Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

เล่นมือถือก่อนวัย เสียสุขภาพจิตตอนโต

     ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือ📱ถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แพร่หลายในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะไปไหน มาไหน ก็จะเห็นหลายๆคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ จึงเป็นการยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ และยิ่งยากสำหรับเด็กๆ ที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการศึกษาและการสื่อสาร แต่ก็สามารถเป็นแหล่งของการเสพติดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก จึงเป็นข้อกังวลอย่างหนึ่งสำหรับผู้ปกครองใช่ไหมคะ เดี๋ยวเราจะพูดถึงผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพจิตของเด็ก👶 เพื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้มีไอเดียในการจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกๆได้ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยนะคะ💁‍♀️ผลกระทบของการติดมือถือ     💥ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของลูกการให้เด็กเล็กๆเล่นโทรศัพท์มือถือ📱ก่อนวัยอันควร จะส่งผลต่อสุขภาพจิตหรือไม่ แน่นอนค่ะคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลมากขึ้นว่าการปล่อยให้เด็กๆเล่นมือถือจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม การวิจัยในหัวข้อนี้ยังมีจำกัดนะคะ งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่าการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไปอาจทำให้พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านภาษา🔠และทักษะทางสังคม รวมถึงการศึกษาอื่นๆ ผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพจิตของเด็ก โทรศัพท์มือถืออาจเป็นสาเหตุของการเสพติดของเด็ก👶 และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก การเสพติดโทรศัพท์มือถือสามารถนำไปสู่ผลเสียต่างๆ มากมาย รวมถึงความวิตกกังวล😰 ภาวะซึมเศร้า😢 การนอนหลับผิดปกติ😴 และผลการเรียนตกต่ำ เด็กที่ติดโทรศัพท์อาจรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม เนื่องจากพวกเขาอาจใช้เวลาปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลงและใช้เวลากับโทรศัพท์มากขึ้น การศึกษาพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมอง🧠 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเปลือกนอกส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมแรงกระตุ้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การลดลงของการทำงานของการรับรู้และการเพิ่มขึ้นของความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจทำให้การเสพติดรุนแรงขึ้นได้ค่ะวิธีการจัดการกับการติดมือถือของลูกๆ✨5 ไอเดียจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกพูดคุยตั้งขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์ของลูกๆ ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดระยะเวลา⏳ที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ในแต่ละวันและการตั้งเวลาเฉพาะเมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ เช่น ระหว่างมื้ออาหารหรือก่อนนอน และโทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมาพร้อมกับการควบคุมโดยผู้ปกครองที่อนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่จำกัด📵การเข้าถึงแอพหรือเนื้อหาบางอย่างของลูกๆ ได้ค่ะสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การส่งเสริมให้บุตรหลานของคุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ เช่น กีฬา⛹️‍♀️ ดนตรี🎻 หรือศิลปะ🎨 ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาความสนใจด้านอื่นๆ และลดการพึ่งพาโทรศัพท์ได้ค่ะสร้างโมเดลพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ดี👫 เป็นตัวอย่างให้กับลูกๆ หากคุณพ่อคุณแม่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ลูกๆก็จะมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามมากขึ้น ดังนั้นควรปรับทัศนคติการใช้โทรศัพท์ใหม่ค่ะ ตัวอย่างเช่น วางโทรศัพท์ไว้ในช่วงเวลาครอบครัวและทำกิจกรรมอื่นๆพูดคุย🗣️ สนทนาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมากับลูกๆได้เลยนะคะ เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์📱 อธิบายผลกระทบด้านลบที่อาจมีต่อสุขภาพจิตและให้การสนับสนุนในการช่วยลดการใช้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ หากการเสพติดของลูกๆของคุณรุนแรง ลองขอความช่วยเหลือจากนักบำบัดหรือที่ปรึกษา พวกเขาสามารถให้การสนับสนุนและคำแนะนำในการช่วยให้ลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เอาชนะการเสพติดได้ค่ะสร้างระบบการให้รางวัล🏆 การให้รางวัลที่กระตุ้นให้ลูกๆลดการใช้โทรศัพท์ ตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับทุกชั่วโมงที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ หรือสำหรับทุกๆ วันที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายการใช้โทรศัพท์ค่ะ     สรุปแล้วการติดโทรศัพท์มือถืออาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก ในฐานะผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการเพื่อจัดการกับพฤติกรรมนี้ กำหนดขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์📵 และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การปฏิบัติตามเทคนิคที่ระบุไว้ในบทความนี้ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกๆ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาโทรศัพท์ของพวกเขา เพราะความสมดุลที่ดีระหว่างเทคโนโลยีและกิจกรรมอื่นๆ เป็นกุญแจสำคัญ🔑ในการเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้ค่ะ

Content Image

การดูแลฟันในช่วงให้นมแม่

คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่าในช่วงที่ให้นมแม่นั้น เราจะสามารถดูแลสุขภาพช่องปากของคุณแม่และลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง ต้องพาไปตรวจอะไรไหม? ให้นมลูกอยู่คุณแม่จะทำฟันได้ไหม? วันนี้เรามีคำตอบไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะสุขภาพฟันของลูกน้อย✨นมแม่กับสุขภาพฟันของลูกน้อยทราบหรือไม่ค่ะว่าการให้นมแม่ ช่วยทำให้ฟันของลูกเรียงตัวได้ดีขึ้น โดยมีงานวิจัยที่พบว่าหากให้นมแม่จนครบ 6 เดือนจะทำให้ลูกไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องฟัน🦷เมื่อเทียบกับเด็กที่ได้รับนมแม่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องดัดฟันเลยในอนาคตนะคะ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างพฤติกรรมการดูดนิ้ว👈ของลูก พันธุกรรม เป็นต้น✨ควรหยุดให้นมเมื่อฟันลูกเริ่มขึ้นไหม?คำตอบคือ ไม่จำเป็นนะคะเราควรให้ลูก👶ทานนมแม่จนถึงอายุ 1 ปีเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ หรืออาจให้นานกว่านั้นก็ได้ไม่มีปัญหาและสามารถหยุดได้ในเวลาที่คุณแม่ต้องการวิธีการให้นมกับความเสี่ยงฟันผุ✨การเลี้ยงด้วยนมแม่เสี่ยงฟันผุน้อยกว่าดื่มจากขวดหรือไม่?ความจริงแล้วการเลี้ยงนมแม่จะช่วยลดความเสี่ยงของการฟันผุจากการดื่มจากขวดนมค่ะ เพราะทารกที่ดื่มจากขาดนมมักจะนอนหลับทั้งทีขวดนมยังคาปากซึ่งจะสามารถส่งผลต่อฟัน🦷ของลูกได้นั่นเอง✨แล้วนมแม่สามารถทำให้ฟันผุได้ด้วยไหม?คำตอบคือนมแม่ก็สามารถทำให้เกิดฟันผุได้ค่ะ เพราะในนมแม่ก็มีปริมาณน้ำตาลโดยธรรมชาติอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นหากฟันของลูกเริ่มงอกก็ควรแปรงฟัน🪥ให้ลูกน้อยวันละ 2 ครั้งดูแลสุขภาพฟันของคุณแม่✨ให้นมลูกอยู่คุณแม่สามารถทำฟันได้ไหม?ปัจจุบันวัสดุทางทันตกรรมเกือบทั้งหมดมีความปลอดภัยสำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมแล้ว ดังนั้นคุณแม่สามารถไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันได้ปกติ โดยจะไม่มีผลต่อน้ำนมของแม่และไม่ต้องปั๊มนมทิ้ง🥛แม้ว่าวัสดุทางทันตกรรมเกือบทั้งหมดจะมีความปลอดภัยแต่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูก แต่ก่อนจะทำควรตรวจสอบกับทันตแพทย์ให้ดีว่าปลอดภัยสำหรับทารกหรือไม่แล้วจึงเริ่มทำ เพราะยา💊บางอย่างอาจส่งผลต่อทารกได้ผ่านน้ำนมในภายหลังค่ะ✨คุณแม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์การที่คุณแม่ทานอาหารที่มีประโยชน์จะส่งผลไปยังลูกน้อยผ่านทางนมด้วย ดังนั้นคุณแม่ก็ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์และแปรงฟัน🪥ให้ครบ 2 ครั้งต่อวันด้วยค่ะ ✨ทานน้ำให้เพียงพออย่าลืมทานน้ำให้มากเพราะการขาดน้ำจะทำให้เกิดปัญหาปากแห้งและอาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหาโรคเหงือหรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน🦷อื่นๆด้วยค่ะ ดูแลลูกน้อยแล้ว คุณแม่ก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ 

Content Image

แคะหูลูกน้อยอันตรายไหม?

มีหลายวิธีในการดูแลลูกน้อยของคุณไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ตัดเล็บ สระผม รวมถึงการแคะหู คุณแม่หลายคนกลัวที่จะเลือกหูของลูกน้อย กลัวลูกจะเจ็บ วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับวิธีการแคะหูของลูกน้อยให้เหมาะสมมาฝากกันค่ะแคะหูลูกน้อยได้ไหม เรามีคำตอบ✨แคะหูให้ลูกน้อยทำได้หรือไม่?ปกติแล้วเราจะไม่แคะขี้หูให้กับทารก👶 เพราะพ่อแม่มือใหม่อาจยังไม่รู้วิธีแคะหูของลูกให้ถูกวิธี ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถแคะขี้หูของลูกได้ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะออกมา ขี้หูที่เหลืออยู่บางส่วนถูกดันลึกเข้าไป ซึ่งจะทำให้ขี้หูที่อยู่ลึกในหูติดเชื้อในภายหลัง บางครั้งอาจมือไม่นิ่งพอแล้วสั่นจนกระทบแก้วหูของทารก ทำให้แก้วหูของทารกเสียหายได้นั่นเอง  ✨ควรศึกษาก่อนทางที่ดีควรศึกษาวิธีที่ถูกต้องก่อนแคะขี้หู👂ลูกน้อยของคุณ และการทำความสะอาดช่องหูของลูกน้อยนั้นไม่จำเป็นต้องบ่อยเกินไป เพราะขี้หูในหูของลูกน้อยก็มีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรแหะหูลูกน้อยจนอายุครบ 2 ขวบจึงจะดีที่สุดค่ะ วิธีทำความสะอาดหูลูกอย่างถูกต้อง✨เริ่มเช็ดใบหูด้านนอกขั้นตอนแรกคือต้องเช็ดบริเวณหูชั้นนอกก่อน พยายามเช็ดเบา ๆ ด้วยสำลีนุ่ม ๆ หรือผ้าชุบน้ำ🌊หมาด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยของคุณบาดเจ็บ น้ำที่ใช้เช็ดหูของลูกน้อย👶ต้องผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก่อน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างอ่อนโยน✨ดูดน้ำที่ผสมเอาไว้ขั้นตอนที่สองหยดน้ำเข้าไปในหู👂ของเด็กจนน้ำเข้าหู และถ้าน้ำล้นไม่ต้องกลัวว่าแรงดันน้ำจะทำให้หูอื้อ เพราะยังไงก็ต้องเทน้ำให้เต็ม✨รอประมาณ 5 นาทีอุ้มลูกน้อยของคุณในตำแหน่งนอนเดิมประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ขี้หูละลายหรือนิ่มลง เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ให้ลูกน้อยอยู่ในท่านั่ง น้ำ🌊จะไหลออกมา จากนั้นเช็ดหู👂ของลูกน้อยด้วยผ้าแห้งสะอาด หากไม่เช็ดทำความสะอาด อาจทำให้หูของทารกเปียกได้✨สิ่งที่ควรระวังในการล้างหูลูกน้อยหากคอของทารกไม่แข็งแรงพอ คุณไม่ควรทำความสะอาดหูของทารกในช่วงเวลานี้ เนื่องจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อาจติดอยู่ในหูของทารก👶ได้ เราแนะนำให้ทำหลังจากคอแข็งแรงดีแล้วหรือหลังอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะโรคเกี่ยวกับหูที่พบบ่อยในเด็ก✨ขี้หูอุดตันขี้หูนั้นจะมีหน้าที่ปกป้องหู👂 และจะสามารถขจัดออกด้วยตนเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีบางครั้งที่จะมีการจับตัวของขี้หูในบริเวณหูชั้นนอกมากเกินไปจนทำให้ขี้หูแข็งและแห้ง จนทำให้ลูกได้ยินไม่ค่อยถนัดเนื่องจากขี้หูอุดตัน โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแคะเองเพราะอาจทำให้ลูกเจ็บและอาจทำให้หูอักเสบได้นะคะ ✨หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นในกับแก้วหู โดยอาการหู👂 ชั้นกลางอักเสบมักจะเกิดเมื่อเป็นหวัด🤧 และเมื่อลูกสั่งน้ำมูกรุนแรงหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคแพร่เข้าไปและเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเลียในหูชั้นกลางได้ โดยจะมีของเหลวเกิดขึ้นที่หูชั้นกลางที่บริเวณที่เคยเป็นโพรงอากาศ โรคนี้มักจะเกินในเด็กที่มีอายุต่ำว่า 3 ขวบ✨หูชั้นนอกอักเสบหากหูของลูกได้รับการกระตุ้นรบกวนจากการแคะหู หรือ น้ำเข้าหูบ่อยๆ ทำให้หูชื้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ลูกเป็นหูชั้นนอกอักเสบได้ รวมถึงหากมีการผื่นแพ้ในช่องหู เหล่านี้ก็จะเป็นต้นตอที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรีย🦠เติบโต และเมื่อหูชั้นนอกอักเสบลูก👶 ก็จะมีอาการปวดหู และหากเป็นมากก็อาจมีน้ำหลองไหลออกมาได้ค่ะ

Content Image

พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของลูกวัย 13-18 เดือน

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่อายุ 13-18 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มทักษะการเข้าสังคมของลูกโดยอาจพาไปเจอญาติๆ หรือพาไปสนามเด็กเล่นเพื่อเจอกับเพื่อนๆวัยเดียวกัน รวมถึงลูกจะยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีนักในช่วงนี้ เราจะมีวิธีรับมือได้อย่างไรบ้างไปดูกันเลยค่ะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างนะ? ✨ส่งเสริมพัฒนาการการเข้าสังคมคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะการเข้าสังคมโดยพาลูกไปเล่นกับเพื่อนหรือ👶👶 เด็กคนอื่นๆที่ไม่รู้จักเพราะลูกจะปรับตัวและพยายามเข้ากับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งเจอ เป็นการฝึกการเข้าสังคมตั้งแต่เด็กนั่นเองค่ะลูกจะอยากเล่นกิจกรรมกล้างแจ้งมากขึ้นในวัยนี้ ดังนั้นการให้ลูกได้เจอญาติพี่น้อง หรือ เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาการเข้าสังคม เข้าใจการแบ่งของเล่น และ มีการจดจำใบหน้าซึ่งจะช่วยเมื่อลูกต้องเข้าโรงเรียน🏫✨พาลูกไปสนามเด็กเล่นหากมีเวลาว่างลองพาลูกน้อยไปสวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่น เพื่อให้ลูกได้เจอเพื่อนๆวัยเดียวกัน👶👶 และได้ปีนป่ายเครื่องเล่นต่างๆ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจเข้าร่วมเล่นกับลูกด้วย หรือคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ และคอยแนะนำวิธีเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัยอารมณ์ของลูกและการรับมือ✨พัฒนาการทางอารมณ์เมื่อลูกเริ่มวีนและแสดงความโกรธ😠นั่นไม่ใช่นิสัยของลูกที่แท้จริง เพราะวัยนี้ลูกจะยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ดังนั้นเมื่อลูกร้องไห้เพราะไม่ได้สิ่งที่ต้องการให้ พยายามอธิบายอย่างใจเย็น หรือ เบี่ยงเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่นแทนค่ะ✨การรับมืออารมณ์ของลูกน้อยบางครั้งลูกน้อย👶อาจทำให้คุณหงุดหงิดได้ แต่วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือการหายใจลึกๆ หากโกรธให้เดินออกไประงับอารมณ์สักพัก เพราะการสอนลูกนั้นต้องใช้ความอดทน และจะต้องใช้การอธิบายอย่างใจเย็นที่สุดค่ะเคล็ดลับรับมือเด็กวัยนี้ ✨Support จากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองอาจจะต้องใจเย็นๆ และคอยให้กำลังใจในขณะที่ลูกลองทำกิจกรรมใหม่ๆ แม้ว่าลูก👶 อาจจะยังเงอะงะไปบ้าง แต่กำลังใจของคุณพ่อคุณแม่ก็ทำให้ลูกตั้งใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดีแน่นอนค่ะ✨ซนจนเลอะแน่นอนควรทำใจไว้เลยว่าลูกจะเล่นจนเปรอะเปื้อนทั้งตัวและเสื้อผ้า👚แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพงๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ก็ตาม แต่ให้เข้าใจลูกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการ และไม่ควรดุลูกนะคะ

Content Image

ระวัง! ภัยเงียบจากห้องนอนที่ทำให้ลูกป่วย

   คุณแม่หลายๆท่านมักกังวลเมื่อลูกเกิดอาการป่วย🤒 ถึงได้มองหาสาเหตุการป่วยจากปัจจัยภายนอก จนลืมมองว่าสถานที่ใกล้ตัวที่อาจทำให้ลูกป่วยได้ก็มีเช่นกัน คือ ฝุ่นและเชื้อโรคบริเวณรอบๆห้องนอน บทความนี้ได้รวบรวมบริเวณต่างๆรอบห้องนอนของลูกที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกป่วยได้ ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ปัจจัยรอบๆห้องนอนที่อาจทำให้ลูกป่วย มีดังต่อไปนี้🪟บริเวณหน้าต่างบริเวณหน้าต่างจัดเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยฝุ่น คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาด🧽ตามซอกหน้าต่างอยู่ และควรเปิดหน้าต่างบ้างให้อากาศได้ถ่ายเทมากขึ้น เพื่อไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ🕳️บริเวณพรมพรมนั้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ติดมาจากฝุ่นและติดมาจากรองเท้า👟จากบริเวณนอกบ้าน คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดพรมบ่อยๆด้วยการซักและดูดฝุ่นทุกสัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการนำพรมมาไว้ในห้องนอนของลูกค่ะ🙅‍♀️🐩สัตว์เลี้ยงภายในบ้านคุณแม่ไม่ควรให้ลูกนอนร่วมกับสัตว์เลี้ยง หรือการนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาปล่อยไว้ในห้องนอนลูกเป็นเวลานาน เพราะถึงแม้ว่าสัตว์เลี้ยงจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่ยังเต็มไปด้วยเชื้อโรคต่างๆที่ซ่อนอยู่ในขนของสัตว์ เช่น ขนสุนัข🐶 และขนแมว🐱 ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ และเชื้อราต่อลูกน้อยได้ค่ะและรวมไปถึงปัจจัยเหล่านี้อีกด้วย👉หมอนหนุนศีรษะ หมอนนั้นถือเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค🦠 เพราะฝุ่นต่างๆสามารถติดมากับเส้นผมเมื่อลูกออกไปเล่นข้างนอกบ้าน แนะนำให้คุณแม่ทำความสะอาดหมอนและปลอกหมอนของลูกด้วยการซักและอบให้แห้งทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการลดอาการภูมิแพ้จากไรฝุ่นนั่นเองค่ะ🛌เตียงนอนคุณแม่ควรทำการดูดฝุ่นที่นอนอย่างเป็นประจำ เพราะภายในที่นอนนั้นจะแฝงไปด้วยไรฝุ่น เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า👀 ลูกน้อยที่มีอาการแพ้ต่อตัวไรฝุ่นจะแสดงออกมาในอาการคันและมีผื่นแพ้ขึ้นได้     ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยบริเวณต่างๆรวมไปถึงของใช้ภายในห้องนอนที่อาจเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นและเชื้อแบคทีเรีย🦠 ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการขจัดฝุ่นและเชื้อโรคที่อาจทำให้ลูกรักของคุณแม่ไม่สบาย😷ได้ค่ะ

Content Image

ลูกติดมือถือ เสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม!

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับภาวะหรืออาการออทิสติกมาบ้างใช่ไหมคะ แต่สำหรับคำว่า 'ออทิสติกเทียม' นั้นเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ เรียกว่าพึ่งมาให้เราได้เห็นกันในช่วงที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดซึ่งก็คือปัจจุบันนั่นเอง วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับภาวะออทิสเทียมให้มากขึ้นกัน ไปเริ่มกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะออทิสติคเทียมเบื้องต้นภาวะออทิสติกนั้นสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า 'พฤติกรรมคล้ายออทิสติก' นั่นก็หมายความว่าผู้ที่กำลังประสบกับภาวะนี้ไม่ได้กำลังเป็นออทิสติกจริงๆ และผู้ที่เป็นภาวะนี้มักจะเป็นเด็ก ทำให้เราสามารถให้ความหมายกับภาวะออทิสติกเทียมได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านการสื่อสาร🙊กับผู้อื่น สาเหตุคือการที่พ่อแม่ขาดการปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับลูก ปล่อยลูกทิ้งไว้กับอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 มากเกินไป โดยปกติการสื่อสารจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากสองทาง นั่นคือผู้ให้สารกับผู้รับสาร เจ้าตัวน้อยต้องได้รับสารและได้ตอบโต้ แต่การที่ลูกได้รับสารจากการเล่นเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสาร ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนรอบตัวจึงต่ำหรืออาจทำไม่ได้เลยนั่นเองค่ะต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร?ภาวะหรือโรคออทิสติกธรรมดาหรือออทิสติกแท้นั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการสมอง🧠ของเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกค่ะ ถึงแม้ว่าลักษณะของอาการนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันทั้งออทิสติกแท้และออทิสติกเทียม แต่หากเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นถูกกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอย่างเหมาะสมนั้น แม้จะเป็นการกระตุ้นในระยะเวลาสั้นๆก็จะสามารถหายจากภาวะดังกล่าว กลับมามีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมอย่างเหมาะสมได้ค่ะ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมและอาจต้องการการรักษาในเชิงการใช้ยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพิ่มเติม จึงจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ค่ะอาการออทิสติกเทียม vs ออทิสติกแท้เด็กที่เป็นออทิสเทียมจะเรียกไม่หัน ไม่สนใจเสียงเรียกอย่างชัดเจน ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจะบกพร่องในการเข้าสังคมไปเลย ซึ่งอาจหมายถึงไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเช่นเดียวกัน😶 หรืออาจปฏิสัมพันธ์ได้อย่างไม่เหมาะสมค่ะเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมจะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ปกติ🤓 แต่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้มีโอกาสที่จะบกพร่องทางด้านสติปัญญาเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมนั้นมักจดจ่ออยู่กับแค่เครื่องมือสื่อสาร📱ที่ผู้ปกครองทิ้งไว้ให้เล่นด้วย ทำอะไรซ้ำๆ พูดตามสื่อที่กำลังดูซ้ำๆ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้จะไม่ค่อยมีพฤติกรรมดังกล่าวค่ะป้องกันภาวะออทิสติกเทียมในเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣ คุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧คนอื่นๆควรมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย🗣️ หรือการเล่นด้วย ทำกิจกรรมด้วยก็ได้ทั้งนั้นค่ะ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กด้วยการสื่อสารแบบสองทาง ได้ทั้งรับสารและได้โต้ตอบกับผู้คนจริงๆ หากเด็กโตประมาณหนึ่งนั้นสามารถส่งเสริมการพูดคุยกับผู้คนภายนอกครอบครัวเพิ่มเติมด้วยได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ไม่ทิ้งลูกให้อยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 อาจไม่ถึงกับเป็นการหักดิบบังคับไม่ให้ลูกเล่นไปเลย🙅‍♀️ แต่เป็นการเล่นแบบมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จะเป็นการเล่นไปพร้อมกับลูกก็ได้ค่ะ จะได้ตรวจสอบว่าสื่อที่เด็กกำลังเสพนั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีการพูดคุยกับลูกไปด้วยได้ อีกทั้งยังควรมีการกำหนดระยะเวลาการเล่นต่อวันให้ชัดเจน ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าภาวะออทิสติกเทียมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย ในยุคที่มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧หรือผู้ปกครองที่จะต้องมีเวลาให้เจ้าตัวน้อยค่ะ

Content Image

ลูกติดจอมือถือ! มีผลเสียอย่างไร?

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวไกลไปมากและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตการทำงาน และผู้ปกครองบางคนก็ใช้เทคโนโลยีนี้เข้ามาเป็นตัวช่วยให้การเลี้ยงลูก โดยให้ลูกเล่นมือถือ แท๊บแล็ตเหล่านี้ ซึ่งหลายๆครั้งเครื่องเหล่านี้ก็มีโทษมากกว่าประโยชน์เมื่อลูกยังไม่มีวุฒิภาวะพอ และยังอาจส่งผลต่อร่างกายอีกด้วยวัยรุ่นและผู้ใหญ่อยู่นิ่งกันเยอะขึ้น รายงานของกรมสุขภาพจิตจากรายงานของกรมสุขภาพจิตพบว่าวัยรุ่นมากกว่า 80% และผู้ใหญ่มากกว่า 23% พบว่าขาดกิจกรรมทางกายภาพและมีพฤติกรรมนิ่งมากกว่าที่ควรจะเป็น กรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก🌎ที่ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งอย่างการนั่งเฉยๆ หรือการดูโทรศัพท์ โทรทัศน์ นั่งติดกับสายรัดในรถเข็น แล้วให้เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น อย่างการออกกำลังกาย🏃 รวมถึงให้กำหนดเวลาในการเล่นหน้าจอ📱 อย่างจริงจังและควรให้ลูกได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความผูกพันกับลูกโดยการพาไปเดินเล่น การติดเทคโนโลยีมีข้อเสียผลการศึกษายังพบว่าเด็กเล็ก👶ที่ติดหน้าจอ📱  หรือมีพฤติกรรมใช้มือถือต่างๆ มีแนวโน้มที่จะได้คะแนนพัฒนาการทางอารมณ์และปัญญาที่ค่อนข้างต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่กับเทคโนโลยีเหล่านี้เวลาการทำกิจกรรมที่แนะนำ ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกได้แนะนำให้เด็กแต่ละวัยมีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ช่วงอายุ 1-5 ขวบ ซึ่งแบ่งกิจกรรมได้ทั้งหมด 3 รูปแบบคือ การเคลื่อนไหว การนอน การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทที่มีจอ โดยแบ่งได้เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ เด็กอายุ 1-2 ขวบ เด็กอายุ 3-4 ขวบ เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบการเคลื่อนไหว🏃ควรจะมีการเคลื่อนไหวหลายๆครั้งและควรจะเคลื่อนไหวติดต่อกันประมาณ 30 นาทีการนอน💤เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบควรนอนวันละประมาณ 14-17 ชั่วโมงการใช้หน้าจอ📱เด็กในวัยนี้ไม่ควรให้ใช้มือถือหรืออุปกรณ์ใดๆเด็ดขาด โดยให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้ฟังแทนจะดีกว่าเด็กอายุ 1-2 ขวบการเคลื่อนไหว🏃เด็กในวัยนี้ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน การใช้หน้าจอ📱สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบนั้นยังไม่แนะนำให้ใช้หน้าจอ และสำหรับเด็กที่มีอายุ 2 ขวบ ควรจำกัดไม่ให้ลูกเล่นเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน การนอน 💤เด็กอายุ 1-2 ขวบ ควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 11-14 ชั่วโมงต่อวันเด็กอายุ 3-4 ขวบการเคลื่อนไหว🏃เด็กที่มีอายุ 3-4 ขวบควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเน้นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก อย่างน้อยวันละ 180 นาทีการใช้หน้าจอ📱ควรจำกัดการใช้หน้าจอเพียง 1 ชั่วโมงต่อวันการนอน💤ควรให้เด็กได้มีการนอนประมาณ 10-13 ชั่วโมงต่อวันสรุปแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ลูกได้เคลื่อนไหวมากกว่าการให้ใช้มือถือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาความฉลาดทางปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ ดังนั้นเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ยังเล็ก เพราะการส่งเสริมสุขภาพที่ดีควรจะทำตั้งแต่ลูกยังเล็กเพราะมันจะส่งผลไปยังสุขภาพกายและสุขภาพจิตในตอนโตนั่นเองค่ะ

Content Image

อาการแพ้นิกเกิลเป็นอย่างไร? สงสัยว่าแพ้จะต้องทำอย่างไร?

หากมีอาการแพ้นิกเกิล เราจะพบว่าลูกน้อยจะมีอาการผื่นคันตามผิวหนัง โดยจะมีผื่นแดง หรืออาจพุพอง  ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็รบกวนกับการใช้ชีวิตในกิจวัตรประจำวันได้ ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถหายขาดจากอาการแพ้ได้ แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งของต่างๆที่ทำมาจากนิกเกิลได้ อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการผื่นแพ้นิโลหะนิกเกิล?แม้ว่าปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการแพ้ แต่การแพ้นิกเกิล🦾นั้นก็มาจากสาเหตุเดียวกันกับอาการแพ้อื่นๆ ที่เมื่อร่างกายของเรามองว่านิกเกิลเป็นสารที่ทำอันตราย ร่างกายก็จะตอบสนอง ระบบภูมิคุ้มกันจึงมีความไวต่อนิกเกิลส่งผลให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอาจมีส่วนได้รับถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม🧬 โดยร่างกายอาจมีความไวต่อนิกเกิลหลังการสัมผัสในครั้งแรก หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อสัมผัสซ้ำๆ เป็นเวลาต่อเนื่องแหล่งที่มาของการสัมผัสโลหะนิกเกิลของต่างๆที่เจ้าตัวเล็กอาจไปสัมผัสและมีส่วนผสมของนิกเกิลได้ ได้แก่ ✨เครื่องประดับต่างๆ เช่น ต่างหู สร้อยคอ แหวน กำไล เข็มกลัด ✨นาฬิกาของคุณพ่อคุณแม่✨ตะขอเสื้อชั้นใน ซิป ตัวล็อคตามเสื้อผ้า✨หัวเข็มขัด✨กุญแจ✨เหรียญ✨เครื่องมือโลหะ✨กรอบแว่นตา✨โทรศัพท์มือถือ✨แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตอาการการแพ้นิกเกิล อาการแพ้นิกเกิลจะเกิดขึ้นหลังสัมผัสกับนิกเกิล🪙ภายในไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจถึงหลายวันประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยส่วนมากจะมีอาการแพ้เกิดขึ้นที่ผิวหนังที่ถูกสัมผัสกับนิกเกิล แต่ในบางครั้งก็สามารถเกิดขึ้นกับส่วนอื่นๆของร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอาการต่างๆดังนี้ ✨ลูกน้อยอาจมีอาการคันที่รุนแรง✨มีรอยแดงหรือผื่นเกิดขึ้นบนผิวหนัง✨ผิวหนังแห้ง มีลักษณะคล้ายรอยไหม้✨ในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดแผลพุพองโดยหากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ให้ปรึกษากับคุณหมอเพื่อวินัจฉัยว่าลูกแพ้นิกเกิลหรือไม่ และทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปค่ะ 

Content Image

ควรหย่านมตอนไหนดี?

โดยปกติแล้วคุณแม่ควรจะให้นมแม่กับลูกน้อยเพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน จากนั้นค่อยๆ เสริมให้รับประทานอาหารอื่นควบคู่กันไปกับการดื่มนมไปด้วยจนถึงอายุ 1-2 ปี หรืออาจนานกว่านั้น แต่ก็มีบางคนที่หย่านมก่อนอายุ 6 เดือน เราจะมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้หย่านม และมีวิธีการที่จะให้ลูกหย่านมอย่างไรบ้างค่ะ  ปัจจัยที่ทำให้หย่านม?✨คุณแม่นมไม่เพียงพอในบางรายคุณแม่อาจมีน้ำนมไม่เพียงพอให้ลูก หรือ มีอาการเจ็บหัวนมขณะให้นมลูก โดยสองสิ่งนี้คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️และหาวิธีแก้ไขได้ค่ะ ✨คุณแม่จะต้องกลับไปทำงานในบางรายคุณแม่จะต้องทำงานทำให้ไม่มีเวลาป้อนนมลูก แต่จริงๆแล้วคุณแม่สามารถปั๊มนมสำรองเอาไว้🍼และฝากให้คนอื่นป้อนให้ได้✨ลูกน้อยให้ความสนใจอาหารอย่างอื่นหรือในบางราย ลูกน้อยกลับมีความสนใจอาหารอย่างอื่น🍲มากกว่าการดื่มนมจากเต้า ทำให้หย่านมไววิธีการหย่านมลูก✨ลดความถี่และเวลาในการให้นมจากเต้าค่อยๆลดความถี่ในการให้นมจากเต้าลงแล้วลองเปลี่ยนให้ลูกดื่มนมจากขวดหรือจากแก้ว🥛ดูค่ะ โดยอาจลดลงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แล้วลดจำนวนไปเรื่อยๆ รวมถึงลดเวลาการให้นม เช่นจาก 15 นาที เหลือ 10 นาทีและค่อยๆลดลงจนกว่าจะหย่านม กินนมขวด🍼แทน เมื่อลูกน้อยดื่มจากเต้าน้อยลง เต้านมของคุณแม่ก็จะผลิตนมน้อยลงเช่นกันค่ะ ✨ใกล้ชิดกับลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่อยู่กับลูกให้มาก พยายามแสดงให้ลูกรู้ว่าแม้จะหย่านมแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่เหินห่างขึ้น👪วิธีฝึกให้ดูดนมจากขวด✨ป้อนก่อนเวลาที่เคยก่อนอื่นเลยคือคุณแม่ต้องป้อนนมด้วยขวดนมก่อนถึงเวลาที่ลูกเคยกินนมจากเต้าประมาณ 15 นาที🕐 หรือก่อนที่ลูกจะใกล้ตื่น โดยหากลูกขยับปากเหมือนจะตื่นก็ลองๆให้ลูกทานจากขวดนมดูค่ะ ✨ไม่ควรเสนอนมขวดเมื่อลูกหิวจัดตอนที่ลูกร้องไห้หิวนม ควรหลีกเลี่ยงการให้นมแม่จากขวด เพราะจะยิ่งทำให้ลูกหงุดหงิดและปฏิเสธการกินนมแม่จากขวด😤✨ลองให้คนอื่นป้อนแทนคุณแม่อาจลองใช้วิธีให้คนอื่นป้อนนมแทน อาจเป็นคุณพ่อก็ได้ค่ะ โดยคุณแม่จะต้องอยู่ห่างๆ เพราะแม้ว่าลูกจะมองไม่เห็นแต่เขาสามารถได้กลิ่นและอาจไม่ยอมกินนมจากขวดได้นั่นเองค่ะ โดยให้คุณพ่อ👨เปลี่ยนท่าอุ้มให้ต่างจากที่คุณแม่เคยอุ้มให้นมเป็นประจำ เพราะลูกจะจำได้ว่าท่านี้จะต้องได้ดูนมจากเต้า อาจให้ลูกนอนในเปลแทนก็ได้ค่ะ✨ลองเปลี่ยนจุกนมคุณแม่อาจลองเปลี่ยนจุกนม🍼หลาย ๆ แบบ เพื่อดูว่าลูกชอบจุกนมแบบไหน ลองเลือกจุกนมที่มีลักษะคล้ายหัวนมของแม่ พยายามเลือกจุกนมที่มีลักษณะนิ่มและยืดหยุ่นก็จะทำให้ลูกเปลี่ยนมาดูดนมจากขวดได้ง่ายขึ้นค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมหย่านมแม่✨กำลังไม่สบายลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่อาจกำลังไม่สบายจากการเป็นหวัด หรือมีไข้ โดยเมื่อไม่สบายลูกจะต้องการดื่มนมจากเต้า🍼ของคุณแม่เพราะลูกจะรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นขณะดื่มนมจากเต้านั่นเองค่ะ✨อยู่ในช่วงปรับตัวลูกน้อยอาจกำลังปรับตัวจากการเปลี่ยนมาดื่มนมจากขวด หรือ นมจากแก้ว🥛คุณพ่อคุณแม่ลองค่อยๆ สังเกตลูกดูและค่อยเป็นค่อยไปในการหย่านมรู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่👪ก็อาจจะต้องใจเย็นๆ และค่อยๆให้ลูกหย่านมจากเต้า แล้วเปลี่ยนมารับประทานนมจากขวด หรือจากแก้วกันแบบไม่ต้องเร่งรีบนะคะ 

Content Image

ทำอย่างไรเมื่อลูกนอนละเมอ?

อาการนอนละเมอคืออาการที่ลูกจะพูดขึ้นมาตอนที่นอนหลับอยู่ หรืออาจลุกขึ้นเดินไปเดินมาทั้งๆที่ยังหลับอยู่ ซึ่งอาการนอนละเมอนี้สร้างความกังวลและอาจสร้างความอันตรายหากลูกเดินไปชนอะไรเข้า โดยผลการรายงานทางวิทยาศาสตร์ได้บอกไว้ว่าอาการเหล่านี้มักจะพบได้ในเด็กโตถึง 25-30% เลยทีเดียวค่ะอาการละเมอของลูกอาการนอนละเมอในเด็ก💤ซึ่งอาการนอนละเมอในแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไปและจะเกิดในช่วงเวลาไม่เกิน 10 นาที เด็กบางคนอาจลืมตา👀 หรืออาจลุกขึ้นมาแต่งตัวเปิดประตูแล้วเดินไปมา ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นอกจากนั้นลูกอาจจะละเมอออกมาเป็นคำพูด💭 หรือเป็นประโยค หรืออาจจะพูดอะไรออกมาไม่รู้เรื่องซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับเด็กทั่วไป ซึ่งการนอนละเมอนี้อาจมาจากความกังวล ความเครียด หรือความเหนื่อยล้าของลูกลูกจะเริ่มละเมอเมื่อไหร่?ส่วนใหญ่แล้วลูกจะเริ่มมีอาการนอนละเมอ💤เมื่ออายุประมาณ 2-3 ขวบ โดยเมื่อลูกอายุมากขึ้นจะมีโอกาสละเมอมากกว่าตอนอายุน้อยซึ่งช่วงอายุที่พบการเดินละเมอมากที่สุดคือช่วง 10 ขวบนั่นเองลูกจะเลิกละเมอเมื่อไหร่?โดยทั่วไปเมื่อลูกโตขึ้นอาการละเมอจะหายไปเอง แต่หากคนไหนที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้วยังมีอาการนอนละเมอแบบนี้อยู่แล้วล่ะก็ผู้ปกครองควรจะปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ดูนะคะ วิธีป้องกันไม่ให้ลูกนอนละเมอให้นอนหลับอย่างเพียงพอการให้ลูกได้นอนหลับ💤 อย่างเต็มอิ่มจะช่วยลดโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการนอนละเมอลง ไม่ควรพูดคุยเยอะเมื่อจะเข้านอนคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรชวนลูกคุยเยอะในช่วงที่กำลังจะพาลูกนอน เพราะลูกอาจนำคำพูดไปคิดและอาจละเมอ💤ออกมาได้นั่นเองค่ะเก็บกวาดของให้เรียบร้อย🧹ป้องกันไว้ล่วงหน้าโดยการเก็บกวาดของให้เรียบร้อย รวมถึงจัดวางเฟอร์นิเจอร์เพื่อไม่ให้ลูกเดินไปชนจนล้มนั่นเองค่ะพยายามอย่าปลุกลูกหากพบลูกละเมอพยายามอย่าไปปลุก😴เพราะจะทำให้ลูกกลับไปนอนได้ยากขึ้นและเมื่อลูกพักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจทำให้ลูกนอนละเมออีกได้  ซึ่งการละเมอนี้เกิดได้กับคนทุกวัย โดยพบว่า หากพ่อแม่นอนละเมอก็โอกาสประมาณ 50% ที่ลูกจะนอนละเมอเช่นเดียวกันค่ะสาเหตุของการนอนผวาเจอสิ่งกระตุ้นเร้าก่อนนอน💤หากก่อนนอนลูกเจอสิ่งกระตุ้นเร้าอย่างภาพน่ากลัว หนังสยองขวัญ หนังผี👻 หรือมีการทำกิจกรรมในตอนกลางวันที่มีความตื่นเต้นเกินไปก็จะทำให้ลูกเก็บมานึกในตอนที่จะนอนทำให้ลูกเก็บไปนอนละเมอได้นั่นเองค่ะ ระบบประสาทเจริญเติบโตไม่เต็มที่เด็กบางคนอาจมีการเจริญเติบโตของระบบประสาท🧠ที่ยังไม่เต็มที่นักจึงทำให้ลูกเกิดอาการละเมอในตอนกลางดึกนั่นเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.