Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

สอนลูกแปรงลิ้นขณะแปรงฟัน

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงความสำคัญของการแปรงลิ้น โดยเฉพาะการแปรงฟันสำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงดื่มนม🍼 เพราะคราบนมอาจจะติดอยู่ที่ลิ้นของเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้ทำความสะอาด จะส่งผลต่อสุขภาพปากและฟันของลูกได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีสอนให้ลูกแปรงลิ้นหลังแปรงฟันมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เทคนิคการสอนให้ลูกแปรงลิ้นอย่างไรให้สะอาดการเริ่มทำความสะอาดภายในช่องปากของทารกหรือเด็กสามารถทำได้ทันทีหลังจากที่ลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นมา🦷 คุณแม่ควรค่อยๆสอนให้ลูกรู้จักแปรงลิ้น โดยค่อยๆสอนให้ลูกทำตามอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากลูกทำอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลิ้นของพวกเขาได้รับบาดเจ็บ เทคนิคง่ายๆในที่คุณแม่สามารถสอนให้ลูกแปรงลิ้นเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดี มีดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1️⃣ไม่ควรใช้ที่ขูดลิ้นจนกว่าลูกของคุณจะอายุประมาณ 5 ขวบ คุณแม่อาจเริ่มจากการให้ลูกให้ลูกใช้แปรงขนนุ่มก่อน🪥ข้อที่ 2️⃣เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะเด็ก ๆ มันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งนั่นเป็นผลดีหากคุณมีการทำเป็นแบบอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม🫡ข้อที่ 3️⃣สอนให้ลูกของคุณรู้จักกับลำดับของการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน สอนให้พวกเขาทำความสะอาดลิ้น👅ก่อนแล้วจึงจะแปรงฟันข้อที่ 4️⃣ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณไม่มีการแปรงลิ้นอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้พื้นผิวของลิ้นนั้นได้รับบาดเจ็บได้🩸ข้อที่ 5️⃣สอนให้ลูกของคุณทำความสะอาดแปรง หรือที่ขูดลิ้นหลังจากที่ใช้งาน เพราะการที่ไม่ทำความสะอาดหลังใช้อาจทำให้แบคทีเรีย🦠กระจายไปทั่วปากได้หลังจากหยิบมาใช้งานครั้งต่อไปประโยชน์ของการแปรงลิ้น✨เพื่อการรับรสที่ดียิ่งขึ้นหากลิ้นของลูกเต็มไปด้วยแบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม อาจทำให้ต่อมรับรสที่อยู่เหนือลิ้นนั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้เด็ก ๆ ไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะว่าไม่ได้รับรสชาติที่แสนอร่อยของอาหาร ดังนั้นการทำความสะอาดลิ้น👅จะทำให้พวกเขาสามารถลิ้มรสอาหารได้มากยิ่งขึ้น และสามารถแยกแยะรสชาติของอาหารแต่ละรสได้อย่างแม่นยำ และสามารถทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น เจริญเติบโตได้อย่างสมวัย✨เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปากแบคทีเรีย🦠เป็นต้นเหตุของปัญหาทางช่องปาก เช่น ฟันผุ กลิ่นปาก หรือแม้แต่โรคเหงือกอักเสบ เป็นต้น ซึ่งการทำความสะอาดลิ้นอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการเพิ่มจำนวนแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) มิวแทน (mutans) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ภายในช่องปากของเราได้ เพราะแบคทีเรียเหล่านั้นจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแผ่นฟิล์มสีขาว ทำให้เกิดลิ้นขาว เพื่อทำหน้าที่ปกป้องตัวมันเอง ซึ่งวิธีที่จะขจัดได้คราบขาวเหล่านั้นได้คือการแปรงลิ้นนั่นเอง✨เพื่อเสริมความมั่นใจการมีเศษอาหารติดฟัน มีคราบนมหรือสีของลิ้นที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกเสียความมั่นใจ😥เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียน ดังนั้นการแปรงลิ้นหลังแปรงฟันนั้นสามารถช่วยให้ลิ้นของลูกสะอาด ปราศจากคราบขาว และยังเสริมความมั่นใจให้กับพวกเขาได้✨เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากกลิ่นปาก🙊เกิดมาจากการไหลของน้ำลายที่ลดลง ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสม หากลิ้นไม่สะอาดก็จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียด้วยเช่นกัน ส่งผลทำให้สุขภาพช่องปากของลูกแย่ลง ซึ่งน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถช่วยได้ ดังนั้นการแปรงลิ้นจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำความสะอาดลิ้นได้ดีที่สุด และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ✨เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของระบบในร่างกายแบคทีเรียทุกชนิดล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูก ไม่ใช่เพียงแค่ในช่องปากเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอันตรายต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ หากเกิดเกิดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ผ่านระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นการกำจัดแบคทีเรียจึงไม่เพียงแค่ปรับปรุงสุขภาพภายในช่องปากเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้สุขภาพโดยรวมของลูก👶ดีขึ้นด้วยนั่นเอง     สรุปได้ว่าคุณแม่ไม่ควรละเลยการสอนลูกแปรงลิ้น👅ให้สะอาด เพราะการทำความสะอาดลิ้นนั้นช่วยลดการสะสมของคราบแบคทีเรียที่ติดอยู่ที่ลิ้น และยังช่วยเลิกการเกิดกลิ่นปากได้อีกด้วย แต่ถ้าพบว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก เช่น ฟันผุ และปัญหาช่องเหงือก คุณแม่ควรพาลูกไปปรึกษาทันตแพทย์👨‍⚕️ทันทีเพื่อรับการรักษาได้อย่างตรงจุดนั้นเอง

Content Image

ลูกเล่นซนจนกระดูกหัก ดูแลแบบนี้!

     เด็กที่อยู่ในวัยกำลังซนมักชอบวิ่งเล่นผาดโผดอยู่เสมอ จึงทำให้เกิดอุบัติได้ง่ายหากไม่ระวังระวัง คุณแม่คุณแม่หลายๆท่านจึงมีความกังวลว่าลูกบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม แต่เด็กเล็กนั้นไม่สามารถอธิบายความผิดปกติของตัวเองได้ ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมวิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกน้อยเล่นซนจนกระดูกหัก🦴มาให้คุณแม่ทราบ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะวิธีสังเกตอาการหากลูกกระดูกหักลักษณะอาการที่สังเกตได้เมื่อลูกกระดูกหัก- กระดูกมีลักษณะบิดเบี้ยว ผิดรูปไปจากเดิม หรือโผล่ออกมาจากผิวหนัง- มีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ💥บริเวณที่กระดูกหักขณะเกิดอุบัติเหตุ- ลูกรู้สึกเจ็บเมื่อมีคนมาจับหรือแตะโดน รวมไปถึงจะมีอาการร้องไห้งอแงด้วย😭- มีอาการปวด ฟกช้ำ บวมแดง มีรอยห้อเลือด🩸 และสีผิวบริเวณที่บาดเจ็บเปลี่ยนไป- ลูกรู้สึกชาบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะเส้นประสาทบริเวณกระดูก🦴หักได้รับความเสียหาย- ลูกไม่ยอมขยับส่วนที่บาดเจ็บ เช่น ไม่ยอมเดิน🚶‍♀️ หรือไม่สามารถเหยียดข้อศอกให้ตรงได้ลักษณะการหักของกระดูกมีกี่ประเภท?อาการกระดูกหักแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้1.กระดูกเดาะ มีลักษณะเหมือนกิ่งไม้🎋ที่โดนหัก โดยลักษณะของกระดูกหักเฉพาะด้านที่เกิดแรงปะทะด้านเดียว ส่วนอีกด้านโก่งออกไปตามแรงกด 2.กระดูกหักแบบย่นด้วยแรงอัด เป็นภาวะที่กระดูกถูกอัดจนย่นเข้าหากัน แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ออกจากกัน3.กระดูกโก่งงอไม่มีรอยหัก เป็นกระดูกที่ผิดรูปไปจากเดิม มีลักษณะโก่งงอ และไม่มีรอยแตก เป็นลักษณะของกระดูกที่พบได้ในเด็กวัยรุ่น👨‍🦱มากกว่าเด็กเล็ก4.กระดูกหักบริเวณส่วนปลาย  เป็นลักษณะกระดูกที่หักออกจากกันเป็นสองท่อน โดยเกิดขึ้นที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate) ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนบริเวณส่วนปลายที่ยังไม่เจริญเติบโต หากไม่ได้รับการรักษาทันที🩺 อาจส่งผลให้กระดูกบริเวณนั้น เติบโตได้ช้ากว่าบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายวิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกกระดูกหักเมื่อเลิกเล่นซนจนเกิดอุบัติเหตุทำให้กระดูกหัก คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นไว้ก่อน และควรนำลูกไปรักษาที่โรงพยาบาล🏥ทันที แต่ก่อนจะนำไปส่งโรงพยาบาล คุณพ่อคุณแม่สามารถเรียนรู้วิธีดูแลลูกเบื้องต้นได้ด้วยวิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกกระดูกหักมีดังต่อไปนี้- นำน้ำแข็ง🧊ห่อผ้าไปประคบเย็นบริเวณที่คิดว่ากระดูกหัก หลังจากนั้นยกอวัยวะส่วนนั้นให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทาอาการปวดบวม แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรประคบน้ำแข็งกับเด็กทารกนะคะ เพราะความเย็นจัดของน้ำแข็งอาจทำลายผิวหนังของลูกได้- หากต้องถอดเสื้อผ้าลูก ควรใช้กรรไกรตัด✂️ หรือใช้วิธีฉีกเสื้อผ้าออกดีกว่า วิธีนี้จะเป็นการช่วยไม่ให้ลูกมีอาการเจ็บปวดตรงบริเวณที่กระดูกหัก - หากลูกกระดูกหักที่แขนหรือขา ให้นำวัสดุที่มีลักษณะแข็งแรงมาดาม เช่น ไม้🪵 ลังกระดาษ หรือหนังสือพิมพ์ม้วน เป็นต้น ควรเลือกความยาวของวัสดุให้เลยกว่าบริเวณที่ลูกบาดเจ็บ หลังจากนั้นใช้ผ้าพันรอบ ๆ  ไม่ต้องพันแน่นมาก เพื่อเป็นการลดการเคลื่อนไหว และบรรเทาอาการปวด - หากลูกต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรให้ลูกงดรับประทานอาหาร🍛 ดื่มน้ำ และกินยาทุกชนิด     สรุปก็คือคุณพ่อคุณแม่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ลูกได้ หากลูกประสบอุบัติเหตุทำให้กระดูกหัก แต่หากสงสัยว่าลักษณะกระดูกที่หักนั้นจะมีอาการขั้นรุนแรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันที เพราะการหักของกระดูกอาจส่งผลต่อพัฒนาการร่างกายลูกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่การพัฒนาของกระดูกยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ค่ะ

Content Image

คาร์ซีทเด็ก เลือกยังไงให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก?

     คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาบ้างใช่ไหมคะ🚙 หากลองคิดว่าบนรถยนต์ทุกคันที่เราขับขี่กันในชีวิตประจำวันตามท้องถนนนั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆนั่ง พูดง่ายๆคือที่นั่งอาจไม่ได้เอื้ออำนวยต่อสรีระและขนาดตัวของเด็กๆ ในเด็กเล็กนั้น ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการให้นั่งตักบนที่นั่งที่เดียวกับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น แม้จะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแต่เด็กๆก็ยังมีโอกาสเป็นอันตรายอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่า 'คาร์ซีท' (Car seat) นั้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวค่ะ คาร์ซีทถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท มีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการใช้คาร์ซีทถึงแม้เราจะทราบกันดีว่าคาร์ซีทสามารถลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง และหลายๆครอบครัวก็เริ่มสนใจที่จะใช้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคาร์ซีทนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว บางครัวเรือนจึงอาจแก้ปัญหาด้วยการอุ้มเด็กหรือให้เด็กนั่งตักอยู่ขณะขับขี่ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดหาที่นั่งนิรภัยหรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาทตามกฎหมาย💵 ซึ่งหากเทียบราคาดูแล้ว ยอมลงทุนซื้อคาร์ซีทหลักพันสักตัวหนึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าปรับสูงถึง 2,000 บาทใช่ไหมล่ะคะ👉หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกคาร์ซีทควรเลือกรูปแบบคาร์ซีทให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กที่จะใช้งานเป็นคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ🤝 หากเป็นมือสองให้สังเกตว่าสินค้ามีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบร้าวแตก สายรัดและเข็มขัดยังสามารถใช้งานได้ในสภาพดี ไม่ยืดย้วย ไม่ขาด อายุของสินค้าแม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ไม่ควรเกิน 6 ปีค่ะในกรณีที่ผู้ปกครองใช้พาหนะเป็นรถยนต์ประเภทรถเก๋ง ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณเบาะหลัง ไม่แนะนำให้ติดตั้งบริเวณเบาะด้านหน้าหรือเบาข้างที่นั่งคนขับ🚘 เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีโอกาสที่เด็กจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยค่ะอายุของเด็กมีผลต่อคาร์ซีทที่เลือกสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเมื่อเด็กมีอายุได้ 3 ขวบ 🚼 หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ควรเลือกใช้คาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้าไปทางด้านหลังรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Rear-facing นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นประเภทที่ปรับเอนไปกับที่นั่งได้ค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุได้ประมาณ 2-6 ปี 👶 ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาหน่อย มีน้ำหนักตัวในช่วง 10-25 กิโลกรัม สามารถเลือกใช้คาร์ซีทแบบหันหน้ามาทางหน้ารถได้ หรือที่เรียกว่าแบบ Forward-facing ค่ะ โดยปกติแล้วคาร์ซีทประเภทนี้จะมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยในตัวเอง สามารถใช้ได้ค่ะสำหรับเด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย มีอายุได้ประมาณ 4-12 ปี👦 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทที่หันหน้ามาทางด้านหน้าของรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Booster forward-facing นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วคาร์ซีทรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแบบ Forward-facing ทั่วไป ต่างกันที่บางรุ่นจะมีการเสริมพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Highback-Booster ซึ่งจะเพิ่มความสบายให้เด็กๆเวลานั่ง หรือแบบ Backless-Booster ที่ไม่มีพนักพิงเสริมด้านหลัง แต่สามารถใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เองได้ค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเช่นกัน👧 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทรูปแบบผสมระหว่างหันหน้าและหันหลังได้ เรียกว่าแบบ Combination ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าคาร์ซีทนั้นถือเป็นสิ่งทำเป็นที่ผู้ปกครองที่สัญจรด้วยการขับรถยนต์นั้นต้องมี เป็นปฏิบัติตามกฎหมาย🚏และเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของอุบัติเหตุจากรถยนต์ให้เจ้าตัวน้อยได้ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทความของเราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกคาร์ซีทตามช่วงอายุของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วคุณผู้ปกครองควรเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับสรีระ ความสูง และน้ำหนักของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากอายุที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น มีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยของเราจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงควรเลือกตามความเหมาะสมของลูกเราเป็นหลักค่ะ

Content Image

ภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ

    ปกติแล้วเวลาที่เจ้าตัวน้อยมีไข้🤒และคุณพ่อคุณแม่พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ด้วยรูปแบบอาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ จะเอื้ออำนวยให้แพทย์สามารถระบุสาเหตุจากการเป็นไข้ได้ สาเหตุหนึ่งของการเป็นไข้ก็คือการติดเชื้อก่อโรค🦠ประเภทไวรัส อย่างไรก็ตามยังมีบางกรณีที่แพทย์ไม่สามารถระบุสาเหตุของไข้อย่างชัดเจนได้เช่นกันจนเกิดเป็นภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ ภาวะดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ประเภทของภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ1️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิค🤒 (classic Fever of Unknown Origin หรือ classic FUO)2️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล🏥 (nosocomial Fever of Unknown Origin หรือ nosocomial FUO)3️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดในผู้ป่วยเม็ดเลือด🩸ขาวต่ำ (neutrophil Fever of Unkmown Origin หรือ neutrophil FUO)4️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส🦠 HIV (HIV-associated Fever of Unknown Origin หรือ HIV-associated FUO)คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุเองถูกแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีคำจำกัดหรือหลักเกณฑ์ในการตีความไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปแล้วในเด็กเล็กจะพบไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิคได้ค่อนข้างมาก ในวันนี้บทความของเราจึงขอพูดถึงเพียงไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิคเท่านั้นค่ะคำจำกัดความของภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ👉อุณหภูมิร่างกาย🌡️ของผู้ป่วยสูงขึ้นมากกว่า 38.3 องศาเซลเซียสจากการวัดหลายๆครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย👉มีไข้🤒อย่างต่อเนื่องนานถึง 3 สัปดาห์ในกรณีที่ยังไม่เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล👉เข้ารับการตรวจในร่างกายในโรงพยาบาลแล้วแพทย์👩‍⚕️ก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่แน่นอนได้นานถึง 1 สัปดาห์อาการที่บอกว่าเด็กเป็นไข้👉อุณหภูมิของร่างกายสิ่งแรกที่ถือว่าบ่งชี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คืออุณหภูมิ🌡️ของร่างกายนั่นเองค่ะ หากเด็กมีอุณหภูมิร่างกายสูงถึงประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส ให้คุณพ่อคุณแม่สันนิษฐานไว้ก่อนเลยค่ะว่าเจ้าตัวน้อยกำลังมีไข้🤒👉ร้องไห้งอแงในทารกเด็กจะดื่มนม🍼น้อยลง กระสับกระส่ายเวลานอน แม้จะบอกผู้ปกครองยังไม่ได้แต่จะแสดงอาการร้องไห้งอแง😭ออกมา ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกไม่สบายตัวค่ะ👉มีอาการขาดน้ำเด็กมีอาการเหมือนคนขาดน้ำ😰 ซึ่งก็คืออาการเสียงแหบ ริมฝีปาก👄แห้งนั่นเองค่ะ👉มีอาการท้องเสียเด็กอาจมีอาการถ่ายท้อง💩และอาเจียน🤮ร่วมด้วยค่ะทำอย่างไรหากลูกมีไข้สูงวิธีที่ 1️⃣วิธีที่เห็นผลได้รวดเร็วมากที่สุดก็คือการเช็ดตัวให้เจ้าตัวน้อย ถ้าหากเด็กมีแรงมากพอก็ให้ไปอาบน้ำ🛀ค่ะ เป็นวิธีแรกๆที่ผู้ปกครองควรเลือกใช้ เพราะเด็กที่มีไข้สูงอาจก่อให้เกิดอาการชักเกร็งตามมาได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ให้ลูกรับประทานยาลดไข้💊ควบคู่ ซึ่งก็คือพาราเซตามอลซึ่งถือเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกครอบครัวควรมีติดบ้านเอาไว้นั่นเองค่ะวิธีที่ 3️⃣ให้ลูกสวมเสื้อผ้า🎽ที่ถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายได้ดีวิธีที่ 4️⃣ให้ลูกนอนหลับพักผ่อน😴ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ไม่หนาวจนเกินไปค่ะวิธีที่ 5️⃣สำหรับเด็กที่รับประทานอาหารได้น้อย มีอาการถ่ายท้อง💩และอาเจียน🤮ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือน้ำหวาน🧃เข้าไปทดแทนในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของเรายังมีแรงค่ะ     อันที่จริงแล้วภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุก็มักจะทำให้เจ้าตัวน้อย👶แสดงอาการไม่ได้ต่างจากไข้หวัดทั่วไปมากนัก วิธีการดูแลจึงใกล้เคียงกันและไม่ได้ยากเกินไปสำหรับผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามหากลูกเป็นไข้ และผู้ปกครองสังเกตหรือคาดเดาไม่ได้ว่าเด็กเป็นอะไร ก็ควรเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อน ยังไม่ควรสรุปด้วยตนเองว่าลูกเป็นไข้แบบหาสาเหตุไม่ได้ค่ะ

Content Image

วิธีรับมือลูกติดแท็บเล็ต!

หากปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกรักติดแท็บเล็ตและไม่ยอมปล่อยเลยล่ะคะ โดยเราจะสามารถมีวิธีแก้การติดแท็บเล็ตของลูกได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ วิธีการแก้เมื่อลูกติดแท็บเล็ตให้ลูกทำกิจกรรมอื่นด้วยการที่เด็กติดจอจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนๆ รวมถึงจะทำให้เด็กขาดการเคลื่อนไหว และไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเล่นกับเพื่อนๆ ในชีวิตจริง การโต้ตอบผู้อื่น การออกกำลังกาย🏃 การเล่นกีฬา การวาดรูป ร้องเพลง จึงทำให้ขาดการใช้จินตนาการไปกำหนดเวลาการเล่นอย่างชัดเจนผู้ปกครองควรกำหนดเรื่องของเวลา🕛ในการเล่นที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเล่นได้เมื่อทานข้าวทำการบ้านเสร็จเท่านั้น ซึ่งการกำหนดที่ชัดเจนจะเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบตั้งแต่เด็กๆลองทำวิธีเหล่านี้ให้เวลากับลูกมากกว่าการมองจอหากคุณพ่อคุณแม่อยู่กับหน้าจอมือถือ📱ตลอดเวลาก็จะส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง เป็นผลทำให้ลูกขาดทักษะการเข้าสังคมและทักษะทางด้านภาษา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ลดเวลาในการใช้มือถือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆลง และใช้เวลากับลูกมากขึ้นค่ะคอยดูแลเมื่อลูกใช้แท็บเล็ตเราไม่ควรที่จะปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง เพราะลูกอาจจะกำลังเข้าไปดูอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ หรือ แอบเล่นแท็บเล็ต🤳ก่อนนอนทำให้นอนไม่เต็มที่ รวมถึงอาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากไม่ได้คุยกับใคร ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องคอยชวนคุยและชี้แนะว่าอะไรควรไม่ควรเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าอะไรคือถูกต้องและไม่ถูกต้องแสดงให้ลูกรู้ว่าใครเป็นเจ้าของแท็บเล็ตหากคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูก และซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเล่น ลูกก็จะคิดว่าแท็บเล็ตเป็นของตัวเองและจะแสดงความเป็นเจ้าของ โดยการโกรธ😡 ไม่พอใจ หรือ แสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้เล่น ดังนั้นเราจะต้องบอกลูกให้เข้าใจว่าแท็บเล็ตนั้นเป็นของพ่อแม่ และเป็นเพียงการให้ยืมเล่นเท่านั้น  แท็บเล็ตเหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่?อายุ 1-3 ขวบวัยนี้ยังเป็นวัยที่ไม่เหมาะสมที่จะให้เล่นแท็บเล็ต เพราะเป็นช่วงอายุที่เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา กล้ามเนื้อ การสื่อสาร ดังนั้นเราควรที่จะ ใช้เวลากับลูกในการส่งเสริมทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้ลูกยืน หัดให้ลูกเดิน และสอนคำศัพท์🔤ลูกแทนการให้เล่นแท็บเล็ตอายุ 5-6 ขวบเมื่อลูกอายุ 5-6 ขวบ ผู้ปกครองสามารถใช้แท็บเล็ต📱 ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ แต่ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมง และควรเน้นให้ลูกทำกิจกรรมอื่นๆเช่นการ ร้องเพลง วาดรูป

Content Image

สอนลูกล้างและเช็ดก้นด้วยตนเอง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่นั้น👫 การที่เจ้าตัวน้อยมีสุขอนามัยที่ดีถือเป็นประเด็นที่สำคัญอันดับต้นๆ ในตอนที่เจ้าตัวน้อยยังเป็นเด็ก ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องช่วยดูแล แต่เมื่อลูกๆโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะดูแลความสะอาดของร่างกายตนเอง วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้ปกครองมาดูถึงหนึ่งทักษะที่จำเป็นต่อการรักษาสุขอนามัย🧼ของเด็ก นั่นก็คือการเข้าห้องน้ำ🚽และทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำอย่างถูกวิธีนั่นเอง จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันได้เลยค่ะ💁‍♀️ จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กพร้อมเข้าห้องน้ำเองแล้วปกติแล้ว ในทารกหรือเด็กเล็ก👶จะมีการขับถ่ายรดกางเกงเสมอ จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใส่แพมเพิสให้เจ้าตัวน้อยเพื่อไม่ให้เกิดความเลอะเทอะ แต่เมื่อเด็กมีอายุได้ประมาณ 3 ขวบ หรือบางคนอาจเร็วกว่านั้น เด็กจะเริ่มไม่ชอบใจที่ขับถ่ายรดภายในแพมเพิสตนเอง จนทำให้เกิดความเหนอะหนะ เฉอะแฉะ 💦ไม่สบายตัว โดยอาจแสดงออกผ่านอาการร้องไห้งอแง หรือบอกกับคุณพ่อคุณแม่ตรงๆว่าปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ💩 จากนั้นเด็กจะเริ่มเรียนรู้ที่จะกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ในช่วงอายุประมาณนี้ นอกจากเด็กจะควบคุมการขับถ่ายของตนเอง และสื่อสารถึงความต้องการของตนเองได้แล้ว เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายมากเพียงพอที่จะถอดเสื้อผ้าใส่เสื้อผ้า จึงเป็นช่วงวัยที่ผู้ปกครองควรฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำ🚽ด้วยตนเองค่ะ✨ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนขับถ่าย1.เริ่มตั้งแต่การเตรียมเครื่องแต่งกายให้เจ้าตัวน้อยเลยค่ะ ในระยะแรกของการฝึกให้เข้าห้องน้ำ ควรเลือกให้เด็กสวมเครื่องแต่งกาย กางเกง🩲หรือกระโปรง👗ให้เด็กถอดออกขับถ่ายง่ายและสวมกลับเข้าไปง่าย เนื่องจากเด็กอาจจะยังมีความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อของอวัยวะขับถ่ายได้ไม่ดีนัก หากเสื้อผ้าถอดยากก็อาจจะถอดไม่ทัน สร้างความเลอะเทอะได้ค่ะ2.ลำดับต่อไปจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน🍲ของเด็กค่ะ ควรเลือกให้เด็กรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย อุดมไปด้วยกากใยอาหารเพราะจะทำให้เด็กท้องไม่ผูก ขับถ่ายสะดวกค่ะ3.เตรียมสิ่งแวดล้อมภายในห้องน้ำให้เหมาะสม พื้นบริเวณที่เจ้าตัวน้อยขับถ่ายต้องไม่เปียก💦 เพราะอาจทำให้เด็กลื่นล้ม เกิดอันตรายต่อตนเอง และต้องสะอาด4.เลือกส้วมให้เหมาะสม🚽 ในที่นี้นอกจากเรื่องความสะอาดแล้ว ต้องคำนึงถึงวัสดุและความสูงของส้วมด้วย เพราะเจ้าตัวน้อยไม่สามารถขึ้นไปนั่งส้วมธรรมดาที่สูงกว่าตนเองมากได้เองค่ะ ควรเลือกใช้กระโถนสำหรับเด็กแทนขั้นตอนการฝึกขับถ่ายขั้นตอนที่ 1️⃣ เมื่อเด็กรู้สึกปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ💩 สอนให้เด็กแยกแยะให้ได้ว่าปวดแบบใดคือปวดปัสสาวะ ปวดแบบใดคือปวดอุจจาระ อาจใช้คำสื่อสารให้เข้าใจง่ายๆอย่างคำว่าปวดฉี่หรือปวดอึ ในช่วงแรกเด็กอาจยังไม่เข้าใจ เมื่อเด็กเข้าไปทำธุระโดยมีคุณผู้ปกครองเข้าไปด้วย จะใช้โอกาสระหว่างทำธุระในการสอนก็ได้เช่นกันค่ะขั้นตอนที่ 2️⃣หลังจากขับถ่ายเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ💧หรืออุจจาระ💩 ควรฝึกให้เด็กล้างก้นและอวัยวะเพศด้วยตนเองค่ะ แม้ว่าในระยะแรกคุณผู้ปกครองอาจต้องทำให้เด็กดูหรือพาให้เด็กทำ แต่ก็ควรอธิบายประกอบไปด้วย สำหรับการปัสสาวะนั้นอาจไม่ยากเท่าใดนัก แต่สำหรับการขับถ่ายอุจจาระนั้น ควรสอนให้เด็กเช็ดด้วยกระดาษชำระ🧻จากด้านหน้าหรือส่วนอวัยวะเพศไปด้านหลังหรือส่วนก้น เพื่อไม่ให้อุจจาระปนเปื้อนมาบริเวณอวัยวะเพศ หากมีขันน้ำหรือสายฉีดแทนกระดาษชำระก็จะง่ายขึ้น แต่ควรสอนให้เจ้าตัวน้อยเช็ดบริเวณอวัยวะขับถ่ายให้แห้งเช่นกัน ห้ามสวมกางเกงหรือกระโปรงเข้าไปเลย เพราะจะทำให้บริเวณอวัยวะขับถ่ายอับชื้น อาจเกิดเชื้อรา🦠หรือเกิดการติดเชื้อก่อโรคชนิดอื่นๆได้ค่ะขั้นตอนที่ 3️⃣สอนให้ลูกตรวจสอบการแต่งกายให้เรียบร้อยร้อย ให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนถอดออกค่ะขั้นตอนการฝึกหลังการขับถ่ายขั้นตอนที่ 1️⃣กล่าวชมเชย🗣️เมื่อลูกทำธุระด้วยตนเองสำเร็จเรียบร้อย แม้อาจจะมีข้อบกพร่องไปบ้าง อาจมีความสกปรกเลอะเทอะบ้างแต่ก็ไม่ควรดุ ควรค่อยๆสอน👩‍🏫แทนเพื่อดูพัฒนาการของเด็กในครั้งหน้าค่ะขั้นตอนที่ 2️⃣สังเกตว่าลูกมักอยากขับถ่ายช่วงเวลาประมาณใด🕓 หากสังเกตได้แล้วลองฝึกให้เด็กๆเข้าห้องน้ำตามกิจวัตรที่ตนเองมักอยากขับถ่าย แม้ว่าบางวันในช่วงเวลานั้นอาจยังไม่อยากขับถ่ายก็ได้ แต่ให้เข้าไปนั่งรอไปก่อน เพื่อช่วยสร้างกิจวัตรในการขับถ่ายให้กับเด็กค่ะขั้นตอนที่ 3️⃣สร้างบรรยากาศที่ดีในการขับถ่าย🍃 หากเด็กลองเข้าไปนั่งดูแล้วไม่ปวดก็ไม่บังคับ พยายามอย่าทำให้เด็กเกิดความเครียดไม่ว่าจะก่อนขับถ่าย ระหว่างขับถ่าย จนไปถึงหลังขับถ่าย เพราะจะยิ่งทำให้เจ้าตัวน้อยของเราขับถ่ายไม่ออกไปกันใหญ่ค่ะ   อ่านมาถึงตรงนี้คุณพ่อคุณแม่จะเห็นแล้วนะคะว่าการฝึกให้เจ้าตัวน้อยของเราขับถ่าย🚽ได้ด้วยตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ควรฝึกให้เด็กๆทำก่อนเข้าโรงเรียน🏫อีกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมไปลองฝึกกันนะคะ

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! เผลอนอนทับลูกอาจถึงแก่ชีวิต!

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเคยอ่านเจอข่าวระวังนอนทับลูกดับกันมาบ้างแล้ว ซึ่งรศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้เปิดเผยว่าข่าวที่พ่อแม่นอนทับลูก หรือทารกนอนคว่ำจนเสียชีวิตนั้นยังคงเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่มีวัฒนธรรมการนอนกับทารก👶อย่างใกล้ชิด ซึ่งถูกเผยว่ามีความเสี่ยงทำให้ทารกเสียชีวิตได้มากกว่าทารกที่มีการนอนแยกออกไปมากถึง 40 เท่าปัจจัยความเสี่ยงนอนทับเด็กทารกประเภทบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะนอนทับเด็กทารก คือ✨บุคคลที่อ้วนมากๆ✨ผู้ที่ทายานอนหลับ หรือ ยาที่ทำให้ง่วงอย่างยาแก้หวัด✨ผู้ที่ทายากล่อมประสาท✨ผู้ที่ดื่มสุรา✨เด็กโตที่หลับสนิทและมักจะไม่รู้ตัวท่านอนของทารกพบว่าการจับให้ทารก👶นอนคว่ำนั้นสามารถส่งผลให้เกิดการทับจมูกและปากจนขาดอากาศหายใจได้มากกว่าการจับให้นอนหงายถึง 2-7 เท่า ซึ่งแนะนำว่าหากทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนควรจัดให้อยู่ในท่าหงายเท่านั้นของต่างๆ หากตอนนี้เตียง🛏️ของลูกมีทั้งหมอน ฟูก ผ้าห่ม มุ้งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดอาการหายใจและเสียชีวิตได้ค่ะป้องกันอย่างไรได้บ้าง?หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบก็ยังไม่ควรให้นอนบนเตียงของผู้ใหญ่ โดยควรนอนเตียงเด็กที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากจำเป็นจะต้องนอนด้วยกัน ควรนอนให้ห่างกับผู้ใหญ่ 1 ช่วงแขน ซึ่งจะต้องไม่มีช่องระหว่างเตียง🛏️กับกำแพงมากกว่า 6 เซนติเมตร เพราะอาจเสี่ยงทำให้คอ ขา หรือแขนรอดเข้าไปและเกิดการกดทับได้วิธีจัดที่นอนตามอายุของลูกการจัดที่นอนให้ทารกแรกเกิด - 12 เดือนทารกแรกเกิด – 12 เดือน เป็นวัยที่บอบบางที่สุด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยดูไม่ให้คลาดสายตาได้👀 เพราะอาจเกิดอันตรายกับลูกตอนไหนก็ได้ โดยควรจับแยกที่นอนมาอยู่ด้านข้างคุณพ่อคุณแม่ แต่ไม่ควรให้นอนใกล้จนเกินไป ระยะห่างประมาณเอื้อมมือถึง หากให้ลูกนอนเตียงแยก ควรจะซื้อที่กั้นที่มีซี่ห่างน้อยกว่า 15 เซนติเมตร โดยเตียงนอนควรสูงประมาณ 2 ฟุต รวมถึงไม่ควรนั่งอุ้มจนหลับ เพราะอาจเผลอทำลูกหลุดมือ✋ได้นั่นเองค่ะการจัดที่นอนให้เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปการจัดที่นอนนั้นจะต้องมีที่กั้นเป็นแนวตรงและไม่ควรมีระยะห่างของซี่เกิน 15 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องไม่คมและมีความแข็งแรงเพราะน้องจะเริ่มมีแรงเขย่าราวและทำให้ตกจากเตียงได้ค่ะโดยเบาะจะต้องมีความพอดีกับเตียง🛏️โดยหากเกิดเหตุการฉุกเฉินน้องไม่หายใจให้กดบริเวณทรองอก สันอก สลับกับการเป่าปาก หรือจมูก และโทรเรียกตามหน่วยฉุกเฉิน 1699 ☎️เพื่อส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด (ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์)

Content Image

6 ลักษณะอาการเท้าคด เท้าผิดรูปของเด็ก

     ลักษณะอาการที่คุณแม่ควรสังเกตในทารกคือ อาการเท้าคด🦶 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทารกบางรายอาจมีอาการคั้นรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้การผ่าตัดในการรักษา บทความนี้ได้รวบรวม 6 ลักษณะอาการของทารกเท้าคดและวิธีรักษามาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️อาการเท้าคด เท้าผิดรูปมีสาเหตุมาจากอะไร?👉เป็นผลมาจากหลายๆสาเหตุอาการเท้าคด เท้าผิดรูป เท้าบิดด้านใน ล้วนมีสาเหตุที่แตกต่างออกกันไป จะสามารถระบุได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปสาเหตุมักมาจาก กรรมพันธุ์🧬 ระบบประสาทและสมอง🧠ผิดปกติ การผิดรูปของกระดูกเท้า หรือแม้กระทั่งการผิดปกติต่างๆในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ 6 ลักษณะอาการทารกเท้าคด เท้าผิดรูป และวิธีการรักษา1️⃣โรคเท้าโค้งลักษณะอาการของโรคท้าวโค้งจะ สามารถสังเกตจากส่วนครึ่งหน้าของเท้าโค้งเข้า หากลูกมีอาการเท้าโค้งที่ไม่มากก็จะสามารถดัดให้ตรงได้ และอาการนี้จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อลูกมีอายุ 6-12 เดือน👶 แต่ในกรณีที่ทารกมีอาการเท้าโค้งขั้นรุนแรง คุณแม่ควรพาทารกไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไว้นานอาจจะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องทำการผ่าตัด2️⃣นิ้วเท้าติดกันอาการนี้จะมีลักษณะที่เท้าของทารกอยู่ชิดติดกันโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ฟังดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อตัวทารกสักเท่าไหร่ แต่ความจริงนั้นเป็นอาการที่ไม่ควรปล่อยเอาไว้🙅‍♀️ เพราะอาจเสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อโรค🦠ได้ เนื่องจากบริเวณร่องเล็กๆระหว่างนิ้วเท้านั้นอาจทำความสะอาดได้ยาก คุณแม่ควรนำทารกไปปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการผ่าตัดแยกนิ้วเท้าออกจากกันค่ะ3️⃣เท้ากระดก บิดออกด้านข้างลักษณะอาการของโรคนี้จะสังเกตได้จากลักษณะของเท้าจะวางแนบไปกับกระดูกบริเวณหน้าแข้ง🦵 ซึ่งพบได้มากในทารกที่เป็นครรภ์แรกของคุณแม่🤰  แพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดมาจากการที่มดลูกของคุณแม่ไม่เคยขยายตัวมาก่อน และเมื่อมีการเจริญเติบโตของทารกภายในครรภ์ ทารกจะใช้เท้าดันมดลูกจนทำให้เกิดอาการเท้ากระดกนั่นเองค่ะ โดยปกติอาการเท้ากระดกสามารถหายได้เองเมื่อทารกมีอายุ 1-2 เดือน แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น คุณแม่ควรนำทารกไปรักษากับแพทย์ทันทีค่ะ 4️⃣เท้าบิดเข้าด้านในลักษณะอาการเท้าบิดเข้าด้านใน นั้นเกิดจากความผิดปกติของกระดูก🦴 คุณแม่ควรพาลูกไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาจุดกระดูกที่ทำให้เกิดอาการนี้ โดยทั่วไปอาการนี้มักแสดงในช่วงที่เด็กอายุ 2-4 ปี เด็กจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ แต่จะแสดงออกมาในลักษณะการเดินที่ไม่เหมือนกับคนปกติ โดยทั่วไปอาการเท้าบิดเข้าด้านในสามารถหายได้เอง ควบคู่กับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ แต่ถ้าหากรักษาไปจนถึงลูกอายุ 7-8 ปีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดค่ะ5️⃣นิ้วเท้าเก เท้าเอียงคุณแม่จะสังเกตได้ว่านิ้วเท้าของลูกจะเกและงุ้ม ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงเด็กแรกเกิด และอาการจะค่อยๆบรรเทาลงเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น อาการนี้มักเป็นผลมาจากพันธุกรรม🧬 และไม่ส่งผลเสียใดๆต่อตัวทารก แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าลูกมีปัญหาในการเดิน🚶‍♂️ สามารถเข้ารับการผ่าตัดโดยทางทีมแพทย์ได้ทันทีค่ะ6️⃣จำนวนนิ้วเท้าเกินหรือน้อยกว่าปกตินิ้วเท้าเด็กปกติจะมีจำนวน 5 นิ้ว แต่ทารกบางคนอาจจะเกิดมามี 4 นิ้วหรือมี 6 นิ้ว ซึ่งโดยทั่วไปไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต เพียงแต่อาจจะทำให้ทารกรู้สึกนิ้วเบียดเวลาใส่รองเท้า🥾 ซึ่งวิธีแก้ปัญหาอาการนี้คือการเลือกซื้อรองเท้าหัวกว้างให้ลูกใส่ หรือเข้ารับการผ่าตัดโดยแพทย์     อาการดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังส่งผลต่อรูปเท้าของเด็กอีกด้วย เช่น โรคเท้าปุก หากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการถึงขั้นรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น เดินไม่ได้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

Content Image

ฟันของหนูขึ้นครบหรือยังน้า?

ฟันน้ำนมแท้จริงๆแล้วมีกี่ซี่? แล้วลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มมีฟันขึ้นเมื่อไหร่ และขึ้นครบตอนช่วงใด? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะความสำคัญของฟันน้ำนม✨ ฟันน้ำนมมีความสำคัญอย่างไร?คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจมีความเข้าใจผิดและคิดว่าฟันน้ำนมไม่ต้องดูแลดีก็ได้เพราะเดี๋ยวก็จะหลุดออกไปและมีฟันแท้ขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็ค่อยดูแล แต่จริงๆแล้วเราควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเลยค่ะฟันน้ำนม🦷สำคัญสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นฟันที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร หากไม่มีฟันน้ำนม หรือฟันหลุดเร็วเกินไปจะทำให้เด็กบดเคี้ยวไม่ละเอียด จนเกิดอาการท้องอืดได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากของลูกน้อยด้วยการแปรง🪥ฟัน อีกทั้งยังป้องกันปัญหาฟันผุได้ด้วย✨ จะเกิดอะไรขึ้นหากฟันน้ำนมหลุดเร็วไป?ฟันน้ำนมเป็นฟันที่จะขึ้นก่อนฟันแท้🦷 ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับฟันน้ำนมเพราะหากฟันน้ำนมหลุดเร็วเกินไป จนฟันแท้ขึ้นไม่ทัน ลูกน้อยอาจจะมีปัญหากับการเคี้ยวอาหาร ไปจนถึงความมั่นใจในการพูดและออกเสียงฟันน้ำนมมีกี่ซี่ เริ่มขึ้นกี่ขวบและครบตอนกี่ขวบ✨ ฟันน้ำนมมีทั้งหมดกี่ซี่?ฟันน้ำนมมีทั้งหมด 20 ซี่ แบ่งออกเป็นฟันบน 10 ซี่ และฟันล่างอีก 10 ซี่ โดยฟันจะเริ่มขึ้นในทารกที่มีช่วงอายุ 5-6 เดือน เริ่มจากฟันหน้าด้านล่าง ตามด้วยฟันหน้าด้านบน🙂✨ จากนั้น..จะทยอยขึ้นฟันกรามและฟันเขี้ยว จนครบ 20 ซี่ ซึ่งระหว่างนั้น ฟันน้ำนมก็จะค่อยๆหลุดและมีฟันแท้🦷จะขึ้นมาแทนที่ โดยฟันแท้มีทั้งหมด 32 ซี่ จะมีฟันกรามบริเวณขากรรไกรเพิ่มขึ้นมา โดยฟันจะขึ้นมาครบทั้งหมดตอนเด็กอายุ 10 -12 ขวบวิธีดูแลฟัน✨ยังไม่มีฟันเลยจะเป็นช่วงแรกเกิดจนลูกอายุ 6 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ผ้าชุบน้ำต้มสุกเช็ดบริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม และลิ้น เพื่อทำความสะอาดช่องปากของทารก วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและก่อนนอน🙂 ✨เริ่มมีฟันแล้วหากฟันของทารกยังขึ้นไม่เยอะมาก ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถใช้วิธีการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดได้ แต่เมื่อฟัน🦷เริ่มขึ้น ในช่วง 1 - 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องแปรงฟันให้ลูก วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและก่อนนอน✨มีฟันแล้ว จับแปรงเป็นเมื่อเด็กสามารถจับแปรงสีฟัน🪥 เองได้ ช่วง 3 ขวบขึ้นไปถึง 5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้ลูกแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้า และก่อนนอน และสำรวจช่องปากของลูก หากยังไม่สะอาด คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องแปรงซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันฟันผุ หรือสูญเสียฟันก่อนวัยอันควร🙂เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเจ้าตัวน้อย เมื่อทราบความสำคัญแล้วก็อย่าลืมใส่ใจสุขภาพปากและฟันของลูก และพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างเป็นประจำเพื่อนสุขภาพฟันที่ดีนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.