Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

เคล็ดลับในการเลือกพี่เลี้ยงเด็กให้เจ้าตัวน้อย

 ด้วยหน้าที่การงานและภาระต่าง ๆ มากมาย อาจทำให้คุณแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ ทำให้พี่เลี้ยงเด็กเป็นทางเลือกของคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกมาดูแลลูกน้อย แต่การหาพี่เลี้ยงเด็กที่เหมาะสมนั้นสำคัญมาก จะมีหลักการเลือกอย่างไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับในการเลือกพี่เลี้ยงเด็ก มีดังต่อไปนี้1.เลือกคนที่ไว้ใจได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการหาพี่เลี้ยงเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบประวัติพี่เลี้ยงเด็กให้ดี☑️ การเลือกพี่เลี้ยงเด็กไม่ใช่เลือกใครที่ไหนก็ได้ เพราะคุณจะต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยงเป็นเวลานาน จึงต้องพูดคุยกับพี่เลี้ยงเด็กให้มั่นใจได้ว่า พี่เลี้ยงจะดูแลและใส่ใจ เช่น ให้ทานอาหารเป็นเวลา ดูแลความสะอาด🧹 และไม่ทำร้ายลูกน้อย เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเขาจะมีหลากหลายอารมณ์และซนตามธรรมชาติ2. รักความสะอาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พี่เลี้ยงเด็กควรจะตัดเล็บเรียบร้อย แต่งตัวสะอาด และดูแลเรื่องความสะอาดให้ลูกได้ดี เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง🛡️ โดยเฉพาะการเลือกพี่เลี่ยงเด็ก ที่จะมาดูแลเด็กอ่อนอายุ 3 เดือนที่ภูมิคุ้มกันยังน้อยอาจจะต้องพิจารณาข้อนี้เป็นพิเศษ3. อายุและวุฒิภาวะที่เหมาะสม พี่เลี้ยงควรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป⬆️ เพื่อให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และวิจารณญาณเพียงพอ หากเลือกคนที่มีวุฒิภาวะสูงได้ยิ่งเป็นข้อดีเพราะงานดูแลเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากรู้จักควบคุมอารมณ์แล้ว ต้องเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก👶 และมีความอดทนสูง4. มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็ก พี่เลี้ยงเด็กที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อน จะรู้และเข้าใจ วิธีการเลี้ยงเด็ก มีความอดทนต่อเสียงร้อง😭และสามารถดูแลในเรื่องต่าง ๆ ของลูกคุณได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมถามถึงอายุของเด็กที่พี่เลี้ยงเคยรับเลี้ยงด้วยเพราะ การเลี้ยงเด็ก แต่ละช่วงวัยก็จะมีรายละเอียดและเทคนิคที่แตกต่างกันไป5. สุขภาพร่างกายแข็งแรง อย่างที่เข้าใจกันดีว่าเด็กเล็กยังมีภูมิต้านทานที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก การเลือกใครสักคนมาดูแลลูก ก็ควรเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง💪 ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะเขาต้องอยู่ใกล้ชิดลูกของคุณ หากเขาป่วยอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยของคุณได้6. สอบถามให้แน่ใจว่าชื่นชอบสัตว์ไหมหากมีสัตว์เลี้ยง🦮ในบ้านควรแจ้งให้พี่เลี้ยงเด็กทราบก่อน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสัตว์เลี้ยง หากเจอคนที่ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ฉะนั้นแล้วการเลือกพี่เลี้ยงเด็กที่รักสัตว์ก็จะเป็นเรื่องดีที่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะดูแลทั้งสัตว์เลี้ยง และลูกน้อยของคุณได้เป็นอย่างดีแน่นอนพี่เลี้ยงเด็กต้องสามารถรับผิดชอบสิ่งดังต่อไปนี้1. ดูแลเจ้าตัวน้อยตลอดทั้งวันที่ทำงานจะต้องรับผิดชอบดูแลลูกตลอดทั้งวัน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้าน🏠 แต่พี่เลี้ยงเด็กอาจจะช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง2. สามารถทำอาหารให้เจ้าตัวน้อยทานได้จัดการเรื่องอาหารของลูกในแต่ละมื้อ🍲 คุณแม่ควรชี้แจงถึงอาหารที่ลูกควรจะได้รับในแต่ละมื้อ หากลูกมีอาหารพิเศษที่ต้องกินในช่วงป่วย🤒 หรือแพ้อาหารบางประเภท หรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ควรกำหนดให้ชัดเจน3. ดูแลความปลอดภัยของเด็กตลอดเวลา ไม่ว่าในบ้านหรือเมื่อยามออกนอกบ้าน สำหรับเด็กในแต่ละวัยการดูแลความปลอดภัยก็แตกต่างกันไป เช่น เมื่อลูกหัดคลาน หรือหัดเดิน เด็กจะอยู่ในช่วงเรียนรู้โลกกว้าง ฉะนั้นพี่เลี้ยงต้องดูแลความปลอดภัยอย่างไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว👀4. ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุ พี่เลี้ยงเด็กที่ดีจะหากิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกได้ 🎸5. รับผิดชอบกิจกรรมบางอย่างแทนผู้ปกครอง  พี่เลี้ยงต้องรับผิดชอบพาลูกไปสถานที่สอนกิจกรรมเด็ก🏊‍♀️ ในกรณีที่คุณแม่ติดภารกิจไม่สามารถไปด้วยตนเองได้6. ดูแลเรื่องสุขอนามัยภายในบ้านจัดดูแลห้องพัก เตียงนอน🛏️ เสื้อผ้า ของลูกให้สะอาดเรียบร้อย รวมถึงการดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดีให้เด็ก ๆ ด้วย7. รายงานพฤติกรรมของลูกให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ หากลูกมีอาการเจ็บป่วย😷 หรือสภาพอารมณ์และพัฒนาการของเด็กไม่ปกติ ต้องสามารถดูแล หรือแจ้งแก่คุณอย่างเร็วที่สุด     สรุปได้ว่าการเลือกพี่เลี้ยงเด็ก👱‍♀️สักคนเป็นเรื่องสำคัญมาก หาคุณพ่อคุณแม่เจอคนที่ถูกใจ สามารถลองนัดมาพูดคุยเพื่อสังเกตและศึกษานิสัยใจคอ เพื่อเป็นการคัดกรองคุณสมบัติพี่เลี้ยงเด็ก ก่อนที่จะรับมาทำงาน หรือจะให้มาทดลองทำงานชั่วคราวดูก่อน และคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด ให้มีโอกาสได้เรียนรู้นิสัยใจคอก่อนจะวางใจเลือกมาดูแลลูกรักของเรานะคะ

Content Image

7 วิธีดูแลความปลอดภัยเมื่อต้องพาลูกเดินทางด้วยรถยนต์

     การเดินทางไปไหนมาไหนในขณะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนเป็นอะไรที่ท้าทายมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้หรือไกล การเดินทางพร้อมเด็กอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะลูกได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ แต่ก็มาพร้อมกับความน่าเป็นห่วงในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กในรถเช่นกันค่ะ🚙 ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนานสำหรับลูกน้อยได้ในรูปแบบต่างๆนะคะ เราจะมาแบ่งปันแนวคิดที่คุณพ่อคุณแม่อาจยังไม่รู้กันค่ะ💁‍♀️ แนวทางปฏิบัติที่ดีในการดูแลเด็กในรถเตรียมผู้คนและรถยนต์ไว้ก่อนเสมอ ก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งผู้โดยสารและยานพาหนะเตรียมพร้อม รัดเข็มขัดนิรภัยหรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็กให้เหมาะสมนะคะ รวมทั้งเด็กด้วยค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องและปรับให้พอดีกับขนาดและน้ำหนักของเด็กแต่ละคนนะคะ ตรวจสอบและบำรุงรักษาสภาพกลไกของรถเป็นประจำ🚙เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียที่ไม่คาดคิดด้วยค่ะศึกษาเส้นทางที่ดีที่สุดก่อน คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนเส้นทางล่วงหน้า🗺️ เพื่อลดโอกาสที่จะหลงทางหรือเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่คาดคิด หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นหรือมีงานซ่อมถนนต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและความหงุดหงิดได้ค่ะ ทำความคุ้นเคยกับเส้นทางอื่นในกรณีที่จำเป็นต้องอ้อม ยิ่งเราเตรียมพร้อมมากเท่าไร การเดินทางก็จะราบรื่นมากขึ้นสำหรับทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกๆค่ะตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนการเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในสภาพการทำงานที่ดีก่อนออกเดินทางทุกครั้งนะคะ✅ รวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉินของรถ ยางอะไหล่ และเครื่องมือต่างๆ นอกจากนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น น้ำ ขนม ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด และยา💊ที่จำเป็นด้วยค่ะมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็กเสมอ เมื่อเดินทางพร้อมเด็ก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบซึ่งสามารถดูแลความต้องการของพวกเขาได้ บุคคลนี้ไม่ควรขับรถและควรมุ่งเน้นที่การรับรองความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเท่านั้นค่ะ อาจจะเป็นพี่เลี้ยง ลุง ป้า น้า อา หรือใครก็ได้ที่สามารถดูแลเด็กไม่ให้เกิดอันตรายได้ค่ะ พวกเขาสามารถช่วยเหลืองานต่างๆ เช่น การจัดหาของว่าง🍪 การสนทนา💬 หรือการเข้าร่วมกับข้อกังวลเร่งด่วนใดๆค่ะเด็กไม่ควรนั่งบนตักของคุณขณะขับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อย่าให้เด็กนั่งบนตักของคุณพ่อคุณแม่ขณะขับรถโดยเด็ดขาดนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนได้รับการยึดอย่างแน่นหนาในคาร์ซีทหรือเบาะเสริมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในกรณีที่รถหยุดกะทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุค่ะระวังสิ่งของในรถ เด็กๆ มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะสำรวจโลกผ่านปากของพวกเขา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถปราศจากวัตถุขนาดเล็กหรือสิ่งของหลวมๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้ง่ายค่ะ👄 เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายจากการสำลักได้ ตรวจสอบภายในรถเป็นประจำเพื่อกำจัดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนะคะให้เด็กๆ มีส่วนร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นเวลานานอาจทำให้เด็กเหนื่อยล้าและน่าเบื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกระสับกระส่ายและหงุดหงิดได้ค่ะ ให้เด็กๆมีส่วนร่วมและเพลิดเพลินด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น สมุดระบายสี🎨 ปริศนา การพูดคุย การชวนให้มองดูสิ่งของ สถานที่ที่น่าสนใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับวัย หรือแม้กระทั่งการหยุดพักตามแผนในพื้นที่พักผ่อนที่กำหนดยังให้โอกาสในการยืดเส้นยืดสาย เล่น และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ค่ะ ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของเด็กขณะเดินทางการดูแลเด็กในรถจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างรอบคอบ ความเอาใจใส่ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ด้วยการปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถรับประกันการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนาน🥳สำหรับลูกน้อยของท่านได้มากขึ้นค่ะ อย่าลืมให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาเสมอนะคะ และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและน่าดึงดูดในระหว่างการเดินทาง ขอให้มีความสุขและปลอดภัยในการเดินทางค่ะ🥰

Content Image

เก็บด่วน! สิ่งของเหล่านี้ต้องเก็บไว้ให้พ้นมือเด็ก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าตัวน้อยของเราในวัยที่หัดเคลื่อนไหวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยการเดินหรือคลานนั้น มักเป็นวัยกำลังเรียนรู้ของเด็ก แต่คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักหากพัฒนาการทางการเรียนรู้ต้องแลกมาซึ่งความปลอดภัยของเด็กเอง เนื่องจากเด็กๆในวัยนี้ถือว่าเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัว สิ่งของรอบตัวที่วางในที่ที่เจ้าตัวน้อยสามารถเข้าถึงได้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ถึงแม้ว่าจะดูเป็นสิ่งของทั่วๆไปที่อาจจะดูไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับวัยอย่างเราๆ หากอยู่ในมือเด็กก็อาจเปนอันตรายได้☠️ วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสิ่งของกลุ่มต่างๆที่ควรถูกเก็บให้พ้นมือเด็ก เผื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองท่านอื่นๆที่ต้องดูแลเด็กๆจะตกหล่นอะไรไป จะมีสิ่งของประเภทไหนบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️กลุ่มสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดสารที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายจนไปถึงเครื่องประทินผิวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครีมอาบน้ำ สบู่🧼 แชมพู ครีมบำรุงผม ยาสีฟัน จนไปถึงเครื่องสำอางของคุณแม่ แม้ว่าจะดูเป็นสารเคมีในกลุ่มที่แม้แต่เจ้าตัวน้อยเองก็ต้องใช้อยู่แล้ว แต่หากลูกๆของเรามีอายุที่น้อยมาก การปล่อยให้อาบน้ำด้วยตนเองคนเดียวคงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย ไม่เพียงแต่เรื่องหกล้มในห้องน้ำ แต่ยังหมายถึงการที่เด็กอาจรับประทานสารเหล่านี้เข้าไปด้วย แม้สารบางประเภทจะไม่ก่ออันตรายหากรับประทานในปริมาณน้อยๆ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอาหารที่สามารถรับประทานเข้าไปได้อยู่ดีค่ะสารที่ใช้ทำความสะอาดภายนอก ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มสารทำความสะอาดเสื้อผ้า น้ำยาล้างเครื่องสุขภัณฑ์🚽 จนไปถึงน้ำยาทำความสะอาดอื่นๆที่บางอย่างก็เหมาะกับการใช้ภายนอก บางอย่างก็ไม่เหมาะกับการสัมผัสด้วยผิวหนังหรืออวัยวะเปล่าๆเลย กลุ่มนี้ก็ควรเก็บให้พ้นมือเด็กค่ะ เพราะไม่ได้ก่ออันตรายแค่ในกรณีที่เด็กนำเข้าปากเท่านั้น เพียงเทออกมาสัมผัสพื้นผิว ดวงตา👁️ หรือการได้ดมไอระเหยของสารก็สามารถก่ออันตรายแก่เด็กได้แล้วค่ะ กลุ่มสารหรือสิ่งของที่จัดเป็นวัตถุอันตรายกลุ่มวัตถุแหลมคม ไม่ว่าจะเป็นมีด เข็ม หรือกรรไกร✂️ จนไปถึงมีดโกน เครื่องตัดกระดาษ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าอันตรายต่อเด็กและต่อคนวัยทั่วไปหากใช้ไม่ระมัดระวัง จึงควรเก็บในที่ที่มิดชิด เด็กไม่สามารถหยิบไปเล่นหรือเอาเข้าปากได้ค่ะกลุ่มวัตถุอันตราย ยกตัวอย่างเช่นแบตเตอรี่🪫 ถ่านกระดุม ถ่านทั่วไปที่มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการที่เด็กจะนำเข้าปากและกลืนลงท้อง นอกจากนี้ยังรวมถึงสเปรย์ที่ใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สเปรย์จุดไฟ สเปรย์สี สเปรย์จัดแต่งทรงผม เพราะสารบรรจุกระป๋องสเปรย์ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติในการติดไฟ🔥 บางชนิดเมื่อสัมผัสผิวหนังและดวงตาอาจก่อความระคายเคืองได้อีกด้วยค่ะกลุ่มที่ไม่ได้จัดเป็นสารเคมีอันตราย    สำหรับสิ่งของในกลุ่มนี้ แม้ตัวมันเองจะไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นวัตถุอันตราย☠️ แต่เมื่อใช้ผิดวัตถุประสงค์หรืออยู่ในที่ที่เด็กเข้าถึงได้ ก็อาจก่ออันตรายได้ กลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยสิ่งของต่อไปนี้ค่ะยาประเภทต่างๆ แม้ว่าจะไม่ได้จัดเป็นกลุ่มวัตถุอันตราย แต่หากใช้ผิดวิธี ยกตัวอย่างเช่นการนำยาที่ใช้ภายนอกมารับประทาน💊 หรือการใช้ยาใดๆเกินปริมาณที่แนะนำ จนไปถึงการรับยาโดยไม่จำเป็น ก็มีแนวโน้มที่จะก่ออันตรายต่อผู้รับยาค่ะข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปที่มีขนาดเล็กพอที่เด็กจะสามารถนำเข้าปากและกลืนลงท้องได้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นข่าวค่อนข้างบ่อยก็คือเหรียญบาท🪙 กระดุม เครื่องประดับ จนไปถึงของเล่นชิ้นเล็กๆเลยค่ะเมล็ดของผลไม้ ถูกต้องค่ะว่าเมล็ดผลไม้บางชนิดนั้นสามารถรับประทานได้ แต่เมล็ดของผลไม้บางชนิดที่มีขนาดใหญ่และเปลือกเมล็ดแข็ง🍉 ก็มีโอกาสที่เมล็ดเหล่านั้นจะอุดตันหลอดลมของเด็กได้ค่ะ🤢     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะ ว่ายังมีสิ่งของอีกมากมายที่แม้จะไม่ถูกจัดว่าเป็นวัตถุอันตรายด้วยจุดประสงค์การใช้งานของตัวมันเอง แต่ก็อาจเกิดอันตรายได้เมื่อไม่ได้เก็บให้พ้นจากมือเด็ก ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเป็นผู้ปกครองที่มีเด็กอยู่ในบ้าน หรือมีสมาชิกครอบครัวเป็นเด็กเล็ก 👶อย่าลืมใส่ใจที่จะเก็บสิ่งของเหล่านี้ในที่ที่เหมาะสม เด็กๆในบ้านเข้าถึงไม่ได้กันนะคะ

Content Image

ลูกติดมือถือ เสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม!

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับภาวะหรืออาการออทิสติกมาบ้างใช่ไหมคะ แต่สำหรับคำว่า 'ออทิสติกเทียม' นั้นเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ เรียกว่าพึ่งมาให้เราได้เห็นกันในช่วงที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดซึ่งก็คือปัจจุบันนั่นเอง วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับภาวะออทิสเทียมให้มากขึ้นกัน ไปเริ่มกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะออทิสติคเทียมเบื้องต้นภาวะออทิสติกนั้นสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า 'พฤติกรรมคล้ายออทิสติก' นั่นก็หมายความว่าผู้ที่กำลังประสบกับภาวะนี้ไม่ได้กำลังเป็นออทิสติกจริงๆ และผู้ที่เป็นภาวะนี้มักจะเป็นเด็ก ทำให้เราสามารถให้ความหมายกับภาวะออทิสติกเทียมได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านการสื่อสาร🙊กับผู้อื่น สาเหตุคือการที่พ่อแม่ขาดการปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับลูก ปล่อยลูกทิ้งไว้กับอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 มากเกินไป โดยปกติการสื่อสารจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากสองทาง นั่นคือผู้ให้สารกับผู้รับสาร เจ้าตัวน้อยต้องได้รับสารและได้ตอบโต้ แต่การที่ลูกได้รับสารจากการเล่นเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสาร ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนรอบตัวจึงต่ำหรืออาจทำไม่ได้เลยนั่นเองค่ะต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร?ภาวะหรือโรคออทิสติกธรรมดาหรือออทิสติกแท้นั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการสมอง🧠ของเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกค่ะ ถึงแม้ว่าลักษณะของอาการนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันทั้งออทิสติกแท้และออทิสติกเทียม แต่หากเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นถูกกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอย่างเหมาะสมนั้น แม้จะเป็นการกระตุ้นในระยะเวลาสั้นๆก็จะสามารถหายจากภาวะดังกล่าว กลับมามีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมอย่างเหมาะสมได้ค่ะ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมและอาจต้องการการรักษาในเชิงการใช้ยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพิ่มเติม จึงจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ค่ะอาการออทิสติกเทียม vs ออทิสติกแท้เด็กที่เป็นออทิสเทียมจะเรียกไม่หัน ไม่สนใจเสียงเรียกอย่างชัดเจน ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจะบกพร่องในการเข้าสังคมไปเลย ซึ่งอาจหมายถึงไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเช่นเดียวกัน😶 หรืออาจปฏิสัมพันธ์ได้อย่างไม่เหมาะสมค่ะเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมจะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ปกติ🤓 แต่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้มีโอกาสที่จะบกพร่องทางด้านสติปัญญาเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมนั้นมักจดจ่ออยู่กับแค่เครื่องมือสื่อสาร📱ที่ผู้ปกครองทิ้งไว้ให้เล่นด้วย ทำอะไรซ้ำๆ พูดตามสื่อที่กำลังดูซ้ำๆ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้จะไม่ค่อยมีพฤติกรรมดังกล่าวค่ะป้องกันภาวะออทิสติกเทียมในเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣ คุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧คนอื่นๆควรมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย🗣️ หรือการเล่นด้วย ทำกิจกรรมด้วยก็ได้ทั้งนั้นค่ะ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กด้วยการสื่อสารแบบสองทาง ได้ทั้งรับสารและได้โต้ตอบกับผู้คนจริงๆ หากเด็กโตประมาณหนึ่งนั้นสามารถส่งเสริมการพูดคุยกับผู้คนภายนอกครอบครัวเพิ่มเติมด้วยได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ไม่ทิ้งลูกให้อยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 อาจไม่ถึงกับเป็นการหักดิบบังคับไม่ให้ลูกเล่นไปเลย🙅‍♀️ แต่เป็นการเล่นแบบมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จะเป็นการเล่นไปพร้อมกับลูกก็ได้ค่ะ จะได้ตรวจสอบว่าสื่อที่เด็กกำลังเสพนั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีการพูดคุยกับลูกไปด้วยได้ อีกทั้งยังควรมีการกำหนดระยะเวลาการเล่นต่อวันให้ชัดเจน ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าภาวะออทิสติกเทียมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย ในยุคที่มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧หรือผู้ปกครองที่จะต้องมีเวลาให้เจ้าตัวน้อยค่ะ

Content Image

ของสุดอันตราย! เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดิน

เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดินเพื่อสำรวจรอบๆ บ้าน เขาจะเริ่มหยิบจับอะไรเล่น และบางครั้งก็ยังนำเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจัดบ้านให้เรียบร้อย รวมถึงสิ่งของอันตรายเหล่านี้ด้วยค่ะ เก็บของเหล่านี้ให้พ้นมือลูก✨น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ หลายๆคนอาจลืมนึกถึงผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด🧴ไป และวางไว้ตรงที่ๆ ลูกน้อยสามารถจับต้องได้ ขวดพวกนี้มีสีสันสดใสดึงดูดตา และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย ดังนั้นลูกน้อยก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของกินและรับประทานเข้าไปก็ได้ค่ะ✨น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหยควรจะตั้งน้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย🛀ไว้ในที่ๆ ลูกน้อยหยิบไม่ถึงจะดีที่สุดนะคะ เพราะหากลูกเผลอหยิบมาแล้วนำเข้าปากแล้วล่ะก็จะเป็นอันตรายกับลูกมากๆเลยค่ะ✨ของที่แตกได้ไม่ว่าจะเป็นจานชาม🍽️ แก้ว แจกัน ก็ควรเก็บให้ออกห่างจากลูก รวมถึงไม่ควรใช้ผ้าปูโต๊ะด้วย เพราะทารกมือซนไปดึงผ้าปูโต๊ะจะทำให้ของบนโต๊ะตกลงมาอาจเป็นอันตรายได้กับลูกน้อยได้นะคะ เล็กและอันตราย!✨เหรียญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทิ้งเหรียญ🪙เอาไว้ตามจุดต่างๆของบ้านนะคะ เพราะลูกน้อยอาจเอื้อมไปหยิบเหรียญเข้าปากจนติดคอและเสียชีวิตได้ง่ายๆค่ะ✨ถ่านหากคุณพ่อคุณแม่เผลอทำถ่ายไฟฉาย🔋 หรือ ถ่ายกระดุมเม็ดเล็กๆตกไว้แล้วล่ะก็ สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายต่อลูกน้อยอย่างมากเลยล่ะคะ เพราะลูกน้อยอาจกลืนถ่านเข้าไป ทำให้ติดทางเดินหายใจอาจทำให้เสียชีวิตได้นะคะ และนอกจากนั้นก็มีสารเคมีที่เป็นอันตรายมากๆอีกด้วยค่ะ✨ยาหลายๆคน เคยทำยา💊ตกตามพื้นแล้วหาไม่เจอและปล่อยทิ้งไว้ไหมคะ? หากมีเด็กทารกในบ้าน นี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะทารกอาจไปค้นพบยาที่เคยทำตกไว้และอาจทานเข้าไปโดยนึกว่าเป็นขนมได้นั่นเองค่ะระวัง!✨ของใช้มีคมของใช้มีคมในทีนี้อาจไม่ได้หมายถึงมีด🔪เพียงอย่างเดียว รวมถึงคัดเตอร์ กรรไกร ที่บางครั้งเรานำไว้รวมกับเครื่องเขียนอื่นๆ และหากวันใดวันหนึ่งลูกน้อยหยิบถึงและนำมาเล่น ก็อาจเป็นอันตรายได้ค่ะ ดังนั้นควรจะเก็บของมีคมเหล่านี้ไว้ในตู้มิดชิดและควรล็อคเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกเผลอเปิดออกมาเล่นนะคะ✨ตู้ และ ชั้นวางของตู้และชั้นวางของอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากลูกน้อยอาจหัวฟาดไปชนตู้ หรือขอบต่างๆของตู้ได้ รวมถึงหากลูกน้อยซนและมีการปีนป่ายก็อาจทำให้ตู้ล้มลงมาได้หากตู้ไม่แข็งแรงพอ ดังนั้นนอกจากจะต้องติดยางป้องกันตามมุมต่างๆแล้ว ก็ควรจะดูให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์มีความแข็งแรงพอและจะไม่ล้มลงมาหรือไม่นะคะ🔐

Content Image

ไขข้อข้องใจ ทำไมทารกถึงอมยิ้มและหัวเราะตอนนอนหลับ

     คุณแม่คุณแม่คงจะเคยสงสัยกันใช่ไหมคะว่าทำไมเจ้าตัวน้อยถึงอมยิ้มและหัวเราะตอนนอนหลับ💤 อาการแบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไร และลูกกำลังคิดอะไรอยู่ถึงแสดงออกมาเช่นนี้ เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ สาเหตุของการยิ้มและหัวเราะของทารกขณะหลับ มีดังต่อไปนี้✨แสดงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ของทารกในช่วงเวลาที่ลูกตื่นและเล่นระหว่างวัน พวกเขาจะได้เรียนรู้ ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งภาพเหล่านี้เด็กๆ จะจดจำในและทำการบันทึกเข้าไปยังสมอง🧠 ก่อนที่จะถูกประมวลผลในขณะที่ทารกนอนหลับ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการทางสมองของทารกค่ะ ทำให้ทุกครั้งที่ลูกน้อยนอน เขาจะมีภาพจำต่างๆ และภาพจำเหล่านั้นจะถูกฉายอีกครั้ง ทำให้เด็กๆ หัวเราะและยิ้มกับภาพความทรงจำที่เกิดตอนพวกเขามีความสุขนั่นเองค่ะ✨ลูกยิ้มเพราะผายลมทารกจะสามารถเริ่มยิ้มได้ในช่วงอายุ 3-4 เดือน แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้นสาเหตุที่ทารกยิ้ม เป็นเพราะทารกผายลมออกมานั่นเอง💨 แต่อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้เป็นเพียงแต่การสันนิษฐานเท่านั้น ไม่ได้มีการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัด เนื่องจากเวลาที่ทารกท้องอืด ทารกมักจะแสดงอาการจุกเสียดและหงุดหงิดออดมา แต่พอได้ผายลมออกจากท้องเมื่อไหร่ ทารกก็จะรู้สึกโล่งสบาย จึงทำให้ยิ้มออกมานั่นเองค่ะและรวมไปถึงสาเหตุเหล่านี้อีกด้วย✨ลูกยิ้มในช่วงนอนหลับลึกในช่วงที่ทารกนอนหลับลึก หรือที่เรียกว่าการนอนหลับช่วง Rapid Eye Movement Sleep (REM)😴  เป็นช่วงที่ร่างกายของทารกจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายบางอย่าง เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองบางอย่าง ทารกจะแสดงปฎิกิริยานั่นออกมา อาจจะเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรืออะไรก็ตาม บางทีอาจจะมาจากการที่ทารกนึกถึงเรื่องตลกที่เกิดขึ้นมาก่อนนั่นเองค่ะ✨เกิดจากสาเหตุอื่นทางการแพทย์สาเหตุที่เด็กบางคนหัวเราะขณะนอน อาจเป็นผลมาจากอาการชัก แต่อาการนี้มีสาเหตุเกิดขึ้นได้น้อยมากค่ะ เพราะเวลาที่เด็กชัก เด็กมักจะแสดงอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หัวเราะไม่หยุดอย่างไม่มีเหตุผล🤣 อาการนอนไม่หลับ น้ำหนักลดกระทันหัน อาการหงุดหงิด เป็นต้น แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปปรึกษาคุณหมอทันทีค่ะ✨เกิดจากปฎิกิริยาของร่างกายบางครั้งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของลูก เมื่อลูกสามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้มากขึ้นในสิ่งที่เขาสนใจและตอบสนองกับพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญของทารกที่จะบ่งบอกได้ง่าลูกมีความผูกผันกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ💞     สรุปได้ว่าการที่ลูกยิ้ม😊และหัวเราะในช่วงที่เขานอนหลับนั้นเกิดได้จากหลายๆสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ โดยรวมแล้วเป็นการทำเพื่อตอบสนองความรู้สึก หากลูกรู้สึกมีความสุข ขำขันเฮฮากับเรื่องตลก พวกเขาจะยิ้มและหัวเราะออกมา ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงออกมาให้คุณแม่คุณแม่เห็นอยู่บ่อยๆค่ะ 

Content Image

สัญญาณเตือนออทิสติก

     “ออทิสติก” นั้นถือเป็นกลุ่มอาการที่เราเองเคยผ่านหูผ่านตากันมาเป็นเวลานานแล้วใช่ไหมคะ ถือเป็นภาวะทางสุขภาพรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยในวัยเด็ก👶 เป็นโรคที่ไม่สามารถอนุมานได้ว่าจะเกิด หากเกิดขึ้นแล้วก็มีแนวโน้มจะสร้างความหนักอกหนักใจให้กับคุณพ่อคุณแม่👫เป็นอย่างมาก วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการสังเกตว่าเด็กๆรอบตัวเราจนไปถึงเจ้าตัวน้อยของเราเองนั้น มีสัญญาณเสี่ยงต่อการเป็นโรคออทิสติกหรือไม่ หากมีจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ภาวะดังกล่าวเป็นอันตรายกับเด็กแค่ไหน เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับโรคออทิสติกเบื้องต้นโรคออทิสติกนั้นถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย หรือที่เรามักเคยได้ยินว่าเป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมอง🧠 เช่นเดียวกับกลุ่มโรคเครียดและโรคซึมเศร้าเลยค่ะ แต่เมื่อเกิดกับเด็ก👶ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์จำเป็นต้องมีความพัฒนาด้านต่างๆ หากเจ้าสารเคมีเหล่านี้ผิดเพี้ยนไป เด็กจึงมีปัญหาทางด้านพัฒนาการที่เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ค่ะ จะมีพัฒนาการด้านใดบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะพัฒนาการทางด้านภาษาที่ผิดปกติเด็กพูด🗣️ได้ช้าเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆในวัยไล่เลี่ยกัน เป็นไปได้ว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้ที่จะพูด จึงพูดไม่ได้ หรืออาจพูดได้แต่ไม่อยากพูด ไม่อยากสื่อสาร ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์🙉กับคนอื่นๆรอบตัวพูดได้แต่ไม่เป็นประโยค แต่เป็นคำแยกๆ ซ้ำๆกันแทนพูดจาติดขัด จนไปถึงพูดจาติดอ่าง😲พูดด้วยภาษาของตนเอง💭 ไม่ใช่ภาษาที่คนรอบตัวใช้สื่อสาร จนไปถึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดปกติพูดจาเรียงประโยคได้ แต่ไม่ลื่นไหล และไม่ชัด🤬จนฟังออกได้ยากมากๆพัฒนาการด้านการเข้าสังคมที่ผิดปกติเด็กมีบุคลิกสันโดษ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบเล่นคนเดียว ชอบอยู่กับตนเองเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อนี้ก็ต้องดูปัจจัยรอบตัวเด็กประกอบด้วยว่าการที่เด็กเล่นคนเดียว ไม่ยอมเข้าสังคม เป็นเพราะสังคมไม่ต้อนรับหรือถูกรังแก🥹หรือไม่แม้จะเรียกชื่อแล้วก็ไม่ขานรับ😶 ไม่หันมาสบตา ไม่แสดงอาการใดๆที่ทำให้ผู้เรียกรับรู้ว่าตนเองได้ยินแล้ว หรืออาจตอบรับแต่ต้องเรียกหลายครั้งมากๆ สำหรับข้อนี้ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาทางด้านการได้ยินจริงๆไม่สื่อสารถึงความต้องการของตนเองกับผู้อื่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อย จนไปถึงไม่แสดงอารมณ์😐ไม่ว่ากับเหตุการณ์ใดก็ตามสัญญาณอื่นๆที่ผิดปกติชอบทำกิจกรรมเดิมๆ🪁 หมกมุ่นและเก็บตัวแต่กับสิ่งเดิมๆรับมือกับการเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดใจแม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้ มีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์🤯ไม่ทำกิจกรรมตามวัยเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทำให้ไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย เพราะสนใจเพียงเรื่องที่เฉพาะกลุ่มมากๆจนเด็กคนอื่นๆอาจเข้าไม่ถึง🙁    ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม    เชื่อว่าคุณผู้อ่านน่าจะคุ้นเคยกับคำว่าออทิสติกธรรมดากันมาอยู่แล้ว แต่ทราบไหมคะว่าปัจจุบันนั้น มีกลุ่มอาการที่เรียกว่าออทิสติกเทียมเพิ่มขึ้นมาด้วย หากออทิสติกแท้เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีภายในสมอง🧠เด็ก เด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นจะมีสารเคมี🧪ในสมองที่ปกติเหมือนเด็กทั่วไปเลย เพียงแต่เป็นเด็กที่ขาดการกระตุ้นให้มีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมจากคุณพ่อคุณแม่👫ค่ะ ปัจจุบันนั้นถือเป็นยุคที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีก้าวกระโดด ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆได้ไม่ยากผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱 คุณพ่อคุณแม่บางท่านจึงปล่อยลูกไว้กับเครื่องมือเหล่านั้นเพื่อให้ลูกไม่ซน เด็กจึงขาดการสื่อสารสองทางกับคุณพ่อคุณแม่และผู้คนรอบตัว จดจ่ออยู่กับเพียงแค่สื่อ จึงมีปัญหาในด้านการเข้าสังคมนั่นเองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงพฤติกรรมหรือสัญญาณบางอย่างของเด็ก👶 ที่เสี่ยงว่าเจ้าตัวน้อยจะเป็นโรคออทิสติกกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรคออทิสติกแท้หรือเทียม หากคุณผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ถึงพฤติกรรมเหล่านี้ แนะนำว่าไม่ควรปล่อยผ่านเด็ดขาด ให้รีบไปปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ทันที เพราะถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญต่อการเติบโตและการใช้ชีวิตในอนาคตของเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างมากค่ะ

Content Image

ยามหาหิงค์ใช้ทาให้ทารกได้ไหม?

     คุณแม่หลายๆท่านคงอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ “มหาหิงค์” กันอยู่บ้างใช่ไหมคะ เพราะยามหาหิงค์อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับอาการท้องอืด อาการปวดท้อง แยาต่มหาหิงค์เหมาะสำหรับใช้รักษาอาการปวดท้อง ท้องอืดในเด็กไหม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับยามหาหิงค์ไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ยามหาหิงค์ คืออะไร?✨ยามหาหิงค์ (Ferula assafoetida L.) คือ ยางหรือชันน้ำมันที่ได้จากรากและลำต้นที่อยู่ใต้ดินของต้นพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Ferula assafoetida L. พืชในตระกูลเดียวกันผักชีลาวเป็นพืชในบ้านเรา โดยยางและชันน้ำมันที่ได้จะค่อย ๆ แข็งตัว และจับตัวกันกลายเป็นก้อนแข็ง มีสีน้ำตาลอมเหลือง🟤 และมีกลิ่นฉุน จัดเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก มีทั้งแบบก้อน แบบเจล แบบลูกกลิ้ง แบบน้ำ เป็นต้น และมักจะถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืดในเด็ก เพียงแค่นำมหาหิงค์ทาท้อง ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้ ✨สรรพคุณของยามหาหิงค์ มีอะไรบ้าง?ยามหาหิงค์นั้นมีสรรพคุณมากมายเลยค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เพื่อรักษาอาการดังต่อไปนี้- บรรเทาอาการปวดท้อง - บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ - บรรเทาอาการแมลง สัตว์ กัด ต่อย🐝 - บรรเทาอาการไอ😮‍💨 - ใช้ดมเพื่อบรรเทาอาการหวัด- รักษากลาก ยามหาหิงค์ใช้กับทารกได้ไหม?👉ยามหาหิงค์สามารถใช้ในทารกได้ค่ะ แต่ควรเป็นยาภายนอกเท่านั้น ไม่ควรนำมาผสมน้ำหรือผสมอะไรก็ตามเพื่อให้ทารกกิน🙅‍♀️ เพราะมหาหิงค์ในปัจจุบันนี้มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ซึ่งแอลกอฮอล์นั้นเป็นอันตรายสำหรับทารกค่ะ 👉วิธีการทายามหาหิงค์- เทมหาหิงค์ใส่ลงในสำลี หรือผ้าสะอาด จากนั้นทามหาหิงค์ที่บริเวณหน้าท้อง รอบสะดือ ต้นขา เท้า และฝ่าเท้าของทารก👶 เนื่องจากมหาหิงค์มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ควรทาในที่อากาศโปร่ง ถ่ายเทสะดวก เพื่อให้แอลกอฮอล์ ระเหยออกไป โดยที่เด็กไม่สูดดม🙊- เสร็จแล้วให้พลิกตัวทารก เพื่อทามหาหิงค์ที่บริเวณหลัง จากนั้นทาตามจุดชีพจรต่าง ๆ - เมื่อทามหาหิงค์ที่ท้องเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าอ้อม หรือผ้าสะอาด ห่อที่ท้องของทารกไว้ เพื่อเสริมให้ท้องของทารกอุ่น♨️ ช่วยเสริมฤทธิ์ของยาได้ดีขึ้น และเสริมให้มหาหิงค์ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น โดยคุณแม่ควรทามหาหิงค์ให้ลูกหลังอาบน้ำ หรือวันละ 2-3 ครั้งหลังอาบน้ำ🛀 หรือทุกครั้งเมื่อลูกมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง ระมัดระวังไม่ให้ยาเข้าตา หรือโดนบริเวณที่มีแผล หรือรอยถลอก     สรุปได้ว่ายามหาหิงค์นั้นสามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิดขึ้นไปเลยค่ะ สามารถใช้ได้ทุกครั้งที่ลูกมีอาการปวดท้อง หรือท้องอืด นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องดูวันหมดอายุของยา เนื่องจากการเก็บยาไว้นาน ๆ จะทกให้ตัวยาออกฤทธิ์ช้าและไม่ได้ผลในการใช้ยา และถ้าใช้ยาแล้วอาการเหล่านั้นของลูกไม่ดีขึ้นเลย ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️จะดีที่สุดค่ะ 

Content Image

หนูติดสิ่งเหล่านี้ในขวบปีแรก!

ปีแรกควรเป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กมักมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ควรทำเป็นนิสัย ผลเสียต่อเด็ก เรามาดูกันดีกว่าว่าอะไรไม่ควรปล่อยให้เด็กติดเป็นนิสัยบ้างลูกขวบปีแรกติดนิสัยอะไรบ้าง?✨ติดหมอน ตุ๊กตา ผ้าห่มเด็ก👶จำนวนมากติดสิ่งเหล่านี้เพราะเด็ก ๆ จะรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัย โดยจริงๆแล้วไม่มีอันตรายหรือผลเสียมากมายที่เด็ก ๆ ติดสิ่งเหล่านี้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจกับความสะอาด และคอยดูว่าไม่มีอะไรหลุดเข้าคอของลูก✨การอมนิ้วการดูดนิ้วในขวบปีแรกเป็นพฤติกรรมที่สนุกสนานและทำให้ผ่อนคลายสำหรับลูกของคุณ เด็กวัยนี้ชอบหยิบของที่อยู่ในมือและหยิบเข้าปาก โดยเฉพาะนิ้วมือ👈 เด็กมักจะดูดนิ้วจนติด เมื่อว่างก็เอานิ้วจิ้มเข้าไป การดูดนิ้วของทารกอาจทำให้เหงือกและฟันอ่อนแอได้ หรืออาจจะผิดรูปได้ ดังนั้นควรคอยสังเกตุว่าลูกอมนิ้วตอนไหน เช่น หิว ง่วง เป็นต้นการติดต่างๆ✨ติดขวดนมทารกควรหยุดดื่มจากขวดก่อนอายุ 2 ขวบ เนื่องจากฟันหน้าอาจเสียรูปได้หากยังคงดื่มจากขวด🍼นานกว่านี้ ดังนั้นเมื่อลูกของคุณอายุประมาณ 8-12 เดือน คุณควรฝึกให้ลูกดื่มน้ำหรือนมจากถ้วย ช่วงแรกถ้าลูกกินนมได้น้อยก็เน้นอาหารเสริมที่มีแคลเซียมสูงทานเสริมไปด้วย หรือให้ทานจากนมกล่องแทนก็ได้ค่ะ✨ติดรสหวานการให้นมหรืออาหารเสริมที่มีรสหวานอาจทำให้ลูก👶ของคุณติดรสชาติหวาน🍫ไปจนโต ซึ่งการที่เด็กชอบทานขนมหวานจะเป็นอันตรายต่อเด็กในอนาคต เช่น มีโอกาสเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ดังนั้นคุณแม่ควรใส่ใจกับอาหารของลูกเพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดค่ะควรทำอย่างไรดี✨ติดนอนเปลการนอนบนเปลจะทำให้ลูกน้อยของคุณนอนหลับ💤อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น อาจโยกเปลญวนไปมา ข้อเสียคือจะทำให้ลูกติดนอนในเปลจนคุณพ่อคุณแม่จะไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่น ดังนั้นเมื่ออายุได้ 3-6 เดือน ควรเริ่มฝึกลูกให้นอนหลับได้ด้วยตัวเอง✨ฝึกให้เป็นนิสัยพฤติกรรมติดของของทารก👶ส่วนใหญ่นั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดี และอาจส่งผลต่ออนาคตของเด็กอีกด้วย ดังนั้นหากผู้ปกครองไม่อบรมลูกให้หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ นิสัยบางอย่างในวัยเด็กนั้นอาจมีผลไปจนถึงตอนโตเลยก็ได้ค่ะ

Content Image

แผลในใจในวัยเด็ก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าที่เราทุกคนจะเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย อะไรที่ว่านั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็อาจสร้างความฝังใจจนเป็นแผลใจ❤️‍🩹ให้เราโดยไม่รู้ตัวได้ คงเป็นไปได้ยากที่จะเติบโตมาแบบไม่มีอะไรฝังใจเลย แต่จะเป็นการดีกว่าไหมคะหากเรามีเจ้าตัวน้อย👶ในอนาคตและหลีกเลี่ยงการสร้างแผลใจเหล่านั้นให้เขาได้มากที่สุด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อาจสร้างบาดแผลทางใจให้แก่เจ้าตัวน้อย และผลกระทบหากเจ้าตัวน้อยมีบาดแผลทางใจด้านนั้นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดบาดแผลเหล่านั้นโดยที่เราไม่ตั้งใจหรือไม่รู้ตัวค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับคำว่าแผลใจอ้างอิงจากหน่วยงานสุขภาพจิตในประเทศอเมริกา The National  Institute of Mental Health ระบุไว้ว่า 'บาดแผลทางใจในวัยเด็ก' ❤️‍🩹👶 คือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับความเจ็บปวดและความทุกข์ทางใจต่อเด็ก แม้จะเป็นความเจ็บปวดทางใจ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งทางใจและทางกายได้เช่นเดียวกัน โดยเราจะสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็กออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆดังต่อไปนี้เลยค่ะสาเหตุของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก💔เด็กอาจถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก  เรามักเห็นคำว่าล่วงละเมิดไปประกอบรวมกับคำอื่น ยกตัวอย่างเช่นคำว่าล่วงละเมิดทางเพศ⚧️ แต่การล่วงละเมิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่ในเชิงเพศเท่านั้น ยังนับรวมไปถึงการถูกทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจอีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และการตัดสินใจของเด็กในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ💔บาดแผลทางใจของเด็กอาจมาจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความบาดหมางของสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧 บรรยากาศในครอบครัวมีความตึงเครียด😡 มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน (ไม่จำเป็นต้องต่อเด็กเองโดยตรง) มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง สมาชิกในครบครัวมีอาการทางจิต มีปัญหาอาชญากรรม จนไปถึงการขาดความอบอุ่นในครอบครัวอันมาจากการแยกทางกันของผู้ปกครองและปัญหามือที่สาม💔บาดแผลทางใจอาจมาจากการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาให้ความรัก ความเอาใจใส่และความอบอุ่นแก่ลูก👶เท่าที่ควร โดยที่ความเอาใจใส่และการดูแลนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การส่งเงินให้อย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้เวลาคุณภาพ💞ด้วยกัน ได้ทำกิจกรมมที่ส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการของเด็กด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาในประเด็นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเติบโตไปเป็นคนมีความมั่นใจต่ำ ไว้วางใจคนอื่นได้ยาก และโหยหาความรักความเข้าใจค่ะอาการที่แสดงออกเมื่อเด็กเติบโตอาการที่ 1️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มหลีกหนีหรือต่อต้านสังคม เพราะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาเลยจนพยายามที่จะหลบซ่อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพราะการอยู่ในสังคมทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยเหล่านั้นได้ จึงใช้วิธีการหลีกหนี หลีกเลี่ยง หรือซ่อนตัวเพื่อหนีปัญหาเลยดีกว่า สาเหตุมาจากการที่เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรในวัยเด็กที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้น เด็กก็ไม่ได้รับการปกป้องจากผู้ปกครอง เมื่อรู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือการตอบสนองที่ดีตามมา เมื่อโตขึ้นเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธ🙅‍♀️การแสดงออกถึงความรู้สึกของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังค่ะอาการที่ 2️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีมุมมองว่าตนเองเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ สมควรแล้วและเป็นเรื่องปกติที่ตนเองจะได้รับการกระทำที่ไม่ดีเหล่านั้นจากผู้อื่น เพราะตอนเด็กถูกกระทำด้วยการกระทำแย่ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดเชิงลบต่อตนเองอยู่เสมอ เมื่อเติบโตขึ้นจึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติแบบจำกัดต่อโลก🌍 (Fix mindset) ไม่คิดว่าเรื่องไม่ดีควรได้รับการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไร เพราะมันก็เป็นปกติของโลกอยู่แล้ว มองเห็นถึงข้อจำกัดของตนเองอยู่เสมอจนอาจทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำอาการที่ 3️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเก็บกดทางด้านอารมณ์🤐มากกว่าปกติ แทนที่จะเลือกใช้วิธีการระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมแทน หากอารมณ์ในเชิงลบถูกกดเอาไว้มากๆ สะสมกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะระเบิด💣ออกมาในการแสดงออกของการกระทำรูปแบบอื่น ที่อันตรายกว่าการแสดงว่าโกรธค่ะอาการที่ 4️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สูญเสียอัตลักษณ์ในตนเอง พูดง่ายๆก็คือสูญเสียความเป็นตัวเองนั่นเองค่ะ เนื่องจากตอนเด็ก ตนเองอาจพยายามทำอะไรก็ตามเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับและรู้สึกภูมิใจ ไม่จะชอบหรือเต็มใจทำอะไรเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อเด็กโหยหาการยอมรับ👏จากพ่อแม่ตลอดเวลาเติบโตขึ้นมาก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาการยอมรับจากผู้อื่นในสังคมด้วย จึงไหลไปตามกระแสสังคมที่เชื่อว่าทำตามแล้วจะถูกยอมรับ ทั้งที่สิ่งที่กำลังทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนเองชอบค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าบาดแผลทางใจ❤️‍🩹ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นส่งผลในระยะยาวต่อเด็กได้ทั้งในด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กเลย หากสังเกตหรือจดจำได้ว่าลูกของตนเองเคยผ่านประสบการณ์ตามที่กล่าวมา และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางลบ แม้จะเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรมองข้าม และอาจพาลูกเข้ารับคำปรึกษาต่อจิตแพทย์👩‍⚕️เด็กโดยทันที เพื่อให้เด็กเติบโตมาเป็นประชากรที่ดีได้ในอนาคตค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.