Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ10-12 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

ทำยังไงดี? เมื่อลูกไม่ชอบสระผม

     คุณแม่หลายๆท่านคงจะประสบกับปัญหาลูกงอแง😭และวิ่งหนีเมื่อต้องสระผม และกำลังมองหาเคล็ดลับวิธีที่ช่วยให้ลูกยอมสระผมและรักการสระผม บทความนี้ได้รวบรวมประโยชน์ของการสระผมและเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ลูกน้อยของคุณแม่ยอมสระผม เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการสระผมสำหรับเด็ก✨ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกบนศีรษะการสระผม เป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนศีรษะออก👶 ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อหรือฝุ่นต่างๆที่เกาะอยู่บนเส้นผม ซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์🙊บนหนังศีรษะ เมื่อสระผมเสร็จแล้วเส้นผมของลูกก็จะมีกลิ่น เงางาม และน่าสัมผัส✨ช่วยให้ผ่อนคลายวิธีที่ช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายได้มากที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการสระผมนั่นเองค่ะ ยิ่งคุณแม่สระผมด้วยแชมพู🧴ที่อ่อนโยนและมีกลิ่นหอมจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกสดชื่น🥰 และผ่อนคลายได้อย่างมาก เพราะเมื่อหนังศีรษะสะอาดแล้วจะทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกเบาหัวนั่นเองค่ะเคล็ดลับทำให้ลูกยอมสระผม👉ใช้หมวกสำหรับสระผมการใช้หมวกโฟมสำหรับสระผมจะช่วยป้องกันแชมพูไหลเข้าตาเด็ก ซึ่งหากแชมพูไหลเข้าตา👁️เด็กอาจทำให้ลูกรู้สึกแสบตาได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกถึงไม่ชอบสระผมนั่นเองค่ะ👉เล่านิทานให้ลูกฟังคุณแม่สามารถเล่านิทาน📕เกี่ยวกับเรื่องการสระผม เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในนิทาน จะเป็นการทำให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินและคล้อยตามได้ง่าย จนยอมสระผมนั่นเองค่ะ👉ให้ความสำคัญกับอุณหภูมิน้ำการที่คุณแม่ปรับอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะสมจะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น🛀 โดยอุณหภูมิที่แนะนำจะอยู่ระหว่าง 37 ถึง 38 องศาเซลเซียส🌡️ ถือว่าเป็นอุณหภูมิน้ำที่ไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไปค่ะ👉สร้างบรรยากาศให้ดี การที่ในห้องน้ำมีบรรยากาศที่ดี เต็มไปด้วยของเล่น🐥มากมาย ทำให้ลูกรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกว่าการสระผมนั้นน่าสนุก🥳 ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด👉ใช้แชมพูสูตรสำหรับเด็กแชมพู🧴ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณแม่ควรพิจารณาใช้สำหรับลูก คุณแม่ควรเลือกใช้แชมพูที่ปลอดภัยต่อหนังศีรษะเด็ก เพราะหนังศีรษะเด็กนั้นมีความเซนซิทีฟ จึงจำเป็นต้องเลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนสำหรับลูกค่ะ และยังต้องปราศจากส่วนผสมที่เป็นอันตราย อย่างเช่น พาราเบน,น้ำหอม และ SLS เป็นต้น  เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อดวงตา👁️และหนังศีรษะของลูกค่ะ     ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็สามารถประยุกต์ใช้วิธีเหล่านี้เพื่อเป็นการทำให้ลูกน้อยรู้สึกสนุก🥳กับการสระผมได้มากขึ้นและไม่กลัวการสระผมอีกต่อไป อีกทั้งคุณแม่ควรใส่ใจกับการเลือกแชมพูเด็กที่เหมาะสำหรับลูกน้อย👶ด้วยนะคะ

Content Image

อุแง้ หนูไม่อยากกินข้าว

เมื่ออายุครบ 1 ขวบ ลูกน้อยจะเริ่มเรียนรู้ที่จะปฏิเสธหรือคายอาหาร ซึ่งเป็นสัญชาติญาณตามธรรมชาติ ที่เอาไว้ป้องกันตัวเองจากอาหารที่มีสารพิษ แต่ก็อาจมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ลูกคายอาหารด้วย จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ เหตุผลที่ทำให้ลูกไม่ยอมทานข้าว✨มีการแพ้อาหารลูกอาจมีอาการแพ้ ไข่🥚 นม ถั่วเหลือง อาหารทะเล โดยอาจมีอาการปวดท้อง มีผื่น อาเจียน อาการแพ้เหล่านี้เกิดได้ถึง 8% ของเด็กเล็กเลยค่ะ✨ลูกเลือกกินบางคนมีไม่ยอมทานอาหาร🍲 เพราะไม่ชอบรส กลิ่น หรือรสสัมผัสของอาหาร ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของลูกว่าชอบทานหรือไม่ชอบทานอะไร โดยส่วนมากจะเกิดกับเด็กที่ไม่ค่อยได้ลองทานอะไรใหม่ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย จึงทำให้เลือกกิน✨ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เด็ก👶บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการกิน เช่น อาจปวดท้อง หรือ ดูด เคี้ยวอาหารไม่ถนัด รู้สึกพะอืดพะอมเมื่อเห็นอาหารปริมาณมากวิธีทำให้ลูกอยากทาน✨ลองให้ทานข้าวเองเมื่ออายุ 9 เดือน ทารก👶จะเริ่มใช้มือหยิบอาหาร โดยคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารเอง แล้วคอยสังเกตว่าลูกทานอื่มประมาณไหน✨ชมลูกเมื่อลูกทานข้าวลองชมลูกน้อยเมื่อลูกยอมทานอาหารใหม่ๆ🍲 ที่นำมาให้ ลูกจะมีกำลังใจและรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจดูสิ่งที่ตัวเองรับประทานอยู่✨ไม่บังคับหรือทำโทษการบังคับไม่ใช่คำตอบ ยิ่งบังคับลูกก็จะยิ่งเครียดและไม่อยากทานข้าว ไม่ควรทำโทษแต่ควรให้เวลากับลูกในการทำความคุ้นเคยกับอาหารจานใหม่ของเขา สร้างบรรยากาศให้อยากกิน✨จัดเตรียมอาหารให้น่ากินลองจัดจานอาหารให้มีสีสีนน่าดึงดูด ลองทำเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น หัวใจ ดาว⭐ ตัวการ์ตูน จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกอยากทานขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ✨ทานอาหารร่วมกันลองให้ลูกทานอาหาร🍲ร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว จัดจานชามให้มีสีสัน หรืออาจให้ลูกได้ร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ จะช่วยให้ลูกอยากรับประทานอาหารตามเพื่อนนั่นเองค่ะ ✨ตรงเวลาคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ตรงเวลา🕐และให้ในสถานที่ที่จัดไว้ น้องจะเริ่มเคยชินกับเวลาที่ควรทานอาหารนั่นเองค่ะอาหารเสริมที่จำเป็นเมื่อลูกไม่ยอมกินข้าวจริงๆแล้ว เด็กเล็กไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริม💊หากเขารับประทานอาหารและได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่หากการไม่ยอมทานข้าวของลูกทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ คุณพ่อคุณแม่อาจจำเป็นจะต้องให้ลูกทานอาหารเสริมที่ได้รับจากคุณหมอซึ่งลูกอาจจะต้องได้รับธาตุเหล็กเสริม เมื่อลูกไม่รับประทานปลา🐟 เนื้อสัตว์ หรือผักจึงจำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย รวมถึงอาจได้รับวิตามินดี ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทำให้มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴ของลูกอีกด้วยค่ะ

Content Image

ลูกติดมือถือ เสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม!

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับภาวะหรืออาการออทิสติกมาบ้างใช่ไหมคะ แต่สำหรับคำว่า 'ออทิสติกเทียม' นั้นเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ เรียกว่าพึ่งมาให้เราได้เห็นกันในช่วงที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดซึ่งก็คือปัจจุบันนั่นเอง วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับภาวะออทิสเทียมให้มากขึ้นกัน ไปเริ่มกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะออทิสติคเทียมเบื้องต้นภาวะออทิสติกนั้นสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า 'พฤติกรรมคล้ายออทิสติก' นั่นก็หมายความว่าผู้ที่กำลังประสบกับภาวะนี้ไม่ได้กำลังเป็นออทิสติกจริงๆ และผู้ที่เป็นภาวะนี้มักจะเป็นเด็ก ทำให้เราสามารถให้ความหมายกับภาวะออทิสติกเทียมได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านการสื่อสาร🙊กับผู้อื่น สาเหตุคือการที่พ่อแม่ขาดการปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับลูก ปล่อยลูกทิ้งไว้กับอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 มากเกินไป โดยปกติการสื่อสารจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากสองทาง นั่นคือผู้ให้สารกับผู้รับสาร เจ้าตัวน้อยต้องได้รับสารและได้ตอบโต้ แต่การที่ลูกได้รับสารจากการเล่นเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสาร ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนรอบตัวจึงต่ำหรืออาจทำไม่ได้เลยนั่นเองค่ะต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร?ภาวะหรือโรคออทิสติกธรรมดาหรือออทิสติกแท้นั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการสมอง🧠ของเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกค่ะ ถึงแม้ว่าลักษณะของอาการนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันทั้งออทิสติกแท้และออทิสติกเทียม แต่หากเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นถูกกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอย่างเหมาะสมนั้น แม้จะเป็นการกระตุ้นในระยะเวลาสั้นๆก็จะสามารถหายจากภาวะดังกล่าว กลับมามีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมอย่างเหมาะสมได้ค่ะ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมและอาจต้องการการรักษาในเชิงการใช้ยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพิ่มเติม จึงจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ค่ะอาการออทิสติกเทียม vs ออทิสติกแท้เด็กที่เป็นออทิสเทียมจะเรียกไม่หัน ไม่สนใจเสียงเรียกอย่างชัดเจน ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจะบกพร่องในการเข้าสังคมไปเลย ซึ่งอาจหมายถึงไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเช่นเดียวกัน😶 หรืออาจปฏิสัมพันธ์ได้อย่างไม่เหมาะสมค่ะเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมจะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ปกติ🤓 แต่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้มีโอกาสที่จะบกพร่องทางด้านสติปัญญาเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมนั้นมักจดจ่ออยู่กับแค่เครื่องมือสื่อสาร📱ที่ผู้ปกครองทิ้งไว้ให้เล่นด้วย ทำอะไรซ้ำๆ พูดตามสื่อที่กำลังดูซ้ำๆ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้จะไม่ค่อยมีพฤติกรรมดังกล่าวค่ะป้องกันภาวะออทิสติกเทียมในเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣ คุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧คนอื่นๆควรมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย🗣️ หรือการเล่นด้วย ทำกิจกรรมด้วยก็ได้ทั้งนั้นค่ะ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กด้วยการสื่อสารแบบสองทาง ได้ทั้งรับสารและได้โต้ตอบกับผู้คนจริงๆ หากเด็กโตประมาณหนึ่งนั้นสามารถส่งเสริมการพูดคุยกับผู้คนภายนอกครอบครัวเพิ่มเติมด้วยได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ไม่ทิ้งลูกให้อยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 อาจไม่ถึงกับเป็นการหักดิบบังคับไม่ให้ลูกเล่นไปเลย🙅‍♀️ แต่เป็นการเล่นแบบมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จะเป็นการเล่นไปพร้อมกับลูกก็ได้ค่ะ จะได้ตรวจสอบว่าสื่อที่เด็กกำลังเสพนั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีการพูดคุยกับลูกไปด้วยได้ อีกทั้งยังควรมีการกำหนดระยะเวลาการเล่นต่อวันให้ชัดเจน ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าภาวะออทิสติกเทียมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย ในยุคที่มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧หรือผู้ปกครองที่จะต้องมีเวลาให้เจ้าตัวน้อยค่ะ

Content Image

โรคลมชักในเด็ก

     หากพูดถึง “โรคลมชัก”🫨 คุณผู้อ่านหลายท่านอาจเคยผ่านหูผ่านตากับคำนี้มาบ้างใช่ไหมคะ แต่หากถามถึงสาเหตุและอาการอาจจะนึกภาพได้ไม่ชัดเจนมากนัก วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกัน เพราะโรคลมชักนับเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรเฝ้าระวังในเจ้าตัวน้อยเลยค่ะ💁‍♀️โรคลมชักคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรอันที่จริงแล้ว การที่เราสามารถรับรู้และตอบสนองถึงสิ่งรอบตัวได้นั้น เกิดจากการทำงานระหว่างสารเคมีประเภทหนึ่งในร่างกายของเราที่เรียกว่า “สารสื่อประสาท”🧠 ค่ะ บางกรณีสารสื่อประสาทก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของสารเคมี แต่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า⚡️แทน โดยสัญญาณไฟฟ้านี้สามารถเกิดได้กับเซลล์ประสาททั่วร่างกายรวมถึงสมองด้วย หากการรับส่งสัญญาณไฟฟ้านี้มีความผิดปกติ ก็จะเป็นสาเหตุของโรคลมชักที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ได้ค่ะ ความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้านี้จะทำให้เด็กเกิดอาการชักเกร็ง🫨โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเร้ามากระตุ้นค่ะ อันที่จริงแล้วโรคลมชักนั้นสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย รวมถึงระยะที่เด็กยังอยู่ในท้องคุณแม่🤰เลยค่ะสัญญาณบ่งบอกของโรคลมชักในเด็กสำหรับสัญญาณบ่งบอกนั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาณไฟฟ้า⚡️ที่ผิดปกตินั้นเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนไหนของสมอง แต่หากจะต้องจำแนกเพื่อให้สังเกตได้ง่าย จะสามารถจำแนกกลุ่มอาการได้ดังนี้ค่ะ💫เด็กมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ คำว่าปกติในที่นี้หมายถึง อาจดูอ่อนแรงหรือรุนแรงกว่าปกติ มีอาการหายใจ😮‍💨ถี่และเสียงดัง📢ควบคู่ จนไปถึงมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งค่ะ และเมื่อชักจะไม่รู้ตัว เมื่อหายจากอาการชักจะจำไม่ได้ว่าตนเองชักค่ะ💫เด็กมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการเหม่อลอย😶 เรียกแล้วไม่หัน ไม่รู้สึกตัว มีการตอบสนองในด้านการดมกลิ่น👃และการได้ยิน👂ที่ผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเช่นนี้ส่งผลให้เด็กดูมีบุคลิกที่ทำอะไรช้า ลังเล มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะสาเหตุของโรคลมชักในเด็ก👉เด็กมีความผิดปกติระหว่างการพัฒนาระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬อีกทีค่ะ👉คุณแม่อาจมีภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์🤰 ระหว่างคลอด รวมไปถึงหลังคลอด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง👉เด็กมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ ง่ายต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠บางประเภท ที่มีผลเสียโดยตรงต่อการทำงานของสมอง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงหลังติดเชื้อประเภทนั้นก็ได้ค่ะ👉เด็กอาจมีก้อนเนื้องอกอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่มีมาตั้งแต่ช่วงพัฒนาสมองตอนอยู่ในท้องคุณแม่🚼👉เด็กอาจมีภาวะหลอดเลือดในสมอง🩸🧠อุดตันควบคู่ไปด้วย เป็นอาการลมชักที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้อย่างชัดเจนค่ะอาการที่เกิดขึ้นขณะเป็นลมชัก✨เด็กชักในลักษณะที่ชักทั้งตัว โดยเด็กจะมีอาการชักกระตุกมากกว่า 2-3 นาทีเลยทีเดียวค่ะ⏰✨เด็กจะชักในลักษณะที่เรียกว่าอาการชักเหม่อ😶 ลักษณะอาการก็จะตามชื่อเลยค่ะ คือเด็กจะมีอาการเหม่อหรือหยุดนิ่งไปประมาณครึ่งนาทีแล้วจู่ๆจะกลับมาเป็นปกติเองวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น▶️ผู้ปกครองหรือสมาชิกท่านใดที่อยู่ใกล้เด็กมากที่สุดควรรีบตั้งสติ แล้วจัดแจงพื้นที่ให้เด็กอยู่ในที่โล่ง อากาศถ่ายเท🌬️ จับเด็กนอนราบแล้วพลิกตัวให้เด็กนอนตะแคงเพื่อป้องกันอาการสำลัก▶️สำรวจว่าเสื้อผ้า🎽ของเด็กรัดแน่นไปหรือไม่ ถ้ารัดไปให้พยายามคลายออกให้สะดวกต่อการหายใจของเด็กมากที่สุด▶️ห้ามนำอะไรเข้าปาก🙅‍♀️👄เด็กระหว่างชัก ไม่ต้องพยายามนวดบีบหรือทำอะไรที่ฝืนอาการชัก▶️โทรเรียกรถพยาบาล🚑เพื่อนำตัวเด็กไปให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเร็วที่สุดค่ะ     โรคลมชักนั้นมีการแสดงออกของอาการในระดับที่น้อยจนไปถึงมาก หากเป็นการแสดงออกในระดับที่น้อย ผู้ปกครองหรือคนรอบตัวเด็กมักจะมองไม่เห็นหรือมองข้ามอาการตามที่กล่าวมา เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กได้รับการรักษาที่ล่าช้า ส่งผลให้อาการลมชักของเด็กรุนแรงได้ในอนาคตค่ะ ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตบุตรหลานของตนเอง👶 หากมีอาการหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติควรรีบพาไปเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️อย่างรวดเร็วที่สุดค่ะ

Content Image

ระวัง! อาการเชื้อราในปากทารก

     เชื่อว่ามีคุณแม่หลายๆท่านคงสังเกตเห็นคราบสีขาวในปากทารก คราบนี้เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ถ้าหากว่าทารกมีคราบขาวนี้อยู่ในปากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพลูกไหม? วันนี้เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คราบสีขาวในปากทารกเกิดจากอะไร?🦠เกิดจากการติดเชื้อราเชื้อราในช่องปากทารก เป็นลักษณะคราบสีขาวคล้ายกันฝ้า เกิดจากการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) โดยปกติแล้ว เชื้อชนิดนี้จะอาศัยอยู่ที่บริเวณผิวหนังของมนุษย์ เช่น คอ ลิ้น ปาก👄 กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก ต่อมทอนซิล เพดานปาก ช่องคลอด และลำไส้ เป็นต้น ซึ่งเชื้อราชนิดนี้ไม่ก่ออันตรายต่อร่างกาย แต่สามารถแพร่กระจายไปยังร่างกายส่วนต่างๆได้  เช่น แพร่ไปที่หัวใจ🫀 ไต กระแสเลือด สมอง เป็นต้นวิธีสังเกตอาการเมื่อลูกติดเชื้อรา✨ทารกมีคราบสีขาวเกิดขึ้นในบริเวณปาก คราบสีขาวคล้ายฝ้าจะเกิดได้หลายบริเวณในช่องปากทารก เช่น ในกระพุ้งแก้ม ลิ้น👅 เหงือก เพดานปาก และต่อมทอนซิล เป็นต้น✨ทารกมีแผลในช่องปากทารกจะมีความรู้สึกเจ็บ ร้องงอแง😭 ไม่ยอมกินนม จากอาการเป็นแผลในช่องปาก จนอาจทำให้น้ำหนักลดลงได้ และในบางรายอาจจะมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย✨ทารกปากแห้งและปากแตกคุณแม่จะสังเกตได้ว่าทารกหงุดหงิดง่าย มาจากการที่มีอาการปากแห้ง และในบางรายอาจรุนแรงถึงขึ้นมีอาการปากแตกที่มุมปาก🫦ร่วมด้วยเช่นกัน✨อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากโรคเชื้อราในปากหากเป็นเด็กปกติทั่วไปที่ติดเชื้อราในปาก อาจไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ แต่หากเป็นเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือจำเป็นต้องรักษาด้วยการให้อาหารทางสายเลือด อาการเชื้อราอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือด🩸 จนนำไปสู่โรคอื่น ๆ ได้วิธีป้องกันการเกิดเชื้อราในปากทารก👉หมั่นทำความสะอาดขวดนมลูกคุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดขวดนมลูก🍼และจุกนมของลูกด้วยน้ำร้อนอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราได้👉แปรงฟันให้ลูกวันละ2 ครั้งคุณแม่ควรแปรงฟัน🪥 รวมไปถึงแปรงลิ้น และเหงือก ให้ลูกอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าฟันของลูกสะอาด ปราศจากเชื้อแบคทีเรีย👉พาลูกไปพบทันตแพทย์คุณแม่ควรหมั่นพาลูกไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก เพื่อให้สุขมีสุขภาพปากและฟันที่ดี🦷 และยังเป็นการเช็คถึงความผิดปกติ หากลูกเกิดมีการติดเชื้อต่างๆ👉หมั่นล้างมือให้ลูกอย่างสม่ำเสมอคุณแม่ควรสร้างนิสัยการล้างมือให้สะอาด🤲ทั้งก่อนและหลังลูกเล่นของเล่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อโรคที่ติดมาจากของเล่น ในกรณีที่ลูกเผลอนำของเล่นเข้าปาก     สรุปได้ว่าคุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากของลูกให้ดีอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคฝ้าในปาก หากคุณแม่พบฝ้าขาวในปากลูก ในลักษณะแผ่น สามารถเช็ดทำความสะอาดให้ฝ้าเหล่านั้นจางหายไป แต่หากเช็ดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที👩‍⚕️ เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจ วินิจฉัย และให้ยารักษาที่ถูกต้อง

Content Image

วิธีรับมือลูกมีอาการไม่สบายท้อง

     คุณแม่มักสังเกตได้ว่าลูกมีอาการงอแงอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่คุณแม่ก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ป้อนนมก็แล้ว หรือแม้กระทั่งพานอนก็แล้ว แต่ลูกก็ยังไม่หยุดร้องสักที😭 บางทีลูกอาจจะมีอาการไม่สบายท้องอยู่ก็ได้นะคะ วันนี้ทางเราได้รวบรวม ปัญหาอาการไม่สบายท้องและวิธีแก้อาการไม่สบายท้องของลูกมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️3 อาการไม่สบายท้องที่พบได้บ่อยในทารก💫อาการท้องอืดเนื่องจากการทำงานของระบบทางเดินอาหารของทารกยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ลูกเกิดอาการท้องอืดอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องอืดมาจากการดื่มนม🍼 การร้องไห้จากการเป็นโคลิก อาการแพ้อาหาร หรืออาจจะมาจากการที่จุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารไม่สมดุล อาการเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ทารกเกิดอาการท้องอืด💫อาการท้องผูกโดยปกติทารกจะถ่าย🚽ประมาณวันละ 8-10 ครั้ง เด็กที่กินนมแม่จะมีการถ่ายบ่อยกว่าเด็กที่กินนมผง และอุจจาระที่ถ่ายออกมาจะมีลักษณะนิ่มและเหลว คุณแม่สามารถสังเกตลักษณะอาการที่ลูกมีอาการท้องผูกได้ดังนี้ เวลาจะทำการถ่ายอุจจาระลูกจะต้องเบ่งตลอด หรือในบางรายลูกอาจมีอาการถ่ายยาก ซึ่งลักษณะอุจจาระจะเป็นก้อนแข็ง💩 ทารกรู้สึกเจ็บขณะถ่ายอุจจาระ รวมไปถึงอาจมีเลือดปนมากับอุจจาระ ซึ่งอาการเหล่านี้พบได้ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน💫อาการแหวะนมอาการแหวะนม🤮นั้นเกิดจากการที่ลูกกินอาหารในปริมาณมากเกินไปกว่าที่กระเพาะอาหารจะรับได้ จึงทำให้น้ำนมไหลย้อนกลับมาออกทางปาก ซึ่งถือว่าเป็นอาการปกติที่พบได้ในเด็กเล็ก แต่ก็เป็นอาการที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการต่างๆที่ร้ายแรงขึ้นได้ เช่น อาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน (GERD)วิธีรักษาอาการไม่สบายท้องของทารก👉จับลูกเรอสำหรับเด็กที่มีอาการท้องอืดอยู่เสมอ คุณแม่ควรทำการจับลูกเรอบ่อยๆ😮‍💨 เพื่อเป็นการไล่แก๊สและอากาศที่ลูกกลืนเข้าไป👉เปลี่ยนขวดนมและจุกนมเด็กที่มีกระเพาะอาหารเล็กจะเหมาะกับขวดนมที่มีขนาดเล็ก และเลือกขนาดจุกนมที่เหมาะสมเพื่อให้นมไหลเข้าปากเด็กอย่างช้าแต่สม่ำเสมอ ดังนั้นการใช้ขวดนม🍼และขนาดจุกนมให้เหมาะสมกับเด็กจึงเป็นสิ่งที่แม่ไม่ควรมองข้าม 👉เปลี่ยนอาหารที่ให้ลูกทานอาหาร🥩บางประเภทอาจจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารสำหรับเจ้าตัวน้อย ดังนั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายท้องเมื่อทานเข้าไป👉เปลี่ยนสูตรของนมผงนมผงบางสูตรอาจทำให้เด็กเกิดอาการท้องอืดได้ คุณแม่ควรเลือกนมสูตรที่เสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร หรือเรียกง่ายๆว่าสูตรที่มี PHP (Partially Hydrolyzed Protein) ซึ่งถือว่าเป็นนมผงที่โปรตีนได้ผ่านการย่อยบางส่วนมาแล้ว ทำให้มีโมเลกุลขนาดเล็กกว่าปกติและสามารถดูดซึมและย่อยได้ง่ายในกระเพาะทารก👶👉นวดตัวให้ลูกการนวดตัวให้ทารกนอกจากจะทำให้ทารกรู้สึกสงบ😌และผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถเป็นการช่วยไล่อากาศส่วนเกินที่ทารกกลืนเข้าไปออกมาจากร่างกาย ทำให้ทารกรู้สึกสบายท้องมากขึ้นค่ะ     ปัญหาอาการไม่สบายท้องนั้นเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ทารกเกิดอาการงอแง😭และไม่สบายตัว เนื่องจากทารกนั้นไม่สามารถบอกคุณแม่ได้เกี่ยวกับอาการที่ตัวเองเป็น ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นเฝ้าสังเกตอาการต่างๆและดูแลทารกอย่างใกล้ชิดเสมอ

Content Image

ระวัง! โรคลำไส้อักเสบรุนแรงในลูกเล็ก

     ประเด็นสุขภาพสำคัญสำหรับทารกแรกเกิดไปจนถึงเด็กเล็ก👶นั้นคงหนีไม่พ้นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายในร่างกายใช่ไหมคะ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารโรคหนึ่ง ซึ่งก็คือ “โรคลำไส้อักเสบ” ว่ามีความสำคัญอย่างไรในเด็กเล็ก เจ้าตัวน้อยของเรามีโอกาสเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างไร💁‍♀️ทำความรู้จักโรคลำไส้อักเสบในเด็กโรคลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อก่อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส🦠 เช่นไวรัสกลุ่มโรตา ที่ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด🩸 น้ำลาย น้ำตา💧 ปัสสาวะ อุจจาระ💩 ที่อาจปนเปื้อนในสิ่งของเครื่องใช้หรือของเล่นของเด็กหากต้องเล่นกับเด็กคนอื่น ในกลุ่มของแบคทีเรียก่อโรค เช่นแบคทีเรียในกลุ่มซัลโมเนลลาที่ยังเป็นสาเหตุของโรคไข้ไทฟอยด์ แบคทีเรียในกลุ่มชิเกลลาที่ยังเป็นสาเหตุของโรคบิดไม่มีตัว ซึ่งแบคทีเรียในกลุ่มเหล่านี้ก็มักจะปนเปื้อนมากับอาหาร🍝และน้ำดื่มค่ะประเภทของโรคลำไส้อักเสบในเด็ก👉ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ สาเหตุมาจากการติดเชื้อในกลุ่มตามที่กล่าวไปก่อนหน้าค่ะ อาการของเด็กที่เป็นโรคนี้ได้แก่ อุจจาระ💩เหลวเป็นน้ำ อาจรุนแรงถึงขั้นมีเลือด🩸ปนออกมา บางรายอาจมีอาการไอ😮‍💨 มีน้ำมูกไหล😪ควบคู่ไปด้วย อาการถ่ายเหลวนำมาซึ่งภาวะขาดน้ำตามมา เด็กจะมีอาการปากแห้ง ซีด น้ำลายน้อย เบ้าตาลึกเข้าไป ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ เซื่องซึม และมีอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงค่ะ👉ลำไส้อักเสบจากการแพ้โปรตีน มีสาเหตุมาจากการแพ้โปรตีนที่รับประทานเข้าไปบางชนิด ยกตัวอย่างเช่นโปรตีนในนม🥛 โปรตีนจากถั่วเหลือง ไข่🥚 รวมไปถึงโปรตีนจากอาหารทะเล🦐 ซึ่งเป็นปัญหาด้านการทำงานของเอนไซม์หรือความผิดปกติจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กเองค่ะวิธีดูแลรักษาโรคลำไส้อักเสบ▶️สำหรับโรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อก่อโรคเมื่อสังเกตได้ว่าเจ้าตัวน้อยมีภาวะการสูญเสียน้ำซึ่งต่อเนื่องมาจากอาการท้องเสีย💩 ควรให้ลูกดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ (ที่ไม่ใช่สำหรับออกกำลังกาย) โดยจิบทีละน้อยๆ ถี่ๆ หากเด็กสามารถดื่มได้ ไม่ได้อาเจียนออกมาในระยะเวลา 4 ชั่วโมง อาจให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายๆ อย่างเช่นอาหารในกลุ่มข้าวต้มหรือโจ๊ก🥣เพื่อเพิ่มพลังงานกับร่างกาย แต่หากเด็กรับประทานไม่ได้เลย มีอาการอาเจียน🤮ออกมาตลอดและยังมีอาการท้องเสียอย่างต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ▶️สำหรับโรคลำไส้อักเสบจากการแพ้โปรตีนที่รับประทานเข้าไปให้สังเกตว่าลูกแพ้โปรตีนอะไร โดยสังเกตว่าลูกรับประทานอาหารอะไรจึงทำให้เกิดอาการแพ้ ให้งดการรับประทานอาหารชนิดนั้นโดยทันที และควรรีบไปพบแพทย์👨‍⚕️อย่างเร็วที่สุดเพื่อวินิจฉัยและยืนยันว่าเด็กแพ้อาหารชนิดนั้นจริงหรือไม่ เพื่อขอคำแนะนำในการรับประทานอาหาร🍽️สำหรับตัวเด็กเองในอนาคตค่ะจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ลูกเป็นโรคลำไส้อักเสบ✨สอนให้ลูกรักษาสุขอนามัยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องเจ้าตัวน้อยจากโรคนี้ได้ คือการสอนให้เด็กรักษาสุขอนามัยค่ะ เริ่มได้ง่ายๆจากการสอนให้ลูกล้างมือบ่อยๆ🤲 ล้างมืออย่างถูกวิธี รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่ ผ่านการแปรรูปค่อนข้างน้อย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่นมากนักหากไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรักษาความสะอาดในตนเองเหมือนกัน และต้องรักษาความสะอาดในขั้นตอนของการชงนม🍼 การดูแลความสะอาดของร่างกายเด็ก🛁ด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่แล้ว การให้ลูกรับประทานนมแม่ในระยะเวลาที่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งหนทางในการป้องกันได้ เพราะนมแม่มีส่วนช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของเด็กค่ะ     ถึงแม้ว่าโรคลำไส้อักเสบจะดูเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย อาการมีหลายระดับตั้งแต่เบาจนไปถึงรุนแรง แต่วิธีป้องกันนั้นไม่ได้ยากเกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่กำลังอ่าน👫อยู่แน่นอนค่ะ สิ่งสำคัญคือ เมื่อเด็กมีอาการที่น่าสงสัยหรือเข้าข่ายว่าจะเป็นโรคลำไส้อักเสบ ผู้ปกครองควรพาเด็กเข้ารับการตรวจร่างกายและคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ทันที ไม่ควรมองข้ามจนเด็กมีอาการรุนแรงข้ึนค่ะ

Content Image

น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไป ใช้ซักผ้าเด็กได้ไหม?

     คุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก👶มาบ้างใช่ไหมคะ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับเด็กมักมีจุดประสงค์ที่มีความเฉพาะตัว วันนี้บทความของเราก็จะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งสำหรับเด็ก นั่นก็คือน้ำยาปรับผ้านุ่มนั่นเอง🧴 น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กจะแตกต่างกับน้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปหรือไม่ ใช้แบบทั่วไปแทนได้หรือไม่ หรือทำไมจึงต้องใช้ของเด็กโดยเฉพาะ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมจึงต้องมีน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กโดยเฉพาะ    อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าร่างกายของเจ้าตัวน้อย ระบบอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย ล้วนแล้วแต่มีความบอบบาง🍃และอ่อนไหวกว่าวัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น รวมไปถึงอวัยวะปกคลุมร่างกายอย่างผิวหนังด้วย พูดง่ายๆก็คือ ในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ที่ปริมาณเดียวกันและความเข้มข้นเท่ากัน เด็กก็ยังมีโอกาสแพ้😷น้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กต่างจากแบบทั่วไปอย่างไร👉ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมักใช้ส่วนผสมที่มีความอ่อนโยนกับผู้ใช้งานมากกว่าด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลดความเข้มข้นของสารเคมีที่มีแนวโน้มตกค้างแล้วก่ออันตรายลง☠️ หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยมากขึ้นหรือมีความออแกนิค☘️มากขึ้นนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายหลงเหลืออยู่เลยนะคะ เพราะในกระบวนการผลิตก็ยังต้องใช้สารเคมีต่างๆเป็นองค์ประกอบในการสกัดและสังเคราะห์ในปริมาณที่คอนข้างมากอยู่ดี เพียงแต่ว่าผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะก่ออันตรายน้อยลงค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กนั้นปราศจากการใช้สารในกลุ่มฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นพิษ☠️และความระคายเคืองกับหลายๆระบบ ทั้งระบบผิวหนังและระบบหายใจ🙊เมื่อได้รับการสูดดม👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กลดการใส่สีสังเคราะห์🎨เพื่อเพิ่มความสวยงาม และลดการใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เนื่องจากเป็นกลุ่มสารที่ไม่ได้มีความจำเป็นในแง่ของการใช้งานค่ะ หากลดสารในกลุ่มเหล่านี้ลงก็จะเป็นลดโอกาสที่เด็กจะแพ้สารองค์ประกอบในน้ำยาปรับผ้านุ่มค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กมักใช้สารองค์ประกอบที่ค่อนข้างซักล้างออกง่าย🧼 อาจเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ให้ล้างออกง่ายโดยเฉพาะ หรือเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ☘️ ทำให้ซักล้างง่าย ลดปริมาณและความเข้มข้นของสารตกค้างในเส้นใยผ้า จึงเป็นการลดโอกาสในการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กไปในตัวค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กออกแบบมาเพื่อลดความสากหรือความหยาบกร้านของเส้นใยเนื้อผ้า👕 ทำให้เนื้อผ้ามีความอ่อนโยนกับผิวของเจ้าตัวน้อยมากขึ้น ลดโอกาสในการเกิดความระคายเคืองจากการที่ผิวหนังต้องเสียดสีกับเส้นใยผ้าทั้งวันค่ะความเสี่ยงหากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปกับเสื้อผ้าเด็กเนื่องจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สูตรทั่วไปนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ในด้านความอ่อนโยนต่อผิวโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่มีการใช้งานนั้น ล้วนมีโอกาสที่จะเกิดสารตกค้างในเนื้อผ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะคิดว่าเสื้อผ้าผ่านการซักล้างมาดีเพียงใด เมื่อสารตกค้างนั้นไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกสังเคราะห์มาให้มีความอ่อนโยนต่อร่างกาย เจ้าตัวน้อยจึงมีโอกาสแพ้ค่ะ😷💫อาการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่สังเกตได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเสื้อผ้า สารตกค้างในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะมีโอกาสสัมผัสกับผิวหนังของเด็กโดยตรง ดังนั้นระบบที่มีโอกาสจะตอบสนองเป็นระบบแรกๆก็คือระบบผิวหนังนั่นเองค่ะ เจ้าตัวน้อยมักจะมีผื่นแดง🥴ขึ้นตามร่างกายอย่างชัดเจนค่ะอวัยวะภายนอกเริ่มบวม ไม่ว่าจะเป็นบวมเพราะระคายเคืองที่ผื่นขึ้นแล้วเกาควบคู่ หรือเป็นการบวมจากปฏิกิริยาภายในร่างกายเองก็ตาม แต่อาการบวมจะสังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบวมตามผิวหนังจนทำให้ทั้งแขนทั้งขา🦵ดูบวม หรือบวมตามใบหน้า บวมที่ดวงตา👁️ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อเด็ก👶อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กกันแล้วนะคะ ดังนั้นหากจะถามว่า แล้วจริงๆแล้วสามารถใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปแทนได้หรือไม่ บทความของเราขออนุญาตไม่แนะนำแล้วกันค่ะ เพราะเป็นการแลกกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพของเจ้าตัวน้อยมากเกินไป อย่างไรก็ตามแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สำหรับเด็กแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ยังมีโอกาสแพ้อยู่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตว่าลูกของเราสามารถใช้น้ำยายี่ห้อใดได้ ไม่เกิดอาการแพ้ และหากแพ้ควรพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ทันที ไม่ควรมองข้ามหรือคิดว่าจะหายเองได้ค่ะ

Content Image

หยุดก่อนแม่! ป้อนกล้วยลูกอาจตายได้

     กล้วยหอม🍌เป็นหนึ่งในผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายและมีประโยชน์มากในประเทศไทย แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้น กล้วยหอมยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่ ในทางกลับกันอาจเป็นผลไม้ที่ก่อโทษในเด็ก👶หรือเปล่า ควรให้เจ้าตัวน้อยรับประทานหรือไม่ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️คุณแม่สามารถป้อนกล้วยให้ลูกได้หรือไม่คำตอบคือทำได้ค่ะ ถ้าลูกมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่หากเจ้าตัวน้อยของคุณแม่มีอายุยังไม่ถึง 6 เดือนนั้น การป้อนกล้วยไม่ว่าจะในรูปแบบใดนับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เด็กจะยังไม่สามารถย่อยกล้วยได้เต็มที่ แน่นอนว่าถ้าย่อยไม่ได้ก็ไม่สามารถดูดซึมมาใช้ได้ ถึงแม้กล้วย🍌จะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย แต่หากร่างของของเด็กดูดซึมไปใช้ไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ค่ะ0️⃣ เสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะขาดสารอาหาร ร้ายแรงกว่านั้นคือเสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะ 'ลำไส้อุดตัน'💩 ด้วยค่ะ ดังนั้นการให้นมแม่🤱เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยนั้นก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วค่ะรู้จักกับภาวะลำไส้อุดตันในทารกภาวะลำไส้อุดตันเกิดจากการที่มีอาหารชิ้นใหญ่ๆไปขวางกั้นลำไส้ ทำให้เด็กมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง🤢 ท้องอืด นำมาซึ่งอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน🤮 ไม่ผายลมตามปกติ มักจะเริ่มปวดในบริเวณหน้าท้องตำแหน่งใต้สะดือในกรณีที่เป็นลำไส้เล็กอุดตัน แต่หากเป็นลำไส้ใหญ่อุดตันตำแหน่งที่ปวดก็จะเคลื่อนที่ต่ำลงมาเล็กน้อย อันที่จริงแล้วภาวะนี้ไม่ได้เกิดได้กับเพียงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่รับประทานกล้วย แต่ยังเกิดกับทารกที่มีอายุมากกว่าช่วงดังกล่าวได้👦 และอาจเกิดกับอาหารอื่นๆนอกจากกล้วยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับเด็กแรกเกิด นมแม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกอาจกำลังมีภาวะลำไส้อุดตัน👉มีอาการท้องผูกเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ทำให้ทารกรู้สึกอึดอัดท้อง มีพฤติกรรมร้องไห้งอแง😭👉หากแก้ปัญหาอาการท้องอืดด้วยการสวนอุจจาระ💩 น้ำที่ออกมาจะมีลักษณะใส👉ทารกมีอาการอาเจียนควบคู่🤮ไปด้วย ในช่วงแรกๆอาจมีเศษอาหารปนออกมา หลักจากนั้นจะมีของเหลวสีออกเขียวหรือน้ำตาลออกมาตาม และมีกลิ่นคล้ายอุจจาระของทารกเอง👉หากคลำบริเวณท้องอาจพบก้อนแข็งคล้ายก้อนเนื้อวิธีการป้อนกล้วยให้ทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือนรับประทานวิธีที่ 1️⃣เลือกกล้วยที่มีเนื้อนิ่ม บดง่ายย่อยง่าย ยกตัวอย่างเช่นกล้วยน้ำว่าสุก🍌วิธีที่ 2️⃣ทำให้เนื้อกล้วยมีชิ้นเล็กลง ไม่ว่าจะด้วยการปั่น การบดขยี้ รวมไปถึงการขูดเนื้อกล้วยเพื่อป้อนเจ้าตัวน้อย🥣วิธีที่ 3️⃣กำหนดปริมาณให้เหมาะสม อาจเริ่มให้ลูกรับประทานเพียง 1 ใน 4 ส่วนของกล้วยทั้งลูกเท่านั้น และควรป้อนทีละน้อยๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเคี้ยวของเด็ก😋วิธีที่ 4️⃣ให้เด็กใช้เวลาเคี้ยวนานๆ ไม่รีบป้อนจนเกินไป คอยตรวจสอบว่าเด็กเคี้ยวแต่ละคำหมดหรือยังจึงค่อยป้อนคำใหม่สัญญาณผิดปกติหลังป้อนกล้วย✨เด็กมีผื่นคันตามร่างกาย สังเกตได้ชัดว่าบริเวณปาก ลำคอ และลิ้นเกิดการบวม👅 หรือมีอาการลมพิษ🥵✨ดวงตามีสีแดงซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก อาจมีอาการตาบวม👁️และคันตาควบคู่ไปด้วย✨เด็กมีอาการจามและมีน้ำมูกไหล😪✨เด็กหายใจถี่หอบถี่😮‍💨✨เด็กร้องไห้งอแงจากการปวดท้อง มีการอาเจียน🤮และท้องเสียควบคู่ไปด้วย     สามารถสรุปได้ว่าจริงๆแล้วผลไม้ที่หาได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างกล้วย🍌 ก็สามารถให้เด็กรับประทานได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอายุของเด็กควบคู่ไปด้วย สำหรับเด็กที่อายุไม่ถึง 6 เดือนหรือเด็กแรกเกิด🚼นั้นไม่เป็นที่แนะนำ เพราะอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์จากสารอาหารในกล้วยค่ะ หากคุณแม่ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมบุตร และต้องการให้สารอาหารอื่นๆมาทดแทน ควรเขารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ก่อน ไม่ควรตัดสินใจเองค่ะ

Content Image

ยามหาหิงค์ใช้ทาให้ทารกได้ไหม?

     คุณแม่หลายๆท่านคงอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ “มหาหิงค์” กันอยู่บ้างใช่ไหมคะ เพราะยามหาหิงค์อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับอาการท้องอืด อาการปวดท้อง แยาต่มหาหิงค์เหมาะสำหรับใช้รักษาอาการปวดท้อง ท้องอืดในเด็กไหม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับยามหาหิงค์ไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ยามหาหิงค์ คืออะไร?✨ยามหาหิงค์ (Ferula assafoetida L.) คือ ยางหรือชันน้ำมันที่ได้จากรากและลำต้นที่อยู่ใต้ดินของต้นพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Ferula assafoetida L. พืชในตระกูลเดียวกันผักชีลาวเป็นพืชในบ้านเรา โดยยางและชันน้ำมันที่ได้จะค่อย ๆ แข็งตัว และจับตัวกันกลายเป็นก้อนแข็ง มีสีน้ำตาลอมเหลือง🟤 และมีกลิ่นฉุน จัดเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก มีทั้งแบบก้อน แบบเจล แบบลูกกลิ้ง แบบน้ำ เป็นต้น และมักจะถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืดในเด็ก เพียงแค่นำมหาหิงค์ทาท้อง ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้ ✨สรรพคุณของยามหาหิงค์ มีอะไรบ้าง?ยามหาหิงค์นั้นมีสรรพคุณมากมายเลยค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เพื่อรักษาอาการดังต่อไปนี้- บรรเทาอาการปวดท้อง - บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ - บรรเทาอาการแมลง สัตว์ กัด ต่อย🐝 - บรรเทาอาการไอ😮‍💨 - ใช้ดมเพื่อบรรเทาอาการหวัด- รักษากลาก ยามหาหิงค์ใช้กับทารกได้ไหม?👉ยามหาหิงค์สามารถใช้ในทารกได้ค่ะ แต่ควรเป็นยาภายนอกเท่านั้น ไม่ควรนำมาผสมน้ำหรือผสมอะไรก็ตามเพื่อให้ทารกกิน🙅‍♀️ เพราะมหาหิงค์ในปัจจุบันนี้มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ซึ่งแอลกอฮอล์นั้นเป็นอันตรายสำหรับทารกค่ะ 👉วิธีการทายามหาหิงค์- เทมหาหิงค์ใส่ลงในสำลี หรือผ้าสะอาด จากนั้นทามหาหิงค์ที่บริเวณหน้าท้อง รอบสะดือ ต้นขา เท้า และฝ่าเท้าของทารก👶 เนื่องจากมหาหิงค์มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ควรทาในที่อากาศโปร่ง ถ่ายเทสะดวก เพื่อให้แอลกอฮอล์ ระเหยออกไป โดยที่เด็กไม่สูดดม🙊- เสร็จแล้วให้พลิกตัวทารก เพื่อทามหาหิงค์ที่บริเวณหลัง จากนั้นทาตามจุดชีพจรต่าง ๆ - เมื่อทามหาหิงค์ที่ท้องเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าอ้อม หรือผ้าสะอาด ห่อที่ท้องของทารกไว้ เพื่อเสริมให้ท้องของทารกอุ่น♨️ ช่วยเสริมฤทธิ์ของยาได้ดีขึ้น และเสริมให้มหาหิงค์ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น โดยคุณแม่ควรทามหาหิงค์ให้ลูกหลังอาบน้ำ หรือวันละ 2-3 ครั้งหลังอาบน้ำ🛀 หรือทุกครั้งเมื่อลูกมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง ระมัดระวังไม่ให้ยาเข้าตา หรือโดนบริเวณที่มีแผล หรือรอยถลอก     สรุปได้ว่ายามหาหิงค์นั้นสามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิดขึ้นไปเลยค่ะ สามารถใช้ได้ทุกครั้งที่ลูกมีอาการปวดท้อง หรือท้องอืด นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องดูวันหมดอายุของยา เนื่องจากการเก็บยาไว้นาน ๆ จะทกให้ตัวยาออกฤทธิ์ช้าและไม่ได้ผลในการใช้ยา และถ้าใช้ยาแล้วอาการเหล่านั้นของลูกไม่ดีขึ้นเลย ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️จะดีที่สุดค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.