Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

หย่านมลูกอย่างไรได้บ้าง?

แม้ว่าการหย่านมจะทำให้ลูกน้อยหงุดหงิด และเป็นการทำร้ายจิตใจของลูก แต่เมื่อถึงเวลาคุณแม่ก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนให้ลูกค่อยๆหย่านมตามอายุที่เหมาะสมค่ะหย่านมได้อย่างไรบ้าง?✨จุกนมยางการใช้จุกนมยางหลอกเหมาะสำหรับลูกที่ติดการดูดนมจากเต้า เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกว่ายังดูดนมแม่อยู่👩✨ผสมนมแม่กับนมผงทารกบางคนสามารถจำรสชาติของนมแม่ได้ และไม่ยอมทานนมอื่นเลย ดังนั้นคุณแม่อาจต้องใช้วิธีปั๊มน้ำนมใส่ขวด และให้ลูกดื่มจากขวดจนกว่าจะชิน คุณแม่อาจใช้วิธีผสมนมแม่กับนมผงแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นนมผงเมื่อลูกชิน ก็จะเป็นการช่วยให้ลูกหย่านมได้🍼  เมื่อลูกดื่มนมจากเต้าน้อยลง ก็จะทำให้เต้านมของคุณแม่ผลิตน้ำนมน้อยลงเช่นกันค่ะ✨หัดให้ลูกดื่มนมจากขวดหรือจากแก้วเมื่อลูกน้อยอายุ 6-8 เดือน การใช้ขวดนมช่วยในการหย่านมจะเหมาะสมที่สุด และหากลูกของคุณอายุระหว่าง 8 เดือน - 1 ปีก็อาจให้ลูกน้อยหัดทานนมจากแก้ว🥛แทนการใช้ขวดนมช่วยให้ลูกหย่านมได้โดย...✨ใจแข็งหากลูกขอดื่มนมแม่👩 อาจใช้วิธีการปฏิเสธอย่างเด็ดขาด วิธีนี้ต้องใช้ความเด็ดขาดและใจแข็งของคุณแม่ค่ะ✨ให้คุณพ่อให้นมแทนอาจเปลี่ยนให้คุณพ่อ👨เป็นคนให้นมขวดลูกแทนคุณแม่ เมื่อเวลาผ่านไปลูกน้อยก็จะชินและสามารถหย่านมได้โดยปริยาย✨หาขวดนมสีสวยๆ หรือ ของเล่นอื่นๆการลองหาขวดนมสีสวยๆ หรือของเล่นอื่นๆมาเบี่ยงเบนความสนใจลูกน้อยจากการดูดนมแม่ ก็อาจจะช่วยให้ลูกจดจ่อกับขวด🍼หรือของเล่นแทนการดื่มนมจากเต้าได้ค่ะ✨ให้รางวัลเมื่อลูกทานจากแก้วหากลูกเริ่มรู้เรื่องแล้ว อาจลองให้รางวัลเป็นการให้สติ๊กเกอร์ หรือ เล่านิทานให้ฟังเมื่อยอมทานนมจากแก้ว🥛(เป็นวิธีที่ไม่ควรใช้บ่อยนะคะ)✨ความใกล้ชิดของเรายังเหมือนเดิมแม้ว่าจะหย่านมแล้ว เราก็ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าเรายังมีความใกล้ชิดอยู่เหมือนเดิม กอดและจุ๊บลูกให้มากเหมือนตอนให้ทานนมแม่นะคะ💖เคล็ดลับการหย่านมแบบไม่ทำร้ายจิตใจลูกอื่นๆ✨ให้นมลูกเฉพาะมื้อที่ขออาจอะลุ่มอล่วยในช่วงแรกของการหย่านม โดยให้ลูกดูดนมแม่เมื่อลูกขอเท่านั้น และควรจะให้เป็นระยะเวลาสั้นๆ🕐 ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกค่อยๆหย่านมได้ค่ะ✨หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกอยากดูดนมแม่พยายามอย่าไปทำอะไรที่ทำให้ลูกระลึกถึงการกินนมแม่ เช่น ท่ากอดลูกตอนที่กินนม🍼แม่บ่อยๆ หรือนั่งเก้าอี้ที่เคยให้นมแม่บ่อยๆ ✨เบี่ยงเบนความสนใจเมื่อลูกร้องขอกินนมแม่ อาจลองชวนลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เดินเล่น หรือพาไปดูนก🐦ต่างๆ หรือชวนเล่นกับเพื่อน หากเป็นเวลากลางตืนก็อาจเล่านิทานให้ฟังแทนการป้อนนมค่ะ✨ความช่วยเหลือจากคุณพ่อโดยคุณพ่อ👨สามารถสามารถช่วยเหลือคุณแม่ได้ เมื่อลูกร้องขอกินนมแม่คุณพ่อก็อาจจะอุ้มพาไปกินอย่างอื่น หรือให้ทานนมจากกล่องแทนได้ค่ะ

Content Image

ทำไมทารกจึงชอบถูหน้าถูตาตัวเอง?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจกำลังสังเกตว่าช่วงนี้เจ้าตัวน้อยชอบนำมือไปถูกที่หน้า หรือขยี้ตาไปมาบ่อยๆ ซึ่งหลายๆท่านอาจสงสัยว่ามีความผิดปกติอะไรที่ตาของเจ้าตัวเล็กหรือเปล่า ซึ่งจริงๆเราก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ลูกชอบขยี้หน้าขยี้ตาตนเอง จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำไมทารกจึงชอบขยี้หน้าขยี้ตานะ?เจ้าตัวเล็กตาแห้งตาแห้งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขยี้ตาได้ และเมื่อตาแห้งทารกก็จะขยี้ตา👀เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบาย โดยการถูนั้นจะทำให้เกิดน้ำตาและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดวงตาได้เจ้าตัวเล็กรู้สึกง่วงบางครั้งที่เจ้าตัวเล็กชอบขยี้ตานั้นอาจหมายความว่าเขากำลังรู้สึกเหนื่อยหรือง่วงนอน😪นั่นเอง นั่นเป็นเพราะว่าดวงตาของทารกจะมีความตึงเครียด จึงใช้มือขยี้คล้ายกับการนวดบริเวณกล้ามเนื้อตาและเปลือกตานั่นเองค่ะเจ้าตัวเล็กอยากรู้อยากเห็นคุณพ่อคุณแม่อาจเห็นลูกน้อย👶ขยี้ตาเมื่อเวลาที่ลูกกำลังทดลองทักษะใหม่ เพื่อเห็นแสงและลวดลายภายในเปลือกตาเมื่อตนเองขยี้ทุกครั้ง ซึ่งทารกอาจขยี้บ่อยๆเพื่อเห็นเจ้าลวดลายและแสงในเปลือกตาด้วยความอยากรู้อยากเห็นได้ค่ะ ทารกขยี้หน้าอาจมาจากสาเหตุเหล่านี้ มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาเจ้าตัวเล็กอาจกำลังรู้สึกระคายเคืองเนื่องจากมีขนตา หรือฝุ่นเข้าตา หรืออาจจะรู้สึกเจ็บหรือคันตา👀 จากการแพ้หรือจากการติดเชื้อ หากมีอาการคล้ายการแพ้หรือติดเชื้อควรจะพาเจ้าตัวเล็กไปพบหมอเพื่อดูอาการนะคะ เจ้าตัวน้อยฟันกำลังขึ้นถ้าลูกน้อยของคุณกำลังอยู่ในช่วงที่มีการงอกของฟัน🦷ใหม่แล้วล่ะก็ เป็นไปได้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้า เจ้าตัวเล็กจึงพยายามขยี้หน้าเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดนั่นเองขยี้ตาอันตรายไหม?แน่นอนว่าหากขยี้ตาเพียงเล็กน้อยเวลาที่รู้สึกง่วงนอน😪 ก็ไม่ได้เป็นอันตราย แต่การขยี้แรงๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อจากการไปสัมผัสอย่างอื่นมาซึ่งหากขยี้ตาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สายตาแย่ลงในระยะยาวได้ เพราะการขยี้ตา👀 ไปทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาบางลง และมีแนวโน้มที่เจ้าตัวเล็กจะสายตาสั้นในอนาคตรวมถึงหากในระหว่างที่ขยี้ตามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาของเจ้าตัวเล็กก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและใช้เวลานานถึงจะหาย

Content Image

เมื่อไหร่ลูกจะเรียกชื่อน้า?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนรอคอยว่าลูกน้อยของของตนเองจะเริ่มพูดเมื่อไหร่และพูดอะไร และแน่นอนว่าผู้คนต่างรอคอย ว่าทารกจะเริ่มเรียกชื่อใครก็ตามระหว่างพ่อหรือแม่ก่อนเมื่อไหร่ลูกจะเริ่มเปล่งเสียง?✨ฝึกส่งเสียงทุกครั้งที่เริ่มฝึกส่งเสียงไม่ว่าจะเป็นคำรามในลำคอของลูกน้อย👶ก็เป็นกำลังใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่โดยบางครั้งอาจฝึกให้ออกเสียงพ่อแม่ หรือ ปะหม่า แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละครอบครัวค่ะ✨ตามสถิติคุณพ่อคุณแม่👫จะเริ่มได้ยินเสียงพูดที่มีความหมายเมื่อลูกน้อยอายุ 8 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของทารกแต่ละคนและสภาพแวดล้อมด้วย โดยหากมีการฝึกเรียก ฝึกออกเสียงจะกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการที่เร็วขึ้นนั่นเองค่ะกระตุ้นพัฒนาการการพูด✨คุยกับลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว นอกจากต้องดูแลร่างกายและจิตใจของแม่แล้ว ก็ควรคุยกับลูก👶ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ โดยในอดีต คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คิดว่าในทารก อาจไม่สามารถจำสิ่งที่เราพูดคุยกับเขาได้ แต่แท้จริงแล้วทารกสามารถจดจำเพลงที่คุณพ่อคุณแม่เปิดให้ฟังได้🎵 รวมถึงเสียงของพ่อแม่ด้วย ลูกในครรภ์ก็สามารถรับรู้และสัมผัสได้เสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย เราเห็นได้จากการดิ้นของลูกน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ ✨ภาษาตาเพื่อการฝึกภาษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองควรใช้ภาษาทางสายตา เมื่อพูดคุยกับลูกน้อย เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากขึ้น✨เสียงต่างๆเด็กจะรักการเรียนรู้และให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมหากผู้ปกครองใช้การฝึกพูดที่สนุกสนานเพื่อสอนลูกๆ ซึ่งผู้ปกครอง👫ต้องรู้ว่าเด็กวัยหัดเดินชอบฟังเสียงและจังหวะของดนตรี ดังนั้นอาจลองหาของเล่นที่มีเสียงมาให้ จะช่วยกระตุ้นความสนใจอย่างมาก รวมถึงอาจให้ฟังเสียงของสัตว์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกการเรียนรู้✨ให้รู้สึกสนุกลูกจะสนุกกับการเรียนรู้ และสนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าพ่อแม่สอนลูก👶ด้วยความสนุกในการฝึกพูด ซึ่งพ่อแม่ต้องทราบก่อนว่า เด็กเล็กนั้นมักชอบเสียงและจังหวะดนตรี🎵 ของเล่นที่มีการเล่นเสียงสูงต่ำจะเป็นที่สนใจของพวกเขามาก รวมไปถึงเสียงของสัตว์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว นก ฯลฯ ดังนั้นพ่อแม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์เสริมในการกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี✨เรียนรู้ไปทุกๆวันในทุกๆวันคุณพ่อคุณแม่👫ควรให้ลูกเรียนภาษาในชีวิตประจำวันด้วยกัน โดยสอนคำศัพท์ง่ายๆ เช่น กิน นม อาบน้ำ นั่ง และชื่อสิ่งของต่างๆ เช่น เตียง เก้าอี้ โต๊ะ เป็นต้น✨พูดย้ำๆการพูดซ้ำๆ บ่อยๆ จะช่วยให้ลูกน้อย👶ของคุณจะซึมซับคำนั้นๆ และเรียนรู้คำศัพท์ด้วยความมั่นใจ แต่ไม่ควรใช้น้ำเสียงดุดัน หรือบังคับเด็กอย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะไม่มีประโยชน์ และอาจส่งผลต่อจิตใจลูกของคุณด้วยค่ะ

Content Image

โรคลมชักในเด็ก

     หากพูดถึง “โรคลมชัก”🫨 คุณผู้อ่านหลายท่านอาจเคยผ่านหูผ่านตากับคำนี้มาบ้างใช่ไหมคะ แต่หากถามถึงสาเหตุและอาการอาจจะนึกภาพได้ไม่ชัดเจนมากนัก วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกัน เพราะโรคลมชักนับเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรเฝ้าระวังในเจ้าตัวน้อยเลยค่ะ💁‍♀️โรคลมชักคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรอันที่จริงแล้ว การที่เราสามารถรับรู้และตอบสนองถึงสิ่งรอบตัวได้นั้น เกิดจากการทำงานระหว่างสารเคมีประเภทหนึ่งในร่างกายของเราที่เรียกว่า “สารสื่อประสาท”🧠 ค่ะ บางกรณีสารสื่อประสาทก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของสารเคมี แต่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า⚡️แทน โดยสัญญาณไฟฟ้านี้สามารถเกิดได้กับเซลล์ประสาททั่วร่างกายรวมถึงสมองด้วย หากการรับส่งสัญญาณไฟฟ้านี้มีความผิดปกติ ก็จะเป็นสาเหตุของโรคลมชักที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ได้ค่ะ ความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้านี้จะทำให้เด็กเกิดอาการชักเกร็ง🫨โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเร้ามากระตุ้นค่ะ อันที่จริงแล้วโรคลมชักนั้นสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย รวมถึงระยะที่เด็กยังอยู่ในท้องคุณแม่🤰เลยค่ะสัญญาณบ่งบอกของโรคลมชักในเด็กสำหรับสัญญาณบ่งบอกนั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาณไฟฟ้า⚡️ที่ผิดปกตินั้นเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนไหนของสมอง แต่หากจะต้องจำแนกเพื่อให้สังเกตได้ง่าย จะสามารถจำแนกกลุ่มอาการได้ดังนี้ค่ะ💫เด็กมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ คำว่าปกติในที่นี้หมายถึง อาจดูอ่อนแรงหรือรุนแรงกว่าปกติ มีอาการหายใจ😮‍💨ถี่และเสียงดัง📢ควบคู่ จนไปถึงมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งค่ะ และเมื่อชักจะไม่รู้ตัว เมื่อหายจากอาการชักจะจำไม่ได้ว่าตนเองชักค่ะ💫เด็กมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการเหม่อลอย😶 เรียกแล้วไม่หัน ไม่รู้สึกตัว มีการตอบสนองในด้านการดมกลิ่น👃และการได้ยิน👂ที่ผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเช่นนี้ส่งผลให้เด็กดูมีบุคลิกที่ทำอะไรช้า ลังเล มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะสาเหตุของโรคลมชักในเด็ก👉เด็กมีความผิดปกติระหว่างการพัฒนาระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬อีกทีค่ะ👉คุณแม่อาจมีภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์🤰 ระหว่างคลอด รวมไปถึงหลังคลอด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง👉เด็กมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ ง่ายต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠บางประเภท ที่มีผลเสียโดยตรงต่อการทำงานของสมอง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงหลังติดเชื้อประเภทนั้นก็ได้ค่ะ👉เด็กอาจมีก้อนเนื้องอกอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่มีมาตั้งแต่ช่วงพัฒนาสมองตอนอยู่ในท้องคุณแม่🚼👉เด็กอาจมีภาวะหลอดเลือดในสมอง🩸🧠อุดตันควบคู่ไปด้วย เป็นอาการลมชักที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้อย่างชัดเจนค่ะอาการที่เกิดขึ้นขณะเป็นลมชัก✨เด็กชักในลักษณะที่ชักทั้งตัว โดยเด็กจะมีอาการชักกระตุกมากกว่า 2-3 นาทีเลยทีเดียวค่ะ⏰✨เด็กจะชักในลักษณะที่เรียกว่าอาการชักเหม่อ😶 ลักษณะอาการก็จะตามชื่อเลยค่ะ คือเด็กจะมีอาการเหม่อหรือหยุดนิ่งไปประมาณครึ่งนาทีแล้วจู่ๆจะกลับมาเป็นปกติเองวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น▶️ผู้ปกครองหรือสมาชิกท่านใดที่อยู่ใกล้เด็กมากที่สุดควรรีบตั้งสติ แล้วจัดแจงพื้นที่ให้เด็กอยู่ในที่โล่ง อากาศถ่ายเท🌬️ จับเด็กนอนราบแล้วพลิกตัวให้เด็กนอนตะแคงเพื่อป้องกันอาการสำลัก▶️สำรวจว่าเสื้อผ้า🎽ของเด็กรัดแน่นไปหรือไม่ ถ้ารัดไปให้พยายามคลายออกให้สะดวกต่อการหายใจของเด็กมากที่สุด▶️ห้ามนำอะไรเข้าปาก🙅‍♀️👄เด็กระหว่างชัก ไม่ต้องพยายามนวดบีบหรือทำอะไรที่ฝืนอาการชัก▶️โทรเรียกรถพยาบาล🚑เพื่อนำตัวเด็กไปให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเร็วที่สุดค่ะ     โรคลมชักนั้นมีการแสดงออกของอาการในระดับที่น้อยจนไปถึงมาก หากเป็นการแสดงออกในระดับที่น้อย ผู้ปกครองหรือคนรอบตัวเด็กมักจะมองไม่เห็นหรือมองข้ามอาการตามที่กล่าวมา เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กได้รับการรักษาที่ล่าช้า ส่งผลให้อาการลมชักของเด็กรุนแรงได้ในอนาคตค่ะ ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตบุตรหลานของตนเอง👶 หากมีอาการหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติควรรีบพาไปเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️อย่างรวดเร็วที่สุดค่ะ

Content Image

ความเสี่ยงไวรัส RSV ภัยร้ายใกล้ตัวเด็กเล็ก

แหล่งข่าวจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) เดือนตุลาคม 2022 เปิดเผยว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐ พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจทั่วไป กำลังเพิ่มสูงขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาสถานการณ์การติดเชื้อ RSVพบการติดเชื้อ RSV เพิ่มขึ้นโดยสำนักข่าว CNN รายงาน📰ว่าจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กเพิ่มขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสหรัฐสำนักข่าวซินหัวเปิดเผยว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส🦠เพิ่มขึ้นอย่าชัดเจนทั่วสหรัฐ โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่พบเชื้อโรคจากการทดสอบ PCR เพิ่มมากกว่า 3 เท่าซึ่งโครงการเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัส RSV ของ CDC ได้ทำการรวบรวมมากจาก 75 เทศมณฑล ซึ่งคิดเป็น 9 % ของประชากรทั้งหมดในสหรัฐ🌎RSV มีความอันตรายต่อทารกและเด็กเล็กไหม?CDC มีการระบุว่าผู้ใหญ่ที่ติดไวรัส RSV นั้นมักจะมีอาการคล้ายโรคหวัดที่ไม่รุนแรง แต่หากทารกและเด็กเล็กติดเชื้อก็อาจเป็นอันตรายได้ลักษณะของไวรัส RSVทำความรู้จักกับไวรัส RSV 🦠RSV นั้นเป็นไวรัสที่มักจะทำให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็ก รวมถึงมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป ทำให้เด็กเล็กมีอาการหอบเหนื่อย หรือ มีภาวะปอดอักเสบ🫁ร่วมด้วยได้ โดยสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและทำให้เด็กจำนวนมากป่วยพร้อมกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะหายป่วยได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในเด็กเล็ก👶จะมีความรุนแรงมากกว่า โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี เด็กที่เป็นโรคหัวใจ หรือ โรคปอด หรือเด็กที่คลอดก่อนกำหนด อาการของโรคผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักจะมีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กเล็กจะมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ ทำให้มีอาการคล้ายกับหอบหืด โดยอาจพบอาการอย่าง ไอ จาม มีน้ำมูก มีไข้🌡️ รับประทานอาหารน้อยลง หายใจหอบ หายใจเสียงวี้ด ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ มีอาการซึมลง มีอาการร้องกวนวิธีการรับมือไวรัส RSVวิธีการป้องกันแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถป้องกันลูกน้อยได้โดยปฏิบัติตามนี้✨ทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย✨คุณพ่อคุณแม่ควรล้างมือบ่อยๆ✋ด้วยสบู่🧼และน้ำตามขั้นตอนอย่างสะอาด รวมถึงหากลูกๆโตพอที่จะเข้าใจแล้วก็สามารถสอนให้ลูกล้างมืออย่างถูกต้องได้ค่ะ✨พยายามหลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด รวมถึงหลีกเลี่ยงการพาลูกไปเล่นในที่ที่มีเด็กเป็นจำนวนมาก✨หากติดเชื้อไวรัส RSV ควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่🚬 เพราะอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้✨ผู้ติดเชื้อควรปิดปากและจมูกเวลาที่ไอหรือจาม และควรอยู่แต่ในบ้านเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโดยหากมีอาการไม่รุนแรงก็สามารถทานยาและพักผ่อนที่บ้านได้ แต่หากเป็นเด็กเล็กก็มักจะมีอาการไข้สูง ภาวะหายใจหอบ ซึม มีภาวะขาดน้ำ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะลูกน้อยมาพาคุณหมอ👨‍⚕️เพื่อวินิจฉัยและรักษาที่โรงพยาบาล🏥นะคะ (ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์) 

Content Image

ฟันเพิ่งขึ้นแปรงอย่างไรดีนะ?

พอลูกน้อยเริ่มมีฟันขึ้น คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าจะสามารถทำความสะอาดฟันให้ลูกและจะป้องกันฟันผุได้อย่างไรใช่ไหมคะ วันนี้เราได้นำข้อมูลมาฝากกันค่ะฟันจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่น้า?✨ลูกจะเริ่มมีฟันขึ้นเมื่อไหร่?โดยปกติแล้วฟันของลูกจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 6 เดือนถึง 3 ขวบ ซึ่งอาจเร็วหรือช้ากว่านั้นแล้วแต่คน โดยฟันที่ขึ้นมาให้เห็นจะเรียกว่า ฟันงอก🦷หรือ cutting teeth โดยหากลูกมีอายุครบ 1 ขวบแล้วแต่ยังไม่มีฟันขึ้น อาจต้องลูกปรึกษากับคุณหมอฟันดูนะคะ👩‍⚕️✨อาการที่บ่งบอกว่ามีฟันขึ้นเมื่อฟันขึ้นลูกจะมีอาการคันเหงือก และมักรู้สึกเจ็บ จึงทำให้ลูกมันจะอารมณ์ไม่ดีหงุดหงิดเวลาฟันจะขึ้น ซึ่งฟันซี่แรก🦷 จะรู้สึกเจ็บที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกสำหรับลูกและจะเจ็บอีกครั้งเมื่อฟันกรามขึ้นนอกจากนั้นลูกจะมีการร้อง งอแงมากขึ้นในเวลากลางคืน🌃 โดยลูกจะเริ่มกัดทุกอย่างที่เห็น แม้กระทั้งนิ้วของตัวเองเพื่อพยายามลดความเจ็บปวด โดยลูกจะอยากดูดนมแม่หรือนมขวด🍼มากขึ้น รวมถึงเหงือจะบวมแดงค่ะการดูแลช่องปากทารก ✨หากฟันเพิ่งขึ้น (อายุประมาณ 6 เดือน)คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มทำความสะอาดช่องปากของทารก👶น้อยได้เลย โดยอาจใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำที่เย็นจากการต้มสุกแล้วเช็ดฟัน🦷ที่เพิ่งโผล่ออกมาจากเหงือก และกระพุ้งแก้ม ควรทำความสะอาดเช้าเย็นวันละ 2 ครั้ง ฟันที่สร้างขึ้นใหม่อาจมีเลือดออกเมื่อทำความสะอาดไม่ต้องตกใจไปนะคะ ✨หากฟันขึ้นเกินครึ่งซี่ในการเริ่มแปรงฟันให้ลูกของคุณ ให้เลือกแปรงสีฟัน🪥ไนลอนเนื้อนุ่มที่มีขนแปรงนุ่ม ขนแปรงกลมเล็กที่พอดีกับปากของลูกน้อย ด้ามจับถนัดมือ และสามารถใช้กับยาสีฟันฟลูออไรด์สำหรับเด็กได้ และยังไม่สามารถบ้วนปากได้ก็ไม่มีปัญหาค่ะการป้องกันฟันผุ✨ฝึกให้ใช้แก้วน้ำและหย่านมเมื่อลูกสามารถนั่งได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องช่วยประคอง ให้ลองฝึกให้ดื่มน้ำหรือใช้หลอดดูด เพื่อฝึกให้ลูกใช้แก้วน้ำและหย่านมได้ ก่อนอายุ 1 ปี 6 เดือน✨ลดความถี่ของการให้นมมื้อดึกพออายุครบ 1 ขวบ ลูกจะต้องได้ทานอาหารครบสามมื้อและให้นมลูกเป็นอาหารเสริม และเริ่มลดความถี่ของการให้นมในมื้อดึกโดยเลือกวิธีการให้เหมาะกับแต่ละคนค่ะ โดยพยายามไม่ให้ลูก👶ติดหวาน ไม่ควรให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทำแบบนี้ฟันแข็งแรงแน่นอน✨พาไปหาหมอฟันก่อนทารกอายุ 1ขวบ หรือ เมื่อฟันซี่แรกขึ้น ให้พาลูกน้อยไปหาหมอฟันปรึกษาเกี่ยวกับข้อควรระวังที่เหมาะสม และอาจพิจารณาการให้ฟลูออไรด์แบบเม็ด หรือการเคลือบฟลูออไรด์ โดยควรตรวจฟัน🦷เป็นประจำทุก 3 ถึง 6 เดือน เพื่อรักษาสภาพช่องปากที่ดีค่ะ✨ควรแปรงฟันอย่างไรการแปรงฟัน🪥ให้ลูกนั้น ควรแปรงทุกวันตอนเช้าและก่อนนอน โดยใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์สำหรับเด็ก👶 และอย่าลืมหาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่ฟันซี่แรกของลูกขึ้นจนถึงอายุ 1 ขวบ ก็จะสามารถป้องกันฟันผุและให้ลูกมีสุขภาพปากและฟันที่ดีได้ค่ะ

Content Image

เด็กหกล้มเลือดออก รับมืออย่างไร

     เราต่างทราบกันดีว่าพัฒนาการด้านหนึ่งที่สำคัญของเจ้าตัวน้อย👶ก็คือพัฒนาการทางด้านร่างกายใช่ไหมคะ ดังนั้นการปล่อยให้เขาได้มีกิจกรรมกลางแจ้ง ได้มีการวิ่งเล่นออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ แต่แน่นอนว่าความสามารถในการเคลื่อนไหวและความแข็งแรง💪ของกล้ามเนื้อในเด็กเล็กอาจไม่ได้สูงมากนัก สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คืออุบัติเหตุจากการวิ่งเล่นนั่นเอง หนึ่งในอุบัติเหตุที่สามารถเกิดได้ง่ายและบ่อยที่สุดสำหรับเด็กก็คือการหกล้ม ถึงแม้จะดูเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เราในฐานะผู้ดูแลเจ้าตัวน้อยจะต้องรับมืออย่างไร มีประเด็นอะไรที่น่ากังวลบ้างหลังเกิดการหกล้มขึ้น บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูกันค่ะ💁‍♀️วิธีรับมือกับแผลที่ไม่ฉีกขาด💥บาดแผลฟกช้ำ เป็นบาดแผลรูปแบบที่ไม่มีรอยถลอกหรือการแยกออกจากกันของชั้นผิวหนังด้านบนที่เราสามารถมองเห็น👀ได้ แต่มีความเสียหายของกล้ามเนื้อข้างใน และหลอดเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังเกิดขึ้นค่ะ เมื่อหลอดเลือดเหล่านั้นเสียหาย เลือด🩸จึงออกมาคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เราสังเกตเห็นเป็นรอยฟกช้ำซึ่งก็คือรอยของเลือดนั่นเองค่ะ สำหรับวิธีการรับมือเมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดแผลฟกช้ำ ให้ผู้ปกครองตั้งสติแล้วรีบหาน้ำแข็ง🧊มาประคบบริเวณที่เกิดรอยค่ะ หรือหากยังไม่สามารถสังเกตเห็นรอยช้ำให้ประคบบริเวณที่คาดว่าร่างกายจะเกิดความเสียหายจากการล้มค่ะ ควรประคบด้วยน้ำแข็งต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างต่ำ 24 ชั่วโมงซึ่งจะทำให้เลือดที่คั่งนั้นแข็งตัว เมื่อครบเวลาแล้วค่อยประคบด้วยน้ำอุ่นๆเพื่อละลายลิ่มเลือดเหล่านั้นค่ะ💥แผลบวมแดงจากอาการเคล็ดขัดยอก ยกตัวอย่างเช่นการเล่นกีฬาแล้วข้อเท้า🦶พลิก ผู้ปกครองสามารถแก้ปัญหาในรูปแบบเดียวกันกับแผลฟกช้ำได้เลย นั่นก็คือการประคบเย็น🧊ก่อนอย่างต่ำ 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงประคบร้อน (ประคบด้วยน้ำอุ่นๆ) ตามมาภายหลังค่ะ💥ผิวหนังไหม้จากการโดนแดดเป็นระยะเวลานานๆ สำหรับวิธีรักษาที่เหมาะสมนั้นควรไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์👩‍⚕️ประเมินความรุนแรงของการไหม้ค่ะ หากมีตำแหน่งผิวหนังที่เกิดความเสียหายเช่นไหม้🔥จนลอก แพทย์อาจสั่งให้ทำแผลเพิ่มเติมค่ะวิธีรับมือกับบาดแผลฉีกขาด✨บาดแผลถลอก นับว่าเป็นรูปแบบที่พบเจอได้แน่นอนจากการหกล้มบนพื้นแข็งขรุขระเช่นคอนกรีต ถือว่าเป็นแผลตื้น ยังไม่ใช่แผลลึก ลักษณะของปากแผลจะมีเลือด🩸และน้ำเหลืองซึมออกมาเล็กน้อย เกิดความฉีกขาดของผิวหนังชั้นบน เนื่องจากว่าปากแผลอาจเปิดกว้าง จึงเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠ในอากาศค่ะ วิธีรับมืออันดับแรกคือผู้ปกครองต้องประเมินก่อนว่าเด็กๆเลือดออกเยอะหรือไม่ ถ้าเยอะให้หาผ้าสะอาดมากดเบาๆปิดปากแผลไว้ก่อนจนกว่าเลือดจะออกน้อยลงหรือหยุดไหล จากนั้นให้พาเด็กไปล้างปากแผลด้วยการให้น้ำสะอาดไหลผ่าน จากนั้นจึงทำแผลด้วยการใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือเบตาดีนเช็ดรอบๆปากแผล ห้าม🙅‍♀️ราดหรือเช็ดบริเวณแผลโดยเด็ดขาดค่ะ✨แผลจากการถูกของมีดคมบาด มักเป็นแผลที่พื้นที่ปากแผลไม่ใหญ่ แต่ค่อนข้างลึก วิธีการรับมือจึงเน้นไปที่การป้องกันการติดเชื้อก่อโรค🦠เช่นกันค่ะ หากผู้ปกครอบประเมินว่าเด็กยังเลือดไม่หยุดไหล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดเบาๆบริเวณแผลไว้ก่อนเพื่อห้ามเลือด🩸 เมื่อเลือดหยุดไหลแล้วจึงพาเด็กไปล้างเแผลด้วยการใช้น้ำสะอาดไหลผ่าน สามารถใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือเบตาดีนทารอบๆแผลได้ แต่ห้ามเทราดเช่นเดียวกันค่ะ✨แผลจากการถูกสัตว์ทำร้าย ยกตัวอย่างเช่นแผลสุนัขกัด🦮 แมวข่วน🐈 เป็นแผลประเภทที่เราไม่สามารถประเมินได้เองว่าถือเป็นแผลลึกหรือไม่ อันดับแรกให้ผู้ปกครองห้ามเลือดด้วยการใช้ผ้าสะอาดกดปากแผลให้เลือดหยุดไหลก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดไหลผ่านแล้วควรไปทำแผลที่โรงพยาบาล🏥ค่ะ แพทย์จะทำการประเมินว่าต้องมีการเย็บแผลหรือไม่ และอาจต้องมีการฉีดวัคซีน💉พิษสุนัขบ้าและบาดทะยักควบคู่ค่ะ✨ความเสียหายของฟัน ในกรณีที่เด็กลื่นล้มแล้วฟัน🦷กระแทก อาจทำให้ฟันแตก ฟันโยก ให้ผู้ปกครองเก็บชิ้นส่วนของฟันไว้ในภาชนะที่สะอาด อย่าพึ่งน้ำไปสัมผัสกับอะไรก็ตามรวมถึงน้ำโดยตรง แล้วรีบพาเจ้าตัวน้อยไปพบทันตแพทย์ค่ะวิธีป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเจ้าตัวน้อยเบื้องต้น👉จับตามองอย่างใกล้ชิด แม้จะให้โอกาสเด็กๆได้มีกิจกรรมกลางแจ้งแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเขาจนเกินไป ห้ามทิ้งลูกให้เล่นตามลำพัง👨‍👦ค่ะ👉เลือกพื้นที่ที่ให้เด็กทำกิจกรรมให้เหมาะสม ไม่เป็นพื้นที่ขรุขระ มีหลุมบ่อ🕳️ หรือเป็นพื้นที่สูง มีความต่างระดับในตนเองค่อนข้างมากค่ะ👉ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่รัดกุมและเหมาะสมกับกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่นหากเป็นการหัดขี่จักรยานสองล้อ🚴‍♀️ ก็ควรให้ลูกสมกางเกงขายาวเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุจักรยานล้มค่ะ    ถึงแม้อุบัติเหตุจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีใครคาดคิดแม้ผู้ปกครองจะทำการป้องกันและใส่ใจเจ้าตัวน้อยอย่างดีแล้วก็ตาม แต่วิธีการรับมือนั้นก็ไม่ได้ยากเกินไปใช่ไหมคะ สิ่งสำคัญเลยคือผู้ช่วยเหลือต้องมีสติ💭และรู้จักประเมินสถานการณ์ค่ะ หากรู้สึกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยนั้นมีความรุนแรงเกินจะรับมือไหวให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น🩹เท่าที่จะทำได้ แล้วรีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

ลูกเพิ่งเริ่มทานอาหารเสริม ให้เริ่มทานผักอะไรดีนะ?

ตอนนี้ลูกน้อยของคุณอายุถึง 6 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มให้ลูกน้อยทานอาหารเสริมต่างๆ โดยควรจะเริ่มจากอะไรก่อนนั้นเรามาดูกันค่ะ เริ่มจากอะไรดี?✨เริ่มให้ลูกทานอะไรดีในช่วงแรกให้ลูกน้อยทานข้าวตุ๋นหรือข้าวครูดเพราะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีใครแพ้ และต่อมาให้ฝึกทานผักผลไม้สด อาจเป็นผักอ่อน🥬 หรือ กล้วยน้ำว้าโดยแนะนำฝึกให้กินผักก่อนเพราะมีบางความเห็นว่าหากให้ทานผลไม้ก่อนเด็ก👶อาจไม่ต่อต้านการทานผัก✨เริ่มทานผักประเภทไหนดีช่วงที่สอนลูกให้ทานผัก ควรเลือกผักที่มีรสหวานโดยธรรมชาติ เช่น แครอท🥕 มันเทศ มันฝรั่ง แล้วนำมาบดให้ละเอียดจะได้ง่ายต่อการกินเทคนิคฝึกลูกกินผัก✨ไม่ควรให้อาหารค้างคุณควรเตรียมอาหารของลูกน้อย👶ด้วยตัวเองเสมอ โดยไม่ควรให้อาหารที่เก็บค้างไว้ และไม่ควรให้อาหารสำเร็จรูป เพื่อให้ลูกได้ทานของอร่อยไปพร้อมๆ กับ ได้รับสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยมค่ะ✨ทางผักตามฤดูกาลหากเลือกผักตามฤดูกาลมาทำอาหารให้ลูกน้อยจะทำให้ผัก🥬มีรสชาติที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ  โดยควรล้างผักให้สะอาด ปอกเปลือก และแยกเม็ดออก และนำมาบดละเอียดให้ลูกน้อย👶รับประทาน✨มีความหลากหลายเพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย ควรซื้อผักหลากสีให้ได้รับประทาน โดยอาจผสมผักและผลไม้🥕เพื่อที่จะได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายค่ะ✨ลองทีละอย่างควรให้ลูกลองทานผักทีละอย่างเพื่อดูว่าลูก👶สามารถกินผักชนิดไหนและแพ้ผัก🥬ชนิดไหน โดยควรได้จนครบ 4 วัน หากไม่มีอาการแพ้ก็ให้ลูกทานผักชนิดอื่นต่อได้ค่ะเทคนิคอื่นๆ✨เป็นตัวอย่างให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างในการทานผัก🥬 ให้ลูก โดยเมื่อลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่ทานผักทุกวัน เมื่อลูกถึงวัยที่เริ่มทานอาหารได้ ลูกก็จะอยากทานผักตาม โดยคุณแม่สามารถทานผักที่หลากหลายในช่วงให้นมลูก🥛 เพราะรสชาติและกลิ่นของผักที่คุณแม่ทานนั้น สามารถส่งไปหาลูกทางน้ำนมได้นั่นเองค่ะ!✨ให้ผักเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารคุณพ่อคุณแม่ควรให้ผักเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารทุกมื้อ🍲และควรให้ทั้งครอบครัวทานผักพร้อมๆกัน และให้พูดให้ลูกฟังว่าผักนั้นอร่อยมากพร้อมทั้งแสดงท่าทาง😋 รวมถึงควรจะชมเชยลูกหากลูกทานผักได้เพื่อให้ลูกได้มีกำลังใจในการทานต่อไปค่ะ

Content Image

งาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 งานที่คุณแม่สายช้อปห้ามพลาด!

     เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่คุณแม่สายช็อปไม่ควรพลาด กับมหกรรมสินค้าแม่และเด็กอันดับ 1 ในงาน 📢BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 สุดอลังการ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 - 12 พฤษภาคม 2567 นี้  เวลา 10:00 - 20:00 น. ณ IMPACT Challenger Hall 3 และพิเศษเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่เป็นลูกค้าใหม่ เพียงลงทะเบียนเข้างานครั้งแรก ลุ้นรับของรางวัลใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และภายในงานจะมีสินค้าจากแบรนด์ใดที่น่าสนใจบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️งาน BBB คืออะไร และมีอะไรน่าช้อปบ้าง?BBB ย่อมาจาก Thailand Baby & Kids Best Buy เป็นมหกรรมการแสดงสินค้าและบริการสำหรับแม่และเด็กที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถือว่าเป็นงานช็อปที่ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่นักช้อปสำหรับเจ้าตัวน้อย🛍️ ภายในงานมีสินค้าสำหรับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงอายุ 12 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอซ คอน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งสินค้าและบริการภายในงานสามารถตอบโจทย์คุณแม่ที่แพลนจะมาช็อปทุกอย่างให้ครอบคลุมสำหรับเจ้าตัวน้อย👶🏻 เพราะเป็นงานเดียวที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็กทั่วประเทศไทย พร้อมใจกันมาจัดจำหน่ายสินค้าในราคาสุดคุ้ม ทำให้งาน BBB จัดว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าแม่และเด็กแห่งประเทศไทยนั่นเองค่ะ ปัจจุบันงาน BBB มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและบริการมากถึง 1,000 บูธ เช่น แบรนด์ Joie, Nuna, Camera, Joolz, Chicco, Absorba, Moby, Anmum, Enfant, Kindee Kids เป็นต้น    นอกจากการแสดงสินค้าและบริการแล้ว ภายในงานยังมีอะไรอีกบ้าง?กิจกรรมสำหรับลูกน้อยและครอบครัวนอกจากงาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 จะรวบรวมสินค้าที่ครบครันมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ช้อปปิ้งสำหรับลูกน้อยแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่ให้เจ้าตัวน้อยได้ร่วมแข่งขันและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพ่อแม่และลูกอีกด้วย👨‍👩‍👧 มีตัวอย่างกิจกรรมดังต่อไปนี้🌟กิจกรรม Baby กะดึ๊บ กะดึ๊บ (แข่งคลาน) สำหรับเด็กอายุ 6 - 12 เดือน 🌟กิจกรรม Baby บะรื๊น บะรื๊น (รถผลักเดิน + รถขาไถ) สำหรับเด็กอายุ 1 - 2 ปี🌟กิจกรรม Baby แดนซ์ แดนซ์ (เต้น) สำหรับเด็กอายุ 1 - 3 ปี     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และมีแบรนด์ต่างๆที่เข้าร่วม “Easy e-Receipt” ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท🧾 จากการช้อปปิ้งภายในงาน ทราบกันแล้วก็อย่าลืมพกช้อปปิ้งลิสต์เพื่อมาช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ภายในงานกันนะคะ

Content Image

เทคนิคการแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ

     คุณแม่รู้ไหมคะว่าปัญหาทารกนอนไม่หลับ💤 อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยได้อย่างมาก วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเจ้าตัวน้อยนอนไม่หลับมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้เด็กทารกนอนไม่หลับ👉เกิดจากการที่ลูกนอนไม่เพียงพอสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ทารกนอนไม่เป็นเวลา😴 เพราะคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ฝึกให้ลูกเข้านอนเวลาเดียวกันทุกคืนนั่นเอง👉เกิดจากสภาพแวดล้อมเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น ห้องนอนที่อุ่น หรือเย็นจนเกินไป, ห้องที่มีแสงไฟสว่าง💡 หรือมืดจนเกินไป หรือแม้กระทั่งเตียงหรือหมอนที่นุ่ม หรือแข็งเกิน🛌 เป็นต้น สามารถทำให้ทารกรู้สึกกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตกใจร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน😭👉เกิดจากทารกได้รับนมในปริมาณที่ไม่เหมาะสมปัญหาการให้น้ำนมมากไปหรือน้อยไปอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายและทำให้นอนหลับได้ยาก เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจอยู่เสมอ ร่วมกับรูปแบบการให้นมของลูกน้อยด้วยเช่นกัน คุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทารกได้รับนมในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่🤱👉เกิดจากสุขภาพของทารกในกรณีที่ทารกมีสุขภาพผิดปกติ จนทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับไม่สนิท ซึ่งอาจจะมาจากอาการต่างๆ เช่น กรดไหลย้อน, ภูมิแพ้😷 และอาการอื่น ๆ เป็นต้น หาคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าอาการป่วยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับ แนะนำให้รีบเข้ารับการปรึกษากับกุมารแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล🏥ทันทีค่ะ เพราะปัญหานี้อาจจะส่งผลเสียกับลูกในระยะยาวได้วิธีแก้ปัญหาเมื่อทารกนอนไม่หลับ✨หาหมอนที่ทำให้ลูกหลับสบายการที่ลูกได้นอนหนุนหมอนที่ดี จะสามารถช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย สบายตัวและนอนหลับได้ดีขึ้นได้ ซึ่งหมอนที่ดีนั้นควรจะให้สัมผัสนุ่มและอบอุ่น เหมือนกับสัมผัสของแม่นั่นเอง ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดจากแม่🤗 ทารกก็จะรู้สึกปลอดภัยจนหลับสนิทนั่นเอง✨ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาการจัดกิจวัตรเข้านอนของทารกให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ🕗 จะทำให้แม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่นนอนของเจ้าตัวน้อย ส่งผลให้ทารกหลับได้ง่ายและสนิทมากยิ่งขึ้น✨จัดสภาพแวดล้อมให้น่านอนยิ่งขึ้นการจัดสภาพแวดล้อมงั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อการนอนหลับของทารก แถมยังทำให้ทารกรู้สึกสบายอีกด้วย🥰 โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ช่วยนอน ดังเช่น “ผ้าห่อตัวเด็ก” จากงานวิจัยพบว่าการใช้ผ้าห่อตัวทารกขณะนอนหลับจะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้น 1-3 ชั่วโมงเลย เพราะช่วยเลียนแบบความรู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์แม่ สามารถลดการสะดุ้งตื่นตกใจจนร้องไห้จากการถูกกระตุ้น ขณะนอนหลับได้อีกด้วย     ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทารก👶 แต่คุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาวนั่นเองค่ะ เมื่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับแล้ว คุณแม่ก็สามารถปฏิบัติตามได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะคะ!

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.