Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอลูก!

เด็กวัยซนมักจะชอบนำของเข้าปาก เข้าจมูก เข้าหู ซึ่งเป็นความอยากรู้อยากเห็นตามวัยของลูก แต่หากคุณพ่อคุณแม่คลาดสายตาเพียงไม่กี่วินาทีก็อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับลูกได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงนำข้อมูลวิธีดูแลเจ้าตัวน้อยมาฝากกันค่ะ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในคอของลูก อาการเพื่อมีสิ่งแปลกปลอมในช่องปาก👄หากพบสิ่งแปลกปลอมในคอหรือช่องปากเช่น ก้างปลา🐟 เข็มกลัด ไม้จิ้มฟัน เม็ดถั่ว ถ่าย เหรียญ เด็กมักจะมีการไอ สำลัก มีเสียงแหบ หอบเหนื่อย หายใจดัง หายใจผิดปกติ อาจ อาเจียน รู้สึกเจ็บขณะกลืน กลืนลำบาก ซึ่ง อาการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าอาหารที่หล่นลงไปนั้นหล่นเข้าไปในทางเดินอาหารหรือหลอดลมของลูก และอยู่ที่ตำแหน่งใดค่ะ การดูแลเบื้องต้นเมื่อพบสิ่งแปลกปลอมในปากในเด็กเล็กหากพบว่าลูกกำลังนำวัสดุแปลกปลอมเข้าปากให้นำสิ่งนั้นออกมาอย่างช้าๆ ไม่ควรทักเสียงดัง เพราะจะทำให้เด็กตกใจและอาจกลืนเข้าไปได้ หากลูกกลืนเข้าไปแล้วและหายใจไม่ออก🤢 สามารถช่วยเบื้องต้นได้โดยจับให้ลูกนอนคว่ำพาดที่ตัก ให้อกของลูกอยู่บนมือ✋ และท้องอยู่บนแขน ให้ศรีษะต่ำ จากนั้นใช้สันฝ่ามืออีกข้างหนึ่งตบไปที่ระหว่างสะบักทั้งสองข้างกลางหลังแรงๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะออกมาในเด็กโตถ้าเป็นเด็กโตให้คุกเข่าหรือยืนหลังเด็กแล้วใช้มือโอบจากด้านหลังจากนั้นกำมือเป็นกำปั้นอยู่ใต้ลิ้นปี่เหนือสะดือ วางมืออีกด้านทับบนกำปั้น👊แล้วออกแรงกดเข้าไปในท้องจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาหากลูกมีการหายใจติดขัด🤢 หรือ ทำการช่วยเหลือแล้วแต่สิ่งแปลกปลอมยังไม่ยอมออกให้รีบพาส่งโรงพยาบาลโดยด่วนค่ะ ข้อควรระวังเมื่อทำการช่วยเหลือไม่ควรทำสิ่งนี้หากยังไม่เห็นสิ่งแปลกปลอมหรือเห็นไม่ชัดเจนไม่ควรล้วงมือ✋ เข้าช่องปากของลูก หรือ จับลูกห้อยศีรษะแล้วตบหลัง เพราะมีโอกาสที่จะทำให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปลึกขึ้นและเกิดภาวะการทางเดินหายใจอุดตันมากขึ้น โดยทางที่ดีควรจะพาลูกส่งโรงพยาบาล🏥ให้เร็วที่สุดจะดีกว่าคอยระมัดระวังความที่ลูกยังเล็ก👶และยังไร้เดียงสาลูกก็อาจจะหยิบจับอะไรใส่ปากใส่หูบ้าง ซึ่งของบางอย่างสามารถหลุดเข้าไปในปากของลูกได้ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะดูและตรวจสอบให้ดีว่ามีชิ้นส่วนไหนที่สามารถหลุดเข้าไปหรือไม่ซึ่งหากมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในปาก👄  คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการดูและคอยสังเกตว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูกหรือไม่ และคุณพ่อคุณแม่ควรคอยเก็บชิ้นส่วนเล็กๆต่างๆออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหยิบเข้าปากและกลืนได้ค่ะ 

Content Image

วิธีเลือกหมอนข้างเด็ก

     เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงมีอาการติดหมอนข้างกันใช่ไหมคะ ถึงแม้หมอนข้างจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นบนเตียง🛌 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับคนที่กอดหมอนข้างมาตั้งแต่ตนเองยังเป็นเด็ก👶 หมอนข้างกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก วันนี้บทความของเราจึงพามาดูถึงวิธีการเลือกหมอนข้างให้เจ้าตัวน้อยกัน ว่าจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้ออย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดโทษกับเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ💁‍♀️ข้อดีของการมีหมอนข้างสำหรับเด็กแรกเกิดนั้น ในระยะแรกๆคุณพ่อคุณแม่อาจพาเจ้าตัวน้อยมานอน😴ด้วยใกล้ๆกับตนเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องหัดให้เจ้าตัวน้อยแยกห้อง หรืออย่างน้อยหากยังไม่โตมากพอก็ต้องฝึกให้เด็กนอนแยกเตียง🛌 ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เด็กร้องไห้งอแง😭เพราะรู้สึกว่าผู้ปกครองไม่ได้อยู่ข้างๆพวกเขา พูดง่ายๆก็คือเด็กๆจะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ห่างจากพ่อแม่นั่นเอง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติค่ะ หมอนข้างจึงเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็คือทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นแม้จะต้องนอนคนเดียวนั่นเองค่ะ💫คำนึงถึงขนาดและรูปทรง    เนื่องจากหมอนข้างนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ต้องวางบนเตียงของเจ้าตัวน้อย นั่นหมายถึงมันจะกินพื้นที่ในการนอนของเด็กด้วยเช่นกัน การเลือกหมอนข้างที่มีขนาดกะทัดรัด มีความพอดีจึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ หากเลือกหมอนข้างที่มีขนาดใหญ่เกินไป เจ้าตัวน้อยก็อาจมีอาการอึดอัด🤢 มีพื้นที่ในการนอนลดลง ส่งผลให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอ นอนหลับไม่สนิท🥱 อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆแต่ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กๆคนอื่นในวัยเดียวกันได้ค่ะคำนึงถึงเนื้อผ้า ไส้หมอน และการตัดเย็บ✨ในส่วนของเนื้อผ้าภายนอก เนื้อผ้าภายนอกของหมอนรวมไปถึงเนื้อผ้าที่ใช้ทำปลอกหมอนไว้คลุมหมอนข้างอีกที ผ้าที่เป็นที่นิยมนำมาทำหมอนข้างอันดับแรกคือผ้าสแปนเด็กซ์ ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ โดดเด่นในแง่ของความยืดหยุ่นและความทนทาน ไม่ค่อยดูดซับความชื้น ต่อมาจะเป็นผ้าที่หาได้ทั่วไปอย่างผ้าฝ้าย☁️ ซึ่งก็ทำมาจากเส้นใยของพืชจำพวกฝ้ายตามชื่อเลยค่ะ โดดเด่นในแง่ของการระบายอากาศ ข้อเสียคืออาจมีไรฝุ่น💨สะสมค่อนข้างง่าย ต้องการการทำความสะอาดบ่อยๆ สุดท้ายจะเป็นผ้าเยื่อไผ่🎋 โดดเด่นในแง่ของการระบายอากาศ🍃 ไม่เก็บความชื้นจึงมีกลิ่นอับค่อนข้างน้อย และเป็นผ้าในกลุ่มที่ทำความสะอาดได้ง่ายค่ะ✨ในส่วนของเส้นใยที่ใช้ยัดเข้าไปทำไส้หมอนข้าง เส้นใยที่เป็นที่นิยมได้แก่เส้นใยไมโครเจล ใช้ใยสังเคราะห์ทำมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ทางการนอน😴โดยเฉพาะ เมื่อนำมาทำไส้หมอนข้างจะให้ความรู้สึกที่นุ่ม คืนรูปร่างง่าย ซักได้ และโอกาสก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ค่อนข้างต่ำ ต่อมาจะเป็นใยที่สังเคราะห์ที่สังเคราะห์มาจากสารคนละกลุ่มกับใยไมโครเจล คุณสมบัติก็มีความคล้ายคลึง เพียงต่อมีข้อเสียในแง่ของรูปทรง เพราะเส้นใยแบบนี้จะง่ายต่อการเสียงทรงมากกว่า สุดท้ายคือหมอนยางพารา โดดเด่นในแง่ของการรักษารูปทรง ไม่ค่อยเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น💨 และช่วยลดการเกิดกลิ่นอับ🙊ค่ะ✨ในส่วนของการตัดเย็บ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนัก คือ ผู้ปกครองควรเลือกหมอนที่มีมาตรฐานการตัดเย็บที่ค่อนข้างเรียบร้อยไม่มีเศษด้าย🧵 หลุดออกมายาวเกิน เย็บตะเข็บ🪡อย่างแน่นหนาทนทานหรือไม่ เพื่อความทนทานและความปลอดภัยต่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยเองระหว่างใช้งาน     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกหมอนข้างให้ลูก👶ของเรานั้น แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายแต่ก็มีความละเอียดอ่อนในตัวของมันเองอยู่ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่👫ควรไปหาลองของจริง เพื่อพิจารณาถึงสภาพโดยรวม การตัดเย็บ ความสากของเนื้อผ้า ความนุ่มและความทนทานของไส้ในหมอนข้างก่อนที่จะทำการซื้อค่ะ อย่างไรก็ตามหากคุณพ่อคุณแม่ลองให้เจ้าตัวน้อยได้นอนกับหมอนข้างแล้วลูกร้องไห้งอแง😭 รู้สึกไม่ชอบ อึดอัดเวลานอน ก็สามารถเอาหมอนข้างออกจากเตียงนอนเพื่อเพิ่มพื้นที่การนอนให้ลูกของเราได้ เพราะยังไงก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบกอดหมอนข้างเวลานอน และหมอนข้างก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการนอนอยู่แล้วค่ะ

Content Image

โควิดในเด็กเล็ก (COVID-19)

โควิด-19 (COVID-19) หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ที่มีการคาดเดาว่าเกิดจากสัตว์กลุ่มค้างคาว ไวรัสนี้มีความรุนแรงและน่ากลัว รวมถึงมีอัตราการตายสูง โดยเราจะสามารถรับมือกับโควิด-19 นี้ในเด็กเล็กได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะเราจะมีวิธีการดูแลลูกอย่างไรเมื่อโควิดระบาด?วิธีป้องกันโควิดในเด็กจริงๆแล้วการป้องกันโควิดในเด็กก็จะเหมือนกับการป้องกันของผู้ใหญ่เลยค่ะ โดยพยายาม Stay home stay safe หรือพยายามให้ลูกอยู่บ้านและออกไปเมื่อจำเป็นเท่าไหร่ เพราะการออกไปข้างนอกจะเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค🦠มาจากที่ต่างๆได้ค่ะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องออกข้างนอก หลังกลับเข้าบ้านก็ควรล้างมือและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ🚿ทันทีค่ะเด็กส่วนใหญ่ติดโควิดจากไหน?และเราจะพบว่าเด็กเล็กส่วนใหญ่จะติดมาจากผู้ใหญ่ที่อาศัยร่วมกันได้บ้างเกือบ 100 ละ 100 เลยล่ะค่ะ ดังนั้นหากคนในบ้านเริ่มมีอากาศที่เหมือนจะเป็นหวัด🤧 มีน้ำมูก ไข้ต่ำ ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็ให้แยกลูกออกมาทันที ความรุนแรงของโควิดในเด็กเล็กยิ่งเด็กเล็กก็ยิ่งมีความเสี่ยงในประเทศจีนพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหากมีอาการปอดอักเสบ🫁 จึงทำให้มีอาการรุนแรงได้ แต่เมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงน้อยลง เมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไปก็จะมีอาการที่รุนแรงน้อยลงไปอีก ร่วมถึงมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงด้วยข้อควรระวังอย่างไรก็ตามแม้ว่าเด็กจะแสดงอาการออกมาน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อ🦠สู่คนอื่นๆได้ ดังนั้นหากลูกมีอาการเช่า เป็นหวัด🤧  มีน้ำมูก ไอ ก็ควรแยกออกจากผู้สูงอายุในบ้านที่มีอายุ 70 ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดก่อนค่ะวัคซีนปอดอักเสบในเด็กช่วยป้องกันโรคโควิดได้หรือไม่?แม้ว่าวัคซีนปอดอักเสบจะไม่ใช่วัคซีนภาคบังคับสำหรับเด็กไทย แต่วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อได้ ซึ่งไม่ได้ป้องกันโรคโควิดได้ แต่จะช่วยลดความรุนแรงเมื่อลูกติดเชื้อโควิด🦠ได้ค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีเข้ารับการฉีดวัคซีน💉ปอดอักเสบ โดยสามารถฉีดได้ เมื่อลูกอายุ 2, 4, 6 และ 15 เดือน รวมเป็น 4 ครั้งค่ะTips สำหรับคุณพ่อคุณแม่รับมือโควิด🦠คุณพ่อคุณแม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน รวมถึงให้ลูกใส่หน้ากากอนามัย😷 โดยเด็กจะสามารถใส่หน้ากากเริ่มได้ตอนกี่ขวบนั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่บทความนี้เลยค่ะ รวมถึงสามารถใช้แอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเจลหรือสเปรย์ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากคนอื่นเพื่อป้องกันสารคัดหลั่งหรือฝอยละอองประมาณ 1-2 เมตร และไม่ควรนำมือไปจับหน้า ตา จมูก ปาก และควรล้างมือบ่อยๆระหว่างวันด้วยสบู่🧼พาลูกออกนอกบ้านเมื่อจำเป็นได้ไหม?จริงๆแล้วแพทย์แนะนำว่ายังไม่ควรพาลูกน้อยออกนอกบ้าน เพราะเชื้อมีการแพร่จากคนสู่คน และทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีจะยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่หากจำเป็นต้องพาลูกออกจากบ้าน🏠ก็ควร หลีกเลี่ยงการพาไปในที่ที่มีคนจำนวนมาก และหากเลือกได้ก็ควรจะเป็นสถานที่ที่ถ่ายเทอากาศได้ดีค่ะ

Content Image

งาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 งานที่คุณแม่สายช้อปห้ามพลาด!

     เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่คุณแม่สายช็อปไม่ควรพลาด กับมหกรรมสินค้าแม่และเด็กอันดับ 1 ในงาน 📢BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 สุดอลังการ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 - 12 พฤษภาคม 2567 นี้  เวลา 10:00 - 20:00 น. ณ IMPACT Challenger Hall 3 และพิเศษเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่เป็นลูกค้าใหม่ เพียงลงทะเบียนเข้างานครั้งแรก ลุ้นรับของรางวัลใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และภายในงานจะมีสินค้าจากแบรนด์ใดที่น่าสนใจบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️งาน BBB คืออะไร และมีอะไรน่าช้อปบ้าง?BBB ย่อมาจาก Thailand Baby & Kids Best Buy เป็นมหกรรมการแสดงสินค้าและบริการสำหรับแม่และเด็กที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถือว่าเป็นงานช็อปที่ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่นักช้อปสำหรับเจ้าตัวน้อย🛍️ ภายในงานมีสินค้าสำหรับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงอายุ 12 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอซ คอน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งสินค้าและบริการภายในงานสามารถตอบโจทย์คุณแม่ที่แพลนจะมาช็อปทุกอย่างให้ครอบคลุมสำหรับเจ้าตัวน้อย👶🏻 เพราะเป็นงานเดียวที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็กทั่วประเทศไทย พร้อมใจกันมาจัดจำหน่ายสินค้าในราคาสุดคุ้ม ทำให้งาน BBB จัดว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าแม่และเด็กแห่งประเทศไทยนั่นเองค่ะ ปัจจุบันงาน BBB มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและบริการมากถึง 1,000 บูธ เช่น แบรนด์ Joie, Nuna, Camera, Joolz, Chicco, Absorba, Moby, Anmum, Enfant, Kindee Kids เป็นต้น    นอกจากการแสดงสินค้าและบริการแล้ว ภายในงานยังมีอะไรอีกบ้าง?กิจกรรมสำหรับลูกน้อยและครอบครัวนอกจากงาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 จะรวบรวมสินค้าที่ครบครันมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ช้อปปิ้งสำหรับลูกน้อยแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่ให้เจ้าตัวน้อยได้ร่วมแข่งขันและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพ่อแม่และลูกอีกด้วย👨‍👩‍👧 มีตัวอย่างกิจกรรมดังต่อไปนี้🌟กิจกรรม Baby กะดึ๊บ กะดึ๊บ (แข่งคลาน) สำหรับเด็กอายุ 6 - 12 เดือน 🌟กิจกรรม Baby บะรื๊น บะรื๊น (รถผลักเดิน + รถขาไถ) สำหรับเด็กอายุ 1 - 2 ปี🌟กิจกรรม Baby แดนซ์ แดนซ์ (เต้น) สำหรับเด็กอายุ 1 - 3 ปี     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และมีแบรนด์ต่างๆที่เข้าร่วม “Easy e-Receipt” ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท🧾 จากการช้อปปิ้งภายในงาน ทราบกันแล้วก็อย่าลืมพกช้อปปิ้งลิสต์เพื่อมาช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ภายในงานกันนะคะ

Content Image

การตรวจวัดสายตาเด็ก ป้องกันสายตาสั้น

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเราจะสามารถสังเกตได้ยังไงว่าลูกน้อยของเรามีการมองเห็นที่เป็นปกติหรือเปล่าและจะต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะพาไปดูกันค่ะ วิธีสังเกตลูกน้อยสายตาสั้นจะสังเกตว่าลูกน้อยมีสายตาสั้นได้อย่างไร?อาการสายตาสั้น👓นั้นมักจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กโตแล้ว และจะมีเด็กสายตาสั้นแต่กำเนิดไม่มากนัก หากทารกมีอาการสายตาสั้น👀แต่กำเนิด เมื่ออุ้มมาจะสังเกตได้ว่าน้อยจะไม่สบตา ไม่มองหน้าเมื่ออายุ 4-6เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกจะต้องมองหน้า หรือ สบตากับคุณพ่อคุณแม่แล้วอาการอื่นๆที่สังเกตได้✨ขยี้ตาบ่อยๆ✨ปวดหัวเป็นประจำ✨เวลาโยนรับ-ส่งลูกบอลมักพลาดบ่อยๆ⚽✨ไม่สามารถดูภาพยนตร์สามมิติได้✨เวลาอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์📺มักเพ่งหรือหยีตาหากพบว่าลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ควรจะพาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีเนื้องอกหรือต้อหินในตาหรือไม่ค่ะ  วิธีป้องกันลูกสายตาสั้นเราจะเห็นได้ว่าในเด็กบางคนเพิ่งอายุไม่ถึง 7 ขวบก็สวมแว่น👓แล้ว ซึ่งเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากพันธุกรรมอย่างเดียวแต่มาจากสภาพแวดล้อมด้วยเช่น จ้องจอเกม หรือเล่นเกมใน IPad ที่มีสีและแสงสว่างแสบตา👀เกินไป จ้องจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ตลอดวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสายตาของเด็กๆได้ ทำให้เด็กสมัยนี้มีปัญหาทางด้านสายตาก่อนวัยอันควรค่ะ ควรจะพาลูกไปตรวจวัดสายตาเมื่อไหร่? เตรียมตัวอย่างไร?อายุเท่าไหร่จึงควรพาไปตรวจวัดสายตา?จริงๆแล้วไม่ได้มีกำหนดอายุที่ต้องพาไม่ตรวจที่แน่นอนเพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะตรวจวัดสายตามอายุเหมือนที่ต่างประเทศ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตการมองเห็น👓ของลูกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ว่าลูกสบตา👀ไหม มองวัตถุสีเด่นๆไหม และเมื่อลูกอายุ3-4 ขวบขึ้นไปซึ่งเป็นช่วงที่โตพ่อที่จะสื่อสารได้ก็สามารถพาไปวัดสายตาได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวการตรวจวัดสายตาในเด็กเล็ก✨น้องไม่ควรมีไข้🌡️ และมีร่างกายปกติ✨ไม่ควรมีการสอบในวันรุ่งขึ้นเพราะอาจต้องใช้ยาที่จะทำให้มองไม่ชัด 1 วัน✨เตรียมหมวกและแว่นดำ😎 เพราะม่านตาจะขยายหลังตรวจ และอาจแพ้แสงได้ 1 วัน✨หลังตรวจไม่ควรโดนไฟแสงสว่างๆ ✨ควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง☀️ และ พักผ่อนในบ้านค่ะ

Content Image

ให้ลูกหยุดกินนมแม่เมื่อไหร่ดี?

หลายๆท่านอาจกำลังสงสัยว่าเมื่อไหร่จึงควรจะหยุดให้นมแม่ดี และเมื่อจะหย่านมควรต้องทำอย่างไร ดังนั้นในวันนี้เราได้นำคำตอบและเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันค่ะ นมแม่นั้นสำคัญอย่างไร?✨สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกหากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแม่และลูก👶ได้ อาจเป็นเพราะแม่และลูกจะมองหน้ากันขณะให้นมและลูกก็จะนำมือเล็กๆ มาจับมือแม่ไว้ ทำให้ความสัมพันธ์💖ระหว่างแม่และลูกใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม✨ควรให้นมแม่จนถึงอายุเท่าไหร่?โดยยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำไว้ว่าควรให้นมแม่อย่างเดียว🍼จนลูกอายุ 6 เดือน และควรให้ต่อไปจนอายุครบ 2 ขวบหรืออาจให้นานกว่านั้น โดยจะหย่านมกันส่วนมากเมื่ออายุ 2-3 ขวบค่ะขั้นตอนในการหย่านมแม่✨ลดเวลาในการดูดนมของลูกหากลูกน้อยทานนมแม่🍼 ให้ค่อยๆ ลดเวลาการดูดลงค่ะ เมื่อลดการดูดลงก็จะมีการผลิตน้ำนมน้อยลงตามธรรมชาติ และให้ฝึกลูกให้ดื่มนมจากถ้วยแทน หากลูก👶ของคุณปฏิเสธที่จะดื่มนมจากถ้วย คุณพ่อคุณแม่อาจลองเสนอน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่าให้ลูกดื่มก่อนก็ได้ค่ะ✨ลดจำนวนครั้งลงอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือการลดจำนวนครั้งในการให้นมลง เช่นในหนึ่งวันเคยให้นม🥛 3 เวลา ก็อาจลดเหลือวันละ 2 เวลาก่อน แล้วค่อยๆ ลดเหลือวันละ 1 เวลา จนลูกเลิกได้ในที่สุดค่ะ ✨เพิ่มปริมาณอาหารอื่นๆการเพิ่มปริมาณอาหารอื่นๆ🍲ที่ไม่ใช่นม เป็นอีกวิธีที่สามารถใช้ได้ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกอิ่มนานขึ้นนั่นเองค่ะ แต่ก็จะต้องดูว่าอาหารที่เพิ่มขึ้นมามีประโยชน์และสารอาหาร🥗ที่ครบถ้วนหรือไม่นะคะ โดยค่อยๆปรับสัดส่วนอาหารเพิ่มขึ้น และค่อยๆลดนมทีละน้อยจนหย่านมแม่ได้เองค่ะ ✨ให้นมอื่นแทนส่วนใหญ่แล้วลูกมันจะไม่ยอมทานนม🥛อื่นๆนอกจากนมของแม่ ดังนั้นอาจจะเป็นวิธีที่ยากหน่อย แต่หากลองให้ลูกตอนที่หิวจัดๆ จะทำให้ลูกไม่มีทางเลือกจนต้องยอมกิน😔 เมื่อลูกชินก็จะสามารถหย่านมแม่ได้เองค่ะ เปลี่ยนให้ลูกดื่มจากถ้วย✨หัดให้ลูกดื่มน้ำจากถ้วยเมื่อลูกน้อยอายุ 8 ถึง 9 เดือน คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกน้อยดื่มน้ำจากถ้วย อาจเริ่มทีละนิดๆ โดยอาจแสดงให้ลูกของคุณเห็นถึงวิธีการดื่มจากถ้วย🥛 และให้ลูกทำตาม ลูกน้อยอาจมีการร้องอยากดื่มนมแม่ คุณแม่ก็จะต้องใจแข็งและอุ้มปลอบลูกน้อยนะคะ✨เปลี่ยนให้กินนมจากถ้วยหากจะให้ลูกหย่านมขวด🍼ก็ต้องค่อยๆทำเช่นกันค่ะ เริ่มต้นด้วยมื้ออาหารกลางวันก่อนด้วยการลองให้ลูกดื่มนมจากแก้ว เพราะหากเป็นตอนเช้าลูก👶จะหิวและอาจไม่อยากลองทานอะไรที่แปลกใหม่ร้องไห้โวยวายได้✨ลองในมื้ออื่นๆด้วยหากลูกเริ่มดื่มนมจากถ้วยในมื้อเที่ยงแล้ว ลองเพิ่มให้ดื่มนมจากถ้วย🥛ในมื้ออื่นๆด้วย โดยอาจเว้นมื้อก่อนนอนไว้ก่อน เพราะลูกยังคงต้องการดูดนมเพื่อให้ตัวเองสบายใจและสามารถนอนหลับได้อย่างสบาย โดยอาจค่อยๆลดทีหลังค่ะ

Content Image

ระวัง! สัญญาณเตือนลูกน้อยเริ่มมีปัญหาสายตาสั้น

     สายตาสั้น🤓เป็นปัญหาการมองเห็นที่พบบ่อยซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กจำนวนมากทั่วโลก เกิดขึ้นเมื่อวัตถุที่อยู่ไกลปรากฏไม่ชัด ในขณะที่วัตถุในระยะใกล้ยังคงชัดเจนค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะสายตาสั้นในเด็กเพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆได้นะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกๆมีปัญาทางสายตาก่อนวัยอันควร เพราะปัญหาสายตาไม่ใช่เพียงส่งผลกระทบด้านการมองเห็นเท่านั้น แต่สามารถโยงไปถึงปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะ และแน่นอนว่าการใช้ชีวิตประจำวันของลูกๆจะยิ่งยากลำบากขึ้นกว่าเดิมค่ะ💁‍♀️สัญญาณเตือนสายตาสั้นในเด็กการหรี่ตา😑หรือหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนปวดศีรษะบ่อยๆ ปวดตาหรือเมื่อยล้าดวงตา😵‍💫 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอ่านหนังสือหรือทำงานใกล้ชิดถือหนังสือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้กับใบหน้ามากเกินไปมองเห็นวัตถุระยะไกลได้ยาก เช่น ป้ายถนนหรือกระดานในโรงเรียน📋การนั่งใกล้จอโทรทัศน์หรือภาพยนตร์มากเกินไป🎥ขยี้ตามากเกินไปมีแนวโน้มที่จะเอียงหรือหันศีรษะเพื่อมองเห็นวัตถุจากมุมที่ดีกว่าขาดความสนใจหรือความยากลำบากในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องใช้การมองเห็นระยะไกลที่ดี เช่น กีฬาหรือการเล่นกลางแจ้งความสัมพันธ์ระหว่างสายตาสั้นกับสุขภาพจิตการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเด็กที่มีสายตาสั้นอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเพื่อนๆ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้มีหลายแง่มุมค่ะ เด็กที่มีสายตาสั้นอาจเผชิญกับความท้าทายในด้านผลการเรียน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความภาคภูมิใจในตนเอง เนื่องจากความบกพร่องทางการมองเห็น👀 ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ความหงุดหงิด และความมั่นใจลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะการติดโทรศัพท์และสายตาสั้นตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยม การใช้โทรศัพท์มากเกินไปไม่ได้ทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้เวลามากเกินไปในกิจกรรมที่ทำงานใกล้ตัว เช่น การอ่านหนังสือ📖 หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะใกล้ อาจทำให้สายตาสั้นก้าวหน้าได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่จะหยุดพักจากกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำและปรับใช้นิสัยการมองเห็นที่ดีต่อสุขภาพความสำคัญของกิจกรรมกลางแจ้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลางแจ้งมีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก🤓 เพราะ ว่าการใช้เวลาอยู่กลางแจ้งจะทำให้ดวงตาได้รับแสงธรรมชาติและส่งเสริมการมองเห็นระยะไกล ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลผลกระทบจากการทำงานใกล้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ กิจกรรมกลางแจ้งยังส่งเสริมการออกกำลังกายซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมด้วยนะคะ✨การจัดการสายตาสั้นและชะลอความเสื่อมของการมองเห็นการสวมแว่นตา👓 แว่นตาตามใบสั่งแพทย์ช่วยแก้ไขสายตาสั้นและให้การมองเห็นที่ชัดเจน ช่วยลดความเครียดในดวงตาค่ะการใส่คอนแทคเลนส์👁️ คอนแทคเลนส์เป็นทางเลือกแทนแว่นตาและให้การมองเห็นที่ชัดเจนโดยไม่ต้องสวมแว่นตาให้ยุ่งยากค่ะเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ในบางกรณี การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติอาจเป็นทางเลือกสำหรับเด็กโตและวัยรุ่นที่มีสายตาสั้นคงที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลดวงตา👨‍⚕️เพื่อพิจารณาและหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นค่ะ      การที่เด็กๆสายตาสั้นสามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและความเป็นอยู่โดยรวม👀 การตระหนักถึงสัญญาณเตือนและการแสวงหาการแทรกแซงอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการสายตาสั้นอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้นิสัยการมองเห็นที่ดีต่อสุขภาพ และการพิจารณามาตรการแก้ไขที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของการมองเห็นและส่งเสริมสุขภาพสายตาที่ดีในเด็กได้พอสมควรค่ะ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีการวางแผนและการรับมือกับสุขภาพทางสายตาของลูกๆอย่างเหมาะสมนะคะ 

Content Image

สอนลูกใส่ถุงเท้าอย่างไรดี?

เคล็ดลับ! สอนลูกใส่ถุงเท้า ด้วยวิธีง่าย ๆ ต้องทำยังไง? มาดูกัน หากใครที่อยากจะให้ลูกของตัวเองโตมาเป็นเด็กที่เก่งและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องใส่ใจแล้ว เชื่อไหมว่าการสอนลูกใส่ถุงเท้าด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่สำคัญเช่นกัน ส่วนเคล็ดลับที่เราได้นำมาฝากให้ทุกคนได้รู้กันนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามา สอนลูกใส่ถุงเท้า ไปพร้อมกันเลือกซื้อถุงเท้าให้ลูกต้องดูอะไรบ้าง?✨วิธีการเลือกเลือกซื้อถุงเท้า🧦ระบายอากาศได้ เพราะหากระบายอากาศได้ไม่ดี ลูกอาจรู้สึกอึดอัดและรู้สึกอึดอัดได้ รวมถึงดูว่าขอบถุงเท้าหลวมหรือไม่ เพราะหากหลวมเกินไปอาจทำให้ไม่อำนวจสะดวกต่อการเคลื่อนไหวของลูก✨ควรคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วยถุงเท้าจะต้องซับเหงื่อได้ดี💦 เพราะเมื่อลูกทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะทำให้เกิดเหงื่อบริเวณเท้าได้ การเลือกถุงเท้าที่ซับเหงื่อได้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าให้ลูกได้ วิธีสอนลูกใส่ถุงเท้าเอง✨เตรียมถุงเท้าให้เรียบร้อยสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนที่เราจะสอนให้ใส่ถุงเท้า เราต้องเตรียมถุงเท้าให้ หรือถ้าลูก👶ของคุณโตพอ เราก็ให้เขาเลือกถุงเท้าเองได้ ในขั้นตอนนี้ พ่อแม่แค่ต้องดูว่าถุงเท้าของเด็กนั้นเหมาะสมหรือเปล่าค่ะ✨อธิบายอย่างนุ่มนวลในขั้นตอนนี้ เราต้องอธิบายรายละเอียดให้ลูกฟัง โดยไม่ควรใช้น้ำเสียงที่รุนแรง เพราะเวลาเราใช้น้ำเสียงดุ หรือน้ำเสียงที่ค่อนข้างรุนแรง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกๆ ของเรารู้สึกกลัวและไม่มั่นใจในตัวเอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสอนให้เด็กสวมถุงเท้า🧦การอธิบายให้ลูกฟัง✨อย่าอธิบายวกไปวนมาอะไรก็ตามที่เราสอนเด็ก เช่น การสอนให้เด็ก👶สวมถุงเท้า กระบวนการสอนของเราจะต้องมีการอธิบายอย่างดี เรียงตามลำดับภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ควรมีการกลับไปกลับมาหรือพูดไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าเราพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สำคัญว่าลูก ๆ ของเราจะเข้าใจวิธีการนั้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เขาไม่เข้าใจและไม่อยากทำเลย✨ไม่ดุและคอยให้กำลังใจในขณะที่เรากำลังฝึกหรือสอนลูกให้ใส่ถุงเท้าเอง เราอาจจะต้องอยู่กับลูก และให้กำลังใจ💖ลูกแม้ว่าลูกอาจจะยังทำไม่ได้ ก็ไม่ควรไปดุลูก✨ช่วยเมื่อยามจำเป็นเท่านั้น เมื่อลูกฝึกใส่ถุงเท้า🧦 เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะยังใส่ได้ไม่ถูก ดังนั้นเราก็อาจจะดูว่าลูกทำยังไงและมีขั้นตอนไหนที่ทำผิดหรือเปล่า หากมีช่วงที่ทำผิดก็อาจเข้าไปช่วยแค่ตรงนั้นแต่ให้ระลึกไว้ว่าเราไม่ควรไปสอนเขาหมดทุกอย่าง เพราะจะทำให้ลูกไม่สามารถใส่ถุงเท้าได้นั่นเองค่ะ

Content Image

ระวัง! ลูกเหงื่อออกตอนนอน สัญญาณเตือนของโรคร้าย

     อาการลูกเหงื่อออกขณะนอนนั้นเกิดได้จากการที่ร่างกายระบายความร้อนออกมาโดยการขับเหงื่อออกทางรูขุมขนทางผิวหนัง แต่ถ้าหากว่าลูกมีอาการอื่นๆร่วม เช่น นอนกรน นอนกัดฟัน และมีอาการเหนื่อยขณะนอนดูดนม อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอื่นๆที่ ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ4 สาเหตุของสัญญาณเตือนโรคร้ายจากอาการลูกเหงื่อออกขณะนอนหลับ1️⃣ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ทำให้ลูกมีอาการหายใจติดขัด😮‍💨 และอาจมีอาการหยุดหายใจในขณะนอนร่วมด้วย อีกทั้งยำแฝงไปด้วยอาการอื่นๆ เช่น ผิวหนังมีลักษณะสีฟ้าและลูกหายใจดังเหมือนเสียงกรน2️⃣ ภาวะเหงื่อท่วมถึงแม้ว่าลูกน้อยจะนอนหลับอยู่ในห้องนอนแอร์ แต่ลูกก็ยังมีเหงื่อออกมาก อาการเหล่านี้เป็นอาการบ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณแม่เป็นภาวะเหงื่อท่วม😰หรือภาวะหลั่งเหงื่อมากนั่นเอง โดยลูกจะมีเหงื่อออกมากในบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จริงๆแล้วภาวะนี้ไม่ส่งผลอันตรายต่อตัวทารก แต่ถ้าหากคุณแม่กังวลถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น สามารถพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยได้ 3️⃣ โรคไหลตายในทารกโรคไหลตายในทารก (SIDS) เป็นโรคที่ทำให้ทารกมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้ลูกน้อยมีอาการเหงื่อออกและหายใจลำบาก อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกเสียชีวิตได้💀4️⃣ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะมีเหงื่อออกมากกว่าเด็กปกติ โดยเฉพาะอาการเหงื่อออกในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หัวใจ🫀มีการเจริญเติบโตที่บกพร่องตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์วิธีแก้ปัญหาทารกเหงื่อออกขณะนอนหลับ🌡️ปรับอุณหภูมิของห้องนอนคุณแม่สามารถปรับอุณหภูมิภายในห้องนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ร้อน🥵และไม่หนาว🥶จนเกินไป โดยอุณหภูมิที่แนะนำควรจะอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส หากปรับอุณหภูมิให้พอดีแล้ว ก็ไม่ควรห่มผ้าที่หนาเกินไปให้ลูก เพราะลูกอาจจะมีอาการไม่สบายตัวและเหงื่อออกในขณะหลับได้👕ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่สบายคุณแม่ควรเลือกชุดนอนที่มีลักษณะเนื้อผ้านิ่ม บางเบา และลูกสวมใส่รู้สึกสบายขณะนอนหลับ😴 ไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย จึงจะทำให้ลูกไม่มีอาการเหงื่อออก นอนกระสับกระส่าย หรือนอนกรนในช่วงกลางคืน💧ระวังไม่ให้ลูกขาดน้ำอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่คุณแม่ควรให้ลูกดื่มนม🍼และน้ำเปล่าก่อนเข้านอน เพราะถ้าหากลูกได้มีการดื่มนมและดื่มน้ำแล้วจะไม่เสี่ยงต่ออาการขาดน้ำ และน้ำยังจะไปช่วยชดเชยเหงื่อที่เสียไปขณะนอนหลับด้วย     สรุปก็คือคุณแม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ มีเนื้อผ้าที่โปร่งและเบาสบาย ไม่ทำให้เกิดการอับชื้นหากลูกมีอาการเหงื่อออกขณะนอน และควรสังเกตหากลูกมีอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการเหงื่อออก😰ขณะนอนด้วย หากอาการดังกล่าวนั้นมีอาการรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีทันใด

Content Image

ตามใจลูกเกินไป กลายเป็นลูกเทวดา!?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูกเกินไปจนกลายเป็นลูกเทวดา👼... วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจของความหมายของลูกเทวดา ข้อเสียของการตามใจลูก และมาดูกันว่าเราควรจะรับมืออย่างถูกต้องได้อย่างไรค่ะทำความรู้จักกับลูกเทวดาลูกเทวดาคืออะไรคือการที่คุณพ่อคุณแม่เอาใจและตามใจลูกมากเกินไป เมื่อทำผิดก็ไม่กล่าวตักเตือน แถมให้ท้ายลูกจนลูกกลายเป็นเด็กที่ไม่รู้จักว่าอะไรถูกอะไรผิด และเมื่อทำอะไรก็ไม่มีใครว่าจึงทำให้เคยชิน แบบนี้เรียกว่าลูกเทวดา👼 ซึ่งเมื่อโตขึ้นอาจจะทําผิดกฎหมายและเป็นเรื่องติดคุกเลยก็เป็นได้ซึ่งการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่มักจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ การเลือกการแสดงพฤติกรรมของพ่อแม่ รวมถึงปัจจัยของเหตุการณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์เดิมในครอบครัว👪สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำเพื่อไม่ให้ลูกเป็นลูกเทวดาตามใจไปซะทุกอย่างก็จริงที่หากคุณพ่อคุณแม่ยึดติดกับระเบียบมากเกินไปจนไม่ผ่อนปรนและคอยจู้จี้เด็กมากไป จะทำให้ลูก👶มีปมในใจว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีเมื่อเติบโตไป แต่หากพ่อแม่ยอมตามใจลูกทุกอย่าง ลูกอยากได้ของเล่น อยากได้อะไรก็หามาให้ ซึ่งการทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อลูกเลย ผู้ปกครองควรจะสอนลูกว่าสิ่งใดไม่ควรทำ และสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก การปล่อยให้ลูกทำตามใจชอบจะทำให้ลูกปรับตัวเข้ากับสังคมโลกภายนอก🌎ได้ยาก เพราะลูกจะชอบเอาแต่ใจ ขาดความอดทน และจะอยากเอาชนะเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็จะไม่สามารถรับกับสถานการณ์นั้นได้ ไม่รักลูกมากเกินไปเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนรักลูก และอยากแสดงความรัก❤️ต่อลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การแสดงความรักก็ควรจะมีขอบเขต หากอยากให้ลูกโตมาในแบบที่ลูกควรจเป็น การช่วยเหลือและเลี้ยงดูแบบประคบประหงมมากเกินไปจะทำให้ลูกมีปัญหาเวลาที่จะต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง🌎 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองบ้าง การที่กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายและไม่ให้ลูกทำอะไรเลยเพราะคิดว่ายังเด็กเกินไปนั้นจะทำให้ลูกขาดทักษะการช่วยเหลือตัวเอง รวมถึงทำให้ลูกไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเองลูกจะกลายเป็นลูกเทวดาเมื่อ!?ทำโทษแบบไม่จริงจังการทำโทษอย่างถูกต้องจะช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้ ซึ่งการทำโทษที่ถูกนั้นจะต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำพูดรุนแรง รวมถึงต้องไม่ลงไม้ลงมือ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีลงโทษในเชิงบวกเช่นการ Time out 🕑เพราะการใช้อารมณ์รุนแรง หรือการให้รางวัลแบบพร่ำเพรื่อเช่น หากไปอาบน้ำจะให้ขนมทาน🍬 ลูกจะทำตามเพียงเพราะอยากได้รางวัล ไม่ได้ทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจเมื่อทำสำเร็จและไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมลูกจากต้นเหตุ และเมื่อลูกไม่อยากได้รางวัลแล้วลูกก็จะไม่ทำตามเอาได้ค่ะไม่เคยฝึกให้ลูกทำงานบ้านผู้ปกครองหลายๆท่านกลัวว่าลูกจะลำบาก และหลายๆบ้านก็มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดจัดการให้ทุกอย่างภายในบ้าน🏡 รวมถึงหลายๆท่านจะคิดว่าลูกมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียวก็พอ ซึ่งการมีคนคอยทำให้ตลอดและไม่เคยต้องทำงานบ้านเองเลยจะทำให้ลูกไม่รู้จักรับผิดชอบตนเองและไม่คุ้นเคยกับการทำงานบ้านจนทำอะไรไม่เป็น ขาดทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นจะต้องสั่งงานบ้านที่หนักหนาอะไรให้ลูก อาจจะให้ลูกรับผิดชอบอะไรเล็กๆน้อยๆ เช่น การเก็บจาน🍽️ การจัดของ ก็จะทำให้ลูกมีความรับผิดชอบในตนเองค่ะจะเห็นได้ว่าการรักลูกและตามใจลูกมากเกินไปจะทำให้ลูกไม่สามารถมีทักษะการใช้ชีวิตได้😨 รวมถึงหากไม่ได้ลงโทษลูกเมื่อลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้ลูกเคยชินและไม่รู้จักผิดถูก ดังนั้นหากรักลูกก็ต้องรักให้ถูกทางจึงจะเป็นผลดีต่อลูกนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.