Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

สารพิษที่ควรเก็บให้พ้นมือลูก

     เด็กเล็ก👶ถือเป็นวัยที่กำลังซุกซน ต้องการสำรวจสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวนั้นมีประโยชน์ในแง่ของการส่งเสริมพัฒนาการในเด็กแน่นอน แต่หากสำรวจในสิ่งที่เป็นอันตราย☢️โดยที่ไม่รู้ตัวก็จะก่อให้เกิดโทษเช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสิ่งของอันตรายหมวดหนึ่ง ซึ่งก็คือสารเคมีที่พบได้ง่ายในบ้านของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️สารที่ใช้ทำความสะอาดกลุ่มที่ใช้กับร่างกายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สบู่🧼 ยาสระผม โฟมล้างหน้า เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ภายนอกได้แต่ไม่ควรรับเข้ามาภายในร่างกาย หากจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก🖐️👶นั้นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวน้อยเองก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประจำเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรสอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามนำเข้าปาก👄 แต่สำหรับน้ำยาย้อมผมหรือน้ำยาทาเล็บ💅ที่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆจะได้ใช้บ่อยๆอยู่แล้ว ของเหล่านี้ก็ควรเก็บให้พ้นมือเด็กค่ะ เพราะนอกจากจะใช้ภายในร่างกายไม่ได้แล้ว ก็ต้องระมัดระวังในการใช้ภายนอกเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะกลุ่มที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างสุขภัณฑ์ห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า🧴 ปรับผ้านุ่ม น้ำยาเช็ดกระจก เป็นกลุ่มที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังอาจมีไอระเหยซึ่งก่อให้เกิดความระคายเคืองเมื่อสูดดม👃อีกด้วย ส่งผลเสียต่อระบบผิวหนังและระบบหายใจ🤧โดยตรง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการเก็บในที่ที่เข้าถึงได้ยากสำหรับเด็กก็จะเป็นวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีค่ะสารที่เป็นสารพิษโดยตรง    สารในกลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่นยาฆ่าแมลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบสเปรย์ เป็นแบบขวดหยด จนไปถึงเป็นชิ้นที่จับต้องได้อย่างลูกเหม็นและชอล์คกำจัดแมลง🪳 สารกลุ่มนี้เป็นสารที่เด็กๆจะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ควรเก็บในที่มิดชิด ทำให้เด็กๆเข้าถึงยาก เพื่อป้องกันอันตราย☠️ต่อการที่เด็กๆจะรับเข้าร่างกายค่ะสารในกลุ่มยา    ยา💊ในที่นี้คือยาที่ผู้ปกครองมีในครัวเรือน จะเป็นยาสามัญประจำบ้านหรือยาเฉพาะโรคของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวก็ได้ นับรวมทั้งยาที่ใช้ภายนอกและภายใน และยังนับรวมถึงขวดอาหารเสริมด้วย ขึ้นชื่อว่ายาก็ต้องมีข้อบังคับและข้อแนะนำในการใช้งาน การจะใช้แต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัวอื่นๆที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เจ้าตัวน้อยจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ยาเหล่านี้ด้วยตนเองหรือตามลำพังอย่างแน่นอน ดังนั้นการเก็บในที่ที่มิดชิดก็จะตัดปัญหาเรื่องที่เด็กจะหยิบเข้าปากมั่วๆ🤤ได้ค่ะวิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษในครัวเรือนวิธีที่ 1️⃣เก็บสารที่ก่อให้เกิดพิษ☠️ และเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีโอกาสจะได้ใช้บ่อยๆให้พ้นมือเด็ก หากเป็นตู้ควรเลือกตู้ที่มีฝาตู้ปิดมิดชิดหรือล็อคกุญแจ🔒ไว้หากไม่ได้ใช้บ่อยๆวิธีที่ 2️⃣ในกรณีที่ใช้สารหมดนั้นหมดแล้ว ไม่ควร🙅‍♀️เก็บภาชนะที่ใส่สารไว้ด้วยความเสียดาย เพราะสารเหล่านั้นก็จะยังปนเปื้อนหรือเกาะอยู่บนภาชนะ หากเจ้าตัวน้อยเล่นภาชนะเหล่านั้นก็จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้วิธีที่ 3️⃣หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงานที่ใช้สารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกทำในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท🍃 แบ่งพื้นที่กับเด็กชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้สารเหล่านี้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังใช้สารอยู่ และอาจรับสารเหล่านี้👃เข้าร่างกายไปได้อย่างไม่รู้ตัวค่ะวิธีที่ 4️⃣สำหรับสารในกลุ่มยา💊 ควรหาภาชนะใส่แยกและทำฉลากไว้ให้ชัดเจนที่สุด🔖 ควรแยกพื้นที่ไว้ ไม่ควรนำไปอยู่ในบริเวณที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย หรือนำไปอยู่รวมกับอาหาร เพราะอาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนมและนำเข้าปากได้ค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำของกิน เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ไปวางไว้บริเวณที่จัดไว้เพื่อเก็บยา ยกตัวอย่างเช่นตู้ยานั่นเองค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้ความรู้กับเจ้าตัวน้อย ว่าอะไรรับประทานได้อะไรรับประทานไม่ได้ สารตัวไหนใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามรับประทาน🙅‍♀️ สารตัวไหนห้ามใช้ ถ้าจะใช้ต้องมาบอกคุณพ่อคุณแม่     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าสารเคมี🧪ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย☠️ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นล้วนอยู่รอบตัวเรา สามารถพบเจอได้ง่ายมากกว่าที่คิด ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจที่จะเก็บสารเคมีเหล่านี้ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ห่างไกลจากเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กวัยกำลังเรียนรู้ให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

ปัญหาคราบฟันเหลืองในเด็ก จัดการอย่างไรดี?

     ปัญหาคราบฟันเหลือง🦷นับว่าเป็นปัญหาที่ทำลายความมั่นใจรอยยิ้มของลูกน้อย เนื่องจากลูกอาจจะโดนเพื่อนล้อเลียนเรื่องสีฟันจนขาดความมั่นใจที่จะยิ้ม อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการมีสุขอนามัยในช่องปากและฟันที่ไม่ดี วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหาคราบฟันเหลืองในเด็กมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️คราบฟันเหลืองคืออะไรคราบฟันเหลือง (Yellow Teeth Stains) เกิดจากการที่ลูกแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เชื้อจุลินทรีย์🦠ตกค้างอยู่ในช่องปากและเกาะทับถมกันจนกลายเป็นคราบเชื้อจุลินทรีย์ (Bacterial plaque) และพัฒนากลายเป็นคราบหินปูนสีเหลือง และคราบหินปูนเหล่านี้ต้องกำจัดออกภายใต้การดูแลของทันตแพทย์🦷เฉดสีของคราบเหลืองที่ฟันเฉดสีของคราบเหลืองที่ฟันนั้นมีผลมาจากสีของฟัน สีฟันของเด็กแบ่งออกเป็นหลายเฉดสีมาก ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เป็นหลัก เฉดสีของฟันแบ่งออกเป็น 4 เฉดหลัก ได้แก่ น้ำตาลอมแดง เหลืองอมแดง เทา และเทาอมแดง และจากงานวิจัยพบว่าคนไทย 70-80 % จะมีสีฟันอยู่ในเฉดสีเหลืองอมแดงเป็นส่วนใหญ่ จึงมองว่าลูกมีปัญหาฟันเหลืองและต้องการพาลูกไปพบแพทย์🧑‍⚕️เพื่อแก้ปัญหา สาเหตุของคราบฟันเหลือง✨การเปลี่ยนสีจากภายนอกตัวฟัน (Extrinsic Discoloration)การเกิดคราบบนชั้นเคลือบฟันมักมีสาเหตุมาจาก การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา กาแฟ☕️ และรวมไปถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งกรดมีฤทธิ์ทำลายเคลือบฟัน (enamel) ทำให้ผิวฟันบางลงและเนื้อฟันถูกทำลาย ✨การเปลี่ยนสีจากภายในตัวฟัน  (Intrinsic Discoloration)เกิดคราบภายในโครงสร้างของฟันในส่วนของเนื้อฟัน🦷 ซึ่งคราบเหล่านี้ไม่สามารถขัดได้ด้วยการใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิงแปรงฟัน การเปลี่ยนสีของฟันประเภทนี้มักเกิดจากกรรมพันธุ์และการรับประทานยาบางชนิด เช่นยาเตตร้าไซคลิน (Tetracycline)  ซึ่งมีปริมาณสารฟลูออไรด์มากกว่าปริมาณที่ควรได้รับ ทำให้ฟันผุกร่อนได้ง่ายและเกิดคราบฟันเหลืองวิธีการแก้ปัญหาคราบฟันเหลือง👉การแปรงฟันให้ถูกวิธีนับเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาคราบเหลืองที่ฟัน คุณแม่ควรหมั่นสอนให้ลูกดูแลสุขภาพปากและฟันอย่างถูกต้อง โดยให้ความสำคัญกับการแปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน🪥 และรวมไปถึงการแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ👉การขูดหินปูนคุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการขูดคราบหินปูนจากการแปรงฟันไม่สะอาดจากการรับประทานลูกอมและขนมขบเคี้ยว🍬 ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อเป็นการกำจัดคราบสีเหลืองและลดการเกิดปัญหาฟันผุจากคราบหินปูน👉การเคลือบฟลูออไรด์คุณแม่ควรเลือกซื้อยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ให้ลูกใช้ และพาลูกไปเคลือบฟลูออไรด์เพื่อเป็นการลดการเกิดหินปูน การเคลือบฟลูออไรด์เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของฟันในทนทานต่อกรดของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งสามารถเริ่มทำได้ในเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป👶ที่เริ่มมีฟันซี่แรกงอกขึ้น     โดยทั่วไปแล้วปัญหาคราบฟันเหลืองเป็นปัญหาที่เกิดจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ คุณแม่ควรหมั่นให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทางช่องปากอย่างถูกต้องแก่ลูกน้อย เพื่อที่ลูกจะได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง มีความมั่นใจที่จะยิ้มได้อย่างสดใส😁 เพราะการมีฟันขาวสะอาดนั้นยังบ่งบอกถึงการมีสุขภาพฟันที่ดีอีกด้วย

Content Image

นิสัยลูกตามวันเกิดทั้ง 7 วัน ลูกเกิดวันไหน มีนิสัยอย่างไรบ้าง?

     ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าคุณเเม่หลายๆท่านที่ชื่นชอบในเรื่องการดูดวง🔮 คงจะเคยสงสัยอยู่บ้างว่าเจ้าตัวน้อยเป็นคนแบบไหน มีลักษณะนิสัยอย่างไรบ้าง วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมการทำนายนิสัยลูกตาม 7 วันเกิด หากลูกของคุณแม่เกิดวันจันทร์ เขาจะเป็นคนนิสัยประมาณไหนกันนะ มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คำทำนายนิสัยของเด็กตามวันเกิดทั้ง 7 วัน มีดังต่อไปนี้❤️สำหรับเด็กที่เกิดวันอาทิตย์ เด็กที่เกิดวันอาทิตย์จะเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้นำโดนพวกเขามักจะแสดงตัวเป็นหัวหน้ากลุ่ม😎 หัวหน้าแก๊งค์อยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าตอนเด็กอาจจจะชอบร้องไห้ เอาเเต่ใจ และมีนิสัยเสียงดัง แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นมา เขาจะมีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใคร จนอาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกกลัวอยู่บ่อยๆ เเต่ความจริงเเล้วเด็กที่เกิดวันอาทิตย์ เป็นคนมีน้ำใจมากเเละเป็นคนใจกว้างเสมอ เขาชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูงอย่างเต็มที่ และยังเป็นเด็กเฉลียวฉลาด🤓 มีความจำเป็นเลิศ เเละเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความสามารถพิเศษเรื่องมีเซนส์ สามารถเดาอะไรถูกบ่อยๆ ด้วยค่ะ💛สำหรับเด็กที่เกิดวันจันทร์เด็กที่เกิดวันจันทร์จะเป็นคนเซนซิทีฟ มีจินตนาการเป็นเลิศ แถมยังเป็นคนใจดี สุภาพ อ่อนโยน เป็นเด็กพูดจาเพราะ รักษาน้ำใจคนอื่นอยู่เสมอ บางครั้งพวกเขาอาจจะดูเป็นเด็กขี้อายด้วยซ้ำ มีสิ่งที่ต้องระวังสำหรับเด็กที่เกิดในวันนี้ คือการเป็นคนคิดมาก🤯 อาจมีน้อยใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็นประจำ อีกจุดเด่นเลยคือเป็นเด็กที่มีเมตตา ขี้สงสารผู้อื่น ถ้าเด็กวันจันทร์เห็นเพื่อนกำลังร้องไห้อยู่😭 พวกเขาจะไม่รอช้าที่จะเข้าไปปลอบใจเพื่อนๆ หากคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมเด็กที่เกิดวันจันทร์ได้เป็นอย่างดี พวกเขามีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตเช่นกันค่ะ🩷สำหรับเด็กที่เกิดวันอังคารเด็กที่เกิดวันอังคาร มีนิสัยกระตือรือร้น ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ ค่อนข้างที่จะไฮเปอร์ไปเลยด้วยซ้ำ และยังมีนิสัยชอบการเเข่งขัน การเอาชนะ เป็นคนใจร้อน โกรธง่ายแต่หายเร็ว เป็นเด็กที่มีความคล่องแคล่ว กล้าหาญ มีความมั่นใจ🫡ในตัวเองสูง เด็กวันอังคารจะไม่ชอบถูกขัดใจ ดังนั้นเรามักไม่ค่อยเห็นเด็กเกิดวันอังคารที่มีบุคลิกเขินอาย เพราะพวกเขามีเลือดของนักสู้ เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว พวกเขาจึงมองว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชนนั่นเองค่ะ🎯💚สำหรับเด็กที่เกิดวันพุธเด็กที่เกิดวันพุธ เป็นเด็กที่มีปฏิภาณไหวพริบดี🧠 มีโลกส่วนตัวสูง ดังนั้นพวกเขามักจะชอบหยุดไปใช้ความคิดเงียบๆ คนเดียว เเละเป็นคนคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนลงมืออะไรอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองสูง รักความเป็นอิสระ พวกเขามีวิธีการเอาตัวรอดด้วยการใช้ลูกอ้อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่มักจะพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนของลูกเวลาพวกเขาทำผิด และเด็กที่เกิดวันพุธยังเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบ รู้จักคุณค่าของเงินอีกด้วยค่ะ💰💛สำหรับเด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีเด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีเป็นเด็กมองโลกในแง่ดี มีบุคลิกร่าเริงสดใส🥳 น่ารักอยู่เสมอ  มักชอบทำอะไรเพื่อความพึงพอใจของตัวเองอยู่บ่อยๆ หากมีเหตุการณ์ที่เพื่อนๆ ทะเลาะกัน เด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีมักจะเป็นคนเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกัน เพราะเป็นคนที่รักความยุติธรรมเเละเป็นกลางเสมอ นอกจากนี้เวลาที่พวกเขาได้ของเล่นมาใหม่🚂 เขาจะมีนิสัยเห่อของเล่นใหม่อยู่เป็นอาทิตย์เลย เด็กที่เกิดวันพฤหัสบดียังมีมุมที่อ่อนไหวง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาเจอเรื่องกดดัน หรือมีอาการเศร้า พวกเขาสามารถเก็บอาการได้เนียนมาก จนทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจจะมองว่าลูกเป็นคนเฉยชา เพราะเป็นเด็กที่มักไม่ค่อยพูดตรงๆ กลัวว่าพูดหรือกระทำไปจะเกิดความผิดพลาดนั่นเอง🩵สำหรับเด็กที่เกิดวันศุกร์เด็กที่เกิดวันศกร์เป็นเด็กที่รักสวยรักงาม💄 ชอบการเเต่งตัวเป็นชีวิตจิตใจ เป็นเด็กที่มีบุคลิกนุ่มนวล อ่อนโยน มีสเน่ห์ และเป็นคนค่อนข้างรักสบาย เมื่อโตมาเลยอาจจะใช้เงินเยอะไปกับการชอปปิ้งสิ่งของสวยงามและการดูแลตัวเอง👗 และที่สำคัญพวกเขามีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน เป็นคนไม่ชอบการถูกบังคับจากผู้ใหญ่ 💜สำหรับเด็กที่เกิดวันเสาร์เด็กที่เกิดวันเสาร์เป็นมีบุคลิกนิ่งๆ เงียบขรึม จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเดาไม่ถูกว่าลูกกำลังคิดอะไรอยู่🤔 เขาเป็นคนรักความสงบ ไม่ชอบทะเลาะกับใคร เเต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขาทนไม่ไหว เขาสามารถระเบิดอารมณ์ออกมาได้🤬 ดังนั้นคุณพ่อคุณเเม่ควรสอนให้ลูกรู้จักวิธีจัดการอารมณ์อย่างถูกวิธีด้วยนะคะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ ถึงนิสัยของเด็กที่เกิดในแต่ละวัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเข้าใจถึงบุคลิก และลักษณะนิสัยเเล้วลองนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกกันดูนะคะ และอย่าลืมหมั่นสังเกตพฤติกรรรมของลูกๆ👶 เพื่อค่อนๆสอนและชี้แนะให้ลูกประพฤติตนให้อยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมด้วยค่ะ 

Content Image

การให้อิสรภาพแก่เด็ก สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

     การให้เสรีภาพแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาของพวกเขา มันเกี่ยวข้องกับการให้พื้นที่แก่พวกเขาในการสำรวจ ตัดสินใจ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม การค้นหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างเสรีภาพและการชี้แนะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจถึงผลลัพธ์เชิงบวกนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจกับความสำคัญของการให้เสรีภาพแก่ลูกๆ รวมถึงผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกๆของท่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการให้เสรีภาพแก่เด็กความเป็นปัจเจกบุคคลและการแสดงออก การให้อิสระแก่เด็กๆ ในการสำรวจความสนใจ ความหลงใหล และความคิดของตนเอง ช่วยให้พวกเขาพัฒนาความรู้สึกของตนเองที่แข็งแกร่ง สนับสนุนให้พวกเขาแสดงออกถึงบุคลิก ความคิดสร้างสรรค์🥳 และความคิดเห็นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ส่งเสริมความเป็นตัวตนของตนเองได้ค่ะทักษะการตัดสินใจ การอนุญาตให้เด็กตัดสินใจเลือกและตัดสินใจภายในขอบเขตที่เหมาะสม ช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ช่วยให้พวกเขามีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและเรียนรู้จากผลที่ตามมา🫡 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวัยผู้ใหญ่ค่ะการสร้างความมั่นใจในตนเอง เมื่อเด็กๆ ได้รับอิสรภาพ พวกเขาจะมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง พวกเขาเรียนรู้ที่จะเชื่อใจตัวเองและวิจารณญาณ นำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ดีในตนเอง ความมั่นใจนี้กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตทั้งส่วนตัวและทางอาชีพในอนาคตค่ะ💼การพัฒนาความเป็นอิสระและความยืดหยุ่น อิสรภาพช่วยให้เด็กๆ พัฒนาความรู้สึกเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง การปล่อยให้พวกเขารับความเสี่ยง ทำผิดพลาด และเผชิญกับความท้าทาย ทำให้พวกเขาเรียนรู้ความยืดหยุ่นและการปรับตัว พวกเขามีความสามารถในการรับมือกับความพ่ายแพ้และค้นหาวิธีแก้ไขได้มากขึ้น🤓 ซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จโดยรวมในชีวิตค่ะการพัฒนาทางสังคมและอารมณ์ อิสรภาพทำให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ได้ ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจรจาต่อรองข้อขัดแย้ง และตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจ🫂 ความเห็นอกเห็นใจ และความร่วมมือ พวกเขายังเข้าใจอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้นและวิธีจัดการอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพค่ะผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบการให้เสรีภาพแก่เด็กๆ มีทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบค่ะ ซึ่งในด้านบวก การให้อิสระแก่เด็กๆ จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาความเป็นอิสระ ทักษะการตัดสินใจ และความมั่นใจในตนเอง มันส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้พวกเขาสำรวจความสนใจและความหลงใหลของพวกเขา อิสรภาพยังส่งเสริมความรู้สึกรับผิดชอบและความรับผิดชอบในขณะที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเลือกและเผชิญกับผลที่ตามมาจากการกระทำของพวกเขา นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกที่แข็งแกร่ง👨‍👩‍👧โดยอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารที่เปิดกว้างนั่นเองค่ะ และในด้านลบ เสรีภาพที่มากเกินไปโดยไม่มีแนวทางและขอบเขตที่เหมาะสมอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดวินัย และมีโอกาสได้รับอิทธิพลที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ยังอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายหากเด็กไม่ได้รับการเตรียมพร้อมหรือดูแลอย่างเพียงพอ ค่ะเหตุผลที่พ่อแม่ไม่อยากให้เสรีภาพแก่ลูกๆความกลัวความล้มเหลว พ่อแม่บางคนอาจกลัวว่าการปล่อยให้เสรีภาพจะนำไปสู่ความผิดพลาดและความล้มเหลว ขัดขวางความสำเร็จของบุตรหลานหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ค่ะการปกป้องมากเกินไป🛡️ พ่อแม่อาจมีความปรารถนาโดยธรรมชาติที่จะปกป้องบุตรหลานจากอันตราย ซึ่งนำไปสู่การควบคุมและการจำกัดในระดับที่มากเกินไปค่ะแรงกดดันทางสังคม บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมหรือสังคมอาจชักจูงพ่อแม่ให้จัดลำดับความสำคัญของการเชื่อฟังและความสอดคล้องมากกว่าเสรีภาพและการแสดงออกของแต่ละบุคคลค่ะ     เสรีภาพที่มากเกินไปโดยไม่มีขอบเขต กฎเกณฑ์ หรือคำแนะนำที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การขาดวินัยและทิศทาง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของเด็กในการเจริญเติบโตได้ค่ะ และเสรีภาพที่ไม่จำกัดอาจทำให้เด็กได้รับอิทธิพลที่เป็นอันตราย เช่น การใช้สารเสพติด💊 อันตรายทางออนไลน์👩‍💻หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และมากกว่านั้นหากปราศจากการเปิดเผยความรับผิดชอบและผลที่ตามมาทีละน้อย เด็กอาจต้องดิ้นรนเพื่อพัฒนาความรู้สึกรับผิดชอบและเผชิญกับความท้าทายเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากันในที่สุดค่ะ

Content Image

ทำโทษลูกด้วยการยึดมือถือ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ในยุคดิจิทัลอย่างยุค 5G สื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย📱มีผลต่อการสร้างระเบียบวินัยของลูกเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านพบว่าลูกมีอาการติดมือถือจนมากเกินไป และรู้สึกกังวลว่าการติดมือถือจนมากเกินไปนี้จะส่งผลกระทบต่อลูกในหลายๆด้าน จึงทำโทษลูกด้วยการยึดมือถือ จริงๆแล้วการยึดมือถือจะส่งผลท้าทายต่อลูกอย่างไรบ้าง เรามากาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ลูกติดมือถือแก้ปัญหานี้อย่างไรดี และสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อลูกมากกว่าที่จะยึดมือถือสอนให้ลูกใช้มือถืออย่างมีขอบเขตส่วนวิธีแก้ปัญหาระยะยาวของอาการติดมือถือของลูก คือ การแนะนำให้ลูกใช้มือถือและเทคโนโลยีอย่างมีขอบเขต มีความรับผิดชอบและรู้เท่าทันผลเสียที่จะตามมาคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกได้เรียนรู้วิธีควบคุมเวลาในการใช้มือถือและสื่อสารกับลูกอย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะคะ✅คุณแม่ควรสงบสติอารมณ์ก่อนอันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ควรสงบสติอารมณ์ให้เรียบร้อยก่อนนะคะ หลังจากนั้นสามารถเตือนลูก👦 และปรับความเข้าใจกันเกี่ยวกับเวลาในการเล่นมือถือ อาจจะใช้เป็นช่วงเวลาขณะรับประทานมื้อเย็นพร้อมกับลูก ไม่ควรที่จะลงโทษลูกด้วยการยึดมือถือทันที🙅‍♀️ ให้คุยกับลูกก่อนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และอธิบายให้ลูกฟังอย่างมีเหตุผลถึงผลกระทบของการเล่นมือถือจนมากเกินไปการตอบสนองและผลที่จะตามมาเมื่อลูกโดนยึดมือถือเด็กแต่ละคนอาจตอบสนองต่างกันไปขึ้นอยู่ลักษณะนิสัยและบุคลิกถือว่าเป็นความท้าทายที่คุณพ่อคุณแม่ในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ เพราะสภาพสังคมในปัจจุบัน มือถือนับว่าแทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ของทุกคน เพราะทุกคนจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ เช่น ทำการบ้าน เรียนหนังสือ📖 สื่อสารกับเพื่อนฝูง👯‍♂️ และรวมไปถึงการเข้าถึงสื่อความบันเทิงอีกด้วย ดังนั้นหากลูกโดนทำโทษด้วยการยึดมือถือ ลูกอาจจะตอบโต้ หรือยอมจำนนด้วยความโกรธ🤬 อารมณ์เสีย ฉุนเฉียว หรืออาจเพิกเฉยไม่แคร์คุณพ่อคุณแม่เลยก็เป็นไปได้ สร้างความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจให้กับเด็กผลของการลงโทษลูกด้วยการยึดมือถือมักสร้างบาดแผลภายในใจให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด😰 รู้สึกถูกควบคุม และรู้สึกอับอาย และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาลูกเลิกติดมือถือได้อีกด้วยค่ะ แถมทำให้ลูกถอยห่างจากคุณพ่อคุณแม่  ไม่เต็มใจที่จะเปิดให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปในโลกของเขา เพราะรู้สึกไม่ไว้ใจหรือปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น     นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรจัดการกับกรอบความคิดเกี่ยวกับการการใช้มือถือของลูก การเลี้ยงลูก และวิธีสร้างความสัมพันธ์กับลูกในวัยที่เขากำลังเติบโต ควรชวนลูกออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมให้ลูกมีงานอดิเรก เช่น  อ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม🎯 หรือจะเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวได้ทำร่วมกัน เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย👨‍👩‍👧

Content Image

แคะหูลูกน้อยอันตรายไหม?

มีหลายวิธีในการดูแลลูกน้อยของคุณไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ตัดเล็บ สระผม รวมถึงการแคะหู คุณแม่หลายคนกลัวที่จะเลือกหูของลูกน้อย กลัวลูกจะเจ็บ วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับวิธีการแคะหูของลูกน้อยให้เหมาะสมมาฝากกันค่ะแคะหูลูกน้อยได้ไหม เรามีคำตอบ✨แคะหูให้ลูกน้อยทำได้หรือไม่?ปกติแล้วเราจะไม่แคะขี้หูให้กับทารก👶 เพราะพ่อแม่มือใหม่อาจยังไม่รู้วิธีแคะหูของลูกให้ถูกวิธี ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถแคะขี้หูของลูกได้ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะออกมา ขี้หูที่เหลืออยู่บางส่วนถูกดันลึกเข้าไป ซึ่งจะทำให้ขี้หูที่อยู่ลึกในหูติดเชื้อในภายหลัง บางครั้งอาจมือไม่นิ่งพอแล้วสั่นจนกระทบแก้วหูของทารก ทำให้แก้วหูของทารกเสียหายได้นั่นเอง  ✨ควรศึกษาก่อนทางที่ดีควรศึกษาวิธีที่ถูกต้องก่อนแคะขี้หู👂ลูกน้อยของคุณ และการทำความสะอาดช่องหูของลูกน้อยนั้นไม่จำเป็นต้องบ่อยเกินไป เพราะขี้หูในหูของลูกน้อยก็มีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรแหะหูลูกน้อยจนอายุครบ 2 ขวบจึงจะดีที่สุดค่ะ วิธีทำความสะอาดหูลูกอย่างถูกต้อง✨เริ่มเช็ดใบหูด้านนอกขั้นตอนแรกคือต้องเช็ดบริเวณหูชั้นนอกก่อน พยายามเช็ดเบา ๆ ด้วยสำลีนุ่ม ๆ หรือผ้าชุบน้ำ🌊หมาด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยของคุณบาดเจ็บ น้ำที่ใช้เช็ดหูของลูกน้อย👶ต้องผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก่อน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างอ่อนโยน✨ดูดน้ำที่ผสมเอาไว้ขั้นตอนที่สองหยดน้ำเข้าไปในหู👂ของเด็กจนน้ำเข้าหู และถ้าน้ำล้นไม่ต้องกลัวว่าแรงดันน้ำจะทำให้หูอื้อ เพราะยังไงก็ต้องเทน้ำให้เต็ม✨รอประมาณ 5 นาทีอุ้มลูกน้อยของคุณในตำแหน่งนอนเดิมประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ขี้หูละลายหรือนิ่มลง เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ให้ลูกน้อยอยู่ในท่านั่ง น้ำ🌊จะไหลออกมา จากนั้นเช็ดหู👂ของลูกน้อยด้วยผ้าแห้งสะอาด หากไม่เช็ดทำความสะอาด อาจทำให้หูของทารกเปียกได้✨สิ่งที่ควรระวังในการล้างหูลูกน้อยหากคอของทารกไม่แข็งแรงพอ คุณไม่ควรทำความสะอาดหูของทารกในช่วงเวลานี้ เนื่องจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อาจติดอยู่ในหูของทารก👶ได้ เราแนะนำให้ทำหลังจากคอแข็งแรงดีแล้วหรือหลังอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะโรคเกี่ยวกับหูที่พบบ่อยในเด็ก✨ขี้หูอุดตันขี้หูนั้นจะมีหน้าที่ปกป้องหู👂 และจะสามารถขจัดออกด้วยตนเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีบางครั้งที่จะมีการจับตัวของขี้หูในบริเวณหูชั้นนอกมากเกินไปจนทำให้ขี้หูแข็งและแห้ง จนทำให้ลูกได้ยินไม่ค่อยถนัดเนื่องจากขี้หูอุดตัน โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแคะเองเพราะอาจทำให้ลูกเจ็บและอาจทำให้หูอักเสบได้นะคะ ✨หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นในกับแก้วหู โดยอาการหู👂 ชั้นกลางอักเสบมักจะเกิดเมื่อเป็นหวัด🤧 และเมื่อลูกสั่งน้ำมูกรุนแรงหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคแพร่เข้าไปและเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเลียในหูชั้นกลางได้ โดยจะมีของเหลวเกิดขึ้นที่หูชั้นกลางที่บริเวณที่เคยเป็นโพรงอากาศ โรคนี้มักจะเกินในเด็กที่มีอายุต่ำว่า 3 ขวบ✨หูชั้นนอกอักเสบหากหูของลูกได้รับการกระตุ้นรบกวนจากการแคะหู หรือ น้ำเข้าหูบ่อยๆ ทำให้หูชื้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ลูกเป็นหูชั้นนอกอักเสบได้ รวมถึงหากมีการผื่นแพ้ในช่องหู เหล่านี้ก็จะเป็นต้นตอที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรีย🦠เติบโต และเมื่อหูชั้นนอกอักเสบลูก👶 ก็จะมีอาการปวดหู และหากเป็นมากก็อาจมีน้ำหลองไหลออกมาได้ค่ะ

Content Image

เผย 4 สไตล์การเลี้ยงลูกของคุณแม่ในปัจจุบัน

     เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่แต่ละบ้านต่างก็มีสไตล์การเลี้ยงลูก👶และความเชื่อที่แตกต่างกันไป จากผลการสำรวจของนักจิตวิทยาไดอาน่า เราสามารถจัดกลุ่มได้ว่าแต่ละบ้านเป็นแนวไหน โดยอิงตามการศึกษาในด้านระเบียบวินัย ความอบอุ่นและการใส่ใจเด็กๆ วัยก่อนเข้าเรียนออกมาเป็น 4 สไตล์ดัง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️หลักการเลี้ยงลูก 4 สไตล์ มีดังต่อไปนี้👉1.คุณแม่คุณแม่จอมสั่งลูกๆ จะต้องทำตามกฎเป๊ะตามที่คุณพ่อคุณแม่ได้ตั้งเอาไว้📝 ถ้าไม่ทำตามเมื่อไหร่ก็จะต้องโดนลงโทษทันที แถมยังไม่อธิบายเหตุผลที่ตั้งกฎแบบนี้ขึ้นมาด้วย ถ้าลูกๆ ถามเมื่อไหร่ก็จะบอกว่า “ก็แม่เคยบอกไว้แล้ว” หรือ “เพราะฉันเป็นแม่เธอนะ” คุณพ่อคุณแม่จะไม่ตอบสนองกับความต้องการของลูก เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่คาดหวังลูกให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองตั้งไว้ ในใจของลูกเต็มไปด้วยความสงสัย กดดัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คิดว่าเป็นความหวังดีให้ลูกโตมามีระเบียบ🫡 แต่ความเข้มงวดแบบนี้นักจิตวิทยาบอกว่าเป็นการกัดกร่อนและทำให้เด็กพังได้ไม่รู้ตัว👉2.คุณพ่อคุณแม่ที่พร้อมเปิดโหวตคุณพ่อคุณแม่สไตล์นี้จะทำที่บ้านให้เหมือนกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำและเป็นคนคุมกฎในบ้านเหมือนข้อแรก มีกฎระเบียบให้ทำตาม มีไกด์ไลน์ที่ลูกควรจะเดินตามที่บอก แต่ต่างกันตรงที่คุณพ่อคุณแม่จะตอบสนองกับความต้องการของลูกและตั้งใจฟังคำถามลูก ถึงจะตั้งความหวังกับลูกบ้าง แต่ก็ไม่ลืมให้ความอบอุ่น🥰 ให้กำลังใจ มีฟีดแบ็กกับสิ่งที่ลูกทำ ถ้าลูกทำให้ผิดหวัง ทำอะไรไม่ได้ก็ยังค่อยๆ สอนและให้อภัยมากกว่าการลงโทษ เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ชัดเจนในการเลี้ยงดู อยากให้ลูกรับผิดชอบต่อสังคม มีวินัยและเข้ากับคนอื่นได้👉3.คุณพ่อคุณแม่ที่ให้ลูกสร้างกฎแปลความหมายง่ายๆ ว่าตามใจลูกทุกอย่าง ไม่อยากให้ลูกโกรธ🤬 โมโห จะออกคำสั่งกับลูกน้อยมาก ไม่มีกฎระเบียบอะไร🤷‍♀️ เพราะคิดว่าลูกยังเป็นเด็กและยังควบคุมตัวเองไม่ได้ ลูกว่าไง คุณพ่อคุณแม่ก็ว่าตามนั้น ให้ลูกตั้งกฎขึ้นมาเองและจะไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง ลูกไม่อยากเข้านอนก็ไม่นอน ลูกอยากกินขนมไม่กินข้าวก็ยอม เพราะกลัวลูกร้องไห้ สไตล์นี้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นพ่อแม่นั่นเอง👉4.คุณพ่อคุณแม่ผู้วางเฉยสไตล์นี้คือเข้าข่ายคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่วางแผน ไม่คิดอะไรเลย ไม่ออกกฎ ไม่ตอบสนองในสิ่งที่ลูกอยากได้ และไม่ค่อยสื่อสารกับลูกด้วยซ้ำ😐 ถึงคุณพ่อคุณแม่จะเลี้ยงดูลูกให้กินอิ่มนอนหลับทั่วไป แต่ก็เอาตัวเองออกจากชีวิตลูก ปล่อยให้ลูกเล่นอะไรคนเดียว ไม่สอน ไม่ซัพพอร์ตใดๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นว่าไม่สนใจหานมให้ลูกกิน🍼 ไม่เปลี่ยนผ้าอ้อมลูก ไม่สนใจไม่เล่นด้วย ไม่ดูแลแม้แต่ความต้องการพื้นฐานของลูกตั้งแต่ยังเป็นแบเบาะกันเลยสไตล์การเลี้ยงดูแบบไหนที่ทำให้ลูกมีความสุขที่สุด?✨การเลี้ยงดูแบบที่ 2 : คุณพ่อคุณแม่ที่พร้อมเปิดโหวตการเลี้ยงดูแบบที่ 2 หรือแบบเปิดโหวตแต่พ่อแม่ยังเป็นผู้นำเป็นการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กมีความสุข🥳 มีความสามารถและประสบความสำเร็จมากที่สุด ส่วนแบบพ่อแม่จอมสั่ง เด็กจะมีความสุขน้อย เข้าสังคมยากและไม่มั่นใจในตัวเอง พ่อแม่ที่ตามใจทุกสิ่ง ลูกก็จะเป็นคนที่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ และการเลี้ยงดูที่ไม่สนใจลูกเลยก็ทำให้เด็กมีความสุขน้อยที่สุด ขาดการควบคุมตัวเอง     สรุปได้ว่าผลลัพธ์ของการเลี้ยงดูแต่ละสไตล์ล้วนแต่ส่งผลต่อนิสัยใจคอของลูก👶 คุณพ่อคุณแม่ลองดูว่าบ้านเราตอนนี้เป็นแบบไหน มีอะไรที่ต้องปรับยังไงต่อไป ควรจะปรับไปในทางสายกลาง ทางที่ดีก็ไม่ควรตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวหาสมดุลของตัวเองเพื่อความสุขและอนาคตที่ดีของลูกให้ได้นะคะ

Content Image

4 เทคนิคง่ายๆ สอนให้ลูกรู้จักขอโทษเมื่อทำผิด

     คุณแม่อาจพบว่าเมื่อลูกทำผิดแล้วเขาจะเมินเฉย😐ต่อการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่อยากจะสอนให้ลูกรู้จักกับการขอโทษเมื่อเขาทำผิด บทความนี้ได้รวบรวมวิธีการปลูกฝังให้ลูกรู้จักคำว่า “ขอโทษ” จะมีวิธีแบบไหนบ้าง เรามาหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เทคนิคง่ายๆที่จะช่วยสอนให้ลูกรู้จักขอโทษเมื่อเขาทำผิด มีดังนี้✨ปลูกฝังตั้งแต่ลูกยังเล็กการที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังให้ลูกรู้จักการขอโทษตั้งแต่เด็กยังเล็กนั้น จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการขอโทษเมื่อเขาทำผิด และคุณพ่อคุณแม่ยังควรอธิบายให้ลูกฟังว่าการขอโทษนั้นเป็นสิ่งที่ดี หลังจากนั้นอย่าลืมที่จะปลอบขวัญลูก ชมเชยลูก👏 และกอด🤗ลูกหลังจากลูกกล่าวคำขอโทษด้วยนะคะ✨เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกลูกมักจะเรียนแบบพฤติกรรมจากสิ่งที่เห็นเสมอ👀 ถ้าหากคุณแม่และคุณพ่อกล่าวคำขอโทษซึ่งกันและกันอยู่เสมอให้ลูกได้ยิน👂 ก็จะเป็นการแสดงตัวอย่างให้ลูกเห็นว่าการกล่าวคำขอโทษนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และควรทำอยู่เสมอและรวมไปถึงวิธีเหล่านี้อีกด้วย✨สอนให้ลูกรู้จักการขอโทษจากใจจริง การที่ลูกจะเอ่ยกล่าวคำขอโทษนั้น ควรเป็นการกล่าวขอโทษจากใจจริง🙏 ไม่ใช่เพียงการกล่าวขอโทษเพราะโดนบังคับหรือถูกกดดันให้พูดคำขอโทษ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรกดดันลูกให้ขอโทษ แต่ควรปล่อยให้ลูกคิดได้เองบ้างว่าเวลาไหนที่เราควรสำนึกผิดและเอ่ยคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น✨อธิบายให้ลูกฟังถึงความสำคัญของการขอโทษคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการกล่าวคำขอโทษนั้นไม่มีกฎตายตัวว่าควรใช้ในสถานการณ์ไหน และควรใช้เมื่อไหร่ แต่ควรพิจารณา💭ตามในแต่สถานการณ์ว่าสถานการณ์ไหนเหมาะสมที่จะเอ่ยคำขอโทษเมื่อกระทำความผิด      ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝังให้ลูกรู้จักการขอโทษ🙏 คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆที่คุณแม่และคุณพ่อกระทำผิดต่อ ไม่ควรละเลยที่จะเอ่ยกล่าวคำขอโทษต่อลูก เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือลูก หากกระทำผิดใดๆก็ควรกล่าวคำขอโทษต่อกันจากใจจริง🥰

Content Image

น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไป ใช้ซักผ้าเด็กได้ไหม?

     คุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก👶มาบ้างใช่ไหมคะ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับเด็กมักมีจุดประสงค์ที่มีความเฉพาะตัว วันนี้บทความของเราก็จะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งสำหรับเด็ก นั่นก็คือน้ำยาปรับผ้านุ่มนั่นเอง🧴 น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กจะแตกต่างกับน้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปหรือไม่ ใช้แบบทั่วไปแทนได้หรือไม่ หรือทำไมจึงต้องใช้ของเด็กโดยเฉพาะ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมจึงต้องมีน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กโดยเฉพาะ    อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าร่างกายของเจ้าตัวน้อย ระบบอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย ล้วนแล้วแต่มีความบอบบาง🍃และอ่อนไหวกว่าวัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น รวมไปถึงอวัยวะปกคลุมร่างกายอย่างผิวหนังด้วย พูดง่ายๆก็คือ ในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ที่ปริมาณเดียวกันและความเข้มข้นเท่ากัน เด็กก็ยังมีโอกาสแพ้😷น้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กต่างจากแบบทั่วไปอย่างไร👉ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมักใช้ส่วนผสมที่มีความอ่อนโยนกับผู้ใช้งานมากกว่าด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลดความเข้มข้นของสารเคมีที่มีแนวโน้มตกค้างแล้วก่ออันตรายลง☠️ หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยมากขึ้นหรือมีความออแกนิค☘️มากขึ้นนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายหลงเหลืออยู่เลยนะคะ เพราะในกระบวนการผลิตก็ยังต้องใช้สารเคมีต่างๆเป็นองค์ประกอบในการสกัดและสังเคราะห์ในปริมาณที่คอนข้างมากอยู่ดี เพียงแต่ว่าผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะก่ออันตรายน้อยลงค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กนั้นปราศจากการใช้สารในกลุ่มฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นพิษ☠️และความระคายเคืองกับหลายๆระบบ ทั้งระบบผิวหนังและระบบหายใจ🙊เมื่อได้รับการสูดดม👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กลดการใส่สีสังเคราะห์🎨เพื่อเพิ่มความสวยงาม และลดการใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เนื่องจากเป็นกลุ่มสารที่ไม่ได้มีความจำเป็นในแง่ของการใช้งานค่ะ หากลดสารในกลุ่มเหล่านี้ลงก็จะเป็นลดโอกาสที่เด็กจะแพ้สารองค์ประกอบในน้ำยาปรับผ้านุ่มค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กมักใช้สารองค์ประกอบที่ค่อนข้างซักล้างออกง่าย🧼 อาจเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ให้ล้างออกง่ายโดยเฉพาะ หรือเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ☘️ ทำให้ซักล้างง่าย ลดปริมาณและความเข้มข้นของสารตกค้างในเส้นใยผ้า จึงเป็นการลดโอกาสในการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กไปในตัวค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กออกแบบมาเพื่อลดความสากหรือความหยาบกร้านของเส้นใยเนื้อผ้า👕 ทำให้เนื้อผ้ามีความอ่อนโยนกับผิวของเจ้าตัวน้อยมากขึ้น ลดโอกาสในการเกิดความระคายเคืองจากการที่ผิวหนังต้องเสียดสีกับเส้นใยผ้าทั้งวันค่ะความเสี่ยงหากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปกับเสื้อผ้าเด็กเนื่องจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สูตรทั่วไปนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ในด้านความอ่อนโยนต่อผิวโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่มีการใช้งานนั้น ล้วนมีโอกาสที่จะเกิดสารตกค้างในเนื้อผ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะคิดว่าเสื้อผ้าผ่านการซักล้างมาดีเพียงใด เมื่อสารตกค้างนั้นไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกสังเคราะห์มาให้มีความอ่อนโยนต่อร่างกาย เจ้าตัวน้อยจึงมีโอกาสแพ้ค่ะ😷💫อาการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่สังเกตได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเสื้อผ้า สารตกค้างในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะมีโอกาสสัมผัสกับผิวหนังของเด็กโดยตรง ดังนั้นระบบที่มีโอกาสจะตอบสนองเป็นระบบแรกๆก็คือระบบผิวหนังนั่นเองค่ะ เจ้าตัวน้อยมักจะมีผื่นแดง🥴ขึ้นตามร่างกายอย่างชัดเจนค่ะอวัยวะภายนอกเริ่มบวม ไม่ว่าจะเป็นบวมเพราะระคายเคืองที่ผื่นขึ้นแล้วเกาควบคู่ หรือเป็นการบวมจากปฏิกิริยาภายในร่างกายเองก็ตาม แต่อาการบวมจะสังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบวมตามผิวหนังจนทำให้ทั้งแขนทั้งขา🦵ดูบวม หรือบวมตามใบหน้า บวมที่ดวงตา👁️ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อเด็ก👶อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กกันแล้วนะคะ ดังนั้นหากจะถามว่า แล้วจริงๆแล้วสามารถใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปแทนได้หรือไม่ บทความของเราขออนุญาตไม่แนะนำแล้วกันค่ะ เพราะเป็นการแลกกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพของเจ้าตัวน้อยมากเกินไป อย่างไรก็ตามแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สำหรับเด็กแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ยังมีโอกาสแพ้อยู่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตว่าลูกของเราสามารถใช้น้ำยายี่ห้อใดได้ ไม่เกิดอาการแพ้ และหากแพ้ควรพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ทันที ไม่ควรมองข้ามหรือคิดว่าจะหายเองได้ค่ะ

Content Image

เสริมภูมิต้านทานไวรัส RSV ทำได้ตั้งแต่วันที่ลูกคลอด

     สุขภาพลูกน้อย👶นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่คุณแม่ควรใส่ใจดูแล เพราะในปัจจุบันมีโรคชนิดหนึ่งที่ถือว่าเป็นโรคยุคใหม่ คือไวรัส RSV ซึ่งผลส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างมาก บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส RSV และวิธีเสริมภูมิต้านทานโรค RSV ที่คุณแม่สามารถทำได้ง่ายๆเพื่อเจ้าตัวน้อย เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ไวรัส RSV คืออะไร?🦠Respiratory Syncytial Virus (RSV)คือไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้ลูกเกิดปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ โดยจะพบได้บ่อยในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี เชื้อไวรัสจะเข้าจู่โจมระบบทางเดินหายใจ😮‍💨ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง และจะเกิดการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หากลูกของคุณแม่ได้มีการติดเชื้อนี้ อาจมีอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้นมแม่คือภูมิต้านทานที่ดีที่สุด💫น้ำนมเหลือง (Colostrum)เพราะนมแม่🍼นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก โดยเฉพาะน้ำนมเหลือง (Colostrum) ที่จะหลั่งออกมาในช่วง 1-3 วันหลังแรกคลอดเท่านั้น หากทารกได้รับน้ำนมเหลืองก็เปรียบเสมือนว่าทารกได้รับวัคซีน💉หยดแรกเป็นที่เรียบร้อย 💫ซินไบโอติก (Synbiotic)ในนมแม่นั้นยังประกอบไปด้วยซินไบโอติก ซึ่งจัดว่าเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ภูมิต้านทานให้ทารกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง💪 ห่างไกลอาการเจ็บป่วย เพราะในซิมไบโอติกนั้นยังประกอบไปด้วย พรีไบโอติก และโพรไบโอติก เมื่อทารกได้รับซินไบโอติกที่เพียงพอต่อร่างกาย  ก็จะเป็นการไป ปรับสมดุลลำไส้และพัฒนาเซลล์ภูมิต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ     ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของน้ำนมแม่แล้วใช่ไหมคะ น้ำนมแม่นั้นสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ลูกติดไวรัส RSV 🦠ได้ เพราะลูกมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงก็จะไม่ทำให้ลูกเกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้คุณแม่ยังควรดูแลในเรื่องอาหารและโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ เพราะในอาหารที่มีประโยชน์นั้นยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและเป็นเกราะป้องกัน🛡️สำหรับลูกในการเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัสและโรคต่างๆได้

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.