู่ในหนังสือภาพจะช่วยให้สมองของลูกจดจำข้อมูลได้ดีนั่นเองค่ะ 📖เรียนรู้คำศัพท์ เมื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกคำศัพท์ให้ลูกฟังและชี้ภาพในหนังสือ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และจดจำคำศัพท์🔤ใหม่ๆระหว่างที่ดูหนังสือนั่นเองค่ะ

Content Image

แคะหูลูกน้อยอันตรายไหม?

มีหลายวิธีในการดูแลลูกน้อยของคุณไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ตัดเล็บ สระผม รวมถึงการแคะหู คุณแม่หลายคนกลัวที่จะเลือกหูของลูกน้อย กลัวลูกจะเจ็บ วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับวิธีการแคะหูของลูกน้อยให้เหมาะสมมาฝากกันค่ะแคะหูลูกน้อยได้ไหม เรามีคำตอบ✨แคะหูให้ลูกน้อยทำได้หรือไม่?ปกติแล้วเราจะไม่แคะขี้หูให้กับทารก👶 เพราะพ่อแม่มือใหม่อาจยังไม่รู้วิธีแคะหูของลูกให้ถูกวิธี ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถแคะขี้หูของลูกได้ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะออกมา ขี้หูที่เหลืออยู่บางส่วนถูกดันลึกเข้าไป ซึ่งจะทำให้ขี้หูที่อยู่ลึกในหูติดเชื้อในภายหลัง บางครั้งอาจมือไม่นิ่งพอแล้วสั่นจนกระทบแก้วหูของทารก ทำให้แก้วหูของทารกเสียหายได้นั่นเอง  ✨ควรศึกษาก่อนทางที่ดีควรศึกษาวิธีที่ถูกต้องก่อนแคะขี้หู👂ลูกน้อยของคุณ และการทำความสะอาดช่องหูของลูกน้อยนั้นไม่จำเป็นต้องบ่อยเกินไป เพราะขี้หูในหูของลูกน้อยก็มีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรแหะหูลูกน้อยจนอายุครบ 2 ขวบจึงจะดีที่สุดค่ะ วิธีทำความสะอาดหูลูกอย่างถูกต้อง✨เริ่มเช็ดใบหูด้านนอกขั้นตอนแรกคือต้องเช็ดบริเวณหูชั้นนอกก่อน พยายามเช็ดเบา ๆ ด้วยสำลีนุ่ม ๆ หรือผ้าชุบน้ำ🌊หมาด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยของคุณบาดเจ็บ น้ำที่ใช้เช็ดหูของลูกน้อย👶ต้องผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก่อน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างอ่อนโยน✨ดูดน้ำที่ผสมเอาไว้ขั้นตอนที่สองหยดน้ำเข้าไปในหู👂ของเด็กจนน้ำเข้าหู และถ้าน้ำล้นไม่ต้องกลัวว่าแรงดันน้ำจะทำให้หูอื้อ เพราะยังไงก็ต้องเทน้ำให้เต็ม✨รอประมาณ 5 นาทีอุ้มลูกน้อยของคุณในตำแหน่งนอนเดิมประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ขี้หูละลายหรือนิ่มลง เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ให้ลูกน้อยอยู่ในท่านั่ง น้ำ🌊จะไหลออกมา จากนั้นเช็ดหู👂ของลูกน้อยด้วยผ้าแห้งสะอาด หากไม่เช็ดทำความสะอาด อาจทำให้หูของทารกเปียกได้✨สิ่งที่ควรระวังในการล้างหูลูกน้อยหากคอของทารกไม่แข็งแรงพอ คุณไม่ควรทำความสะอาดหูของทารกในช่วงเวลานี้ เนื่องจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อาจติดอยู่ในหูของทารก👶ได้ เราแนะนำให้ทำหลังจากคอแข็งแรงดีแล้วหรือหลังอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะโรคเกี่ยวกับหูที่พบบ่อยในเด็ก✨ขี้หูอุดตันขี้หูนั้นจะมีหน้าที่ปกป้องหู👂 และจะสามารถขจัดออกด้วยตนเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีบางครั้งที่จะมีการจับตัวของขี้หูในบริเวณหูชั้นนอกมากเกินไปจนทำให้ขี้หูแข็งและแห้ง จนทำให้ลูกได้ยินไม่ค่อยถนัดเนื่องจากขี้หูอุดตัน โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแคะเองเพราะอาจทำให้ลูกเจ็บและอาจทำให้หูอักเสบได้นะคะ ✨หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นในกับแก้วหู โดยอาการหู👂 ชั้นกลางอักเสบมักจะเกิดเมื่อเป็นหวัด🤧 และเมื่อลูกสั่งน้ำมูกรุนแรงหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคแพร่เข้าไปและเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเลียในหูชั้นกลางได้ โดยจะมีของเหลวเกิดขึ้นที่หูชั้นกลางที่บริเวณที่เคยเป็นโพรงอากาศ โรคนี้มักจะเกินในเด็กที่มีอายุต่ำว่า 3 ขวบ✨หูชั้นนอกอักเสบหากหูของลูกได้รับการกระตุ้นรบกวนจากการแคะหู หรือ น้ำเข้าหูบ่อยๆ ทำให้หูชื้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ลูกเป็นหูชั้นนอกอักเสบได้ รวมถึงหากมีการผื่นแพ้ในช่องหู เหล่านี้ก็จะเป็นต้นตอที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรีย🦠เติบโต และเมื่อหูชั้นนอกอักเสบลูก👶 ก็จะมีอาการปวดหู และหากเป็นมากก็อาจมีน้ำหลองไหลออกมาได้ค่ะ

Content Image

คุณพ่อควรเล่นกับลูกทารกอย่างไรถึงจะไม่รุนแรงไป?

คุณพ่อส่วนใหญ่มีวิธีเล่นกับลูกน้อยที่มีความโลดโผนอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการ ยกลูกน้อยขึ้นสูงๆ หรือจับลูกน้อยห้อยหัวลง หรือจะเป็นการแกว่งลูกไปมา ซึ่งลูกๆก็มักจะหัวเรอะชอบใจกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งจริงๆแล้วการเล่นโลดโผนแบบนี้มีความอันตรายไหมเราไปพบคำตอบกันค่ะ การจับลูกโยนสูงๆ บนอากาศแล้วรับตัวลูกทุกครั้งที่ทำท่าโยนหรือท่าจับลูกห้อยหัวลง ลูกน้อยก็มักจะหัวเราะคิกคัก😝สนุกสนาน ซึ่งจริงอยู่ที่เด็กๆมันจะชอบให้พ่อโยนขึ้นสูงๆ และท่าห้อยหัว แต่สมอง🧠ของทารกนั้นมีเซลประสาทที่กำลังสร้างเส้นใยประสาท เพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเล่นแบบนี้มีความเสี่ยงอันตราย และควรที่จะระมัดระวังอย่างมากค่ะ เพราะว่าหากพลาดพลั้งตกลงมาแล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะหัวปูด หัวแตก หรือหากเป็นรุนแรงก็อาจถึงขั้นมีเลือด🩸คั่งในสมอง🧠ได้ ซึ่งมีความน่ากลัวตรงที่ว่าเพื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วเราจะยังไม่สามารถสังเกตได้ เพราะไม่เห็นบาดแผลอะไร ซึ่งการไม่ได้ส่งไปตรวจรักษาจะทำให้เสี่ยงอันตรายมากๆเลยค่ะการจับเจ้าตัวเล็กเขย่าแรงๆการยกตัวทารกมาเขย่าแรงๆมีความอันตรายมากกว่าที่คิดเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อเกิดเลือดออกในเส้นประสาทตา👀 หรือทำให้ตาบอดแล้ว ยังเสี่ยงที่หัวของทารกจะไปกระแทกกับพื้นหรือของแข็งต่างๆรอบตัว ซึ่งทารกนั้นยังมีกระดูกส่วนคอที่ไม่ค่อยแข็งและมีศีรษะที่บอบบางอยู่ ดังนั้น การถูกกระทบกระเทือนจะทำให้สมองของเด็กได้รับอันตรายอย่างมาก โดยทารกอาจเสี่ยงพิการหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นอาจทำให้เกิดอาการเลือด🩸คั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง🧠 ได้อีกด้วยระวังเกิดอุบัติเหตุขณะวิ่งไล่จับคุณพ่อหลายๆคนมักจะมีความคิดสร้างสรรค์นำกิจกรรมต่างๆมาช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และการทรงตัวของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการโยนลูกบอล⚽ การวิ่งเล่น การเตะบอล การวิ่งไล่จับ ซึ่งในการวิ่งไล่จับนั้น คุณพ่อก็ใส่ความตื่นเต้น และทำเสียงฮึ่มใส่ ลูกน้อยก็จะวิ่งด้วยความเร็วด่วนจี๋ ซึ่งการเร่งรีบของเด็กๆก็อาจทำให้พลั่งลื่นล้มลงไปได้ โดยอาจจะทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดการบาดเจ็บได้ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยอย่างมีแผลถลอก ขาแพลง🦵 เอ็นข้อบาดเจ็บ หรืออาจถึงขั้นกระดูกหักเลยก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเล่นสนุกอย่างไร แต่ก็ต้องคำนึกถึงความปลอดภัย ของเจ้าตัวเล็กเป็นสำคัญ เพราะคงไม่มีคุณพ่อคนไหนที่อยากให้ลูกน้อยเจ็บตัวใช่ไหมคะ ทราบอย่างนี้แล้วคุณพ่อก็อาจจะปรับวิธีการเล่นให้มีความรุนแรงน้อยลง แต่ยังคงความสนุกไว้ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กยิ้มได้แล้วล่ะค่ะ🙂 

Content Image

เตรียมตัวพาลูกไปเที่ยว ลัลล๊า~

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมว่าทารกอายุเท่าไหร่จึงจะสามารถพาไปเที่ยวได้? และก่อนออกเดินทางควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? วันนี้เราเอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะพาลูกน้อยเที่ยวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?อายุเท่าไหร่ถึงพาออกจากบ้านได้?จริงๆแล้วหากทารก👶มีอายุน้อยกว่า 1 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาลูกน้อยออกจากบ้านเพราะยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย แต่ต่อให้ลูกน้อยมีอายุมากกว่า 1 เดือนก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อเจอคนเยอะ เพราะลูกยังมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำนั่นเองค่ะอายุเท่าไหร่ถึงพาขึ้นเครื่องบินได้การต้องเดินทางระยะไกลควรรอให้ลูกน้อย👶อายุอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป เพื่อที่ร่างกายจะมีความแข็งแรงพอที่จะทนความเครียดระหว่างการบินได้ แต่จริงๆแล้วหากไม่จำเป็นก็ยังไม่แนะนำให้พาลูกไปต่างประเทศค่ะ กระเป๋าสัมภาระลูกน้อย เตรียมตัวอย่างไรเมื่อ พาลูกวัยทารกไปเที่ยวเมื่อพาลูกน้อยไปเที่ยวสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการจัดกระเป๋าเตรียมสัมภาระจำเป็นให้ครบถ้วน เพื่อความสบายใจระหว่างเที่ยวทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย💖ของที่ควรเตรียม✨เสื้อผ้าลูก✨โลชั่นทาผิวสำหรับทารก✨ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ใช้แล้วทิ้ง✨เตรียมอาการเสริมที่ลูกทาน หากอายุ 6 เดือนขึ้นไป✨ของเล่นของลูก✨ผ้ากันน้ำลาย✨สำลีหรือกระดาษเช็ดก้นทารก✨ถุงพลาสติกสำหรับใส่ผ้าอ้อมที่ใช้แล้ว✨นมสำเร็จรูปและขวดนมสะอาด (หากไม่ได้ให้นมแม่)✨สำลีหรือกระดาษเช็ดก้นลูก✨ขวดน้ำ✨แผ่นเปลี่ยนผ้าอ้อมและแผ่นรองพลาสติก✨หมวกหรือผ้าพันศีรษะกันแดดตัวช่วยเมื่อพาทารกไปเที่ยวรถเข็นเด็กเมื่อต้องออกไปเที่ยวข้างนอก การนำรถเข็นไปด้วยจะสามารถแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่ได้ โดยหากเดินทางด้วยรถยนต์🚗 ควรใช้แบบที่พับได้เพื่อใส่ในกระโปรงท้ายรถ ที่นั่งในรถ หรือคาร์ซีทคุณพ่อคุณแม่ที่เดินทางด้วยรถยนต์🚗ควรมีคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย โดยควรเลือกคาร์ซีทที่มีขนาดและน้ำหนักที่พอดีกับตัวลูกน้อย ทีนี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้พาลูกน้อย👶เที่ยวอย่างสบายใจหายห่วงแล้วนะคะ

Content Image

อันตราย! ใช้นมข้นชงแทนนมผงเด็ก

     เราในวัยผู้ใหญ่ต่างก็ทราบกันดีว่า นมข้นหวานเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะถูกใช้ในการชงน้ำหวาน หรือทำขนม ก็มักจะทำให้อาหารเหล่านั้นรสชาติดีขึ้น หวานมันขึ้นเสมอ แม้จะมีนมเป็นส่วนประกอบ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่าเด็กๆไม่สามารถดื่มนมข้นหวานแทนนมแม่หรือนมผงสำหรับเด็กได้ ไม่ได้แม้แต่จะนำไปเป็นส่วนประกอบในการชงนมผงให้เด็ก วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงเหตุผลที่ไม่ควรให้เด็กๆรับประทานนมข้นหวานกันค่ะ แต่ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับนมข้นหวานให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ💁‍♀️ผ่านอะไรมาบ้างจึงจะเป็นนมข้นหวาน✨นมข้นหวานนั้นคือน้ำนมจริงๆที่เป็นนมสด นำมาผ่านการระเหยน้ำออกไปบางส่วน จึงทำให้เนื้อหรือพื้นผิว (Texture) ของนมเข้มข้นกว่านมสดปกติ เมื่อเรารับประทานเข้าไปจึงพอที่จะสัมผัสได้ว่า นมข้นนั้นเข้มข้นกว่านมสดปกตินั่นเอง แต่นี่ไม่ใช่กระบวนการเดียวค่ะที่ทำใ้ห้นมข้นเข้มข้นขึ้น✨หลังนำไประเหยน้ำให้ได้อัตราส่วนที่เหมาะสมแล้ว นมข้นที่หนืดขึ้นเหล่านี้จะถูกเติมน้ำตาลไปประมาณ 40-50% ของนมข้นที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการเติมน้ำตาลไปในปริมาณที่สูงมาก เหตผุลที่ต้องเติมน้ำตาลไปในปริมาณที่มากขนาดนั้น ในตอนแรกของการคิดค้นนมข้นหวาน จะเป็นเรื่องของการช่วยถนอมอาหาร เพราะน้ำตาลที่มีความเข้มข้นที่สูงพอ จะป้องกันไม่ให้แบคทีเรีย🦠เจริญหรือขยายพันธุ์ในอาหารที่เติมน้ำตาลได้ ป้องกันการเน่าเสียของนมนั่นเองค่ะ✨เมื่อผ่านกระบวนการผลิตเบื้องต้นไปแล้ว จะทำให้ภายในนมข้นหวาน ประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 กลุ่มใหญ่ๆด้วยกันค่ะ อย่างแรกคือนม  จะอยู่ที่ประมาณ 22-28% และน้ำที่มีประมาณ 24-27% ตามด้วยไขมันซึ่งอยู่ในนมอยู่แล้ว ไม่ได้ถูกเติมแต่งอะไรเข้าไปประมาณ 9% และใช่ค่ะ นอกนั้นจะเป็นน้ำตาลที่ถูกเติมเข้าไปซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะมากเลยทีเดียวค่ะ✨อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงส่วนประกอบ 3 กลุ่มหลักๆที่เราจะได้จากาการรับประทานนมข้นหวานกันไปแล้ว นั่นก็คือ นมสด🥛 น้ำเปล่า และน้ำตาล ทีนี้เราไปดูกันต่อดีกว่าค่ะ ว่าส่วนประกอบ 3 กลุ่มหลักๆนี้มีสารอาหารอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราสารอาหารจากนมข้นหวาน👉สำหรับส่วนประกอบหลักก็คือน้ำตาล หากรับประทานนมข้นหวาน สารอาหารที่จะได้แน่ๆก็คือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่สูงมากค่ะ👉สำหรับส่วนประกอบที่มีปริมาณรองลงมา ก็คือนมสดนั่นเอง แน่นอนว่าจะมีสารอาหารในกลุ่มโปรตีนและไขมัน แต่จะค่อนข้างโดดเด่นไปในทางโปรตีนมากกว่า หากลองจินตนาการว่าเทนมข้นหวานออกมา 1 ช้อนชา จะได้รับโปรตีนไปเพียง 1.2 กรัมเท่านั้น หรือน้อยกว่าการรรับประทานไข่ไก่ประมาณ 7 เท่าค่ะ นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นสิ่งที่มีสารอาหารประเภทวิตามินเป็นส่วนประกอบด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอที่โดดเด่นในเรื่องบำรุงดวงตา วิตามินดีที่โดดเด่นเรื่องการบำรุงกระดูกและฟัน🦷 และวิตามินบีที่โดดเด่นในเรื่องของการเสริมสร้างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แต่ก็มีในปริมาณที่น้อยมากเท่านั้นเมื่อเทียบกับการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์🥩 จนไปถึงนมสดจริงๆที่ไม่ได้ผ่านระบวนการแปรรูปค่ะ👉สำหรับส่วนประกอบสุดท้ายที่มีอัตราส่วนพอๆกับนม นั่นก็คือน้ำเปล่านั่นเอง ซึ่งไม่ได้ให้พลังงานหรือสารอาหารใดๆค่ะคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก    องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารของเด็กเล็กดังต่อไปนี้ค่ะทารกแรกเกิดจนถึงช่วงอายุ 6 เดือนแรก ควรได้รับประทานนมแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้น้ำเปล่าหรืออาหารอื่นๆ หากแม่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับกับการให้นม🤱 และเด็กไม่ได้มีปัญหาหรือภาวะทางสุขภาพอะไรที่ขัดกับการดื่มนมแม่หลังจากนั้น เมื่อมีอายุเกิน 6 เดือนเป็นต้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกรับประทานนมแม่ควบคู่กับอาหารที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงวัย จนเด็กมีอายุประมาณ 2 ขวบปีหรือมากกว่านั้นได้เช่นเดียวกันค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปีจะสามารถรับประทานอาหารชนิดอื่นได้แล้ว จึงสามารถเลือกให้นมกล่อง UHT 🧃หรือ นมพาสเจอร์ไรซ์ซึ่งมีราคาค่อนข้างถูกได้ แต่นมแม่ก็ยังถือเป็นแหล่งอาหารที่มีสารอาหารสมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กในวัยเจริญเติบโตอยู่ดีค่ะความเสี่ยงเมื่อให้นมลูกด้วยนมข้นแทนนมแม่หรือนมผงเด็ก✨เด็กมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะขาดโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายชนิดอื่นๆ (ยกเว้นคาร์โบไฮเดรต) เมื่อเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็จะชะลอพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ของเด็กค่ะ✨เด็กมีความเสี่ยงที่จะเติบโตมาพร้อมกับโรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งนำไปสู่โรคความดัน โรคหัวใจ🫀 และไขมันอุดตันเส้นเลือดได้ในอนาคต เพราะได้รับน้ำตาลที่จะสามารถถูกแปรรูปเป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนเกินได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการใช้นมข้นชงแทนนมผงให้เด็กรับประทานนั้นมีแต่ผลเสีย แม้จะเป็นทางเลือกที่ราคาค่อนข้างต่ำ แต่คุณภาพชีวิตและสุขภาพของเจ้าตัวน้อยในอนาคต ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเสี่ยงใช่ไหมคะ ดังนั้นทางเลือกอย่างนมผงเด็กหรือนมแม่ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดที่จะชงให้เจ้าตัวน้อยของเราดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีของพวกเขาในอนาคตนะคะ👶🏻

Content Image

ทารกแรกเกิดเริ่มมองเห็นได้ตอนไหน?

     โดยปกติแล้ว เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะยังไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนได้ทันทีที่ออกมาจากครรภ์ของคุณแม่ ต้องใช้เวลาเล็กน้อยในการปรับตัวและพัฒนาสายตา แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กๆควรที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนตอนไหน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยของเรามีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นสมวัยหรือไม่ เสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสายตาหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทารกเริ่มมองเห็นได้ตอนอายุเท่าไร?👉ทารกอายุประมาณ 4 สัปดาห์ (1 เดือน)ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ทารกยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนมากนัก ถึงดวงตาจะสามารถรับแสงและประมวลเป็นภาพได้แล้วก็ตาม และจะมองเห็นเพียงระยะใกล้ๆ ประมาณ 20-40 เซนติเมตรหรือระยะสายตาประมาณ 1 ไม้บรรทัดยาวเพียงเท่านั้น ภาพที่รับได้ก็จะเป็นโทนภาพสีขาวดำเทา เป็นช่วงที่ผู้ปกครองอาจสังเกตได้ว่าเจ้าตัวน้อยของเราอาจมีอาการตาเหล่ เนื่องจากการทำงานของดวงตาทั้งสองข้างอาจยังไม่สัมพันธ์กันมากนัก ถึงแม้ดวงตา👁️จะยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนวัยผู้ใหญ่ แต่เนื่องจากดวงตาสามารถรับภาพได้แล้ว จึงเป็นช่วงที่ทารกจะสามารถจดจำคนที่อยู่ใกล้ๆในระยะสายตาที่มองเห็นบ่อยๆได้ นั่นก็คือคุณแม่ที่คอยป้อนน้ำนมนั่นเองค่ะ🤱👉ทารกอายุประมาณ 8 สัปดาห์ (2 เดือน)ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทางด้านสายตาที่ดีขึ้น สามารถกลอกตามองสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาได้คล่องแคล่วมากขึ้น ทำให้เริ่มมีความสนใจในสิ่งรอบตัวมากขึ้น อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ทารกจะสามารถผลิตน้ำตาเพื่อใช้ในการหล่อเลี้ยงดวงตาได้แล้วอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ในช่วงนี้ ตาของทารกจะเริ่มมีความไวต่อแสงค่ะ☀️👉ทารกอายุประมาณ 12 สัปดาห์ (3 เดือน)เป็นช่วงที่ทารกเริ่มรับรู้ถึงระยะใกล้-ไกลของภาพ เริ่มมองเห็นภาพเป็นสีสัน ไม่ใช่เพียงสีขาวดำอีกต่อไป แต่สีที่รับรู้ได้ดีก็ยังเป็นเพียงแม่สี อันได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เนื่องจากสามารถเก็บรายละเอียดภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เจ้าตัวน้อยของเราจดจำใบหน้าของผู้ที่พบเห็นได้มากขึ้น เริ่มสนใจที่จะสังเกตสีหน้าและแววตาของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย👀👉ทารกอายุประมาณ 16 สัปดาห์ (4 เดือน)แน่นอนว่าพัฒนาการทางสายตาของเจ้าตัวน้อยก็ยังดำเนินไปอย่างดีขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติ แต่ที่สังเกตได้ชัดเจน ในช่วงนี้ทารกควรจะเริ่มหายจากจากอาการตาเหล่หรือตาเขได้แล้ว พูดง่ายๆคือดวงตาทั้งสองข้างควรทำงานสอดประสานกันเป็นปกติแล้วนั่นเอง และช่วงนี้ความสามารถในการมองเห็นของทารกจะใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าความสามารถในการมองภาพและแยกแยะสีสันได้🖼️ แยกระยะใกล้-ไกลได้ชัดเจน นอกจากนี้ระบบประสาทอัตโนมัติยังทำหน้าที่ ซึ่งก็คือการตอบสนองต่อแสงจ้าได้ดีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทารกเห็นแสงจ้าๆก็จะกะพริบตาโดยอัตโนมัตินั่นเอง👉ทารกอายุประมาณ 24 สัปดาห์ (6 เดือน) ถึง 1 ขวบปี (12 เดือน)เป็นช่วงที่ทารกมีพัฒนาการการมองเห็นที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบแล้ว ดวงตาทั้งสองข้าซ้ายขวาทำงานสอดประสานกัน โดยปกติแล้วไม่ควรมีภาวะตาเหล่หรือตาเขหลงเหลืออยู่อีก เนื่องจากเป็นช่วงที่พัฒนาการทางด้านสายตานั้นค่อนข้างเต็มที่ ทำให้พัฒนาการทางร่างกายในด้านอื่นๆดีขึ้นอย่างประสานกันด้วย ยกตัวอย่างเช่นพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว การที่เด็กสามารถแยกระยะใกล้-ไกลของวัตถุตรงหน้าได้ ก็ทำให้การเคลื่อนไหวจนไปถึงการเคลื่อนที่ การหยิบจับสิ่งของรอบตัว🧸เป็นไปอย่างคล่องแคล่วได้นั่นเองค่ะวิธีการกระตุ้นพัฒนาการด้านสายตาของเด็กแรกเกิดจ้องมองดวงตาและใบหน้าทารกในระยะใกล้บ่อยๆแขวนของเล่นที่มีลักษณะ 3 มิติไว้ในระยะสายตา ถ้าเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวได้🪀ก็จะเป็นสิ่งที่ดีขึ้นไปอีกค่ะเปลี่ยนตำแหน่งที่นอนของเจ้าตัวน้อยเป็นครั้งคราว ให้พวกเขาได้มีโอกาสมองภาพอื่นๆ เรียนรู้ทิวทัศน์อื่นๆรอบตัวใช้สิ่งของหรือติดภาพที่มีสีสันสดใส เน้นไปที่แม่สีอย่างสีแดง🔴 สีเหลือง🟡 สีน้ำเงินชัดเจน🔵 ให้เด็กมีโอกาสมองเห็นบ่อยๆ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยที่พึ่งออกมาลืมตาดูโลกกว้างแล้วนะคะ จะเห็นว่าเด็กๆนั้นมีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นเร็วกว่าที่คิด แน่นอนว่าพัฒนาการทางด้านการมองเห็นนั้นพ่วงมากับพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้และการจดจำด้วย ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นนาทีทองของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกจดจำใบหน้าและสร้างความผูกพันกับเด็กได้อย่างรวดเร็ว🤗 ดังนั้นอย่ารอช้าที่จะดูแล ให้เวลา และมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเยอะๆกันนะคะ

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.