Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

เทคนิคช่วยให้ลูกสูงขึ้น ทำตามนี้สูงแน่นอน!

   ในช่วงประถมจนถึงมัธยมต้นนั้น เป็นช่วงที่เด็กจะมีอัตราการเติบโตของร่างกายแบบก้าวกระโดด ทำให้ถือว่าเป็นช่วงเวลาของของการเพิ่มความสูงของลูก โดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้หญิง👧จะมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วงอายุ 9-10 ปี และในเด็กชาย👦จะเริ่มสูงขึ้นมากในช่วงอายุ 10-12 ปี แต่อย่างไรก็ตามมีเทคนิคต่างๆที่คุณแม่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นการทำให้ลูกสูงขึ้นได้ด้วย จะมีเทคนิคอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️4 เทคนิคที่ช่วยให้ลูกสูงขึ้น🪢การกระโดดเชือกก้อนกระดูกเชือกเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากที่ช่วยให้เจ้าตัวน้อยมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น เพราะการกระโดดเชือกจะเป็นการเหยียดตรงในส่วนของกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อกลางลำตัว และกล้ามเนื้อขา🦵 จึงสามารถทำให้เด็กเจริญเติบโตได้มากขึ้น ลูกควรกระโดดเชือกอย่างต่ำวันละ 10-15 นาที และกระโดดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเพิ่มความสูงและฝึกความอดทนให้กับร่างกายค่ะ🎪การกระโดดบนแทรมโพลีนเด็กๆทุกคนล้วนเพลิดเพลิน🥳กับการกระโดดบนแทรมโพลีน เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุกและยังช่วยพัฒนาเรื่องความสูงได้ด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกกระโดดบนแทรมโพลีนเพียงวันละ 10-20 นาที ก็สามารถเพิ่มความสูงได้ตั้งแต่ 2.5 ถึง 10 เซนติเมตร🧘‍♀️การเล่นโยคะการที่คุณแม่ให้ลูกฝึกเล่นโยคะจะเป็นการช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังและช่วงลำตัวของเด็กๆ👧 ให้สามารถยืดหยุ่นได้อย่างดีและเป็นการเพิ่มความสูงได้ด้วยค่ะ🏃‍♀️การวิ่งจ๊อกกิ้งการวิ่งจะไปช่วยส่งเสริมการหลั่งของโกรทฮอร์โมน ซึ่งถือเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เด็กเจริญเติบโต และยังไปกระตุ้นให้เกิดการยืดตัวเพื่อเพิ่มความสูง ทำให้หัวใจ🫀เต้นเร็วขึ้นและมีเลือดไปสูบฉีดหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายการนอนหลับช่วยให้เด็กสูงขึ้นได้💤โกรทฮอร์โมนทำให้เด็กสูงขึ้นในช่วงที่ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างสนิ😴ท จะมีการหลังฮอร์โมนชนิดต่างๆที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นที่คุ้นหูกันอย่างมาก นั่นก็คือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้มวลกระดูก🦴ของลูกแข็งแรง  ขนาดยาวขึ้น และทำให้ลูกสูงขึ้นนั่นเองค่ะทานวิตามินเพิ่มความสูง💊วิตามินบี 1 (Vitamin B1)วิตามินบี 1 จะไปช่วยเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงระบบหัวใจ🫀ของลูก อีกทั้งยังช่วยในเรื่องระบบการย่อยและดูดซึมอาหารให้เป็นไปตามปกติ ทำให้ร่างกายของลูกดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น💊วิตามินบี 2 (Vitamin B2)วิตามินบี 2 นั้นมีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านกระดูก ผิว เล็บ💅 และเส้นผมให้แข็งแรง และยังไปช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ทำให้มีการพัฒนาที่ไวยิ่งขึ้น💊วิตามินดี 3 (Vitamin B3)วิตามินบี 3 สามารถทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้เร็วยิ่งขึ้น จึงมีผลต่อการพัฒนาของการเจริญเติบโตและกระดูก🦴ของลูกน้อย อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในเด็กได้ด้วย💊วิตามินเค (Vitamin K)วิตามินเคจะกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนในกระดูก อีกทั้งยังเข้าไปซ่อมแซมและรักษาเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกให้มีความยืดหยุ่น จึงสามารถทำให้เด็กสูงขึ้นได้⬆️ 💊วิตามิน F (Vitamin F)หน้าที่ของวิตามินเอฟคือจะไปช่วยละลายไขมันอิ่มตัว ช่วยลดไขมันส่วนที่ไม่ดีออกจากร่างกาย และยังไปช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์กระดูกใหม่ ทำให้กระดูกยืดตัวเร็ว เพิ่งส่งผลให้เจ้าตัวน้อย👧มีความสูงที่เพิ่มขึ้นได้🥩โปรตีน (Protein)โปรตีนจัดเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญมากในการเจริญเติบโต เพราะร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อไปช่วยส่งเสริมการหลั่งของโกรทฮอร์โมน และทำหน้าที่ให้กระดูกของลูกยาวขึ้น โปรตีนที่หาได้จากจากธรรมชาติ เช่น ไข่ไก่🥚 เนื้อแดงไม่ติดมัน ปลาแซลมอน กุ้ง🦐 และฟักทอง เป็นต้น🥛แคลเซียม (Calcium)แคลเซียมจัดว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากต่อเด็กที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโต เนื่องจากกระดูกที่กำลังยืดตัวนั้นต้องการแคลเซียมจำนวนมากในการเสริมสร้างมวลกระดูกที่แข็งแรง💪 ไม่แตกหักและเปราะง่าย ถึงเป็นสาเหตุว่าหากลูกได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจจะทำให้มวลกระดูกไม่แข็งแรงและไม่สูงขึ้นนั่นเองค่ะ     สรุปได้ว่า คุณแม่สามารถประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อเป็นการทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโต มีสุขภาพแข็งแรงและมีส่วนสูงที่ได้ตามมาตรฐาน อีกทั้งคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับโภชนาการอาหาร🍲และการพักผ่อนที่เพียงพอ😴 เพราะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกเจริญเติบโตค่ะ

Content Image

ความเป็นส่วนตัวสำคัญต่อเด็กอย่างไร?

ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่เด็กก็ต้องการ และบางครั้งเราก็ไม่สามารถไปห้ามให้เขาเรียนรู้อะไรต่างๆได้ รวมถึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกได้ทุกอย่าง ดังนั้นการทำให้ลูกเข้าใจความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ ความเป็นส่วนตัวของเด็ก✨มาทำความเข้าใจกับความเป็นส่วนตัวของเด็กกันเถอะ!หลายๆคนอาจคิดว่าเด็ก👶จะต้องการความเป็นส่วนตัวเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งความจริงแล้วเด็กเล็กก็ต้องการความเป็นส่วนตัวค่ะ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายๆคนถกเถียงกันว่าการที่คุณแม่ถ่ายภาพ🖼️ลูกลงสื่อออนไลน์นั้น จริงๆแล้วนั่นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของลูกหรือเปล่า ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้สอนลูกให้เข้าใจนั่นเองค่ะ ซึ่งความเป็นส่วนตัวนั้นมีความสำคัญมากทั้งในผู้ใหญ่และในเด็กและการที่พ่อแม่ให้ความเป็นส่วนตัวลูกมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ค่ะหากผู้ปกครองไม่ให้ความเป็นส่วนตัวกับเด็กจะส่งผลอย่างไร?✨ทำให้ลูกขาดความมั่นใจเมื่อลูกถูกจำกัดกิจกรรมที่สามารถทำได้ และมีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลือดูแลตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆให้ตลอด สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ลูกเป็นคนขาดความมั่นใจและไม่กล้าตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง เพราะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้😔✨ลูกจะเกิดการต่อต้านหากลูกรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพื้นที่ส่วนตัว🔒 ไม่ว่าจะทางจิตใจหรือทางร่างกาย สิ่งเหล่าจะส่งผลให้ลูกรู้สึกไม่สบายใจและเกิดความกดดัน โดยเด็กจะเริ่มแสดงปฎิกิริยาต่อต้านซึ่งอาจจะเป็นทางอ้อมหรือทางตรง ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยไว้ปัญหาเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาหลักและลูกอาจไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ค่ะ  ✨ลูกขาดโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตนเองการไม่ให้พื้นที่ส่วนตัวกับลูกจะเป็นการขัดโอกาสการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวด้วยตนเอง เพราะมีการถูกตีกรอบ🖼️ จากคุณพ่อคุณแม่มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ควรให้พื้นที่แก่ลูกในการเรียนรู้ และคอยดูแลลูกอย่างระมัดระวังค่ะวิธีสอนลูกให้รู้จักความเป็นส่วนตัว✨เข้าใจพื้นฐานความคิดคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกเข้าใจพื้นฐานความคิดว่าลูกมีอิสระที่จะคิด💡และทำสิ่งใดๆที่ไม่เดือดร้อนและไม่เป็นผลเสียต่อผู้อื่น และเมื่อลูกคิดดีทำดีก็ให้คำชมและให้รางวัล เมื่อทำผิดก็ต้องกล่าวเตือนอย่างเหมาะสม✨ความเป็นส่วนตัวอื่นๆพื้นที่ส่วนตัวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ในห้องนอนของลูก🛏️ แต่รวมถึงพื้นที่ในส่วนอื่นๆอย่าง ของที่ไว้ให้ลูกใช้คนเดียว หรือ พื้นที่สื่อออนไลน์ซึ่งเหล่านี้เป็นความเป็นส่วนตัวพื้นฐานที่ควรจะให้ลูกมี✨ให้ลูกไว้ใจที่จะปรึกษาเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น ลูกก็จะต้องเจอกับโลกภายนอก🗺️ และเมื่อต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ลูกก็อาจเกิดความกังวลและสับสน ซึ่งบางครั้งลูกก็ไม่กล้าเล่าเรื่องที่พบเจอให้กับคนในครอบครัว👪ฟัง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสร้างให้เกิดความเชื่อใจระหว่างลูกและพ่อแม่ และเมื่อลูกมีการแสดงออกที่เปลี่ยนไปให้พยายามถามถึงปัญหา โดยไม่ควรบังคับให้ตอบ และพยายามพูดคุยอย่างเป็นกันเองและให้ลูกรู้สึกอบอุ่น เพื่อให้ลูกกล้าปรึกษาถึงปัญหาของเขา

Content Image

ระวัง! กระเป๋านักเรียนหนักเกินไปหรือเปล่า?

หลายๆคนเคยเห็นเด็กตัวน้อยสะพายกระเป๋าที่หนังอึ้งไปด้วยหนังสือเพื่อไปโรงเรียนใช่ไหมคะ หรือบางคนอาจจะเคยผ่านประสบการณ์นั้น ซึ่งความจริงแล้วการแบกของที่หนักแบบนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพคอและหลัง รวมถึงส่งผลต่อให้เกิดความผิดปกติของกระดูกได้อีกด้วยคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมีการเตือนจากหลายๆท่านมาว่าการที่กระเป๋านักเรียน🎒หนักเกินไป หรือ การสะพายกระเป๋าที่ออกแบบมาไม่เหมาะสมกับสรีระของเด็กก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพแผ่นหลังในอนาคตได้ เนื่องจากน้ำหนักของกระเป๋าจะมีการกดทับบริเวณ ไหล่ กล้ามเนื้อคอ หลัง และกระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ ไหล่ หลังได้แล้วผู้ปกครองสามารถดูแลเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้างนะ?ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า เราไม่ควรให้เด็กแบกกระเป๋านักเรียนที่มีน้ำหนักเกิน 15% ของน้ำหนักตัว เพราะจะทำให้หลังโค้ง ปวดคอ ไหล่ หลัง และเสี่ยงเตี้ยในระยะยาว โดยควรมีล็อกเกอร์🔒ให้เด็กใช้ และจัดตารางการเรียนอย่างเหมาะสม ไม่ให้เด็กแบบของหนักไปมาน้ำหนักกระเป๋าที่เหมาะสม เกณฑ์น้ำหนักกระเป๋านักเรียนที่ทั่วโลกกำหนดไว้คือไม่ควรเกิน 10-20% ของน้ำหนักตัว ยกตัวอย่างเช่น หากเด็กมีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ก็ไม่ควรแบกกระเป๋าที่น้ำหนักเกิน 2-4 กิโลกรัมเกณฑ์น้ำหนักกระเป๋านักเรียนที่ประเทศไทยกำหนดไว้คือประเทศไทยได้มีการกำหนดไว้กลางๆที่ 15% ของน้ำหนักตัวของเด็ก👩‍👧‍👧 ซึ่งการแบกกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากาเกินไปนั้นอาจส่งผลในระยะสั้น หรืออาจส่งผลในระยะยาวได้ บางครั้งอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านความสูงได้เลยทีเดียว และสุขภาพก็ย่อมส่งผลกับประสิทธิภาพของการเรียนด้วยขณะเดียวกันรศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์👨‍⚕️ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวว่า จากการศึกษามีการพบว่านักเรียนไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-4 ต้องแบกกระเป๋าหนักเรียนที่หนักมากจนเกินมาตรฐาน โดยหากเป็นกระเป๋าสะพายคุณพ่อคุณแม่ควรดูว่ากระเป๋าไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง และควรจัดวางให้สมดุลนั่นเองค่ะ

Content Image

ลูกหนีออกจากบ้าน ทำยังไงดี?

     คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงเผชิญกับปัญหาเมื่อลูกโกรธแล้วจึงเก็บข้าวของหนีออกจากบ้าน🏡 ทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลว่าลูกจะหนีไปที่ไหนกัน วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีรับมือกับปัญหาลูกหนีออกจากบ้าน คุณแม่ควรทำอย่างไรเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์นี้💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกหนีออกจากบ้าน✨ลูกเบื่อการอยู่ที่บ้านหรือสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่อยากอยู่ที่บ้าน เกิดมาจากการที่อยู่บ้านแล้วลูกรู้สึกว่าไม่มีความสุข เช่น การถูกบังคับ🫡หรือถูกกดดันจนมากเกินไป✨ลูกติดเพื่อนเมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะมีอาการติดเพื่อนจนงอมแงม👯‍♂️ ทำให้อยากออกไปเล่นกับเพื่อนทั้งวัน แล้วรู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน เพราะไม่มีเพื่อนเล่น✨คุณพ่อหรือคุณแม่มีการแต่งงานใหม่ในกรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่มีการแต่งงานใหม่👰‍♀️ เด็กอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวเป็นอย่างมาก เพราะเหตุอาจจะรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากกลับมาบ้านที่สภาพแวดล้อมและกฎระเบียบภายในบ้านถูกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เด็กรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย✨เกิดจากการเลี้ยงลูกแบบตามใจเด็กที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจจนมากเกินไปจะมีนิสัยที่เอาแต่ใจตนเอง และเมื่อเด็กรู้สึกโกรธ🤬และรู้สึกไม่พอใจ ก็จะทำการเก็บข้าวของและเตรียมตัวหนีออกจากบ้านไป พฤติกรรมนี้ถือเป็นพฤติกรรมการประชดของลูกนั่นเอง✨ลูกหลงเชื่อคนแปลกหน้าการถูกชักชวนโดยคนแปลก👨🏻‍💼หน้านั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกหนีออกไปจากบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะชวนเชื่อ หรือบุคคลต่างๆที่ลูกพึ่งได้พบเจอ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกอย่างมากสิ่งที่คุณแม่ควรทำเมื่อลูกหนีออกจากบ้าน👉ปรับความเข้าใจกับลูกควรพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกับลูก อภิปรายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันภายในครอบครัว สิ่งใดที่ทำให้เด็กไม่ชอบ😕 หรือทำให้เด็กรู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรแก้ปัญหาด้วยเหตุผลค่ะ👉หมั่นให้ความรักและเอาใจใส่มากขึ้นเด็กบางคนมักรู้สึกว่าตัวเองเดียวดายและถูกทอดทิ้งอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่บ้าน แต่ก็ไม่สามารถพึ่งพิงหรือปรึกษาบุคคลภายในบ้านได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นคอยให้ความรัก🥰และเอาใจใส่ลูกมากขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่าโดนทอดทิ้งและเดียวดาย👉เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกต👀พฤติกรรมของลูก หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ก็ควรเอาใจใส่และถามไถ่ลูกอยู่เสมอถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เงียบเฉยและละเลยถึงปัญหาที่ลูกกำลังเผชิญอยู่👉คอยอธิบายสิ่งต่างๆให้ลูกฟังคุณพ่อคุณแม่ควรคอยอธิบาย🗣️สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวให้ลูกรับรู้และเข้าใจอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยผ่านให้เด็กคิดไปเอง หรือเข้าใจผิด เพราะนั่นอาจเป็นวิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดและไม่อยากอยู่ที่บ้าน👉ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรระลึกไว้เสมอคือการที่ตนเองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เพราะเด็กมักชอบลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากคนในครอบครัวและบุคคลรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศในบ้านที่มีแต่ความสนุก🥳และความอบอุ่น และไม่ควรทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าให้ลูกเห็น      การที่เด็กตัดสินใจเก็บข้าวของแล้วหนีออกจากบ้าน🏡นั้นล้วนมาจากการที่เด็กมีปมอยู่ในใจ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดอกคุยกันกับลูกถึงปัญหาที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ และใช้เหตุผลในทางการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั่นเอง

Content Image

ปอดอักเสบในเด็ก

  โรคปอดอักเสบ🫁หรือปอดบวมในเด็กเป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งส่งผลต่อปอดโดยตรงเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมนะคะ เนื่องจากการแทรกแซงและการป้องกันแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลลูก👶ของเราให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ โรคปอดอักเสบเกิดจากอะไรโรคปอดบวม🫁ในเด็กเกิดขึ้นเมื่อถุงลมในปอดเกิดการอักเสบและเต็มไปด้วยของเหลวหรือหนอง ทำให้หายใจลำบาก การติดเชื้อนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ แบคทีเรีย🦠 Streptococcus pneumoniae ไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคปอดบวม ซึ่งรวมถึงทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรังด้วยนะคะ เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจ🫀และเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือเต็มไปด้วยควัน✨อาการของโรคปอดบวม อาการก็อาจแตกต่างกันไปค่ะ แต่สัญญาณทั่วไปที่ต้องระวัง ได้แก่ อาการไอ ซึ่งอาจสร้างเสมหะได้ค่ะ อาการหายใจเร็ว😮‍💨หรือลำบากเกินไป อาการเจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบ่อยๆ อาการมีไข้ มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้ว อาการความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง😰 อาการเบื่ออาหาร รวมถึงการกินอะไรไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ และอาการริมฝีปากหรือเล็บมีสีฟ้า อันนี้จัดอยู่ในกรณีที่รุนแรงมากค่ะวิธีรักษาปอดอักเสบการรักษาทั่วไป คือการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 หากปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ บ้างก็ใช้ยาต้านไวรัส หากปอดบวมเกิดจากไวรัส อาจสั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการพักผ่อน😴 และดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะจะสนับสนุนกระบวนการบำบัดของร่างกายได้ดีนะคะ อีกวิธีคือการใช้ยาบรรเทาปวดที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้🤒 ความเจ็บปวด และการอักเสบได้ บ้างก็ใช้ยาระงับอาการไอ หากอาการไอของคุณรุนแรงหรือต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาระงับอาการไอเพื่อบรรเทาอาการค่ะ และสุดท้ายคือการการบำบัดด้วยออกซิเจน ในกรณีที่รุนแรง อาจให้ออกซิเจนเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าระดับออกซิเจนในเลือดเพียงพอค่ะ💊ใช้ยาต้านเชื้อราและอีกหนึ่งวิธีคือการรักษาจำเพาะ ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยมีอาการปอดบวมจากแบคทีเรีย🦠 มักใช้ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย บางกรณีปอดอักเสบจากไวรัส อาจมีการกำหนดยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสที่เกิดจากไวรัสบางชนิด หรือบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา อาจมีการสั่งยาต้านเชื้อรา เช่น fluconazole หรือ amphotericin B เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา และบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากการสำลัก การรักษาอาจรวมถึงยาปฏิชีวนะ💊 กายภาพบำบัดทรวงอก และการรักษา วิธีป้องกันโรคปอดอักเสบ👉1. รับวัคซีน ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้รับวัคซีน💉ป้องกันโรคปอดบวมที่แนะนำ เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสคอนจูเกต (PCV13) และวัคซีนนิวโมคอคคัสโพลีแซคคาไรด์ (PPSV23) วัคซีนเหล่านี้สามารถป้องกันสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคปอดบวมจากแบคทีเรีย👉2. รักษาสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่🧼และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ หากไม่มีสบู่และน้ำ ให้ใช้เจลทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์👉3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โรคปอดบวมอาจเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองในทางเดินหายใจ พยายามหลีกเลี่ยง🙅‍♀️การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อทางเดินหายใจ 👉4. ปิดปากและจมูก เมื่อไอหรือจาม ให้ใช้ทิชชู่🧻หรือข้อศอกปิดปากและจมูก แทนที่จะใช้มือ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค👉5. รักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถช่วยป้องกันโรคปอดบวมได้ รับประทานอาหารที่สมดุล🍲 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 และจัดการกับระดับความเครียด👉6 หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง การสูบบุหรี่🚬ทำลายปอดและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้คุณติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น👉7. ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ไปพบผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ และปฏิบัติตามการตรวจคัดกรองหรือการรักษาที่แนะนำเพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม  เพื่อป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก👶 สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคที่ติดเชื้อได้และให้รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอโดยการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงควันบุหรี่🚬 ควันไฟ🔥 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด❄️ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจอ่อนแอลง และทำให้เด็กๆ ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นค่ะ รวมถึงการฝึกนิสัยด้านสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคปอดบวม  สนับสนุนให้เด็กๆ ล้างมือ🤲ให้สะอาดและบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ ได้ค่ะ

Content Image

เคล็ดลับกระตุ้นสมองลูกน้อย

ทราบหรือไม่คะว่า สมองนั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่และจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในทุก ๆ ด้านตั้งแต่ตอนนั้นไปจนถึงอายุประมาณ 4 ขวบ และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการกระตุ้นในช่วงขวบปีแรกนั้นมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองยังไม่ถูกปิดกั้นนั่นเองยิ่งไว้ยิ่งได้เปรียบกระตุ้นตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นได้โดยการลูบหน้าท้องและคุยกับลูกบ่อยๆ รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงของที่เป็นอันตรายต่อสมองและสุขภาพของลูกในครรภ์🤰 อย่างบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ พยายามเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ใช้ภาษาเด็กเล็กคุยกับลูก หรือ ที่เรียกว่า Baby Talkคือการที่ผู้ใหญ่พูดกับเด็กเล็กโดยใช้เสียงเล็กๆ👶 หรือว่าเสียงสองเสียงสามนั่นเอง โดยจังหวะการพูดก็จะมีความแตกต่างกับการพูดกับผู้ใหญ่ และจะมีศัพท์ที่แตกต่างไป ใช้การพูดซ้ำๆ และน้ำเสียงโทนสูงกว่าปกติ พร้อมทั้งใช้สีหน้าท่าทางประกอบกับการพูดไปด้วยใกล้ชิดกับลูกน้อยพยายามใช้เวลาเล่นกับลูกบ่อยๆสำหรับทารกแรกเกิดอาจใช้การเล่นจ๋ะเอ๋ ตบมือ👏 กำแบมือ และเมื่อโตขึ้นมาสามารถหาของเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการได้ อาจจะเป็นบล็อคต่อ ตุ๊กตาขยับได้เป็นต้นไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆเด็กมักจะต้องการความรัก🥰และความอบอุ่นจากพ่อแม่ รวมถึงกสร้างความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่ก็เป็นตัวกำหนดถึงอารมณ์ของลูกในอนาคตเช่นกัน เมื่อลูกรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นสมองก็จะหลั่งสารเอ็นโดรฟินและสารออกซิโทซิน ที่จะส่งเสริมให้ลูกมีความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และช่วยให้สมอง🧠พัฒนารวดเร็วขึ้นอีกด้วย สัมผัสด้วยการนวดการนวดนั้นเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งด้วยการสัมผัส ซึ่งการนวดนี้จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดี เมื่อลูกน้อยอารมณ์ดีสมอง🧠ก็จะสามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยได้มีงานวิจัยเผยว่าทารกที่ขาดการสัมผัสด้วยความรักความอบอุ่นนั้นจะมีขนาดของสมองที่เล็กกว่าเด็กทั่วไป รวมถึงการสัมผัสจะช่วยให้ทารกเรียนรู้ร่างกายของตนเองได้อีกด้วยชวนลูกอ่านหนังสือการอ่านนิทานหรือหนังสือ📖ให้ลูกฟังบ่อยๆจะช่วยกระตุ้นให้ลูกมีจิตนาการ รวมถึงช่วยกระตุ้นประสาทตาและหูอีกด้วย การอ่านหนังสือยังทำให้มีการสร้างเส้นใยสมองเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่อยู่ในนั้นไปด้วย

Content Image

ปัสสาวะแสบขัดเกิดจากอะไร? รับมืออย่างไรได้บ้าง?

ปัสสาวะขัด หรือ Dysuria เป็นอาการแสบร้อน หรือ ปวดแสบขณะที่ปัสสาวะ ซึ่งสามารถพบในเด็กได้ด้วย ซึ่งวันนี้ เราจะมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัดและจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้างค่ะ  ปัสสาวะขัดในเด็กปัสสาวะขัด คืออะไรกันแน่นะ?ปัสสาวะขัด คือ อาการที่รู้สึกแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ🚽จนทำให้ปัสสาวะติดขัด ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่และเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นปัสสาวะขัดและอาจทำให้เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไม่ควรนิ่งนอนใจดังนั้นหากลูกบ่นว่ามีอาการแสบขณะปัสสาวะ หรือ มีอาการปวดก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการมีอาการขัดแสบ เป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังมีความผิดปกติได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบปัสสาวะอักเสบ มีการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ หรือ อาจมีนิ่วในไตก็เป็นได้ค่ะ😫 ปัสสาวะขัดอาจเป็นโรคเหล่านี้อาการปัสสาวะขัด หรือการแสบร้อนอาจไม่ได้หมายถึงการเป็นกระเพาะปัสสาวะอีกเสบเพียงอย่างเดียวแต่สามารถเสี่ยงเป็นโรคอื่นๆได้ โดยสามารถดูจากอาการดังต่อไปนี้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)หากมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย มีปริมาณปัสสาวะน้อย🚽 ปัสสาวะมีกลิ่น หรือมีสีขุ่น ร่วมกับการปัสสาวะขัด นั่นอาจหมายถึงว่าลูกมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ค่ะ ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis)หากมีอาการปัสสาวะบ่อย มีของเหลวเกิดขึ้นในท่อปัสสาวะ และปลายท่อปัสสาวะมีรอยแดง พร้อมกับปัสสาวะขัดอาจหมายถึงว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่เป็นท่อปัสสาวะอักเสบก็เป็นได้ค่ะ😫ช่องคลอดอักเสบ (Vaginitis)หากลูกมีอาการคันหรือเจ็บบริเวณอวัยวะเพศร่วมกับการปัสสาวะขัด อันนี้อาจหมายถึงช่องคลอดอาจอักเสบได้ค่ะกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)หากลูกมีปัสสาวะสีขุ่น มีไข้🌡️ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการปวดหลังบริเวณส่วนบน ร่วมกับการปัสสาวะขัด นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคกรวยไตอักเสบวิธีลดความเสี่ยงปัสสาวะแสบคุณพ่อคุณแม่สามารถลดความเสี่ยงของอาการปัสสาวะขัดของลูกได้โดยปฎิบัติตามนี้ค่ะ ✨พยายามให้ลูกทานอาหาร🍲ให้ครบ 5 หมู่✨ให้ลูกดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อเป็นการขับแบคทีเรียผ่านปัสสาวะ✨เลี่ยงอาการที่มีคาเฟอีน✨เข้าห้องน้ำ🚽ทันทีที่ทำได้ ไม่ควรให้ลูกอั้นปัสสาวะหากไม่จำเป็น ✨ในเด็กผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า จึงต้องทำความสะอาดให้ดี✨พยายามหาเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อไม่ให้อับชื้น และเคลื่อนไหวได้สะดวก✨ไม่ควรแช่หรืออาบน้ำ🚿นานเกิน 30 นาทีเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ทีนี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถป้องกันอาการปัสสาวะขัดของลูกได้ส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งหากพบว่าลูกมีอาการปัสสาวะขัดก็ควรจะพาไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้เร็วที่สุดนะคะ 

Content Image

โรคสมาธิสั้นในเด็กเป็นอย่างไร?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจพบเจอว่าทำไมลูกถึงไม่ค่อยมีสมาธิและทำอะไรนานๆไม่ค่อยได้ ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นอาจกำลังบ่งบอกว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นก็เป็นได้ โรคสมาธิสั้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรและควรรับมืออย่างไร วันนี้เราไปดูกันค่ะ โรคสมาธิสั้นคืออะไร? สาเหตุของโรค?โรคสมาธิสั้น คืออะไร?โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นภาวะที่สมองมีความบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งจะพบพฤติกรรมผิดปกติได้สามอย่างคือ อาการอยู่ไม่นิ่ง ขาดสมาธิต่อเนื่อง และขาดการยั้งคิด ซึ่งเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน เด็ก👶ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะแสดงพฤติกรรมชัดเจนกว่า สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นสาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นนั้นมาจากพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง🧠 และสาเหตุอีกส่วนมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่นคุณแม่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือ มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรืออาจมีปัจจัยของการเลี้ยงดู เช่น ปล่อยให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป หรือ การเลี้ยงดูอย่างไม่เป็นระเบียบวินัยลักษณะของโรคสมาธิสั้นโรคสมาธิสั้นนั้นมีลักษณะทางคลินิกที่มีความผิดของสมอง ทำให้เด็กไม่สามารถจดจำสิ่งที่ตั้งใจจะทำ หรือ ทำให้ขาดการยับยั้บชั่งใจ รวมถึงไม่สามารถวางแผนได้ ซึ่งโรคสมาธิสั้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)อาการไม่อยู่นิ่งนั้นจะสามารถสังเกตุเห็นได้ชัดในวัยเด็กเล็ก ซึ่งเด็กจะมีความซุกซนมากกว่าคนอื่น จะมีการเคลื่อนไหวร่างกาย วิ่งไปมา🏃 ปีนป่ายไม่หยุดนิ่ง และจะมีการส่งเสียงดัง พูดเยอะ และมักจะลุกเดินบ่อยๆ หรือชอบก่อกวนเพื่อนในห้อง และเมื่อโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็จะไม่มีความอดทนที่จะทำกิจกรรมอย่างสงบได้ และจะรู้สึกกระวนกระวายใจขาดสมาธิที่ต่อเนื่อง (Inattention)อาการขาดสมาธิต่อเนื่องจะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดในช่วงวัยเรียน โดยเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการเหม่อลอย ไม่ตั้งใจฟัง เปลี่ยนความสนใจง่าย และทำงานไม่สำเร็จรวมถึงเด็กจะมีอาการหลงลืมง่าย ไม่มีการบริหารเวลา🕐 หรือ จัดระเบียบ ไม่มีความรับผิดชอบ ทำของหายบ่อยๆ  อย่างไรก็ตามหากได้ทำกิจกรรมที่ชอบเช่นดูทีวี เล่นเกมก็จะสามารถดูได้เป็นเวลานานค่ะ อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity)อาการนี้จะสามารถพบได้ในวัยเด็กเล็ก👶 โดยเด็กจะมีอาการหงุดหงิด ใจร้อน เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือเวลาที่ต้องอดทนรอ รวมถึงมักจะไม่ระวังอันตราย และชอบเล่นแรง เมื่อโตขึ้นจะไม่สามารถอดทนรอคอยได้ ชอบแทรกเวลาคนอื่นพูด เมื่อเป็นวัยรุ่นจะมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว และไม่ไตร่ตรอง รวมถึงอาจทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายอยู่บ่อยๆวิธีรักษาโรคสมาธิสั้นหากได้รับการวินิจฉัยว่าลูกน้อยเป็นโรคสมาธิสั้น ผู้ปกครองควรทำตามคำแนะนำของแพทย์และลองปรับใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของลูกดูนะคะ ✨โดยพยายามนำสิ่งที่อาจจะรบกวนลูกได้ออกไป เพื่อให้ลูกทำการได้อย่างสงบและมีสมาธิ✨กำหนดกิจวัตรประจำวันของลูกได้เป็นแบบแผน กำหนดเวลาของแต่ละกิจกรรมไว้เลย✨พยายามนำสิ่งที่อาจจะรบกวนลูกได้ออกไป เพื่อให้ลูกทำการได้อย่างสงบและมีสมาธิ✨ลองแบ่งงานบ้านง่ายๆให้ลูกทำ ไม่ควรให้ลูกทำหลายอย่าง รวมถึงให้กำลังใจลูกเมื่อลูกทำได้สำเร็จ และควรบอกให้ลูกทำเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม✨พยายามบอกล่วงหน้าเมื่อต้องการสั่งงาน รวมถึงพยายามให้ลูกทำสำเร็จได้ด้วยตนเอง✨หากลูกมีพฤติกรรมก่อกวน พยายามเบี่ยงเบนความสนใจโดยการทำกิจกรรมอื่น หรือพยายามให้ลูกหยุดทำพฤติกรรมอย่างนุ่มนวล✨ใช้วิธี Time out หรือ ลงโทษโดยการลดเวลาการดูทีวีลง✨พูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ✨คอยฝึกให้ลูกรู้จักการอดทนและการรอคอย สามารถเป็นตัวอย่างให้ลูกดูได้โรคสมาธิสั้นนั้นสามารถแก้ไขได้ ซึ่งการแก้ไขนั้นเริ่มเร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมื่อลูกยังเล็กเขาจะสามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้ดีกว่าตอนโตนั่นเองค่ะ 

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกนอนหลับยาก

สำหรับผู้ปกครองที่พบปัญหาเรื่องการนอนของลูกเนื่องด้วยว่าลูกนอนหลับยาก ตื่นบ่อยๆ เหล่านี้มีสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุที่ลูกหลับยาก✨ให้นมลูกบ่อยเกินไป การนอนหลับยากมักเกิดจากการที่แม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เพราะธรรมชาติของทารกมักใช้ปากในการแสดงความต้องการ ทารกร้องไห้ทุกครั้งไม่ว่าจะรู้สึกหิว อิ่ม ง่วง เหนื่อย ร้อน หรือ เย็น ทารกมักจะร้องไห้และอ้าปากเพื่อดูด หากให้นมเพราะเข้าใจว่าลูกหิวทุกครั้งที่ร้องไห้😭 จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้หิวก็ได้นะคะ เพราะ ระบบประสาทของลูก มีหน้าที่ในการกระตุ้นเมื่อหัวนมของแม่สัมผัสกับปากก็จะดูดทันทีค่ะ เมื่อลูกไม่ได้หิวพอให้นมเยอะไปก็จะท้องอืด แน่นท้องนั่นเองค่ะ ✨สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้ดีกว่าสภาพแวดล้อมในห้องเหมาะสมกับการนอน💤ของลูกหรือไม่ โดยไม่ควรร้อนหรือหนาวจนเกิดไป 24-26 องศาเซลเซียส เป็นอากาศที่กำลังสบายสำหรับลูก และห้องไม่ควรมีเสียงดัง และควรมีอากาศถ่ายเทที่ดีสาเหตุอื่นๆ✨ไม่สบายสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับ💤ยากอาจเกิดจากการป่วย เช่น อาการหวัด อาการจุกเสียด ปวดท้อง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กหลับยากและตื่นมาร้องนั่นเองค่ะ✨ลูกแพ้นมเด็กที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจเกิดจากการแพ้นม หากทานนมแม่อยู่อย่างเดียว อาจเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่ทาน เพราะมันสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้ อาหารที่อาจทำให้ลูกแพ้ เมื่อคุณแม่ทานเข้าไปได้แก่ นมวัว🥛 ถั่ว ชีส อาหารทะเล เป็นต้น หากลูกทานนมผงอยู่ก็อาจมาจากการแพ้ โปรตีนนมวัวที่เป็นส่วนผสมของนมผงค่ะวิธีแก้ไขเมื่อลูกหลับยากเมื่อทราบสาเหตุกันไปแล้ว เราก็มาดูวิธีแก้ไขเมื่อลูกน้อยหลับยากกันดีกว่าค่ะ💤อย่างแรกเลยคือให้กำหนดเวลาในการนอนที่แน่นอน เพราะการฝึกให้ลูกนอนและเวลาตื่นเวลาเดิมๆ จะทำให้ร่างกายของลูกเคยชิน 💤พยายามพาลูกไปเดินเล่น ให้สัมผัสกับแสงแดด☀️ และเมื่อตกกลางคืนก็สามารถสร้างบรรกาศที่เหมาะสมกับการนอน โดยห้องไม่ควรมีเสียงดัง💤ห้องนอนไม่ควรที่จะร้อนจนเกินไป เพราะเหงื่อจะทำให้ลูกไม่สบายตัว รวมถึงไม่ควรเปิดแอร์เย็นจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากได้และทำให้ไม่สบายตัวได้ค่ะ💤คุณพ่อคุณแม่อาจเปิดเพลงคลาสิค🎵ให้ลูกฟังเพื่อนให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบก่อนนอน จะทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ💤หรือคุณพ่อคุณแม่อาจใช้ตัวช่วยจุกปลอม! เพื่อให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น อย่าลืมค่อยๆดึงจุกปลอมออกเมื่อลูกหลับนะคะ💤เปิดไฟสลัวๆ💡 โดยไฟไม่ควรมีแสงจ้าจนเกินไป ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และควรปิดไฟหลังลูกหลับเพราะความมืดจะส่งเสริมการนอนหลับที่ดีได้💤ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากในตอนกลางคืน💤เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และไม่อึดอัด เพื่อให้ลูกนอนได้สบายๆค่ะ👚💤ควรนำมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆออก และไม่ควรให้ลูกเล่นเมื่อใกล้เวลานอน รวมถึงไม่ควรให้ลูกดูทีวี📺ด้วยค่ะ💤ไม่ควรให้ลูกทานเครื่องดื่มอย่างช็อกโกแลต🍫 หรือน้ำอัดลม ชา เพราะจะทำให้ลูกหลับยากขึ้นค่ะ💤พยายามงดกิจกรรมเล่นผาดโผน รุนแรง หรือ เล่าเรื่องที่น่ากลัวให้ลูกฟังเพราะจะทำให้ลูกตื่นเต้น ตื่นกลัวและนอนไม่หลับนั่นเองค่ะ

Content Image

เรื่องน่ากลัวสำหรับเด็กสำหรับวัยต่างๆ

     ความกลัวนั้นถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติของมนุษย์เรา เพราะเป็นกลไกทางธรรมชาติที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงและเอาตัวรอด จากสิ่งที่ดูเหมือนจะสร้างอันตรายกับเราได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนต่างมีความกลัวเป็นของตนเอง วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาสำรวจถึงความกลัวของเจ้าตัวน้อย👶ในวัยต่างๆว่ามีอะไรบ้าง หากเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อยเป็นของตนเอง หรือเป็นบุคคลที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับเด็ก จะได้มีความเข้าอกเข้าใจในความกลัวของพวกเขามากขึ้น และสามารถเรียนรู้ได้ถึงวิธีการรับมือกับความกลัวของพวกเขาอย่างถูกวิธีค่ะ💁‍♀️ความกลัวของเด็กในแต่ละวัย💫ความกลัวของเด็กแรกเกิดถึง 4 เดือนอันที่จริงแล้วในช่วงอายุประมาณนี้ เด็กจะยังไม่ค่อยมีความกลัวอะไรค่ะ เพราะยังไม่สามารถตระหนักรู้ถึงเรื่องราวรอบตัวมากนัก แต่ที่เราเห็นเจ้าตัวน้อยร้อง😭อาจเกิดจากความไม่ชอบใจบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกไม่สบายตัว อึดอัด หิว แน่นท้อง🤢 อยากขับถ่าย💩 ง่วงนอน😴 แต่เด็กจะสามารถรับรู้ถึงสิ่งเร้าประเภทเสียงได้เป็นอย่างดี หากมีเสียงดังเกิดขึ้นก็อาจทำให้เด็กร้องไห้ได้เช่นเดียวกันค่ะ💫ความกลัวของเด็กช่วง 5 เดือนถึงประมาณ 7 เดือน เนื่องจากเจ้าตัวน้อย👶ในวัยนี้นั้นมีอายุประมาณครึ่งขวบปีได้แล้ว พัฒนาการทางด้านร่างกายดีขึ้น การรับสัมผัสถึงสิ่งเร้ารอบกายดีขึ้น หลักๆแล้วสิ่งเร้าจำพวกเสียง📢ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีได้เสมอ ยกตัวอย่างที่เสียงที่ดังเกินไป💥 หรือเสียงแปลกๆที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง เช่นเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องปั่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องเจาะถนน นอกจากนี้ยังเป็นช่วงอายุที่เด็กเริ่มสามารถจดจำใบหน้าของผู้คนรอบตัวได้แล้ว โดยเฉพาะผู้คนที่เคยเห็นหน้าบ่อยๆอย่างคุณพ่อคุณแม่👫ของเขาเอง จนไปถึงคนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นปกติค่ะที่เด็กจะรู้สึกคุ้นชินกับคนที่เห็นหน้าคร่าตาบ่อยๆ และเกิดความไว้ใจ หากเด็กเห็นคนแปลกหน้าจึงเกิดอาการกลัวขึ้นมาแทนนั่นเอง เพราะรู้สึกไม่ไว้ใจค่ะ💫ความกลัวของเด็กช่วง 7 เดือนถึงประมาณ 1 ขวบปีความกลัวของเด็กในวัยนี้จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น เป็นอิทธิพลจากเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เนื่องจากช่วงก่อนหน้าเด็กสามารถจดจำใบหน้าผู้คนที่คุ้นชินได้แล้ว เมื่อคุ้นชินก็จะเกิดความสบายใจ😌 รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆ เด็กจึงกลัวการแยกขาดจากคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เด็กก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย เราจึงเห็นภาพเด็กๆร้องไห้😭เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่เป็นประจำค่ะ💫ความกลัวของเด็กช่วง 1 ถึง 3 ขวบปีความกลัวของเจ้าตัวน้อย👦ในวัยนี้จะมีความซับซ้อนขึ้นมาอีก เนื่องจากเป็นวัยที่พัฒนาการทางด้านร่างกายและทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นช่วงที่เด็กกำลังอยู่ในวัยจินตนาการ💭 จึงเริ่มกลัวภูติผีปีศาจ👻 กลัวความมืด กลัวภาพที่ไม่คุ้นเคย จนไปถึงกลัวในสิ่งที่ผู้ใหญ่กลัว เพราะเคยได้รับการบอกเล่าว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่กลัวนั้นน่ากลัวอย่างไร นอกจากนี้เด็กในวัยดังกล่าวเป็นวัยที่มีพฤติกรรมการเลียนแบบสิ่งของและผู้คนรอบตัวอยู่แล้ว หากจะกลัวตามผู้ใหญ่อย่างไม่มีเหตุผลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะวิธีรับมือกับความกลัวของเจ้าตัวน้อย👉หากความกลัวของเด็กเกิดจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย🥰 ไม่ใช่ด้วยการเข้าหาลูกตลอดเวลาในเวลาที่ลูกต้องการ แยกขาดจากกันไม่ได้ แต่เป็นการค่อยๆบอกค่อยๆสอนให้เด็กรับรู้ถึงเหตุผลที่ผู้ปกครองของพวกเขาจะไม่อยู่ในบางเวลา แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะกลับมาหาอยู่แล้ว เด็กจะร้องไห้งอแง😭น้อยลงและเริ่มทำความเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลค่ะ👉หากความกลัวของเด็กเกิดขึ้นจากสิ่งเร้าจำพวกเสียง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือสอนให้เด็กๆรู้จักถึงแหล่งกำเนิดของเสียง ทำให้ลูกเข้าใจว่าเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดเสียงนั้นมีอันตรายหรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ หากเด็กเข้าใจว่าอันที่จริงแล้วแหล่งกำเนิดเสียง📢ไม่ได้ก่ออันตราย ตนเองแค่ไม่ชอบที่เสียงดัง💥 เด็กก็จะหายกลัวไปเองค่ะ👉หากความกลัวของเด็กเกิดจากจินตนาการของเขาเอง จนไปถึงภาพที่ไม่คุ้นตา คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้โอกาสที่เด็กกลัวค่อยๆสอน🗣️เช่นกัน ว่าสิ่งที่พวกเขากลัวนั้นมีจริงหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือไม่ หากไม่สมเหตุสมผลเด็กก็จะค่อยๆเลิกกลัวไปเอง เพราะทราบดีว่าไม่สามารถก่ออันตรายต่อตัวพวกเขาเองได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะทราบแล้วนะคะว่าวิธีการรับมือกับความกลัวของเด็กนั้นไม่ได้ยากเกินความสามาถของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ดูถูกความกลัวของเด็ก👶ค่ะ ทำให้พวกเขาเห็นว่าเราเคารพในความรู้สึกของพวกเขา ไม่ได้ดูถูก มันเป็นความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้นได้ แล้วจึงค่อยๆสอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย🥰 ได้รับความเคารพความคิดเห็นและเห็นอกเห็นใจ เจ้าตัวน้อยก็จะค่อยๆเปิดใจที่จะเรียนรู้ตามวัยของพวกเขาเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.