Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

     ประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือการที่เจ้าตัวน้อยอาจมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆใช่ไหมคะ และหนึ่งในพัฒนาการที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือทักษะการพูดนั่นเอง🗣️ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเรามีความเร็วในการพัฒนาทักษะการพูดที่ตามเกณฑ์ ไม่ได้ผิดปกติหรือล่าช้าใดๆ ทำไมเด็กจึงพูดไมไ่ด้เสียที และหากต้องการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยพูดได้เร็วๆจะทำอย่างไรได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️พัฒนาการด้านการพูดของเด็กในเกณฑ์ปกติ🌟สำหรับทารกอายุ 1-4 เดือนประมาณ 4 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยจะเป็นช่วงที่ทารกสนใจในเรื่องของเสียง มีการตอบสนองต่อเสียงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือเสียงสนทนาของผู้คน🗣️ เป็นช่วงที่เด็กยังพูดเป็นคำไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่จะเริ่มต้นทักษะการพูดด้วยการเปล่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นคำแทน เป็นทักษะที่พัฒนามาจากการส่งเสียงงอแงระหว่างร้องไห้ค่ะ😭🌟สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุประมาณ 5-6 เดือนหรือครึ่งปี เจ้าตัวน้อยจะตอบสนองต่อเสียงได้อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะหันไปหาเวลาโดนเรียก มองหน้าคุณพ่อคุณแม่เวลาคุยด้วย เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ระดับ โทนเสียง🔊 หรือน้ำเสียงที่ต่างกันในแต่ละสถานการณ์เพื่อบ่งบอกว่ากำลังพอใจไม่สบายใจ กำลังมีความสุข🥰 สบายตัวหรือไม่🌟สำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุประมาณ 9-12 เดือนหรือประมาณ 1 ปี เด็กจะเริ่มพูดได้โดยเลียนแบบการออกเสียงจากคำที่ได้ยิน👂บ่อยๆ เริ่มเข้าใจประโยคไม่ซับซ้อนที่มาจากผู้ปกครอง มักออกเสียงเป็นคำๆไป เริ่มลอกเลียนแบบโทนเสียงและการออกเสียงของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัว👨‍👩‍👧‍👦คนอื่นๆที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่สามารถเรียบเรียงประโยคหรือพูดคำนั้นๆได้อย่างชัดเจนและคล่องแคล่ว แต่ก็เป็นช่วงอายุที่พอจะสื่อสารเข้าใจแล้วค่ะ🌟สำหรับเด็กที่มีอายุประมาณขวบครึ่งเป็นต้นไปเด็กจะมีการออกเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ที่จะเรียงประโยค🔠ตามคุณพ่อคุณแม่ ทำให้สื่อสารได้เข้าใจมากยิ่งข้ึน ยิ่งในเด็กที่อายุประมาณ 2 ขวบขึ้นไปก็จะสามารถสื่อสารสองทาง🗣️กับคู่สนทนาได้ค่อนข้างดีและเข้าใจง่ายขึ้นแล้วค่ะสาเหตุที่ลูกพูดได้ช้า    จากเกณฑ์พัฒนาการตามปกติของเด็กที่เราได้กล่าวถึงไปในหัวข้อก่อนหน้า หากคุณพ่อคุณม่สังเกตแล้วว่าเจ้าตัวน้อยของเรามีพัฒนาการที่ช้ากว่าเกณฑ์ จะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะ💫ฝึกให้ลูกพูดได้หลายภาษามากเกินไป ภาษาของแต่ละประเทศนั้นนอกจากจะมีคำศัพท์และตัวอักษร🔠ที่ต่างกันแล้ว ยังมีโครงสร้างประโยคที่มีผลต่อระบบความคิดของเด็กที่ต่างกันด้วย ดังนั้นการฝึกให้ลูกพูดได้หลายๆภาษาในวัยที่ยังเด็กเกินไปนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กเลย เพราะจะทำให้เด็กๆงงและไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้องแม้แต่ภาษาเดียวค่ะ💫ขาดการสื่อสารสองทาง คุณพ่อคุณแม่อาจเป็นฝ่ายพูดกับลูกอย่างเดียว ไม่ได้ตั้งคำถามหรือทำอะไรที่แสดงให้เขาเห็นว่าต้องการการตอบสนอง เด็กจึงไม่พยายามสื่อสารกับผู้ปกครองด้วยการพูดค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยลูกไว้คนเดียว ไม่ค่อยได้พูดกับเด็ก เด็กยังมีโอกาสที่จะมีภาวะออทิสติกเทียมอีกด้วยค่ะ😶จะกระตุ้นพัฒนาการทางการพูดของเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวน้อยกำลังพยายามออกเสียง🗣️ ให้คุยกับเขาอย่างใส่ใจและใจเย็น สอนเด็กออกเสียงแต่ละคำช้าๆ ลากเสียงยาวๆให้เด็กทำตามค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกสงสัยและถามว่าสิ่งรอบตัวคืออะไร ให้ตอบคำถามเขาอย่างช้าๆและใจเย็น แม้จะโดนถามซ้ำๆในสิ่งเดิมๆก็ให้ตอบคำเดิมๆ เพราะการที่เขาได้ยินการออกเสียงและได้เห็นรูปปาก👄แบบชัดๆ ซ้ำๆจะทำให้เด็กเลียนแบบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣เพิ่มกิจกรรมในการสื่อสารแบบสองทาง พูดง่ายๆก็คือกิจกรรมที่ต้องใช้การพูดคุยโต้ตอบ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📕ค่ะวิธีที่ 4️⃣ฝึกให้ลูกร้องเพลง🎤 เพราะการร้องเพลงนั้นเป็นการฝึกทักษะการออกเสียงและควบคุมเสียง จะทำให้เด็กพูดเป็นคำที่ชัดเจนได้รวดเร็วมากขึ้นค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้โอกาสเด็กๆได้มีสังคม👯‍♀️ ซึ่งก็คือเด็กๆด้วยกันนั่นเอง เมื่อเจ้าตัวน้อยได้เจอเด็กๆคนอื่นก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารกัน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกฝนทักษะการพูดที่เหมาะสมค่ะ     ข้อควรระวังและต้องการการดูแลเป็นพิเศษหนึ่งประเด็น เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กๆกำลังเรียนรู้การออกเสียงและพยายามที่จะเลียนแบบ หากเด็กๆได้ยินคำที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับวัยมา เขาก็มีโอกาสที่จะพูดตามเช่นเดียวกันค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินก็ควรตั้งสติและใจเย็นไว้ก่อน เพราะเด็กๆมักจะพูดไปโดยที่ไม่รู้ถึงความหมายและบริบทการใช้งานอย่างชัดเจน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนว่าคำนี้ปกติแล้วจะถูกใช้ในสถานการณ์ไหน และลูกๆควรใช้หรือไม่ควรใช้ ก็จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา🆎และสังคมให้เด็กได้ค่ะ

Content Image

ทารกใส่หน้ากากอนามัยได้ไหมนะ?

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นแล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ต้องไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน รวมถึงหลายๆท่านก็ตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าแล้วความจริงแล้วเด็กสามารถสวมหน้ากากได้หรือไม่? และใส่หน้ากากได้ตอนอายุเท่าไหร่? วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะเด็กทารกใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่?✨ทารกสามารถใส่หน้ากากได้หรือไม่?หลายๆคนอาจสงสัยว่าหากพาทารกน้อยออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากป้องกันโควิดหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญออกมากล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงจึงอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกขณะสวมหน้ากาก😷นั่นเองค่ะ✨แล้วจะป้องกันโควิดได้อย่างไร?ทีนี้หากไม่สามหน้ากากป้องกันแล้วจะสามารถป้องกันลูกจากโควิด🦠ได้อย่างไรใช่ไหมคะ อันนี้แพทย์แนะนำว่าไม่ควรพาทารกออกไปข้างนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดค่ะหลีกเลี่ยงเชื้อโควิดอย่างไร?✨ผ้าคลุมรถเข็นหากให้ลูกน้อยอยู่บนรถเข็น ให้เลือกรถเข็นที่มีผ้าคลุมหรือพลาสติกป้องกันเชื้อที่อาจอยู่ในอากาศได้ และหากใช้เป้สะพายอุ้มลูก ให้หันหน้าลูก👶เข้าหาตัวเพื่อไม่ได้ลูกได้รับละอองการจามหรือไอโดยตรง✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงคอยดูว่าคนรอบตัวลูกสวมหน้ากาก😷อยู่หรือไม่ เพื่อลดการแพร่กระจายผ่านการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าใจผู้ที่มีอาการ หรือเสี่ยงที่จะติดโควิด🦠 และหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นใกล้ชิดกับทารก เช่น การหอม การสัมผัสเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ✨หมั่นล้างมือลูกให้สะอาดหากเด็กโตพอแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายให้ลูกฟังว่าควรจะล้างมือบ่อยๆเพราะอะไร รวมถึงสอนวิธีการไอและจามให้ถูกต้องเพื่อที่จะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น โดยจะต้องเอาต้นแขนด้านในยกขึ้นมาบังนั่นเองค่ะ หน้ากากแบบไหนดี?✨หน้ากากแบบที่ลูกชอบหากน้อง👶มีอายุมากกว่า 2 ปีจะสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ โดยควรให้น้องใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แต่บางครั้งลูกก็อาจงอแงเพราะไม่อยากใส่หน้ากากก็อาจลองให้ลูกเลือกหน้ากากที่ตัวเองชอบเพื่อสร้างความอยากใส่มากขึ้น✨เลือกหน้ากากอย่างไรโดยควรเลือกหน้ากากอนามัย😷ที่เหมาะกับรูปหน้าของเด็ก มีสายคล้องหูแบบยืดหดได้ ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้หลายชั้น หรือหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวที่มีขนาดเหมาะกับใบหน้าของลูกน้อยค่ะประเภทของหน้ากากจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หน้ากากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้เพื่อป้องกันโรค โดยจะมีหน้ากากอนามัยที่ฮิตใช้กันต่างๆ ดังนี้ค่ะ✨หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก😷 ชนิดนี้สามารถกรองฝุ่นและสามารถป้องกันละอองเล็กๆได้ถึง 60% (ข้อมูลจาก Aerosol Science and Technology) แต่เป็นหน้ากากชนิดที่ควรใช้แล้วทิ้งและไม่ควรใช้อันเดิมติดต่อกันหลายวันค่ะ ✨หน้ากากผ้าสำหรับบางคนที่ไม่อยากซื้อหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถใช้แบบผ้าได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย โดยแพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายสองถึงสามชั้นจะทำให้ป้องกันเชื้อโรค🦠ได้ดีค่ะ โดยหน้ากากผ้าบางชนิดจะสามารถใส่แผ่นรองด้านใดได้ ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ ✨หน้ากาก N95 หรือ KN95นอกจากโควิดแล้ว PM2.5 ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องหาหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กมาก ซึ่งหน้ากากชนิดนี้จะมีราคาแพง💸กว่าหน้ากาก😷 ประเภทอื่นๆ โดย N95 และ KN95 นั้นจะสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 95%เลยทีเดียวค่ะ แต่มีข้อเสียก็คือจะหายใจได้ค่อนข้างยากกว่าหน้ากากอนามัยข้างต้นนั่นเองค่ะ

Content Image

ปอดอักเสบในเด็ก

  โรคปอดอักเสบ🫁หรือปอดบวมในเด็กเป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งส่งผลต่อปอดโดยตรงเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมนะคะ เนื่องจากการแทรกแซงและการป้องกันแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลลูก👶ของเราให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ โรคปอดอักเสบเกิดจากอะไรโรคปอดบวม🫁ในเด็กเกิดขึ้นเมื่อถุงลมในปอดเกิดการอักเสบและเต็มไปด้วยของเหลวหรือหนอง ทำให้หายใจลำบาก การติดเชื้อนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ แบคทีเรีย🦠 Streptococcus pneumoniae ไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคปอดบวม ซึ่งรวมถึงทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรังด้วยนะคะ เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจ🫀และเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือเต็มไปด้วยควัน✨อาการของโรคปอดบวม อาการก็อาจแตกต่างกันไปค่ะ แต่สัญญาณทั่วไปที่ต้องระวัง ได้แก่ อาการไอ ซึ่งอาจสร้างเสมหะได้ค่ะ อาการหายใจเร็ว😮‍💨หรือลำบากเกินไป อาการเจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบ่อยๆ อาการมีไข้ มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้ว อาการความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง😰 อาการเบื่ออาหาร รวมถึงการกินอะไรไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ และอาการริมฝีปากหรือเล็บมีสีฟ้า อันนี้จัดอยู่ในกรณีที่รุนแรงมากค่ะวิธีรักษาปอดอักเสบการรักษาทั่วไป คือการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 หากปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ บ้างก็ใช้ยาต้านไวรัส หากปอดบวมเกิดจากไวรัส อาจสั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการพักผ่อน😴 และดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะจะสนับสนุนกระบวนการบำบัดของร่างกายได้ดีนะคะ อีกวิธีคือการใช้ยาบรรเทาปวดที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้🤒 ความเจ็บปวด และการอักเสบได้ บ้างก็ใช้ยาระงับอาการไอ หากอาการไอของคุณรุนแรงหรือต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาระงับอาการไอเพื่อบรรเทาอาการค่ะ และสุดท้ายคือการการบำบัดด้วยออกซิเจน ในกรณีที่รุนแรง อาจให้ออกซิเจนเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าระดับออกซิเจนในเลือดเพียงพอค่ะ💊ใช้ยาต้านเชื้อราและอีกหนึ่งวิธีคือการรักษาจำเพาะ ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยมีอาการปอดบวมจากแบคทีเรีย🦠 มักใช้ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย บางกรณีปอดอักเสบจากไวรัส อาจมีการกำหนดยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสที่เกิดจากไวรัสบางชนิด หรือบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา อาจมีการสั่งยาต้านเชื้อรา เช่น fluconazole หรือ amphotericin B เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา และบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากการสำลัก การรักษาอาจรวมถึงยาปฏิชีวนะ💊 กายภาพบำบัดทรวงอก และการรักษา วิธีป้องกันโรคปอดอักเสบ👉1. รับวัคซีน ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้รับวัคซีน💉ป้องกันโรคปอดบวมที่แนะนำ เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสคอนจูเกต (PCV13) และวัคซีนนิวโมคอคคัสโพลีแซคคาไรด์ (PPSV23) วัคซีนเหล่านี้สามารถป้องกันสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคปอดบวมจากแบคทีเรีย👉2. รักษาสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่🧼และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ หากไม่มีสบู่และน้ำ ให้ใช้เจลทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์👉3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โรคปอดบวมอาจเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองในทางเดินหายใจ พยายามหลีกเลี่ยง🙅‍♀️การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อทางเดินหายใจ 👉4. ปิดปากและจมูก เมื่อไอหรือจาม ให้ใช้ทิชชู่🧻หรือข้อศอกปิดปากและจมูก แทนที่จะใช้มือ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค👉5. รักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถช่วยป้องกันโรคปอดบวมได้ รับประทานอาหารที่สมดุล🍲 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 และจัดการกับระดับความเครียด👉6 หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง การสูบบุหรี่🚬ทำลายปอดและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้คุณติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น👉7. ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ไปพบผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ และปฏิบัติตามการตรวจคัดกรองหรือการรักษาที่แนะนำเพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม  เพื่อป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก👶 สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคที่ติดเชื้อได้และให้รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอโดยการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงควันบุหรี่🚬 ควันไฟ🔥 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด❄️ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจอ่อนแอลง และทำให้เด็กๆ ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นค่ะ รวมถึงการฝึกนิสัยด้านสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคปอดบวม  สนับสนุนให้เด็กๆ ล้างมือ🤲ให้สะอาดและบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ ได้ค่ะ

Content Image

4 ขั้นตอนรับมือลูกโกรธแล้วขว้างปาสิ่งของ

     เชื่อว่ามีคุณแม่หลายๆท่านที่ต้องรับมือกับนิสัยของลูกที่โยนขว้างสิ่งของไปมาเมื่อรู้สึกโกรธ🤬หรือไม่พอใจ จึงถึงขั้นทนไม่ไหวถึงพฤติกรรมเหล่านี้ บทความนี้จะพาคุณแม่ไปทราบถึง 4 ขั้นตอนของการรับมือเมื่อลูกโกรธแล้วขว้างปาสิ่งของใส่ ควรแก้ปัญหายังไงบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมลูกถึงชอบขว้างปาสิ่งของเมื่อรู้สึกโกรธ?✨ลูกจัดการกับความเครียดไม่เป็นด้วยความที่เด็ก👶อย่างไร้เดียงสาและไม่สามารถแยกแยะพฤติกรรมต่างๆในช่วงที่กำลังเรียนรู้ เด็กมีเพียงพัฒนาการด้านร่างกาย เช่น ทักษะทางด้านการจับสิ่งของต่างๆที่อยู่ใกล้มือ✋ และโยนสิ่งของออกไปนอกตัวเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อลูกรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจ ถึงทำการปล่อยสิ่งของนั้นออกจากมือ4 วิธีแก้นิสัยลูกชอบขว้างปาสิ่งของ👉วิธีที่ 1 ทำความเข้าใจในตัวเด็กคุณแม่ควรต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเด็กไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ดังนั้นจึงค่อยๆสอนเด็กอย่างใจเย็นโดยไม่ดุ🤫 หรือใช้เสียงสูงในการสอน สอนให้ลูกรู้จักว่าเมื่อรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึก ไม่ควรโยนสิ่งของต่างๆ 👉วิธีที่ 2 ฝึกให้เด็กหยิบจับสิ่งของคุณแม่สามารถประยุกต์ใช้เกณฑ์ต่างๆมาเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าเมื่อโยนหรือปาสิ่งของใดๆออกไปแล้ว ลูกต้องเป็นคนเก็บสิ่งของนั้นขึ้นมาเข้ามาอยู่ที่เดิม เช่น สร้างเกมเก็บของให้ลูกเก็บของเล่น🪀ที่เล่นแล้ว หรือสามารถให้ลูกเรียนรู้ผ่านทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเกมที่ต้องเก็บไอเทมต่างๆ👉วิธีที่ 3 ให้รางวัลเมื่อลูกทำดีคุณแม่ควรให้รางวัลและชมเชย👏เมื่อลูกไม่โยนสิ่งของ หรือเก็บสิ่งของตามพื้นขึ้นด้วยตัวเอง เพราะการชมเชยนั้นจะทำให้เด็กรู้สึกได้ว่าพฤติกรรมที่ทำนั้นเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องและได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧นั่นเองค่ะ👉วิธีที่ 4 ลงโทษเมื่อทำผิด หากลูกได้ทำการขว้างปาสิ่งของลงพื้นและมีพฤติกรรมที่รุนแรง คุณแม่ควรแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยืนกรานอยู่เสมอว่าหากเขาทำแบบนี้จะได้รับการลงโทษ🙅‍♀️ จนกว่าลูกจะหยุดพฤติกรรมดังกล่าวค่ะ     คุณแม่ควรค่อยๆบอกกล่าวและสอนลูก โดยเน้นพูดคุย🗣️เพื่อทำความเข้าใจ และงดการใช้อารมณ์ หรือการลงโทษลูกด้วยการตีลูก เพราะการใช้ความรุนแรง อาจส่งผลเสียต่อพฤติกรรมของลูก อาจทำให้ลูกมีนิสัยที่ก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อโตไปค่ะ

Content Image

แคะหูลูกน้อยอันตรายไหม?

มีหลายวิธีในการดูแลลูกน้อยของคุณไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ตัดเล็บ สระผม รวมถึงการแคะหู คุณแม่หลายคนกลัวที่จะเลือกหูของลูกน้อย กลัวลูกจะเจ็บ วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับวิธีการแคะหูของลูกน้อยให้เหมาะสมมาฝากกันค่ะแคะหูลูกน้อยได้ไหม เรามีคำตอบ✨แคะหูให้ลูกน้อยทำได้หรือไม่?ปกติแล้วเราจะไม่แคะขี้หูให้กับทารก👶 เพราะพ่อแม่มือใหม่อาจยังไม่รู้วิธีแคะหูของลูกให้ถูกวิธี ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถแคะขี้หูของลูกได้ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะออกมา ขี้หูที่เหลืออยู่บางส่วนถูกดันลึกเข้าไป ซึ่งจะทำให้ขี้หูที่อยู่ลึกในหูติดเชื้อในภายหลัง บางครั้งอาจมือไม่นิ่งพอแล้วสั่นจนกระทบแก้วหูของทารก ทำให้แก้วหูของทารกเสียหายได้นั่นเอง  ✨ควรศึกษาก่อนทางที่ดีควรศึกษาวิธีที่ถูกต้องก่อนแคะขี้หู👂ลูกน้อยของคุณ และการทำความสะอาดช่องหูของลูกน้อยนั้นไม่จำเป็นต้องบ่อยเกินไป เพราะขี้หูในหูของลูกน้อยก็มีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรแหะหูลูกน้อยจนอายุครบ 2 ขวบจึงจะดีที่สุดค่ะ วิธีทำความสะอาดหูลูกอย่างถูกต้อง✨เริ่มเช็ดใบหูด้านนอกขั้นตอนแรกคือต้องเช็ดบริเวณหูชั้นนอกก่อน พยายามเช็ดเบา ๆ ด้วยสำลีนุ่ม ๆ หรือผ้าชุบน้ำ🌊หมาด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยของคุณบาดเจ็บ น้ำที่ใช้เช็ดหูของลูกน้อย👶ต้องผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก่อน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างอ่อนโยน✨ดูดน้ำที่ผสมเอาไว้ขั้นตอนที่สองหยดน้ำเข้าไปในหู👂ของเด็กจนน้ำเข้าหู และถ้าน้ำล้นไม่ต้องกลัวว่าแรงดันน้ำจะทำให้หูอื้อ เพราะยังไงก็ต้องเทน้ำให้เต็ม✨รอประมาณ 5 นาทีอุ้มลูกน้อยของคุณในตำแหน่งนอนเดิมประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ขี้หูละลายหรือนิ่มลง เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ให้ลูกน้อยอยู่ในท่านั่ง น้ำ🌊จะไหลออกมา จากนั้นเช็ดหู👂ของลูกน้อยด้วยผ้าแห้งสะอาด หากไม่เช็ดทำความสะอาด อาจทำให้หูของทารกเปียกได้✨สิ่งที่ควรระวังในการล้างหูลูกน้อยหากคอของทารกไม่แข็งแรงพอ คุณไม่ควรทำความสะอาดหูของทารกในช่วงเวลานี้ เนื่องจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อาจติดอยู่ในหูของทารก👶ได้ เราแนะนำให้ทำหลังจากคอแข็งแรงดีแล้วหรือหลังอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะโรคเกี่ยวกับหูที่พบบ่อยในเด็ก✨ขี้หูอุดตันขี้หูนั้นจะมีหน้าที่ปกป้องหู👂 และจะสามารถขจัดออกด้วยตนเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีบางครั้งที่จะมีการจับตัวของขี้หูในบริเวณหูชั้นนอกมากเกินไปจนทำให้ขี้หูแข็งและแห้ง จนทำให้ลูกได้ยินไม่ค่อยถนัดเนื่องจากขี้หูอุดตัน โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแคะเองเพราะอาจทำให้ลูกเจ็บและอาจทำให้หูอักเสบได้นะคะ ✨หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นในกับแก้วหู โดยอาการหู👂 ชั้นกลางอักเสบมักจะเกิดเมื่อเป็นหวัด🤧 และเมื่อลูกสั่งน้ำมูกรุนแรงหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคแพร่เข้าไปและเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเลียในหูชั้นกลางได้ โดยจะมีของเหลวเกิดขึ้นที่หูชั้นกลางที่บริเวณที่เคยเป็นโพรงอากาศ โรคนี้มักจะเกินในเด็กที่มีอายุต่ำว่า 3 ขวบ✨หูชั้นนอกอักเสบหากหูของลูกได้รับการกระตุ้นรบกวนจากการแคะหู หรือ น้ำเข้าหูบ่อยๆ ทำให้หูชื้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ลูกเป็นหูชั้นนอกอักเสบได้ รวมถึงหากมีการผื่นแพ้ในช่องหู เหล่านี้ก็จะเป็นต้นตอที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรีย🦠เติบโต และเมื่อหูชั้นนอกอักเสบลูก👶 ก็จะมีอาการปวดหู และหากเป็นมากก็อาจมีน้ำหลองไหลออกมาได้ค่ะ

Content Image

วิธีสังเกตว่าลูกเสี่ยงเป็น "เด็กออทิสติก"

     เชื่อว่าการเจ็บป่วยของลูกน้อยเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดขึ้นใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะป่วยด้วยไข้หวัดธรรมดาหรือโรคที่ร้ายแรงก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ🙅‍♀️ เพราะว่าบางกรณีเวลาที่ลูกน้อยป่วยก็ไม่สามารถสังเกตอาการได้ แต่บางกรณีก็มีความผิดปกติทางร่างกายที่ชัดเจน ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึงอาการของเด็กออทิสติกกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ย่อมต้องการให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะมีการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือการทำความเข้าใจสัญญาณและอาการของโรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ที่ลูกน้อยของเราอาจแสดงออกมานะคะ เพื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างสมควรค่ะ💁‍♀️ออทิสติกคืออะไรออทิสติกหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เป็นโรคพัฒนาการที่ส่งผลต่อวิธีที่บุคคลสื่อสาร🗣️ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และรับรู้โลกรอบตัวพวกเขา โดยมีลักษณะอาการที่หลากหลาย รวมถึงความยากลำบากในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พฤติกรรมซ้ำๆ และความท้าทายในการสื่อสารทั้งทางวาจาและอวัจนภาษาออทิสติก มีความแตกต่างกันไปอย่างมากในด้านความรุนแรงและผลกระทบต่อบุคคล โดยบางคนต้องการความช่วยเหลือที่สำคัญ ในขณะที่บางคนอาจมีชีวิตอิสระมากกว่า สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าคนออทิสติกแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีจุดแข็งและความท้าทายที่แตกต่างกัน การแทรกแซง การบำบัด และการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยออทิสติกได้อย่างมากค่ะสัญญาณและอาการสิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าออทิสติกเป็นความผิดปกติของสเปกตรัม ซึ่งหมายความว่าอาการอาจมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึง รุนแรง แม้ว่าอาการอาจแตกต่างกันไปนะคะ แต่อาการที่พบบ่อยได้แก่ การขาดรอยยิ้มระหว่างเล่น เด็กออทิสติกอาจไม่แสดงพฤติกรรมทางสังคมโดยทั่วไป เช่น การยิ้ม😊หรือการแสดงความสุขระหว่างทำกิจกรรม บางคนก็อาจขาดความสนใจในผู้อื่น เด็กออทิสติกอาจดูเหมือนไม่แยแสหรือไม่ตอบสนองต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พวกเขาจะไม่สบตา แสดงความสนใจผู้อื่นเพียงเล็กน้อย หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อสัญญาณทางสังคมค่ะ หรือแม้กระทั่งการจำกัดหรือไม่มีการตอบสนองต่อชื่อ เด็กออทิสติกอาจไม่ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ😐 เนื่องจากอาจมีปัญหาในการประมวลผลและทำความเข้าใจสัญญาณทางวาจา หรือการพูดล่าช้าหรือขาดหายไป เด็กออทิสติกบางคนอาจพัฒนาการพูดล่าช้าหรืออาจพูดไม่ได้เลย พวกเขายังอาจขาดความสามารถในการสื่อสารความต้องการ หรือความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกอย่างคือเรื่องของการหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เด็กออทิสติกอาจไม่สนใจที่จะถูกอุ้มหรืออาจต่อต้านการสัมผัสทางกายภาพอย่างแข็งขัน พวกเขาอาจมีความไวต่อประสาทสัมผัสที่ทำให้การสัมผัสบางประเภทอึดอัดหรือล้นหลามสำหรับพวกเขาค่ะปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคออทิสติกในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการวิจัยสาเหตุที่แท้จริงของออทิสติก แต่ปัจจัยบางประการอาจเพิ่มความเสี่ยงซึ่งรวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม ประวัติครอบครัวเป็นออทิสติกหรือภาวะทางพันธุกรรม🧬บางอย่างอาจเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ASD ค่ะพ่อแม่มีลูกตอนอายุเยอะ ผลการศึกษาพบว่าทั้งอายุมารดาและบิดา👩‍❤️‍👨ที่มีบุตรตอนอายุมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่ลูกจะเป็นออทิสติกเล็กน้อยค่ะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การได้รับสารเคมีบางชนิดก่อนคลอด การติดเชื้อ🦠 หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของออทิสติกในบางกรณีนะคะ     ในแง่ของผลกระทบที่ออทิสติกส่งผลต่อเด็ก อาจส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม รวมถึงความสามารถทางปัญญา ทักษะทางภาษา และการทำงานแบบปรับตัวค่ะ การแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ และการบำบัดแบบกำหนดเป้าหมายสามารถช่วยให้เด็กออทิสติกพัฒนาทักษะและจัดการกับความท้าทายได้ ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นออทิสติก พวกเขาอาจยังคงเผชิญกับปัญหาทางสังคมและการสื่อสาร แม้ว่าปัญหาเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผู้ใหญ่ที่เป็นออทิสติกบางคนอาจใช้ชีวิตอย่างอิสระและประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน💼 ในขณะที่คนอื่นๆ อาจต้องการการสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ของชีวิต สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือด้วยการสนับสนุนและการอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม ผู้ที่เป็นออทิสติกสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความหมายได้ค่ะ

Content Image

เลือกยาแก้หวัดอย่างไรให้ปลอดภัยต่อลูก

     อาการหวัด😪นั้นนับเป็นหนึ่งในอาการยอดนิยมที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ถือเป็นโรคที่ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อสุขภาพเด็กๆอย่างรุนแรงมากนัก แต่เอียงไปทางสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตและความไม่สะดวกสบายระหว่างทำกิจกรรมระหว่างวันมากกว่า เมื่อผู้ปกครองบางท่านเห็นว่าไม่ใช่โรคที่มีอาการรุนแรงอะไรก็อาจปล่อยให้เจ้าตัวน้อยพักผ่อนจนกระทั่งดีขึ้นเอง ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่อีกทางเลือกหนึ่งนั้นมีแนวโน้มว่าจะทำให้เจ้าตัวน้อยหายเป็นปกติได้รวดเร็วกว่า นั่นก็คือการใช้ยา💊นั่นเองค่ะ แต่จะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ยาอย่างไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการของโรคหวัดทั่วไปอาการที่ 1️⃣มีน้ำมูกเยอะกว่าปกติ ทำใ้ห้เด็กรู้สึกคัดจมูก😪หรือน้ำมูกไหลไม่หยุดอาการที่ 2️⃣มีอาการไอ😮‍💨 ทั้งไอแห้งและไอมีเสมหะ อาจมีอาการจามร่วมด้วยอาการที่ 3️⃣หากมีไข้ต่ำๆ🤒ร่วมด้วยจะถือว่าไม่ใช่หวัดธรรมดา แต่เป็นไข้หวัดค่ะ ดังนั้นสำหรับโรคไข้หวัด บทความของเราจะยังไม่พูดถึงวิธีการเลือกใช้ยา💊 เพราะมีโอกาสที่จะเกิดจากคนละสาเหตุกับโรคหวัดธรรมดาค่ะยากลุ่มหลักๆที่สามารถเลือกใช้ได้💊ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ฮีสตามีนเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่จะหลั่งออกมาเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจจับได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอม🦠ในร่างกาย ในที่นี้ก็อาจจะเป็นเชื้อก่อโรคซึ่งก่อให้เกิดโรคหวัดนั่นเอง เมื่อฮีสตามีนหลั่งออกมา เจ้าของร่างกายจึงเกิดการตอบสนองในรูปแบบของอาการแพ้บางสิ่ง หนึ่งในรูปแบบการตอบสนองก็คือการมีเมือกบริเวณโพรงจมูก👃ที่มากขึ้น ซึ่งก็คือน้ำมูก😪นั่นเอง หากอยากมีน้ำมูกน้อยลง เราจึงต้องการสารที่ต้านการหลั่งของฮีสตามีนได้นั่นเองค่ะ ยาในกลุ่มนี้ที่ถูกเลือกใช้บ่อยๆได้แก่ คลอเฟนิรามีน หรือที่เรียกกันว่ายา CPM และบรอมเฟนิรามีน ยากลุ่มนี้จึงถูกเรียกรวมๆกันว่ากลุ่มยาแก้แพ้นั่นเองค่ะ💊ยาในกลุ่มที่ช่วยลดอาการคัดจมูก (Decongestants) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดอาการจมูกตัน ทำให้ผู้รับประทานหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ตัวยาที่มักถูกเลือกใช้ในปัจจุบันได้แก่ ฟีนิลเอฟริน และซูโดเอฟรีดรีน กลุ่มนี้มักจะถูกเรียกอย่างง่ายๆว่ากลุ่มยาลดน้ำมูก😪นั่นเองค่ะ💊ยาลดไข้ (Antipyretic)ยาในกลุ่มที่มีส่วนประกอบของยาสองกลุ่มก่อนหน้าตามที่กล่าวไป แต่มีการเติมตัวยาในกลุ่มยาลดไข้🤒หรือ antipyretic เข้าไปร่วมด้วย เพราะในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ก็มีอาการของไข้ร่วมด้วย การรับประทานยาตัวเดียวที่มีส่วนประกอบจากหลายๆกลุ่มจึงค่อนข้างเป็นทางเลือกที่สะดวก ยากลุ่มนี้ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เรียกได้ว่ามีติดบ้านกันแทบทุกครัวเรือน🏡ก็คือยาพาราเซตามอลนั่นเองค่ะ วิธีการดูแลเด็กที่เป็นไข้หวัด👉ใช้ยาในกลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น แต่ก่อนใช้ยาต้องปรึกษากับเภสัชกร🧑‍⚕️ก่อนเท่านั้น เพื่อทราบถึงปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ควรจัดยาให้เด็กรับประทานเองโดยยึดปริมาณที่เท่ากับผู้ใหญ่ รับประทานไม่สม่ำเสมอ ไม่ตรงเวลา⏰ ไม่ครบโดสของยา👉ลดการทำกิจกรรมที่กระตุ้นอาการลดกิจกรรมหรือสิ่งเร้าใดๆก็ตามที่กระตุ้นอาการไอ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำเย็น ขนมหวาน🍩 น้ำหวาน🧋 ขนมขบเคี้ยว อาหารทอด ควรใช้การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆทดแทนค่ะ👉ใช้น้ำเกลือล้างจมูกหากรู้สึกคัดจมูก🤧 จมูกตันไปด้วยน้ำมูก ให้ใช้น้ำเกลือทางการแพทย์ล้างจมูกช่วยเจ้าตัวน้อยค่ะ👉ใส่ใจการรับประทานอาหารรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร 5 หมู่🍎ในปริมาณที่เหมาะสมและปรุงสุกใหม่ๆค่ะ👉พักผ่อนให้เพียงพอให้เจ้าตัวน้อยได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ😴👉พบแพทย์เพื่อรักษาหากดูแลด้วยตนเองแล้วยังไม่หาย อาการไม่ได้มีแนวโน้มจะดีขึ้น ให้พาลูกไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่หวัดได้ เมื่อรักษาแบบหวัดธรรมดาจึงไม่ตอบโจทย์ค่ะ     อย่างไรก็ตาม แม้บทความของเราจะนำเสนอถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 แต่มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ควรต้องพึ่งอย่างสม่ำเสมอหากยังดูแลเจ้าตัวน้อยด้วยวิธีอื่นๆได้ การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมจะทำให้เด็กเกิดอาการดื้อยา ในอนาคตเด็กอาจต้องใช้ยาที่แรงขึ้นซึ่งมีผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในมากขึ้นค่ะ

Content Image

วิธีเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูก เนื้อผ้าแบบไหนเหมาะสำหรับผิวเด็ก

     ผ้าห่มนั้นจัดว่าเป็นสิ่งของสำคัญที่ใช้ในการปกคลุมตัวทารกให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงนอนหลับ😴 อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยจากการสัมผัสอากาศเย็นได้ด้วย วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่มาทราบถึงวิธีการเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูกน้อยให้ห่มแล้วไม่อึดอัด หลับได้สบาย เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️หลักเกณฑ์ในการเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก มีดังนี้✨เลือกตามจุดประสงค์ของการใช้งานผ้าห่มสำหรับห่อตัว : สำหรับทารกแรกเกิดจนไปถึงอายุ 1 เดือน👶 คุณแม่ควรเลือกผ้าห่อตัวที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และสามารถคลุมศีรษะที่บอบบางของทารกได้ เนื้อผ้าคนเป็นลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มเบา ไม่หนา และไม่เป็นผ้าเนื้อสาก ผ้าห่มสำหรับห่มนอน : ผ้าห่มเด็กสามารถมีสีสันสดใสดีไซน์น่ารักและมีลักษณะเนื้อผ้าที่มีความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวเด็ก อีกทั้งควรเป็นผ้าที่สามารถป้องกันไรฝุ่น🦠 เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคภูมิแพ้ หรืออาการทางเดินหายใจที่มีสาเหตุหลักมาจากไรฝุ่นได้✨เลือกวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติผ้าคอตตอน (Cotton) : ผ้าคอตตอน☁️จะมีลักษณะเส้นใยที่นุ่ม บางเบา และสามารถระบายความร้อนและความอับชื้นได้อย่างดี อีกทั้งยังทนทานต่อการใช้งาน เพราะถึงแม้จะซักบ่อยแค่ไหนผ้าก็จะไม่ค่อยเป็นขุยหลังจากซัก และยังสามารถลดอาการระคายเคืองผิวต่อลูกได้และยังรวมไปถึงหลักเกณฑ์เหล่านี้อีกด้วย✨เลือกผ้าห่มที่เย็บขอบมุมเรียบร้อยคุณแม่ควรเลือกใช้ผ้าห่มที่มีการออกแบบและการเย็บที่ปราณีต ไม่มีชิ้นส่วนหรือปลายผ้าหลุดลุ่ยออกมา เพราะชิ้นส่วนที่หลุดลุ่ยออกมานั้นอาจก่อให้เกิดการสะสมของละอองฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆที่สามารถไปก่อภูมิแพ้ ทำให้ลูกเกิดอาการหายใจไม่ออก และอย่างอันตรายที่ลูกจะเผลอดึงเส้นผ้าเหล่านั้นเข้าปากได้ อาจทำให้อันตรายถึงขั้นติดคอ🤢จนเสียชีวิต✨เลือกให้เหมาะสมกับรูปร่างของเด็ก             คุณแม่ควรเลือกซื้อขนาดของผ้าห่มที่เหมาะสำหรับขนาดตัวของลูก โดยเลือกซื้อผ้าห่มที่สามารถคุมตัวลูกได้อย่างมิดชิด ไม่มีส่วนไหนของร่างกายยื่นออกมาขณะห่มผ้า และผ้าห่มนั้นยังต้องสามารถทำให้ร่างกายลูกอบอุ่นได้ขณะนอนหลับ💤      ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกนั้นควรเป็นผ้าห่มที่มีลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มสบาย ไร้ฝุ่น ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และนอนหลับได้อย่างสนิทในช่วงกลางคืน🌌 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรไม่ควรมองข้ามการเลือกผ้าห่มที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อย

Content Image

วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว มีอาการเบื่ออาหาร

     เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะประสบกับปัญหาลูกเบื่ออาหาร ลูกไม่กินข้าว ไม่ว่าจะพยายามหลอกล่อเท่าไรแล้วก็ตาม ลูกก็ยังไม่ยอมกินอยู่ดี บทความนี้จะพาคุณแม่มาทรายถึงสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ลูกไม่ยอมกินข้าว และรวมไปถึงวิธีรับมืออเมื่อเด็กไม่กินข้าวหรือเบื่ออาหาร ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมทานข้าวอาการเบื่ออาหารในเด็กเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยต่อไปนี้👉ลูกมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียคุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เช่น มีไข้🤒 เจ็บคอ ใจลอย ไม่ได้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับมื้ออาหาร👉ปฏิเสธอาหารลูกจะทานอาหารน้อยกว่าปกติ😐 ถึงแม้ว่าจะเป็นเมนูที่เขาชื่นชอบ และอาจจะหันเหไปสนใจสิ่งอื่นมากกว่าการทานอาหารอีกด้วย👉ลูกร้องไห้ งอแง เมื่อถูกบังคับให้ทานอาหารเจ้าตัวน้อยจะแสดงอาการงอแง ร้องไห้ฟูมฟาย😭 และอาจจะวิ่งหนีไปทันที เมื่อทนไม่ไหวกับการถูกคุณแม่บังคับให้ทานอาหาร ผลเสียจากการที่ลูกไม่ยอมทานข้าว4 ผลเสียต่อสุขภาพของเด็กที่ไม่ยอมรับประทานอาหาร ได้แก่1.เสี่ยงต่อโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) คือ พฤฤติกรรมการกินที่ไม่ปกติ และบูลิเมีย (Bulimia nervosa) หรือ “โรคล้วงคอ”🤮2.น้ำหนักตัวไม่เป็นไปตามเกณฑ์การเจริญเติบโต หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์3.ได้รับสารอาหารบางอย่างน้อยกว่าที่ควรได้รับ เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน4.มีอาการอ่อนเพลียระหว่างวัน หน้าวูบ😰 หรืออาจจะเป็นลมได้9 เทคนิคแก้ปัญหาเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว✨ทำอาหารเมนูที่เขาชอบให้ทานบ่อยๆ อย่างแรกคุณแม่คุณพ่อต้องตอบให้ได้ก่อนว่าลูกเราชอบกินอะไร ถ้าไม่รู้ต้องคอยสังเกตไปเรื่อย ๆ ว่าเขาชอบกินอาหารแบบไหน🍝 ลองทำอาหารหลาย ๆ แบบดูค่ะ แล้วสักพักจะค่อย ๆ เข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่ลูกไม่ยอมกินข้าวก็เพราะอาหารไม่ถูกปากเขานี่เอง รวมถึงควรจะหมุนเวียนวัตถุอื่น ๆ มาเพื่อให้เขากินอาหารที่หลากหลาย เพื่อโภชนาการที่ดีของลูก ในช่วงที่ลูกเบื่ออาหารที่โรงเรียนประมาณ 2-3 วันแรก คุณแม่อาจจะพูดคุยปรึกษากับคุณครูถึงปัญหาการเบื่ออาหารของลูก เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันค่ะ✨ตกแต่งอาหารให้น่ารับประทาน เทคนิคอีกอย่างคือการตกแต่งหน้าตาอาหารให้น่ารับประทาน แค่ทำอาหารตามปกติ เสร็จแล้วก็ค่อยมาตกแต่งให้ดูน่าสนใจเช่น พยายามให้มีสีสัน 3-4 สี ซึ่งสีสันเหล่านี้ก็คือสีโดยธรรมชาติของผักผลไม้นั่นเองค่ะ เช่น แครอต🥕จะให้สีส้ม มะเขือเทศ🍅จะให้สีแดง กะหล่ำปลีม่วงให้สีม่วง หรือจะถ้านึกสนุกอยากให้พิเศษมากขึ้น ก็อาจจะทำเป็นเรื่องราว เช่น ตัวการ์ตูนที่เขาชอบ หรือเป็นฉากในนิทานที่เขาเดาได้ รับรองว่าคุณลูกของเราจะทานเก่งขึ้นแน่นอนค่ะ คุณแม่อาจนำไปไอเดียนี้ไปเสนอกับคุณครูที่โรงเรียนนะคะ จัดเป็นหนึ่งกิจกรรมในห้องเรียน ได้ประโยชน์กับลูกน้อยและเด็ก ๆ ในห้องคนอื่น ๆ ด้วยค่ะ✨ให้ลูกเลือกชุดจานชามของเขาเอง เราเพิ่มความสนุกสนานให้กับมื้ออาหารของลูกได้ด้วยจาน ชาม ช้อนส้อม🍽️ แก้วน้ำ ซึ่งมีลวดลายการ์ตูนที่เขาชอบ ก็น่าจะทำให้เขาตื่นเต้นกับการกินข้าวได้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้พาเขาไปเลือกซื้อด้วยตัวเอง จะทำให้หนูน้อยอินกับอุปกรณ์การกินมากขึ้น และต้องระวังเรื่องสีที่เคลือบบนภาชนะทั้งหมดด้วยนะคะ ว่าไม่ละลายเมื่อถูกอาหารร้อนและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ✨แบ่งทานทีละน้อยๆเริ่มต้นด้วยมื้อเล็ก ๆ บางครั้งมื้ออาหารที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้เด็กรู้สึกเหนื่อยที่จะกินต่อให้หมด ควรแบ่งอาหารมาทีละน้อย🥣 เมื่อหมดก็สามารถเติมได้ ก็จะช่วยให้เด็กไม่รู้สึกกดดันว่าจะต้องกินให้หมดในคราวเดียว✨งดการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดขณะรับประทานอาหารสร้างความรู้สึกที่ดีกับมื้ออาหาร นั่นคือการปิดเสียงรบกวนอื่นที่จะทำให้เขาไม่สนใจอาหาร เช่น ทีวี หรือสมาร์ทโฟน📱 และคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะกินอาหารพร้อมกับเขา ชวนเขาพูดคุย อย่าดุ อย่าต่อว่าให้เขาเกิดความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างการกินอาหาร และคุณพ่อคุณแม่ก็ห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือหรืออ่านหนังสือนะคะ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกค่ะ✨คุณพ่อคุณแม่ทานข้าวพร้อมกันกับลูก บางครั้งตัวอย่างที่ดีก็มีค่ามากกว่าคำสอน การที่คุณพ่อคุณแม่กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก🥦 เป็นตัวอย่างและกินอย่างเอร็ดอร่อย😋 ก็อาจจะช่วยให้ลูกเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากกินตามบ้าง✨สลับเมนูแปลกใหม่บ้างไม่ทำอาหารซ้ำกัน การทำเมนูเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาได้เหมือนกัน หมั่นทำเมนูใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ หรือทำเมนูเดิมบ้าง แต่ก็มีเมนูใหม่ ๆ เข้ามาเสริมด้วย🍛 เพื่อสร้างความหลากหลายในมื้ออาหาร และทำให้เด็กได้รู้จักรสสัมผัสใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น✨ให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหารเพื่อสร้างแรงจูงใจในมื้ออาหารมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหารด้วย👩‍🍳 เริ่มตั้งแต่การไปจับจ่ายซื้อวัตถุดิบ และลงมือทำในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ล้างผัก ล้างผลไม้ เตรียมจาน ชาม ช้อน และส้อม แต่ควรเลือกขั้นตอนที่ปลอดภัยและอยู่ในสายตาตลอดเวลา✨มีของรางวัลเป็นเมื่อลูกรับประทานอาหาร เด็กกับของรางวัลเป็นของคู่กัน🏅 คุณพ่อคุณแม่อาจลองสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ของรางวัลถ้าสัปดาห์นี้กินข้าวหมด หรือกินได้เยอะ ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะกินอาหารให้มากขึ้น เช่น ถ้าสัปดาห์นี้กินข้าวหมดจานทุกวัน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ควรใช้บ่อย เพราะเด็กควรจะกินอาหารเพื่อการเจริญเติบโต ไม่ใช่เพื่อของรางวัลเพียงอย่างเดียว     สรุปได้ว่าอาการเบื่ออาหารเกิดขึ้นได้ปกติกับเด็ก👶 ไม่จำเป็นต้องมีการกินยาเพื่อรักษาอาการดังกล่าวแต่อย่างใด เพียงแค่คุณแม่ควรพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารของลูก หรือพยายามหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการสร้างแรงจูงใจให้ลูกยอมทานอาหารอย่างมึความสุข เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้ลูกอยากทานอาหารตามปกติได้แล้วค่ะ

Content Image

ทำไมถึงยังไม่ควรแคะขี้หูลูกน้อย?

หากพบว่าลูกขี้หูตันจะสามารถแคะหูให้ลูกได้ไหม? เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนสงสัย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของขี้หู และมาดูกันว่าควรจะแคะขี้หูให้ลูกดีหรือไม่กันนะคะ ขี้หูคืออะไร?ขี้หูคือ👂เมื่อต่อมไขมันในหูชั้นนอกมีการขับสารออกมารวมกับผิวหนังชั้นบนที่ลอกหลุดออกมาก็จะกลายเป็นขี้หูนั่นเอง ซึ่งจะมีสีแดง น้ำตาล เหลือง โดยการสะสมของขี้หูนี้จะไม่เคลื่อนตัวไปยังส่วนลึกของรูหู และจะสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่❌จำเป็นต้องแคะหูให้ลูกนั่นเองค่ะ รวมถึงการแคะขี้หูจะทำให้ทารกเกิดการอักเสบในหูแถมหูอุดตันมากขึ้นอีกด้วยค่ะประโยชน์ของขี้หู👂สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ผิวหนังของรูหูของลูกจะได้รับการป้องกันโดยขี้หูเหล่านี้ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ทั้ง เหงื่อ💦 น้ำ ฝุ่นละอองและเชื้อโรค และเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะแคะขี้หูของลูกจนถึงอายุ 2 ขวบวิธีแบบนี้ไม่ควรใช้!คอนตอนบัดใหญ่เกินไปการใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดใหญ่จะเป็นการดันขี้หูให้ลึกเข้าไปอีก การแคะขี้หูให้ลูกจึงอาจยิ่งเป็นการสร้างปัญหาขี้หูอุดตันและทำให้ลูกได้ยินเสียงไม่ชัดค่ะ🙅‍♀️ หากท่านใดที่พบว่าลูกมีขี้หูอุดตันสามารถพาไปพบแพทย์เพื่อหยอดยาและดูดขี้หูออกได้ค่ะ คอตตอนบัดไม่สะอาดหากคอนตอนบัดไม่สะอาดจะทำให้หูของลูกเกิดการติดเชื้อจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียได้ รวมถึงหากมีการแคะที่ลึกเกินไปก็อาจไปทำให้แก้วหูทะลุและเกิดอันตราย⚠️กับลูกน้อยได้นะคะ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ชุบคอตตอนบัดการใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์แล้วนำมาทำความสะอาดรูหูเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูของลูกแห้ง👂 และหากลูกมีแผลที่บริเวณหูชั้นกลางอยู่แล้ว การที่แอลกอฮอล์ไปเข้าไปโดยจะทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง และทำให้หูน้ำหนวกได้นั่นเองค่ะไม่ควรใช้ไม้พันสำลีการใช้ไม้พันสำลีเข้าไปทำความสะอาดในรูหูของลูกเป็นอีกสิ่งที่ควรเลี่ยงเพราะ ผิวหนังในรูหูของลูกยังบอบบางมาก การทำแบบนี้อาจสร้างแผลถลอกในรูหู และอาจเกิดการติดเชื้อ และอักเสบขึ้นมาได้ และเมื่อแผลเริ่มหายลูกก็จะเกิดอาการคัน และใช้ไม้แคะหูซ้ำอีก ก็จะเกิดแผลขึ้นมา และหากปั่นเข้าไปลึกก็จะเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูทะลุด้วยค่ะ😬วิธีทำความสะอาดหูลูกน้อย✨แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ควรแคะหูให้ลูกแต่ก็สามารถทำความสะอาดหูลูกน้อยได้โดยขณะที่อาบน้ำหรือสระผมให้ลูก ให้การนำผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม หรือ อาจใช้สำลีชุดน้ำแล้วเช็ดที่ใบหูและปากรูหูเบาๆ✨พยายามไม่ให้น้ำเข้าไปในรูหูของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูของลูกได้โดยการปั้นสำลีให้เป็นก้อนขนาดใหญ่ประมาณหัวแม่มือแล้วใช้สำลีในการอุดหูของลูก✨เนื่องจากเด็กเล็กมีรูหูที่ยังตื้นอยู่ดังนั้นเราไม่ควรจะใช้คอตตอนบัดและควรจะใช้วิธีข้างต้นไปก่อนนะคะ โดยหากเกิดความผิดปกติใดๆ ก็ควรจะพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องจะดีที่สุดค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.