Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

วิธีสังเกตว่าลูกเสี่ยงเป็น "เด็กออทิสติก"

     เชื่อว่าการเจ็บป่วยของลูกน้อยเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดขึ้นใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะป่วยด้วยไข้หวัดธรรมดาหรือโรคที่ร้ายแรงก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ🙅‍♀️ เพราะว่าบางกรณีเวลาที่ลูกน้อยป่วยก็ไม่สามารถสังเกตอาการได้ แต่บางกรณีก็มีความผิดปกติทางร่างกายที่ชัดเจน ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึงอาการของเด็กออทิสติกกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ย่อมต้องการให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะมีการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือการทำความเข้าใจสัญญาณและอาการของโรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ที่ลูกน้อยของเราอาจแสดงออกมานะคะ เพื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างสมควรค่ะ💁‍♀️ออทิสติกคืออะไรออทิสติกหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เป็นโรคพัฒนาการที่ส่งผลต่อวิธีที่บุคคลสื่อสาร🗣️ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และรับรู้โลกรอบตัวพวกเขา โดยมีลักษณะอาการที่หลากหลาย รวมถึงความยากลำบากในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พฤติกรรมซ้ำๆ และความท้าทายในการสื่อสารทั้งทางวาจาและอวัจนภาษาออทิสติก มีความแตกต่างกันไปอย่างมากในด้านความรุนแรงและผลกระทบต่อบุคคล โดยบางคนต้องการความช่วยเหลือที่สำคัญ ในขณะที่บางคนอาจมีชีวิตอิสระมากกว่า สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าคนออทิสติกแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีจุดแข็งและความท้าทายที่แตกต่างกัน การแทรกแซง การบำบัด และการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยออทิสติกได้อย่างมากค่ะสัญญาณและอาการสิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าออทิสติกเป็นความผิดปกติของสเปกตรัม ซึ่งหมายความว่าอาการอาจมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึง รุนแรง แม้ว่าอาการอาจแตกต่างกันไปนะคะ แต่อาการที่พบบ่อยได้แก่ การขาดรอยยิ้มระหว่างเล่น เด็กออทิสติกอาจไม่แสดงพฤติกรรมทางสังคมโดยทั่วไป เช่น การยิ้ม😊หรือการแสดงความสุขระหว่างทำกิจกรรม บางคนก็อาจขาดความสนใจในผู้อื่น เด็กออทิสติกอาจดูเหมือนไม่แยแสหรือไม่ตอบสนองต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พวกเขาจะไม่สบตา แสดงความสนใจผู้อื่นเพียงเล็กน้อย หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อสัญญาณทางสังคมค่ะ หรือแม้กระทั่งการจำกัดหรือไม่มีการตอบสนองต่อชื่อ เด็กออทิสติกอาจไม่ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ😐 เนื่องจากอาจมีปัญหาในการประมวลผลและทำความเข้าใจสัญญาณทางวาจา หรือการพูดล่าช้าหรือขาดหายไป เด็กออทิสติกบางคนอาจพัฒนาการพูดล่าช้าหรืออาจพูดไม่ได้เลย พวกเขายังอาจขาดความสามารถในการสื่อสารความต้องการ หรือความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกอย่างคือเรื่องของการหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เด็กออทิสติกอาจไม่สนใจที่จะถูกอุ้มหรืออาจต่อต้านการสัมผัสทางกายภาพอย่างแข็งขัน พวกเขาอาจมีความไวต่อประสาทสัมผัสที่ทำให้การสัมผัสบางประเภทอึดอัดหรือล้นหลามสำหรับพวกเขาค่ะปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคออทิสติกในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการวิจัยสาเหตุที่แท้จริงของออทิสติก แต่ปัจจัยบางประการอาจเพิ่มความเสี่ยงซึ่งรวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม ประวัติครอบครัวเป็นออทิสติกหรือภาวะทางพันธุกรรม🧬บางอย่างอาจเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ASD ค่ะพ่อแม่มีลูกตอนอายุเยอะ ผลการศึกษาพบว่าทั้งอายุมารดาและบิดา👩‍❤️‍👨ที่มีบุตรตอนอายุมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่ลูกจะเป็นออทิสติกเล็กน้อยค่ะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การได้รับสารเคมีบางชนิดก่อนคลอด การติดเชื้อ🦠 หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของออทิสติกในบางกรณีนะคะ     ในแง่ของผลกระทบที่ออทิสติกส่งผลต่อเด็ก อาจส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม รวมถึงความสามารถทางปัญญา ทักษะทางภาษา และการทำงานแบบปรับตัวค่ะ การแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ และการบำบัดแบบกำหนดเป้าหมายสามารถช่วยให้เด็กออทิสติกพัฒนาทักษะและจัดการกับความท้าทายได้ ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นออทิสติก พวกเขาอาจยังคงเผชิญกับปัญหาทางสังคมและการสื่อสาร แม้ว่าปัญหาเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผู้ใหญ่ที่เป็นออทิสติกบางคนอาจใช้ชีวิตอย่างอิสระและประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน💼 ในขณะที่คนอื่นๆ อาจต้องการการสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ของชีวิต สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือด้วยการสนับสนุนและการอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม ผู้ที่เป็นออทิสติกสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความหมายได้ค่ะ

Content Image

ไอเดียเจ๋งๆ ประดิษฐ์ของเล่นเอง!

     คุณแม่หลายๆท่านคงจะประสบกับปัญหาลูกร้องขอซื้อของเล่นใหม่กันอยู่บ่อยๆใช่ไหมคะ  แล้วของเล่นเด็กสมัยนี้ก็มีราคาค่อนข้างสูงด้วย มักจะส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของคุณแม่ด้วย แถมลูกเล่นไปไม่กี่ครั้งก็เลิกเล่นซะงั้น วันนี้จึงได้รวบรวมไอเดียเจ๋งๆในการประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุเหลือใช้ ทำได้ง่ายๆแถมประหยัดเงินในกระเป๋า จะมีไอเดียอะไรบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ไอเดียประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุเหลือใช้ภายในบ้าน มีดังต่อไปนี้ตุ๊กตาจากผ้าเช็ดตัวเก่าตุ๊กตาถือเป็นของเล่นที่เด็กทุกคนโปรดปราน การทำตุ๊กตาจากผ้าเช็ดตัวเก่านั้นสามารถทำได้ไม่ยาก ให้คุณแม่หาผ้าเช็ดตัวที่ไม่ใช้แล้ว มาเย็บเป็นตุ๊กตาในแบบต่าง ๆ แล้วทำการยัดสำลีหรือนุ่นลงไปในตัวตุ๊กตา🧸 เพื่อให้ตัวตุ๊กตามีลักษณะนิ่มๆ น่ากอด โดยสามารถดูตัวอย่างการเย็บจากทาง YouTube หรือค้นคว้าจากทางอินเตอร์เน็ตได้เช่นเดียวกันค่ะตุ๊กตาจากแก้วกระดาษ ตุ๊กตาจากแก้วกระดาษ เป็นอีกหนึ่งของเล่นที่เด็ก ๆ ชอบ และคุณแม่ก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงคุณแม่หาแก้วแข็ง ๆ มาตกแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆที่ลูกชอบ อาจจะใช้กระดาษสีหรือกระดาษรีไซเคิลก็ได้ แต่ก็ควรระวังเรื่องวัสดุ เพราะเด็กมีแนวโน้มที่จะแทะหรือแกะวัสดุเข้าปาก👄 รวมไปถึงควรเลี่ยงวัสดุที่มีลักษณะแหลมคมด้วยนะคะชุดตกปลาจากแม่เหล็กชุดตกปลาจากแม่เหล็ก เป็นอีกหนึ่งของเล่นที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ วิธีทำคือให้คุณแม่หาแม่เหล็กหรือคลิปหนีบกระดาษมาง่าย ๆ และเย็บผ้าเป็นรูปปลาพร้อมกับติดแม่เหล็กเข้าไปในตัวปลา🐟 จากนั้นให้นำผ้ามาทำเป็นไม้ตกปลาพร้อมกับติดแม่เหล็กเข้าไปด้วย เพียงเท่านี้ คุณแม่ก็สามารถสร้างชุดตกปลาเพื่อให้ลูกไว้เล่นฝึกพัฒนาการได้ค่ะโต๊ะเครื่องแป้งจากตู้เก่าสำหรับลูกสาวที่ชอบแต่งตัว รักสวยรักงาม💄 คุณแม่พลาดไม่ได้ที่จะประดิษฐ์โต๊ะเครื่องแป้งจากตู้เก่าที่ไม่ใช้แล้ว แม่อาจจะเนรมิตตู้ใหม่ให้เป็นสไตล์ที่ลูกสาวชอบ ช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าการไปซื้อของเล่นโต๊ะเครื่องแป้งที่ห้างได้เยอะเลยค่ะ หรืออาจจะอออกแบบตู้ให้เป็นร้านค้าเล็ก ไว้เล่นขายของกับลูกก็ได้เช่นกันเมืองจำลองจากกล่องกระดาษเมืองจำลองจากกล่องกระดาษ🏡 เป็นของเล่นที่ทำได้ง่ายและเด็กๆชื่นชอบ เพียงแค่นำกล่องกระดาษใบใหญ่มาสร้างเมืองจำลอง พร้อมทั้งประดับด้วยของเล่นชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ารัก ๆ ก็กลายเป็นเมืองจำลองที่สวยงามและทำให้เด็กๆเพลิดเพลินได้อย่างมากและรวมไปถึงไอเดียเหล่านี้อีกด้วยบ้านตุ๊กตาจากลังกระดาษบ้านตุ๊กตาจากลังกระดาษสำหรับลูกสาว👧 อาจจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญสักนิดหน่อยนะคะคุณแม่ แต่ก็ถือว่าไม่เสียหายที่จะลองทำดู เพียงคุณแม่นำกล่องกระดาษที่ไม่ใช้แล้วมาตัดและประกอบเป็นรูปบ้าน โดยคุณแม่อาจจะหาตัวอย่างแบบบ้านตุ๊กตาจากทางอินเตอร์เน็ตก่อน ก็ช่วยให้ง่ายต่อการเนรมิตบ้านตุ๊กตาแสนสวยจากลังกระดาษได้นั่นเองค่ะโต๊ะฟุตบอลจากกล่องรองเท้าโต๊ะฟุตบอล⚽️ สามารถประดิษฐ์ได้ง่าย ๆ เพียงคุณแม่นำกล่องรองเท้า ตะเกียบ และไม้หนีบผ้าที่ไม่ใช้แล้ว มาลองทำสนามจำลองง่าย ๆ ก็จะได้โต๊ะฟุตบอลไว้ให้เด็กๆไปเล่นกับเพื่อนได้อย่างสนุกค่ะตัวต่อจิ๊กซอว์จากไม้ไอติมจิ๊กซอว์เป็นเกณฑ์ที่ช่วยฝึกทักษะทางด้านความคิดของเจ้าตัวน้อยได้เป็นอย่างดี เพราะการต่อจิ๊กซอว์🧩จะช่วยฝึกทักษะสมองของเด็กๆ แถมยังทำได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก  เพียงคุณแม่แค่หารูปน่ารัก ๆ มาตัดแล้วแปะบนไม้ไอติมให้เด็กๆประกอบภาพให้ถูกต้องได้เลยค่ะคัพเค้กจับคู่ตัวเลขจากเศษผ้าคัพเค้กจับคู่ตัวเลข🧁 เป็นของเล่นที่ช่วยสอนลูกน้อยเรื่องคณิตศาสตร์ เพราะเป็นการจับคู่ตัวเลขกับจำนวน สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยให้คุณแม่หาผ้ามาสักผืน เอาแบบที่มีสีสันสดใส และไม่เป็นอันตรายต่อลูก หลังจากนั้นก็ทำการตัดและเย็บผ้าเป็นรูปคัพเค้ก พอคุณแม่ตัดผ้าเป็นรูปคัพเค้กเสร็จก็ให้ทำการเย็บสีติดไปที่บริเวณหัวคัพเค้กตามจำนวนเลข โดยอาจจะเป็นชุดเลขง่ายๆ เช่น 1-10 และทำการเย็บตัวคัพเค้กเป็นเลขต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้เล่นจับคู่เลขค่ะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่ามีไอเดียต่างๆมากมายในการประดิษฐ์ของเล่นให้เจ้าตัวน้อย👶 โดยไอเดียเหล่านี้เป็นการใช้วัสดุเหลือใช้หรือสินค้าที่ทุกบ้านต้องมีอยู่แล้ว ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมประดิษฐ์ของเล่นน่ารักๆให้เจ้าตัวน้อยเล่นกันบ่อยๆ และคำนึงถึงความปลอดภัยของของเล่นชิ้นนั้นด้วยนะคะ

Content Image

ระวัง! เผลอนอนทับลูกอาจถึงแก่ชีวิต!

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเคยอ่านเจอข่าวระวังนอนทับลูกดับกันมาบ้างแล้ว ซึ่งรศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้เปิดเผยว่าข่าวที่พ่อแม่นอนทับลูก หรือทารกนอนคว่ำจนเสียชีวิตนั้นยังคงเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่มีวัฒนธรรมการนอนกับทารก👶อย่างใกล้ชิด ซึ่งถูกเผยว่ามีความเสี่ยงทำให้ทารกเสียชีวิตได้มากกว่าทารกที่มีการนอนแยกออกไปมากถึง 40 เท่าปัจจัยความเสี่ยงนอนทับเด็กทารกประเภทบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะนอนทับเด็กทารก คือ✨บุคคลที่อ้วนมากๆ✨ผู้ที่ทายานอนหลับ หรือ ยาที่ทำให้ง่วงอย่างยาแก้หวัด✨ผู้ที่ทายากล่อมประสาท✨ผู้ที่ดื่มสุรา✨เด็กโตที่หลับสนิทและมักจะไม่รู้ตัวท่านอนของทารกพบว่าการจับให้ทารก👶นอนคว่ำนั้นสามารถส่งผลให้เกิดการทับจมูกและปากจนขาดอากาศหายใจได้มากกว่าการจับให้นอนหงายถึง 2-7 เท่า ซึ่งแนะนำว่าหากทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนควรจัดให้อยู่ในท่าหงายเท่านั้นของต่างๆ หากตอนนี้เตียง🛏️ของลูกมีทั้งหมอน ฟูก ผ้าห่ม มุ้งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดอาการหายใจและเสียชีวิตได้ค่ะป้องกันอย่างไรได้บ้าง?หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบก็ยังไม่ควรให้นอนบนเตียงของผู้ใหญ่ โดยควรนอนเตียงเด็กที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากจำเป็นจะต้องนอนด้วยกัน ควรนอนให้ห่างกับผู้ใหญ่ 1 ช่วงแขน ซึ่งจะต้องไม่มีช่องระหว่างเตียง🛏️กับกำแพงมากกว่า 6 เซนติเมตร เพราะอาจเสี่ยงทำให้คอ ขา หรือแขนรอดเข้าไปและเกิดการกดทับได้วิธีจัดที่นอนตามอายุของลูกการจัดที่นอนให้ทารกแรกเกิด - 12 เดือนทารกแรกเกิด – 12 เดือน เป็นวัยที่บอบบางที่สุด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยดูไม่ให้คลาดสายตาได้👀 เพราะอาจเกิดอันตรายกับลูกตอนไหนก็ได้ โดยควรจับแยกที่นอนมาอยู่ด้านข้างคุณพ่อคุณแม่ แต่ไม่ควรให้นอนใกล้จนเกินไป ระยะห่างประมาณเอื้อมมือถึง หากให้ลูกนอนเตียงแยก ควรจะซื้อที่กั้นที่มีซี่ห่างน้อยกว่า 15 เซนติเมตร โดยเตียงนอนควรสูงประมาณ 2 ฟุต รวมถึงไม่ควรนั่งอุ้มจนหลับ เพราะอาจเผลอทำลูกหลุดมือ✋ได้นั่นเองค่ะการจัดที่นอนให้เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปการจัดที่นอนนั้นจะต้องมีที่กั้นเป็นแนวตรงและไม่ควรมีระยะห่างของซี่เกิน 15 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องไม่คมและมีความแข็งแรงเพราะน้องจะเริ่มมีแรงเขย่าราวและทำให้ตกจากเตียงได้ค่ะโดยเบาะจะต้องมีความพอดีกับเตียง🛏️โดยหากเกิดเหตุการฉุกเฉินน้องไม่หายใจให้กดบริเวณทรองอก สันอก สลับกับการเป่าปาก หรือจมูก และโทรเรียกตามหน่วยฉุกเฉิน 1699 ☎️เพื่อส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด (ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์)

Content Image

วิธีปั๊มนมให้ถูกต้อง

     ความฝันและความปรารถนาของคุณแม่แทบทุกคนหลักจากคลอดเจ้าตัวน้อย คงเป็นการให้เจ้าตัวน้อยได้รับน้ำนมแม่🤱ได้ในปริมาณมาก ยาวนานและมีคุณภาพที่สุด เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาของร่างกาย บทความของเราจะพาคุณแม่มือใหม่มาดูว่าควรปั๊มนมอย่างไรให้ถูกวิธี จำเป็นต้องปั๊มใหม่ทุกครั้งที่จะให้นมลูกหรือไม่ สามารถปั๊มแล้วเก็บรักษาได้หรือไม่ หากอยากเก็บรักษาแล้วยังมีคุณภาพเหมือนเดิมมีวิธีการอย่างไร เราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️เหตุผลที่ควรปั๊มนมการปั๊มนมดีต่อคุณแม่เนื่องจาก👉ช่วยให้คุณแม่ผลิตน้ำนมได้ดีขึ้น มีปริมาณน้ำนม🍼ที่มากขึ้น👉ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการคัดเต้านมของคุณแม่ อย่างไรก็ตามหากเจ็บจนปั๊มไม่ไหวก็ไม่ควรฝืนปั๊มต่อ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้👉ช่วยเก็บสำรองน้ำนมแม่ อำนวยความสะดวกในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมจากเต้าโดยตรงได้ หรืออำนวยความสะดวกในกรณีที่คุณแม่มีช่วงไม่สามรถให้นมได้ เนื่องจากมีการใช้ยา💊หรือการรักษาที่ส่งผลต่อการปนเปื้อนในน้ำนมของแม่ขั้นตอนในการปั๊มนมจากเต้าสิ่งสำคัญอันดับแรกในการปั๊มนมก็คือการรักษาความสะอาดไม่ว่าจากร่างกายของคุณแม่เอง อุปกรณ์ที่ใช้บรรจุนม🍼 และบริเวณที่จะทำการปั๊มน้ำนม คุณแม่ต้องล้างมือ🤲และล้างอุปกรณ์เหล่านี้ให้สะอาดค่ะ1️⃣วางนิ้วโป้ง👍และนิ้วชี้👆เข้าหากันให้มีลักษณะคล้ายตัวอักษรยู (U) จากนั้นจึงวางไว้บนเต้านมข้างที่ต้องการจะปั๊ม ให้นิ้วโป้งอยู่ห่างจากฐานหัวนมข้างที่จะปั๊มประมาณ 3-4 เซนติเมตร และนิ้วชี้ก็ห่างในระยะที่เท่ากัน ให้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้อยู่ในระนาบเดียวกันเป็นท่าเตรียมปั๊ม2️⃣ทำการบีบน้ำนม 3 จังหวะ ในจังหวะแรกให้คุณแม่กดนิ้วทั้งสองเข้าไปทางกระดูกอกหรือกดเข้าหาตัวคุณแม่นั่นเอง ต่อมาให้บีบนิ้วโป้งและนิ้วชี้บริเวณฐานหัวนมเข้าหากัน ในช่วงนี้ควรจะมีน้ำนมไหลออกมา💦 ขั้นตอนสุดท้ายให้คลายนิ้วที่บีบโดยยังไม่ยกนิ้วทั้งสองขึ้นจากเต้านม3️⃣หากรู้สึกว่าบริเวณที่บีบอยู่เริ่มมีน้ำนมออกมาน้อย ให้หมุนตำแหน่งที่วางนิ้วทั้งสองไปรอบๆลานหัวนมแล้วทำการเค้นเพิ่มเติม จากนั้นจึงทำตามข้อ 3 วนไปจนกว่าจะได้ปริมาณที่พอใจ👌4️⃣หากหมุนเปลี่ยนบริเวณลานหัวนมครบครอบแล้วรู้สึกว่าน้ำนมยังน้อยอยู่ให้เปลี่ยนไปบีบจากเต้าอีกข้างแทนค่ะ5️⃣อาจใช้เครื่องปั๊มนมแทนได้หากใช้มือปั๊มเองแล้วรู้สึกไม่สะดวก โดยเครื่องปั๊มนมก็จะมีสองแบบหลักๆด้วยกัน แบบแรกคือเครื่องปั๊มนมธรรมดา แบบนี้จะค่อนข้างมีราคาที่ถูก แต่ต้องแลกกับระยะเวลาปั๊มที่นาน⏳ เพราะต้องใช้มือบีบเครื่องเอง ส่วนแบบที่สองจะเป็นเครื่องปั๊มนมไฟฟ้า แม้จะมีราคาที่แพง💰ขึ้นแต่ก็แลกกับระยะเวลาในการปั๊มที่เร็วขึ้นค่ะสามารถปั๊มนมเก็บไว้ได้หรือไม่เป็นสิ่งที่ทำได้ค่ะ แต่การปั๊มนมเก็บไว้เป็นสต็อคนั้นก็เพื่อลดจำนวนครั้งที่จะต้องมาปั๊มใหม่บ่อยๆ ดังนั้นคุณแม่บางท่านจะมีความคิดว่าต้องปั๊มให้ได้ปริมาณมากๆในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือปั๊มน้ำนมไม่ออก เมื่อปั๊มไม่ออกได้น้ำนมน้อย คุณแม่ก็อาจเกิดอาการเครียด🤯 ซึ่งก็ส่งผลให้น้ำนมน้อยลงไปใหญ่ ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรเคร่งเครียดว่าจะต้องปั๊มน้ำนมเก็บสต็อคให้ได้เยอะๆเสมอไปค่ะ ข้อเสียอีกอย่างของการปั๊มนมเก็บไว้คือคุณแม่จะไม่ได้อุ้มเจ้าตัวน้อยกินนมบ่อยๆ🤱 เด็กก็จะได้รับการสัมผัสน้อยลง ซึ่งการสัมผัสจะช่วยให้ฮอร์โมนตัวหนึ่งในร่างกายที่ชื่อว่าออกซิโทซินหลั่ง ยิ่งหลั่งมากก็จะทำให้คุณแม่และเจ้าตัวน้อยรู้สึกผูกพันกันมากขึ้นค่ะ💞เก็บน้ำนมแม่อย่างไรให้ปลอดภัย✨ภาชนะใส่นมต้องเป็นภาชนะที่สะอาดและปลอดเชื้อ การล้างอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องใช้ความร้อน♨️ ไม่ว่าจะเป็นการต้มในน้ำร้อนหรือการนึ่งเข้าช่วย ดังนั้นควรเลือกภาชนะที่สามารถทนความร้อนสูงได้ ไม่ก่อให้สารปนเปื้อนในน้ำนม✨พยายามกะประมาณปริมาณนมในภาชนะให้พอดีกับที่ลูกจะดื่มแต่ละครั้ง เพราะการที่ลูกได้ดื่มไปแล้วหมายถึงนมในขวด🍼นั้นได้รับการปนเปื้อนไปแล้ว หากเหลือจะต้องเททิ้ง ไม่ควรเก็บไว้ให้ลูกดื่มอีกรอบหน้า✨หลังปั๊มน้ำนมใส่ภาชนะเสร็จควรปิดภาชนะอย่างมิดชิดทันที✨เขียนระบุวันที่✍️และเวลา🕓ที่ปั๊มนมเสร็จเอาไว้ ป้องกันการให้นมบูดแก่ลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ✨ควรเก็บไว้ในตู้เย็นส่วนที่เย็นที่สุดเพื่อยืดอายุและคุณภาพของนม     มาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะได้คำตอบเป็นที่เรียบร้อบแล้วในหลายๆประเด็นเกี่ยวกับการปั๊มน้ำนมของคุณแม่🤱 สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณแม่จะต้องพิจารณาเสมอคือความสะอาดของน้ำนม หากเจ้าตัวน้อยดื่มน้ำนมแล้วมีอาการผิดปกติในด้านการขับถ่าย คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์👨‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

7 วิธีดูแลความปลอดภัยเมื่อต้องพาลูกเดินทางด้วยรถยนต์

     การเดินทางไปไหนมาไหนในขณะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนเป็นอะไรที่ท้าทายมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้หรือไกล การเดินทางพร้อมเด็กอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะลูกได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ แต่ก็มาพร้อมกับความน่าเป็นห่วงในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กในรถเช่นกันค่ะ🚙 ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนานสำหรับลูกน้อยได้ในรูปแบบต่างๆนะคะ เราจะมาแบ่งปันแนวคิดที่คุณพ่อคุณแม่อาจยังไม่รู้กันค่ะ💁‍♀️ แนวทางปฏิบัติที่ดีในการดูแลเด็กในรถเตรียมผู้คนและรถยนต์ไว้ก่อนเสมอ ก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งผู้โดยสารและยานพาหนะเตรียมพร้อม รัดเข็มขัดนิรภัยหรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็กให้เหมาะสมนะคะ รวมทั้งเด็กด้วยค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องและปรับให้พอดีกับขนาดและน้ำหนักของเด็กแต่ละคนนะคะ ตรวจสอบและบำรุงรักษาสภาพกลไกของรถเป็นประจำ🚙เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียที่ไม่คาดคิดด้วยค่ะศึกษาเส้นทางที่ดีที่สุดก่อน คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนเส้นทางล่วงหน้า🗺️ เพื่อลดโอกาสที่จะหลงทางหรือเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่คาดคิด หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นหรือมีงานซ่อมถนนต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและความหงุดหงิดได้ค่ะ ทำความคุ้นเคยกับเส้นทางอื่นในกรณีที่จำเป็นต้องอ้อม ยิ่งเราเตรียมพร้อมมากเท่าไร การเดินทางก็จะราบรื่นมากขึ้นสำหรับทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกๆค่ะตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนการเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในสภาพการทำงานที่ดีก่อนออกเดินทางทุกครั้งนะคะ✅ รวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉินของรถ ยางอะไหล่ และเครื่องมือต่างๆ นอกจากนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น น้ำ ขนม ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด และยา💊ที่จำเป็นด้วยค่ะมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็กเสมอ เมื่อเดินทางพร้อมเด็ก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบซึ่งสามารถดูแลความต้องการของพวกเขาได้ บุคคลนี้ไม่ควรขับรถและควรมุ่งเน้นที่การรับรองความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเท่านั้นค่ะ อาจจะเป็นพี่เลี้ยง ลุง ป้า น้า อา หรือใครก็ได้ที่สามารถดูแลเด็กไม่ให้เกิดอันตรายได้ค่ะ พวกเขาสามารถช่วยเหลืองานต่างๆ เช่น การจัดหาของว่าง🍪 การสนทนา💬 หรือการเข้าร่วมกับข้อกังวลเร่งด่วนใดๆค่ะเด็กไม่ควรนั่งบนตักของคุณขณะขับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อย่าให้เด็กนั่งบนตักของคุณพ่อคุณแม่ขณะขับรถโดยเด็ดขาดนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนได้รับการยึดอย่างแน่นหนาในคาร์ซีทหรือเบาะเสริมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในกรณีที่รถหยุดกะทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุค่ะระวังสิ่งของในรถ เด็กๆ มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะสำรวจโลกผ่านปากของพวกเขา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถปราศจากวัตถุขนาดเล็กหรือสิ่งของหลวมๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้ง่ายค่ะ👄 เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายจากการสำลักได้ ตรวจสอบภายในรถเป็นประจำเพื่อกำจัดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนะคะให้เด็กๆ มีส่วนร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นเวลานานอาจทำให้เด็กเหนื่อยล้าและน่าเบื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกระสับกระส่ายและหงุดหงิดได้ค่ะ ให้เด็กๆมีส่วนร่วมและเพลิดเพลินด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น สมุดระบายสี🎨 ปริศนา การพูดคุย การชวนให้มองดูสิ่งของ สถานที่ที่น่าสนใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับวัย หรือแม้กระทั่งการหยุดพักตามแผนในพื้นที่พักผ่อนที่กำหนดยังให้โอกาสในการยืดเส้นยืดสาย เล่น และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ค่ะ ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของเด็กขณะเดินทางการดูแลเด็กในรถจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างรอบคอบ ความเอาใจใส่ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ด้วยการปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถรับประกันการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนาน🥳สำหรับลูกน้อยของท่านได้มากขึ้นค่ะ อย่าลืมให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาเสมอนะคะ และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและน่าดึงดูดในระหว่างการเดินทาง ขอให้มีความสุขและปลอดภัยในการเดินทางค่ะ🥰

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้เมื่อหนูอายุ 19-24 เดือน!

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่อายุ 19-24 เดือน ลูกจะมีการพัฒนาทางสติปัญญาและการเรียนรู้ โดยจะสามารถเข้าใจเรื่องน้ำหนัก ขนาด และเริ่มจำได้ว่าวางของไว้ตรงไหน รวมถึงยังเริ่มเข้าใจเรื่องของบทบาททางเพศ ลูกจะมีพัฒนาการอื่นๆอะไรอีกบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น✨เริ่มจำได้ว่าของอยู่ตรงไหนลูกจะเริ่มจำได้ว่าวางของไว้ตรงไหนและจะสามารถหยิบมาเล่นได้เอง นอกจากนี้ลูกยังรู้จักการดมกลิ่นต่างๆได้ โดยอาจให้ลูกลองดมกลิ่น ดอกไม้ต่างๆ🌻 และจะสามารถแยกแยะเสียงต่างๆได้แล้ว เช่น หมาเห่า เสียงนาฬิกา เป็นต้นนอกจากนั้น ในช่วงนี้ลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ไปหมดทุกอย่าง เช่นการยกมือถือมาคุย📱 การทำท่าจับไม้ถูพื้นถูบ้าน การจับปากกามาเขียน คุณสามารถสอนลูกให้รู้ว่าของต่างๆในบ้านใช้ได้อย่างไรบ้าง โดยให้คอยอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูความปลอดภัยค่ะ✨เข้าใจเรื่องน้ำหนักและรูปทรงตอนนี้ลูกเข้าใจเรื่องน้ำหนัก อันนี้เบากว่านะ อันนี้หนักกว่านะ และเข้าใจเรื่องของขนาด อันนี้เล็กกว่า อันนี้ใหญ่กว่า ลูกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สามารถปา กว้าง ดึง ใส่ของเข้า และพาตนเองไปดูสิ่งต่างๆได้🐤โดยในวัยนี้ลูกจะรับรู้ความแตกต่างของรูปทรงต่างๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม และจะสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เมื่อไปเที่ยวลูกจะสนใจแมลงต่างๆ และอาจชวนลูกจับแมลง(ที่ไม่มีความอันตราย) หรือ หอยต่างๆ เมื่อไปเที่ยวแถวชาดหาด🏖️ เพราะการให้ลูกได้สัมผัสเองโดยตรงจะทำให้ลูกจำได้และเป็นการเรียนรู้สำหรับเขาค่ะในช่วงอายุนี้ให้ฝึกลูกให้ใช้มือหยิบของมาวางซ้อนกัน หรืออาจให้ลูกหาวิธีประกอบสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันตามจินตนาการของลูกได้เลยค่ะลูกจะเริ่มทำสิ่งเหล่านี้✨ชอบตั้งคำถามบ่อยๆในวัยนี้ลูกจะชอบตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณแม่จะต้องตอบคำถามอย่างกระตือรือร้น เพื่อไม่ไปยับยั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ความอยากรู้อยากเห็นของลูก โดยอาจหาของมาช่วยเสริมจิตนาการและความคิดของลูกได้ เช่น ดินสอสี🖍️ ดินน้ำมัน ✨เริ่มเข้าใจบทบาททางเพศลูกจะเริ่มสนใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และสามารถชี้บอกชื่ออวัยวะของตนเองได้ โดยอาจสอนให้ลูกทำท่าทางต่างๆ คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ดูก่อนได้ เช่น การสายเอว โบกมือ กางแขนและอื่นๆ ในวัยนี้ลูก👶จะเข้าใจความแตกต่างและบทบาททางเพศ โดยจะทำตามจากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว รวมถึงเข้าใจเรื่องช่องว่างมากขึ้น หากมีช่องว่างก็สามารถลอดเข้าไปได้ ลูกจะเริ่มเล่นของเล่นที่เป็นด้ามเช่นค้อน🔨ของเล่น ลูกจะยิ่งตั้งใจมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าของเล่นนั้นควบคุมยาก เมื่อทุบค้อนไปก็จะคอยสังเกตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะยังชอบเรียนรู้ที่จะตักทรายเวลาไปเล่นข้างนอก รวมถึงชอบหยิบของที่อยู่ในบ้านมาใช้ อย่าง หวี แปรงสีฟัน เป็นต้น

Content Image

เคล็ดลับการดูแลเส้นผมของลูกน้อย

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกๆท่านก็อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่แข็งแรงตามวัย น่ารักสดใส ซึ่งหากเป็นลูกสาวก็ผู้ปกครองก็จะยิ่งใส่ใจในเรื่องของความงามกันมากหน่อย อย่างเรื่องของทรงผม ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาที่ลูกจะซุกซนวิ่งไปวิ่งมาและไม่ยอมอยู่นิ่ง จึงเห็นว่าผมของลูกมักจะพันกันและฟูยุ่งไปหมด จัดทรงยาก ซึ่งบางคนก็มีผมที่บางและขาดง่าย ทำให้เป็นเรื่องกลุ้มใจของคุณพ่อคุณแม่ แต่ไม่ต้องห่วงไปนะคะ เพราะวันนี้เราได้นำวิธีดูแลทรงผมลูกมาฝากกันแล้วค่ะ รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผมเมื่อลูกเข้าสู่วัยเตะแตะ ลูกจะเริ่มทานอาหารได้หลากหลายขึ้น ผู้ปกครองจึงจะต้องเน้นให้ลูกทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ โดยเน้นให้ลูกทานปลาและผักใบเขียว ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์กับเส้นผมและหนังศีรษะ โดยสารอาหารที่ดีต่อเส้นผมนั้นได้แก่ ไบโอติน วิตามินบีรวม และอาหารจำพวกโปรตีนต่างๆ ✨ไบโอติน หรือ วิตามิน Hสามารถพบมากใน นม ไข่แดง🥚 ยีสต์ ตับ และไต✨อาหารที่มีโปรตีนสูงสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม🥛✨วิตามิน B รวม วิตามินบีรวมรวมถึง บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 และบี12 จะมีส่วนช่วยในการสร้างเส้นผมใหม่ กระตุ้นการทำงานของหนังศีรษะ รวมถึง บำรุงให้เส้นผมสุขภาพดี โดยเราจะสามารถพบวิตามินบีได้ใน ผักใบเขียว🥬 พืชจำพวกถัว ข้าวซ้อมมือ ✨น้ำผักผลไม้ต่างๆ สามารถให้ลูกทานน้ำเปล่า หรือน้ำผักและผลไม้คั้นสด🍹 โดยไม่ควรให้ทานแบบที่ผ่านการแปรรูป หรือ หมักดองมาแล้ว รวมถึงควรเลือกแบบที่หวานน้อย เพื่อให้ลูกได้รับวิตามินและแร่ธาตุและไม่รับน้ำตาลมากจนเกินไป ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายทำงานได้ดีนั่นเองค่ะ เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผมให้เหมาะกับวัยของลูกเมื่อเข้าสู่วัยเตะแตะ ก็เป็นธรรมดาที่ลูกจะซนและไม่อยู่นิ่ง ในวัยนี้ผมของลูกก็จะเริ่มยาวมากขึ้น รวมถึงอากาศร้อน☀️ของประเทศไทยที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจรักษาความสะอาดมากขึ้น เพราะเจ้าตัวเล็กจะเหงื่อออกจากความร้อนของอากาศ จึงเป็นผลทำให้ต้องสระผมกันบ่อยๆ  ซึ่งหากใช้แชมพูทำความสะอาดผมสำหรับผู้ใหญ่ก็อาจจะทำให้ลูกเกิดการแพ้ระคายเคืองสารเคมี หรือสูตรที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก แต่หากใช้แชมพู🧴ของเด็กเล็กก็อาจจะทำให้ผมของลูกนั้นสะอาดไม่เพียงพอ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกเพื่อป้องกันผดผื่น หรือ การระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยส่วนมากคุณพ่อคุณแม่จะสามารถดูช่วงอายุได้ที่ฉลากของแชมพูหรือครีมนวดผมอื่นๆเคล็ดลับการดูแลผมของลูก✨เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้ใหญ่ไม่ควรนำเซรั่มปลูกผม หรือเซรั่มต่างๆที่เป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ใหญ่มาใช้กับเจ้าตัวเล็กเป็นอันขาด🙅‍♀️ เพราะเด็กเล็กนั้นยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และยังมีผิวที่บอบบาง ดังนั้นการใช้ของของผู้ใหญ่จะเสี่ยงต่อการโดนสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคัน แพ้ มีผื่น ทำให้ผมร่วง หรือ มีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้นั่นเองค่ะ✨เลือกแปรงนุ่มและคอยให้ความชุ่มชื้นแก่หนังศีรษะคุณพ่อคุณแม่สามารถแปรงผม💇ให้ลูกได้อย่างเบาๆ โดยควรจะเลือกซื้อแปรงที่มีขนนุ่มเพื่อไม่ให้ทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม รวมถึงให้ใช้น้ำมันมะกอกหรือดอกอัญชันผสมน้ำอุ่นแล้วชโลมลงบนผมอาทิตย์ละครั้งก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของหนังศีรษะและผมได้ค่ะ 

Content Image

บ้านสะอาดลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในเด็ก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ ซึ่งมาจากการที่บ้านนั้นเต็มไปด้วยฝุ่น ฝุ่นในบ้านนั้นเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ต่อทารกและสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยการเกิดภูมิแพ้โดยส่วนใหญ่นั้นมาจากไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์เลี้ยง🐈 เป็นต้น วันนี้ทางเราได้รวบรวมบริเวณสำคัญในบริเวณบ้านที่คุณแม่ควรใส่ใจในการทำความสะอาด🧹เพื่อลดภาวะภูมิแพ้🤧บริเวณในห้องนอนเตียงนอนและที่นอนเนื่องจากหมอนและตุ๊กตาเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น คุณแม่ควรซักเครื่องนอน🛏️ อาทิตย์ละ 1 ครั้งและทำการดูดฝุ่นตามปลอกหมอนและผ้าคลุมที่นอนเป็นประจำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านคุณแม่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์🛋️ ที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น หนังแท้ และ ไม้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากเบาะผ้า ใยสังเคราะห์ และกำมะหยี่ เพราะทำความสะอาดได้ยากและยังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นซึ่งมีผลต่อโรคภูมิแพ้เป็นอย่างยิ่งของใช้และของเล่นของลูกทุกครั้งหลังจากลูกเลิกใช้ของเล่น🎮 คุณแม่ควรทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของเล่นและของใช้เด็กแล้วเก็บใส่กล่องให้มิดชิดบริเวณในห้องครัวตู้เย็นและตู้เก็บถ้วยจานคุณแม่ควรเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นบ่อยๆ และหมั่นเช็ควันหมดอายุของวัตถุดิบในตู้เย็น หากมีสินค้าหมดอายุให้รีบนำออกทันที เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา🦠 ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้โซนการทำอาหารคุณแม่ควรรีบทำความสะอาดเตาปรุงอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จและหมั่นเช็ดเครื่องดูดควัน เพื่อทำการระบายกลิ่นควันจากการทำอาหาร👩‍🍳กำจัดเศษอาหารคุณแม่ควรกำจัดเศษอาหารเหลือหลังทานเสร็จทุกครั้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำการแยกชนิดของขยะและนำขยะออกไปทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง เพราะอาจเป็นแหล่งของหนู🐀 และแมลงสาบได้บริเวณห้องน้ำติดตั้งพัดลมระบายอากาศห้องน้ำการติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากพัดลมระบายอากาศนั้นสามารถช่วยลดความอับชื้น ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย🦠หลีกเลี่ยงการติดวอลเปเปอร์การติดวอลเปเปอร์🎑 นั้นทำให้ห้องน้ำดูกว้างและบรรยากาศดี แต่ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อรา หากคุณแม่ไม่ได้เลือกใช้วอลเปเปอร์ที่เป็นวัสดุกันเชื้อราขยันทำความสะอาดสุขภัณฑ์คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดห้องน้ำและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ🛀 เป็นประจำด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ฆ่าเชื้อราและคราบฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ     เพียงคุณแม่ใส่ใจและหมั่นดูแลบริเวณภายในบ้าน🏠ให้สะอาด ปลอดภัยตามสุขอนามัย ก็สามารถช่วยลดปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างมากทีเดียวค่ะ

Content Image

เทคนิคการเลือกเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก

     เมื่อเจ้าตัวน้อยเริ่มเติบโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงอยากฝึกให้ลูกรู้จักนั่งเก้าอี้💺เพื่อฝึกรับประทานอาหารด้วยตัวเอง วันนี้ทางบทความได้รวบรวมเทคนิคในการเลือกซื้อเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก ซื้อเก้าอี้แบบไหนถึงปลอดภัยกับเด็ก เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เก้าอี้สูงสำหรับเด็กคืออะไร✨เก้าอี้สูงสำหรับเด็ก (High chair)คือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือน👶เป็นต้นไป เก้าอี้นี้จะช่วยฝึกทักษะทางด้านการนั่ง การทรงตัว รวมไปถึงทักษะการด้านรับประทานอาหารด้วยตัวเองของเด็ก คุณแม่สามารถใช้เก้าอี้สูงเพื่อให้ลูกน้อยมานั่งร่วมโต๊ะขณะรับประทานอาหารได้ เพราะเก้าอี้สูงช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคอยอุ้มลูก🤱ตลอดเวลาขณะรับประทานอาหาร และเด็กๆยังได้มีพื้นที่ของตัวเองในขณะรับประทานอาหารด้วยค่ะ 5 เทคนิคการเลือกเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก👉คำนึงถึงความปลอดภัยความปลอดภัยถือเป็นสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยในการเลือกซื้อเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก ควรเลือกเก้าอี้สูงที่มีระบบล็อคล้อ🛞 เพื่อป้องกันล้อลื่นไหลขณะใช้งาน และเก้าอี้ยังควรมีสายคาดเอวเพื่อป้องกันปัญหาเด็กตกมาจากเก้าอี้ที่มีลักษณะสูง ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บได้ 👉คำนึงถึงความแข็งแรงและทนทานคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อเก้าอี้สูงที่มีความแข็งแรง💪และทนทาน วัสดุที่นำมาใช้ผลิตควรเป็นวัสดุที่ได้ตามมาตรฐาน และมีคุณภาพดี เนื่องจากเก้าอี้ที่แข็งแรงและทนทานนั้นจะต้องซัพพอร์ตน้ำหนักของลูกน้อยในขณะนั่งรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดจากการแตกหักของเก้าอี้ หรือแม้กระทั่งสีที่ลอกจากเก้าอี้ ที่ลูกอาจสัมผัสแล้วนำมาเข้าปาก👄ได้นั่นเอง👉คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานเก้าอี้สูงที่ดีควรเป็นเก้าอี้ที่มีฟังก์ชั่นการถอดเข้าและถอดออกถาดข้าวจากตัวเก้าอี้ได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่จะสามารถทำความสะอาดถาดข้าวไปล้างได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถนำถาดเข้านั้นไปป้อน🥄ต่อในห้องนั่งเล่นขณะลูกนั่งพักผ่อนได้👉คำนึงถึงการทำความสะอาดได้ง่ายในขณะรูปกินข้าวนั้นก็มักจะต้องมีการเลอะของเศษอาหารอยู่แล้ว ดังนั้นเก้าอี้สูงที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย🧼 จะช่วยให้คุณแม่ประหยัดแรงกายและประหยัดเวลาในการทำความสะอาดเก้าอี้และของใช้ของลูก👉คำนึงถึงการพกพาได้สะดวกเก้าอี้สูงที่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อ คนเป็นเก้าอี้ที่มีฟังก์ชันสามารถพับเก็บได้ เพราะเก้าอี้ที่สามารถพับเก็บได้จะสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายไปทั้งที่ต่างๆ รวมไปถึงยังสามารถพกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ เช่น การพาลูกออกไปนั่งเล่นที่สวนหน้าบ้าน🏡      สรุปแล้วเก้าอี้สูงสำหรับเด็กนั้นเหมาะสำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝึกให้ลูกรับประทานอาหาร🍽️ได้ด้วยตัวเองและยังฝึกให้ลูกมีท่านั่งที่ถูกต้องและทรงตัวได้ดีได้ด้วยการนั่งบนเก้าอี้สูง ดังนั้นการคำนึงถึงความแข็งแรงทนทาน และฟังก์ชันการใช้งานของเก้าอี้สูง ควรเป็นปัจจัยแรกๆที่คุณแม่ควรนึกถึงก่อนทำการตัดสินใจซื้อเก้าอี้สูงค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.