Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

อาการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยเห็นว่าลูกร้องไห้หนักๆ แบบกลั้นจนตัวเขียวจนหมดสติไป ซึ่งแบบนี้จะเรียกว่าอาการร้องกลั้นค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้มีอันตรายรุนแรงอะไร วันนี้เราจะมาดูให้ลึกขึ้นกันว่าอาการร้องกลั้นเป็นอย่างไรกันดีกว่าค่ะการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?ร้องกลั้น...จนหน้าเขียว🤢การร้องกลั้นของเด็กทารก ในภาษาอังกฤษเรียกว่า breath holding spell คือ การที่ทารกร้องไห้หนักมากจนช่วงจังหวะของการหายใจออกยาว☁️จนเหมือนกับลูกกลั้นหายใจประมาณ 10-20 วินาที จึงทำให้มีลักษณะนิ่งและเหมือนหมดสติไปช่วงเวลาสั้นๆ โดยบางครั้งลูกอาจมีลักษณะปากเขียว ใบหน้าเขียวและเล็บเขียวได้เมื่อลูกนิ่งไป ลูกจะตื่นขึ้นมาร้องใหม่😭เอง และสีผิวต่างๆก็จะกลับมามีสีแดงเหมือนเดิม ซึ่งการร้องกลั้นนั้นจะเป็นคนละอย่างกับอาการชักการร้องกลั้นอันตรายไหม?การร้องกลั้นนั้นเป็นการตอบสนองที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ แปลว่าอาการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของลูกนั่นเองค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อสมอง🧠หรือร่างกายของทารก👶 และไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงใดๆ เว้นแต่ว่าทารกมีโรคระบบหลอดเลือดหรือโรคหัวใจ ก็ควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอนะคะพบได้ในเด็กอายุประมาณเท่าไหร่?การร้องกลั้นจะสามารถพบได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึงประมาณ 3 ขวบ และอาการนี้จะหายไปเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรค่ะลูกน้อยจะร้องกลั้นเมื่อไหร่?มีคนมาขัดใจหากเลี้ยงลูกด้วยการเอาใจและตามใจทุกอย่าง เมื่อโดนขัดใจก็จะร้องออกมาไม่หยุดจนปากหรือตัวเขียว🤢 และหมดสติไปประมาณ 1 นาที อันนี้คือการที่ลูกน้อยร้องกลั้นเพราะโดนขัดใจนั่นเองค่ะจากการเจ็บอาการร้องกลั้น😭นั้นส่วนใหญ่จะพบบ่อยในทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน จนถึงเด็กอายุ 2 ปี โดยมีสาเหตุได้จากหลายรูปแบบ เช่นอาจร้องจากการเจ็บปวดจากประตูหนีบนิ้ว หรือ โดยกระแทกแรงๆ หรือเจ็บจากอุบัติเหตุมาก ควรทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยร้องกลั้นตั้งสติ 👀หากลูกน้องร้องกลั้น ให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งสติ เพราะหากตื่นตระหนกจะทำให้ลูกตกใจมากขึ้น อุ้มขึ้นมาเมื่อลูกร้องกลั้นให้อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอกและสังเกตว่าบริเวณนั้นมีแมลง🐜 หรือสิ่งอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุให้ลูกร้องหรือไม่ผ้าชุบน้ำนำน้ำผ้าชุบเช็ดหน้าและนวดสัมผัสเบาๆ ให้รู้ ไม่ควรไปเขย่าตัวลูกรุนแรง เพราะอาการร้องกลั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ แต่หากลูกน้อยมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ ก็อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติม👩‍⚕️พยายามเบี่ยงเบนความสนใจหากลูกมีการร้องกลั้น😭เพราะเจ็บ หรือ โดยขัดใจ ให้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ อาจกอดลูกพาลูกไปดูอะไรตื่นตาตื่นใจ หรืออาจนวดเบาๆบรรเทาความเจ็บ และไม่ควรไปดุซ้ำ เพราะจะยิ่งทำให้กลัวและร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นและหายไปเองเมื่ออายุครบ 2 ขวบค่ะอาจมีสาเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ😴การพักผ่อนไม่พออาจเป็นสาเหตุ ให้ลูกโมโห ร้องไห้และขี้วีนอยู่บ่อยๆได้นะคะ ดังนั้นควรให้แน่ใจว่าลูกได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอค่ะ

Content Image

หนูเริ่มเดิน ต๊อกแต๊ก~

คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่าลูกน้อยจะสามารถเดินได้เมื่อไหร่ใช่ไหมคะ จากสถิติจะพบว่าทารกจะสามารถเริ่มเดินได้ประมาณ 9-10 เดือน และอาจมีทารกบางคนที่เดินได้ช้าหน่อยแต่ว่าจะไม่เกินอายุ 1 ปีครึ่งค่ะ วันนี้เราจะมาดูกันว่าเราจะสามารถฝึกลูกน้อยได้อย่างไรบ้างนะคะเริ่มฝึกอย่างไรดี?✨ก้าวแรกก้าวแรกของทารกสำคัญมาก เพราะหากกล้าที่ก้าวครั้งแรกก็ จะมีก้าวต่อๆไปแล้วแน่นอน บางคนเมื่อเดิน🚶ได้ก็จะรู้สึกสนุกและไม่อยากหยุดเดินเลยล่ะค่ะ✨กระตุ้นด้วยของเล่นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยฝึกให้ลูกเดินได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น อาจลองให้ลูก👶จับคอกกั้นเด็กและให้เดินไปด้วย หากเดินได้วันละ 3-4 ก้าวจะถือว่ามีพัฒนาการที่ดี แต่ถ้าลูกน้อยยังกลัวที่จะเดิน ให้ลองนำของที่ลูกชอบมาเล่นไปด้วยจะเป็นการกระตุ้นให้ลูกลุกเดินนั่นเองค่ะฝึกลูกให้เดินได้อย่างไร?✨เริ่มเกาะเฟอร์นิเจอร์เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน น้อง👶จะเริ่มเกาะเฟอร์นิเจอร์เดินได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยจับมือลูกและหัดเดินไปพร้อมๆกันจะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ ✨จับมือลูกเดินหากลูกเต็มใจที่จะเดินจับมือ✋หรือจับของบางอย่าง อาจลองค่อยๆให้ลูกปล่อยมือและเดิน🚶โดยไม่จับอะไรเลย คุณพ่อคุณแม่อาจสามารถช่วยสนับสนุนโดยการยืนข้างหน้ารอรับ หรืออยู่ข้างหลังก็ได้ค่ะ เพราะการมีพ่อแม่ยืนอยู่จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นใจมากขึ้น และอย่าลืมให้คำชมและให้กำลังใจเมื่อลูกก้าวได้นะคะจัดพื้นที่ที่เหมาะสม✨ทารกจะสามารถเดินเร็วได้แค่ไหน?ทารก👶จะสามารถเดินได้ช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและรูปแบบการเลี้ยงดูของผู้ปกครองด้วยค่ะ อาจลองให้น้องเดินเท้าเปล่าบนเบาะรองคลานเพื่อให้ลูกกล้าเดิน✨ตรวจสอบความปลอดภัยในบ้านก่อนให้ลูกเดิน🚶ให้ตรวจสอบความปลอดภัยในบ้านว่าไม่มีสิ่งกีดขวางหรือของอันตรายใดๆตกอยู่ เพราะเมื่อลูกน้อยเริ่มเดินอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กไว้ในบ้าน ควรติดที่กันกระแทกตามมุมโต๊ะให้ และเก็บของอันตรายทุกชนิดออกให้พ้นมือลูกค่ะ

Content Image

ของหนูนะ! (ลูกหวงของทำอย่างไรดี)

เด็กจะมีความคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของในสิ่งของต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กบางคนไม่ยอมแม้กระทั้งพ่อแม่ที่จะเอาของรักของหวงของเขาไป ซึ่งสาเหตุของการหวงของคืออะไรและจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันค่ะสาเหตุการหวงของ✨พาไปไหนมาไหนได้เพราะของทำให้เด็กๆ รู้สึกอุ่นใจ สิ่งของนั้นพวกเขา👶จะอุ้มและพาไปได้ทุกที่ ไม่เหมือนพ่อแม่หรือเพื่อนที่ต้องอยู่ห่างกันในบางครั้ง✨สามารถทำอะไรก็ได้เพราะเด็กๆ สามารถทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ก็ได้อย่างอิสระ เช่น หวีผมให้ตุ๊กตา พาไปห้องน้ำ เข้านอนด้วยกัน💤 ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างเต็มที่การสอนลูกไม่ให้หวงของ✨วิธีการไม่ให้ลูกหวงของคือให้บอกลูกก่อนหยิบของลูกไป เช่น หากคุณต้องการพาหมีเน่าตัวโปรด🧸ไปทำความสะอาด ควรบอกลูกว่าน้องหมีไม่สบายและต้องพาไปรักษา เดี๋ยวก็กลับมา ลูกก็เข้าใจเหตุผลและไม่โวยวายค่ะ✨หวงของทุกอย่างหากลูกหวงทุกอย่างไปหมดทุกอย่าง ให้ทำสัญลักษณ์⭕ให้รู้ว่าของอันนี้คือของลูก และของอย่างอื่นลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคนหวงของทุกอย่างที่อยู่ในบ้านค่ะ✨ของอันไหนใช้ร่วมกันสอนให้รู้ว่าของในบ้านอันไหนที่ใช้ร่วมกันและไม่ใช่ของลูกแค่คนเดียว เช่น หากดูทีวี📺พร้อมกัน ก็ควรเปลี่ยนไปดูช่องที่ผู้ใหญ่อยากดูบ้าง ไม่ใช่สำหรับลูกคนเดียว✨แยกออกจากกันบอกลูกโดยตรงว่าของสิ่งนี้เป็นของคุณและไม่ใช่ของลูก👶 และแยกของออกจากกันอย่างเช่นกัน การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน และแยกแยะได้ว่าของสิ่งไหนเป็นของใครจะช่วยลดอาการหวงของของลูกลงได้ค่ะสอนแบบนี้✨สอนลูกแบ่งปันผู้อื่นหากมีแขกมาเยี่ยมที่บ้านแล้วมีเด็กคนอื่นมาด้วย ก็ให้อธิบายกับลูกว่าให้พี่เขายืมเล่นหน่อยอีกเดี๋ยวก็คืน หากลูกไม่ยอมก็ไม่ต้องไปดุว่าเพราะจะทำให้ยิ่งไม่ยอมเข้าไปใหญ่นะคะ โดยการสอนแบบนี้จะทำให้ลูกรู้จักการแบ่งปันของกับผู้อื่น แต่การสอนนี้อาจต้องใช้เวลา🕐สักหน่อย ควรสอนด้วยคำพูดอ่อนโยนเพื่อให้เด็กยอมรับฟังและไม่ต่อต้านนะคะ✨บอกทุกคนในบ้านบอกให้ทุกคนในบ้านเข้าใจว่าของชิ้นไหนเป็นของลูก🧸 และเมื่อจะหยิบก็ให้อนุญาตก่อน หากลูกไม่อนุญาติก็จะไม่นำไป หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจการเคารพของๆผู้อื่น และลูกก็ต้องทำเช่นกัน เช่น เมื่ออยากใช้ของของคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องขออนุญาติเช่นกันค่ะ

Content Image

ทารกมีไข้ควรทำอย่างไร? (6เดือน- 3ขวบ)

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนอาจตกใจและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเวลาที่ลูกไข้ขึ้น ยิ่งลูกมีอายุน้อยก็ยิ่งกังวลกันไปใหญ่ เวลาที่ลูกน้อยเป็นไข้คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรบ้างเราไปดูกันค่ะสาเหตุที่ทำให้ลูกมีไข้✨การติดเชื้อจริงๆแล้วไข้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่ร่างกายจะเกิดไข้เมื่อมีการติดเชื้อโรค เพราะร่างกายจะพยายามต่อสู้กับการติดเชื้อ🦠 ด้วยการกระตุ้นระบบป้องกันเชื้อโรคจึงทำให้ร่างกายมีอุณภูมิสูงขึ้นนั่นเองค่ะ✨ใส่เสื้อหนาเกินไปหากใส่เสื้อ👕ให้ลูกหนาเกินไปโดยเฉพาะทารกแรกเกิด หรือ มีสภาพแวดล้อมที่ร้อนเกินไป จะทำให้ลูกไข้ขึ้น เพราะร่างกายของทารกแรกเกิดจะยังไม่สามารถปรับอุณหภูมิร่างกายได้ดีเท่าเด็กโตค่ะ✨ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากฉีควัคซีนอาจทำให้ลูกมีไข้ต่ำๆ🌡️ ได้ เพราะร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองค่ะ  แต่หากลูกมีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียลก็ควรรีบพาหมอทันทีเลยนะคะอุณหภูมิร่างกายของเด็ก✨อุณหภูมิร่างกายปกติแล้วอุณหภูมิของร่างกายเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 36.0 – 37.5 องศาเซลเซียส และหากมีอุณหภูมิ 37.6 – 38.4 องศาจะถือว่ามีไข้ต่ำ (ทารกอายุ 3-6 เดือนควรพาไปหาหมอทันที🏥)เด็กที่พบว่ามีอุณหภูมิ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะถือว่ามีไข้สูง🌡️ และหากมีไข้สูงเกิน 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไปควรพาหาหมอทันที (เด็กอายุ 6 เดือนขึ้น)✨เมื่อไหร่ที่ควรพาไปหาหมอเมื่อพบว่าลูกเป็นไข้ให้คุณพ่อคุณแม่คอยเช็คอุณหภูมิของทารก ทุกๆ 30 นาที ว่ามีไข้สูงแค่ไหน ในเด็กที่อายุไม่เกิน 1 ขวบ หากภายใน 24 ชั่วโมงไข้ยังไม่ลดควรพาไปหาหมอ รวมถึงหากลูกมีอาการซึม ท้องเสีย อาเจียน ควรพาไปโรงพยาบาลทันที👩‍⚕️วิธีรับมือเมื่อลูกมีไข้ ✨เช็ดตัวเมื่อทราบว่าลูกมีไข้ ให้ลองเช็ดตัวด้วยน้ำ🌊อุณหภูมิห้อง โดยไม่ควรเช็ดในห้องที่เปิดแอร์เย็นเพราะจะทำให้หนาวสั่น และไม่ควรห่มผ้าห่มหนาๆ เพราะอาจทำให้ไข้สูงขึ้นจนชักได้ค่ะ พยายามเช็ดตัวลูกแบบย้อนเกล็ดจะทำให้ระบายความร้อน🌡️ได้ดี พยายามเช็ดตามข้อพับต่างๆ และควรเช็ดตั้งแต่ศีรษะจรดลงล่าง โดยควรเช็ดตัวให้ทุกๆ 3 ชั่วโมง✨การป้อนยาการป้อนยา💊ของเด็กนั้นมี 3 แบบด้วยกัน คือ ใช้ช้อนป้อนยา ใช้หลอดป้อนยา และใช้หลอดหยดยาป้อนตามซีซี โดยควรให้ตามคำแนะนำของแพทย์🏥✨หาหมอหากพบว่าลูกเป็นไข้ควรรีบพาไปหาหมอให้เร็วที่สุดนะคะ (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) พยายามให้ลูกทานน้ำเยอะๆ ทานยาของคุณหมอ👩‍⚕️และเช็ดตัว เชื่อว่าจะต้องหายแน่นอนค่ะ

Content Image

เพิ่มความปลอดภัยในบ้านกันเถอะ!

เด็กในวัยนี้จะมีความอยากรู้อยากเห็นและความซุกซน ดังนั้นการเตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับลูกวัยซนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยล่ะค่ะ เราจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างนั้น ไปดูกันค่ะอย่ามองข้ามสิ่งเหล่านี้✨ระวังเก้าอี้ทารกไม่น่าเชื่อว่าเก้าอี้กินข้าว🚼สำหรับทารกจะไม่ปลอดภัย เพราะจริงๆแล้วมีเด็กหลายคนที่ตกจากเก้าอี้นี้ ดังนั้น บ้านใครที่ใช้เก้าอี้ทารก👶อยู่ก็ต้องคอยเฝ้าลูกเพื่อไม่ให้ลูกตกลงมาด้วยนะคะ รวมถึงเลือกเก้าอี้ที่มีเข็มจัดรัดอย่างปลอดภัยจะดีที่สุดค่ะ✨จุกนมหลอกและถ้วยหัดดื่มตอนนี้หลายๆคนอาจจะงงว่าทำไมจุกนมหลอกและถ้วยหัดดื่มถึงอาจเป็นอันตรายได้ จริงๆแล้วมันจะไม่อันตรายเลยหากลูกนั่งนิ่งๆแล้วใช้จุงยางหรือถ้วยหัดดื่ม แต่หากลูกลุกขึ้นเดินไปมาโดยมีจุกนมหลอก🍼หรือถ้วยหัดดื่มคาในปากแล้วเกิดล้มขึ้นมาแล้วล่ะก็ อันตรายมากๆเลยล่ะค่ะเก็บของเสี่ยงอันตราย✨ของมีคมทุกชนิด NO NO!เก็บของมีคมต่างๆ เช่น มีด ส้อม คัทเตอร์ ปากกา🖋️ ดินสอ โดยควรเก็บให้มิดชิดและทางที่ดีควรเป็นตู้ที่ล็อคได้ เพราะหากลูกน้อยเผลอคว้าเอาไปล่ะก็อาจทำให้มีเลือดออกไม่หยุดเลยล่ะค่ะ ✨ระวังของที่แตกหักง่ายของที่แตกหักง่ายอย่างกระจก🪞 แก้ว ก็ควรเก็บให้พ้นจากลูกน้อยเช่นกันค่ะ เพราะหากเผลอลูกอาจนำมาเขย่าเล่นจนแตก หรืออาจไปเขย่าตู้จนตกลงใส่ลูกทำให้บาดเจ็บได้ ทางที่ดีคือควรเก็บให้พ้น และเก็บล็อคไว้ในตู้อย่างมิดชิดค่ะ✨เก็บสายไฟและปลั๊กไฟสิ่งที่ควรทำคือเก็บสายไฟ และ ปิดรูปลั๊กไฟให้ดี เพราะหากลูกน้อยดึงสายไฟเล่น หรือ เอานิ้วจิ้มรูปลั๊กไฟ⚡แล้วล่ะก็ จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้นะคะ ✨โอ้ย แสนร้อน!รวมถึงอุปกรณ์ทำครัวที่มีความร้อนเช่น กาน้ำ หม้อต้มน้ำ และอุปกรณ์เสริมสวย เช่น เครื่องม้วนผม หรืออุปกรณ์เตารีด เตาแก๊สต่างๆ🫕 ก็ควรเก็บให้ห่างจากทารกเอาไว้ค่ะระวังสิ่งเหล่านี้✨ระวังอาจจมน้ำเสียชีวิตไม่ควรให้เด็กเข้าใกล้บ่อปลา ถังน้ำ หรืออ่างน้ำเพราะหากเผลอขึ้นมาเด็กอาจจมน้ำ และถึงชีวิตได้ค่ะ☠️✨ติดตั้งประตูรั้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ หากที่บ้านของคุณมีบันไดคุณควรติดตั้งประตูกั้นระหว่างบันไดด้วย เพราะระหว่างที่คุณเผลอ เด็กอาจคลานไปตรงบันไดและตกลงมาได้ ☠️ รวมถึงควรจะกั้นบริเวณห้องครัวด้วยเพราะเป็นส่วนที่มีอุปกรณ์มีคมต่างๆ ที่ควรห่างลูกเอาไว้✨ล็อคประตูและหน้าต่างอย่าลืมล็อคประตูและหน้าต่าง🪟ให้สนิทนอกจากจะช่วยป้องกันโจรได้แล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ใครเผลอเปิดประตูมาพาดโดนลูกน้อย รวมถึงเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยปีนตกจากหน้าต่างไปข้างนอกตอนที่คุณพ่อคุณแม่เผลอได้ค่ะ✨ติดแผ่นยางควรหาแผ่นยางมาวางกั้นส่วนที่เป็นมุมแหลมของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ 🪑 ไม่ว่าจะเป็นตู้ โต๊ะต่างๆ เพราะหากลูกน้อยเดินชนแล้วศีรษะไปกระแทกก็จะไม่คุ้มกันนะคะ

Content Image

อันตรายของโรคฝีดาษลิงต่อเด็กเล็ก

     โรคฝีดาษลิง🐒เป็นโรคประจำถิ่นในทวีปแอฟริกาที่มีการระบาดมายาวนานกว่า 20 ปี และโรคนี้มีความเสี่ยงสูงต่อเด็กเล็ก ถึงแม้โรคนี้จะยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่คุณแม่ทุกท่านก็ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงเบื้องต้น วันนี้ทางเราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงและแนวทางการรักษาหากลูกน้อยของคุณแม่ติดเชื้อฝีดาษลิงมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️ฝีดาษลิงคืออะไรโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Orthopoxvirus ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับโรคไข้ทรพิษ (Smallpox) พบได้ในสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู🐀 กระรอก🐿️ กระแต เป็นต้น โรคฝีดาษลิงจัดเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic disease)ในทวีปแอฟริกาเพราะมีการระบาดอยู่โดยทั่วไป 🐵สายพันธุ์ของโรคฝีดาษลิงโรคฝีดาษลิงแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ สายพันธุ์แอฟริกากลาง (Congo Basin) มีความรุนแรงมาก ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10%💀 และสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก (West African) มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แรก อัตราการเสียชีวิตต่ำ เพียง 1% ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้การติดต่อของโรคฝีดาษลิง👉การติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์เกิดจากการสัมผัสทางผิวหนัง เช่น ตา จมูก ปาก เป็นต้น หรือสามารถเกิดจากการสัมผัสแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ🦠 การถูกสัตว์ฟันแทะกัดและข่วน หรือแม้กระทั่งการนำเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อมาปรุงอาหารและรับประทาน👉การติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์การติดต่อทางมนุษย์จะเป็นการติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ  การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือจากของใช้ของผู้ติดเชื้อ เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์🤰ที่ติดเชื้อมีโอกาสอย่างมากที่จะแพร่เชื้อสู่ทารกในระหว่างการทำคลอดอาการของโรคฝีดาษลิง✨ระยะที่ 1 : ระยะก่อนออกผื่น  (Invasion Phrase) ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไข้🤒 ปวดศีรษะ อ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้าม จะมีอาการประมาณ 5 วัน และที่สำคัญจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งอาการนี้ใช้เพื่อเป็นการแยกโรคฝีดาษลิงออกจากโรคอีสุกอีใส✨ระยะที่ 2 : ระยะออกผื่น (Skin Eruption Phrase) หลักจากมีไข้แล้ว ผู้ติดเชื้อจะมีผื่นขึ้นเป็นผื่นนูน และกลายเป็นตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง และแตกเป็นสะเก็ดในที่สดุ ผื่นมักเกิดบริเวณใบหน้า👶และแขนขามากกว่าที่ลำตัว สามารถพบได้ที่เยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุตา ในช่องปาก และอวัยวะเพศการรักษาโรคฝีดาษลิง👉รักษาด้วยการรับยาต้านไวรัสเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคฝีดาษลิงได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการโดยผู้ป่วยจะได้รับยาต้านไวรัส💊 เช่น Brincidofovir, Cidofovir หรือ Tecovirimat เป็นต้น👉รักษาด้วยวิธีธรรมชาติโดยธรรมชาติของโรคฝีดาษลิงจะหายได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถดูแลผิวหนังที่ติดเชื้อเบื้องต้นได้โดยการงดแกะเกาผื่น รักษาความสะอาดของแผลไม่ให้อับชื้นเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ และหากมีอาการปวดและเป็นหนอง ควรเข้าพบแพทย์🧑‍⚕️เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด     ถึงแม้โรคฝีดาษลิงจะจัดเป็นโรคที่แนวโน้มการระบาดและอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่คุณแม่ทุกคนก็ไม่ควรมองข้ามโรคนี้ ควรทำความรู้จักกับการรักษาอาการเบื้องต้น เพื่อเป็นการป้องกันลูกน้อยให้ห่างจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ🦠โรคฝีดาษลิงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้

Content Image

หนูเป็นภูมิแพ้ ฮัดชิ่ว!!

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้คนที่เป็นภูมิแพ้ มีอาการจามไอ และอื่นๆได้ รวมถึงลูกน้อยก็เช่นกัน เราจะมีวิธีช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันค่ะวิธีรับมือกับภูมิแพ้✨ล้างมือทุกครั้งที่เข้าบ้านเด็กบางคนอาจแพ้เกสร🌼 หรือ สิ่งอื่นๆที่สัมผัสมา ดังนั้นควรล้างมือทุกครั้งเมื่อถึงบ้าน และควรเปลี่ยนเสื่อผ้าก่อนเข้าห้องนอนเพื่อป้องกันการกระจายของฝุ่นละอองนั่นเองค่ะ ✨อากาศเย็นระวังเป็นภูมิแพ้เมื่ออากาศเย็นขึ้น อาจทำให้ลูกน้อยมีอาการน้ำมูกไหลและจาม โดยเฉพาะเมื่อลูกเพิ่งตื่นควรจะปิดหน้า🪟ต่างเพื่อกันลมหนาวไปก่อนค่ะ✨เช็คค่า Pm2.5พยายามเช็คสภาพอากาศก่อนพาลูกน้อยออกไปข้างนอก หากวันไหนที่มีค่า Pm2.5 สูงก็ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อยู่กลางแจ้งเมื่อป้องกันอากาศภูมิแพ้🤧รวมถึงอย่าลืมให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยหากลูกมีอายุ 2 ปีขึ้นไป✨เลือกช่วงเวลาพาลูกออกจากบ้านคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกออกนอกบ้านในช่วงเช้าของวันเพื่อไปรับวิตาวินดีจากแสงแดดอ่อนๆยามเช้าได้ โดยอาจให้ลูกได้วิ่งเล่นหน้าบ้าน หรือสวนในหมู่บ้าน หรือสนามเด็กเล่น และควรดูว่าจะมีฝนตก🌧️หรือเปล่า เพราะหากลูกเป็นภูมิแพ้ก็จะมีโอกาสป่วยง่ายกว่าเด็กที่ไม่เป็นภูมิแพ้นั่นเองค่ะลองวิธีเหล่านี้✨ยาแก้แพ้สำหรับลูกน้อยยาแก้แพ้ที่มักใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้คือยาแก้แพ้ประเภทยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines)💊 ซึ่งจะช่วยลดอาการจามหรือน้ำมูกไหล และลดอาการคันจากการแพ้ รวมถึงลดสารคันหลั่ง โดยยาต้านฮีสตามีนจะยับยั้งผลของฮีสตามีน ทำให้ช่วยลดอาการแพ้ น้ำมูก และอาการคันได้นั่นเองค่ะ✨ลองทดสอบหาสาเหตุของภูมิแพ้คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อย👶ไปทดสอบหาสิ่งที่ทารกแพ้ได้ เนื่องจากบางคนมีอาการแพ้ แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุการแพ้ที่แน่นอน สามารถทดสอบด้วยการพาลูกไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลเพื่อปรึกษารับการทดสอบโรคภูมิแพ้🤧ว่ามีอาการแพ้อะไรบ้าง การทดสอบอาจมีราคาที่สูง เหมาะกับคนที่ต้องการหาสาเหตุการแพ้ที่แน่ชัดวิธีสังเกตว่าลูกเป็นภูมิแพ้หรือไม่เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและมีอายุประมาณ 2-5 ขวบ อาการภูมิแพ้อากาศมักจะปรากฎให้เห็นชัดเจนขึ้น โดยลูกจะมีอาการคล้ายหวัด🤧 อาจมีอาการนานเกิน 10 วัน หรือ เป็นบ่อยมากแทบจะทุกเดือน โดยหากสังเกตจะพบว่าลูกชอบขยี้จมูกเนื่องจากอาการคันจมูก โดยจะจามหลายๆครั้งติดกันในตอนเช้าและบางคนจะมีอาการคันตา👀ร่วมด้วยซึ่งเกิดจากการแพ้สารปนเปื้อนในอากาศนั่นเองค่ะเมื่อลูกมีอาการภูมิแพ้เป็นระยะเวลานานก็จะกระตุ้นให้ต่อมทอนซิลและดีนอยด์ในช่องคอโตขึ้น ส่งผลให้ลูกหายใจลำบาก โดยเด็ก👶บางคนอาจมีไซนัสอักเสบเรื้อรังด้วยค่ะแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การค้นหาว่าแพ้อะไรและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นก็จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ของลูกได้ค่ะ💙

Content Image

คำนวณ BMI อย่างไร? น้ำหนักส่วนสูงลูก

น้ำหนักและส่วนสูงของเด็กเป็นหนึ่งในข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ปกครองจะสามารถตรวจค่าได้ว่ามี ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในมาตรฐาน หรือไม่ โดยจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ซึ่งหากมีค่าเกินกว่ามาตรฐานนั่นแปลว่าเด็กจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอื่นและโรคอื่นๆด้วยค่ะ BMI คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร?ค่า BMI คืออะไรนะ?น้ำหนักและส่วนสูงของเด็กจะสามารถสังเหตุได้ตั้งแต่เด็กโดยหากทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้มาตรฐานนั่นแปลว่าลูกอาจจะผอมหรืออ้วนเกิน ซึ่งหากปล่อยทิ้งเอาไว้ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ซึ่งค่า BMI ⚖️นี้คืออะไรนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ BMI หรือ Body Mass Index หรือ ภาษาไทยเรียกว่า ค่าดัชนีมวลกายเป็นค่าที่มั่วใช้ทั่วไปเป็นสากลในการวัดขนาดของร่างกาย👦ผ่านการคำนวณ ส่วนสูงและน้ำหนัก ทำให้คำนวณวัดได้ง่ายวิธีการคำนวณค่า BMI และน้ำหนักมาตรฐานของเด็กวิธีการคำนวณค่า BMI💡สามารถทำได้โดยการ นำน้ำหนักของเด็ก (กิโลกรัม) หารด้วย/ ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสองกิโลกรัม/เมตร^2น้ำหนักและส่วนสูงของเด็กตามเกณฑ์มาตรฐาน เด็กเพศชายและเพศหญิงนั้นมีเกณฑ์ในการวัดค่ามาตรฐาน แตกต่างกันและจะต่างกันในแต่ละอายุด้วย เช่น ที่มาของภาพ: babyboxซึ่งหากคำนวณแล้วมี BMI ที่✨< 18.5 แปลว่าอยู่ในเกณฑ์ผอมและมีเสี่ยงต่อโรคค่อนข้างต่ำ✨18.5 – 22.9 แปลว่าสมส่วนได้มาตรฐานมีความเสี่ยงเท่าเด็กปกติทั่วไป✨23 – 24.9 แปลว่าน้ำหนักเริ่มเกินมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น✨25-29.9 แปลว่าอ้วนระดับ 1 มีความเสี่ยงมาก✨> 30 แปลว่าอ้วนระดับ 2 ถือว่ามีเสี่ยงในระดับอันตรายหากBMI เกินเกณฑ์ควรทำอย่างไร?หากตรวจค่า BMI แล้วพบว่าอยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานก็ไม่ควรจะปล่อยไป โดยเรามีข้อแนะนำดังนี้ค่ะ ใช้สื่อเป็นตัวกลางคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้สื่อเป็นตัวกลางให้ลูกเข้าใจความสำคัญของการทานอาหาร🍲และการออกกำลัง และให้ลูกเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายมากขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยขณะที่แสดงวีดีโอ📱การ์ตูนที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพประกอบไปด้วยให้ลูกขยับร่างกาย ทำกิจกรรมแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่จะบังคับให้ลูกไปวิ่งออกกำลังกาย🏃‍♀️เพราะลูกยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังนั้นอาจให้ลูกออกกำลังกายผ่านการเล่นไปก่อน อย่างการวิ่งไล่จับ โดยอาจหาเพื่อนในวัยเดียวกันมาเล่นเป็นเพื่อนก็ได้ค่ะ พยายามให้ลูกทานผักผลไม้การรับประทานอาหารของเด็กสามารถมีผลกับน้ำหนักและส่วนสูงของเด็กโดยตรงดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรให้ลูกทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ รวมถึงให้ทานผัก🥬ผลไม้ด้วยค่ะ 

Content Image

ระวัง! ลูกเหงื่อออกตอนนอน สัญญาณเตือนของโรคร้าย

     อาการลูกเหงื่อออกขณะนอนนั้นเกิดได้จากการที่ร่างกายระบายความร้อนออกมาโดยการขับเหงื่อออกทางรูขุมขนทางผิวหนัง แต่ถ้าหากว่าลูกมีอาการอื่นๆร่วม เช่น นอนกรน นอนกัดฟัน และมีอาการเหนื่อยขณะนอนดูดนม อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอื่นๆที่ ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ4 สาเหตุของสัญญาณเตือนโรคร้ายจากอาการลูกเหงื่อออกขณะนอนหลับ1️⃣ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ทำให้ลูกมีอาการหายใจติดขัด😮‍💨 และอาจมีอาการหยุดหายใจในขณะนอนร่วมด้วย อีกทั้งยำแฝงไปด้วยอาการอื่นๆ เช่น ผิวหนังมีลักษณะสีฟ้าและลูกหายใจดังเหมือนเสียงกรน2️⃣ ภาวะเหงื่อท่วมถึงแม้ว่าลูกน้อยจะนอนหลับอยู่ในห้องนอนแอร์ แต่ลูกก็ยังมีเหงื่อออกมาก อาการเหล่านี้เป็นอาการบ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณแม่เป็นภาวะเหงื่อท่วม😰หรือภาวะหลั่งเหงื่อมากนั่นเอง โดยลูกจะมีเหงื่อออกมากในบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จริงๆแล้วภาวะนี้ไม่ส่งผลอันตรายต่อตัวทารก แต่ถ้าหากคุณแม่กังวลถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น สามารถพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยได้ 3️⃣ โรคไหลตายในทารกโรคไหลตายในทารก (SIDS) เป็นโรคที่ทำให้ทารกมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้ลูกน้อยมีอาการเหงื่อออกและหายใจลำบาก อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกเสียชีวิตได้💀4️⃣ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะมีเหงื่อออกมากกว่าเด็กปกติ โดยเฉพาะอาการเหงื่อออกในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หัวใจ🫀มีการเจริญเติบโตที่บกพร่องตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์วิธีแก้ปัญหาทารกเหงื่อออกขณะนอนหลับ🌡️ปรับอุณหภูมิของห้องนอนคุณแม่สามารถปรับอุณหภูมิภายในห้องนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ร้อน🥵และไม่หนาว🥶จนเกินไป โดยอุณหภูมิที่แนะนำควรจะอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส หากปรับอุณหภูมิให้พอดีแล้ว ก็ไม่ควรห่มผ้าที่หนาเกินไปให้ลูก เพราะลูกอาจจะมีอาการไม่สบายตัวและเหงื่อออกในขณะหลับได้👕ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่สบายคุณแม่ควรเลือกชุดนอนที่มีลักษณะเนื้อผ้านิ่ม บางเบา และลูกสวมใส่รู้สึกสบายขณะนอนหลับ😴 ไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย จึงจะทำให้ลูกไม่มีอาการเหงื่อออก นอนกระสับกระส่าย หรือนอนกรนในช่วงกลางคืน💧ระวังไม่ให้ลูกขาดน้ำอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่คุณแม่ควรให้ลูกดื่มนม🍼และน้ำเปล่าก่อนเข้านอน เพราะถ้าหากลูกได้มีการดื่มนมและดื่มน้ำแล้วจะไม่เสี่ยงต่ออาการขาดน้ำ และน้ำยังจะไปช่วยชดเชยเหงื่อที่เสียไปขณะนอนหลับด้วย     สรุปก็คือคุณแม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ มีเนื้อผ้าที่โปร่งและเบาสบาย ไม่ทำให้เกิดการอับชื้นหากลูกมีอาการเหงื่อออกขณะนอน และควรสังเกตหากลูกมีอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการเหงื่อออก😰ขณะนอนด้วย หากอาการดังกล่าวนั้นมีอาการรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีทันใด

Content Image

ลูกน้อยมีพัฒนาการพูดช้า ทำอย่างไรดี?

หลายๆท่านกำลังมีความกังวลล่วงหน้าว่าหากลูกของเรามีพัฒนาการการพูดที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆจะเป็นอะไรไหม หรือ บางคนอาจกำลังสังเกตว่าลูกของเรากำลังพูดช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งในบทความนี้เราได้นำความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการการพูดช้าในเด็กและวิธีการรับมือมาฝากกันค่ะ พัฒนาการของลูกพัฒนาการของลูกในทุกๆด้านนั้นมีความสำคัญเพราะเป็นการแสดงออกว่ามีปัญหาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ หรือควรเน้นพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ เด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการพูดไว จะเป็นเด็กที่ช่างพูด👄 ผู้ใหญ่จะเอ็นดูแต่ในเด็กบางคนที่มีพัฒนาการการพูดช้า อาจจะพูดคำว่า พ่อ แม่ ป๊า ม๊ายังไม่ได้แม้ว่าจะกำลังหัดเดินแล้ว เด็กบางคนพูดติดอ่าง พูดไม่ชัด หรือพูดไม่รู้เรื่อง😐 ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วยค่ะ ปัญหาการพูดที่พบได้ส่วนใหญ่เมื่อเข้าสู่วัยที่ควรพูดได้แล้ว แต่ลูกยังพูดไม่ชัด พูดติดอ่างหรือไม่พูดเลย แปลว่าอาจมีความผิดปกติในด้านพัฒนาการพูด👄 และการสื่อสาร ซึ่งอันนี้อาจไม่ได้เป็นกับเด็กทุกคนเพราะแต่ละคนก็มีสปีดในการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไป แต่แหล่งข้อมูลจาก สมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการแก้ไขการพูดแห่งประเทศพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่พบได้ในเด็กไทยนั้นมีอยู่ประมาณ 9 ประเภท ดังนี้💡พูดไม่ชัด💡พูดเสียงแหบ💡พูดติดอ่าง💡พูดช้า💡ปัญหาการพูดของคนที่มีความบกพร่องทางสมอง💡กลุ่มดาวน์ซินโดรม💡กลุ่มของเด็กที่มีปัญหาด้านจิตใจ💡กลุ่มออทิสติก💡กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องหูและการได้ยิน ควรทำอย่างไรเมื่อลูกมีพัฒนาการล่าช้า✨ไม่ควรไปคาดคั้นการที่จะช่วยให้เด็กมีความกล้าในการพูด และไม่เป็นปมในใจ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปคาดคั้น❌ เช่น หากลูกมีอาการติดอ่าง และมีการพูดช้า ก็ไม่ควรไปเร่งให้ลูกพูดไว เมื่อลูกถามคำถามก็ให้ตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ หากไปดูลูกลูกก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น😐 เพราะอาจจะไปทำให้ลูกมีปัญหาในการเข้าสังคมได้✨พาลูกปรึกษากับคุณหมอคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปหาคุณหมอ เพื่อทดสอบพัฒนาการ โดยหากลูกน้อยมีพัฒนาการการพูดที่ล่าช้า ก็ไม่ต้องเครียดมากจนเกินไป คุณหมอจะคอยช่วยเหลือและบอกวิธีการที่จะค่อยๆกระตุ้นพัฒนาการด้านการพูดของลูก👄 และช่วยลดความกังวลของผู้ปกครองเองด้วยค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.