Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ10-12 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

ระวัง! ลูกเหงื่อออกตอนนอน สัญญาณเตือนของโรคร้าย

     อาการลูกเหงื่อออกขณะนอนนั้นเกิดได้จากการที่ร่างกายระบายความร้อนออกมาโดยการขับเหงื่อออกทางรูขุมขนทางผิวหนัง แต่ถ้าหากว่าลูกมีอาการอื่นๆร่วม เช่น นอนกรน นอนกัดฟัน และมีอาการเหนื่อยขณะนอนดูดนม อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอื่นๆที่ ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ4 สาเหตุของสัญญาณเตือนโรคร้ายจากอาการลูกเหงื่อออกขณะนอนหลับ1️⃣ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ทำให้ลูกมีอาการหายใจติดขัด😮‍💨 และอาจมีอาการหยุดหายใจในขณะนอนร่วมด้วย อีกทั้งยำแฝงไปด้วยอาการอื่นๆ เช่น ผิวหนังมีลักษณะสีฟ้าและลูกหายใจดังเหมือนเสียงกรน2️⃣ ภาวะเหงื่อท่วมถึงแม้ว่าลูกน้อยจะนอนหลับอยู่ในห้องนอนแอร์ แต่ลูกก็ยังมีเหงื่อออกมาก อาการเหล่านี้เป็นอาการบ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณแม่เป็นภาวะเหงื่อท่วม😰หรือภาวะหลั่งเหงื่อมากนั่นเอง โดยลูกจะมีเหงื่อออกมากในบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จริงๆแล้วภาวะนี้ไม่ส่งผลอันตรายต่อตัวทารก แต่ถ้าหากคุณแม่กังวลถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น สามารถพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยได้ 3️⃣ โรคไหลตายในทารกโรคไหลตายในทารก (SIDS) เป็นโรคที่ทำให้ทารกมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้ลูกน้อยมีอาการเหงื่อออกและหายใจลำบาก อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกเสียชีวิตได้💀4️⃣ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะมีเหงื่อออกมากกว่าเด็กปกติ โดยเฉพาะอาการเหงื่อออกในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หัวใจ🫀มีการเจริญเติบโตที่บกพร่องตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์วิธีแก้ปัญหาทารกเหงื่อออกขณะนอนหลับ🌡️ปรับอุณหภูมิของห้องนอนคุณแม่สามารถปรับอุณหภูมิภายในห้องนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ร้อน🥵และไม่หนาว🥶จนเกินไป โดยอุณหภูมิที่แนะนำควรจะอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส หากปรับอุณหภูมิให้พอดีแล้ว ก็ไม่ควรห่มผ้าที่หนาเกินไปให้ลูก เพราะลูกอาจจะมีอาการไม่สบายตัวและเหงื่อออกในขณะหลับได้👕ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่สบายคุณแม่ควรเลือกชุดนอนที่มีลักษณะเนื้อผ้านิ่ม บางเบา และลูกสวมใส่รู้สึกสบายขณะนอนหลับ😴 ไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย จึงจะทำให้ลูกไม่มีอาการเหงื่อออก นอนกระสับกระส่าย หรือนอนกรนในช่วงกลางคืน💧ระวังไม่ให้ลูกขาดน้ำอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่คุณแม่ควรให้ลูกดื่มนม🍼และน้ำเปล่าก่อนเข้านอน เพราะถ้าหากลูกได้มีการดื่มนมและดื่มน้ำแล้วจะไม่เสี่ยงต่ออาการขาดน้ำ และน้ำยังจะไปช่วยชดเชยเหงื่อที่เสียไปขณะนอนหลับด้วย     สรุปก็คือคุณแม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ มีเนื้อผ้าที่โปร่งและเบาสบาย ไม่ทำให้เกิดการอับชื้นหากลูกมีอาการเหงื่อออกขณะนอน และควรสังเกตหากลูกมีอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการเหงื่อออก😰ขณะนอนด้วย หากอาการดังกล่าวนั้นมีอาการรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีทันใด

Content Image

ทำอย่างไรหากลูกไม่ยอมกินนมผง

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะเผชิญกับปัญหาของลูกน้อยไม่ยอมกินนมผง ไม่ว่าคุณแม่จะพยายามหลอกล่อด้วยสารพัดวิธีแล้วก็ตาม ลูกก็ยังร้องหาแต่นมจากเต้า🤱 ปัญหาเหล่านี้สร้างความรำคาญใจให้คุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในคุณแม่ที่มีน้ำนมไม่เพียงพอ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลของสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาลูกน้อยไม่ยอมกินนมผงมาให้คุณแม่ทราบค่ะสาเหตุที่เกิดมาจากลูกลูกไม่คุ้นชินกับรสชาตินมผงถึงแม้ว่านมผงนั้นจะถูกพัฒนามาให้มีคุณสมบัติคล้ายกับนมแม่มากเพียงใด แต่กลิ่นและรสชาติของนมผงนั้นยากที่จะเลียนแบบให้เหมือนนมแม่ได้100%  ทำให้ลูกน้อยสามารถรับรู้ได้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยดื่มนมแม่ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปฏิเสธ😭ที่จะดื่มนมผงลูกไม่คุ้นชินกับการดูดนมจากขวดนมในกรณีที่เด็กคุ้นชินกับการดูดนมจากเต้านมอยู่มาตลอด ลูกน้อยจะคุ้นชินกับกลิ่นสัมผัสของเต้านมและไออุ่นจากแม่ขณะที่ดูดนม ซึ่งแตกต่างจากการดูดนมจากขวดนมเป็นอย่างมาก อาจทำให้ลูกเกิดการระแวงที่จะดื่มนมผงและปฏิเสธการกินนมผงชงในที่สุดลูกไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงลูกน้อยอาจเกิดความเครียดเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดความอึดอัดเนื่องจากรู้สึกว่าถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง ทำให้ลูกเกิดการต่อต้านการรับสิ่งใหม่ๆ จึงแสดงออกในรูปแบบของการปฏิเสธ🙈การกินนมผง สาเหตุที่เกิดจากนมผงลักษณะที่ไม่เหมาะสมของขวดนมหากขนาดของจุกนมและขนาดของขวดนม🍼 รวมไปถึงรูของจุกนมไม่เหมาะสมกับลูกน้อยนั้น มีผลอย่างมากต่อการที่ลูกจะปฏิเสธการเปลี่ยนมากินนมผง เพราะลูกรู้สึกไม่สะดวกสบายในการกินนมผงสูตรและยี่ห้อของนมผงอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยปฏิเสธการกินนมผงนั้นมาจากการที่ลูกไม่ถูกใจในรสชาติของนมผงยี่ห้อนั้นๆ คุณแม่สามารถเลือกซื้อนมผงหลายๆยี่ห้อมาในปริมาณถุงเล็กเพื่อทดสอบให้ลูกลองกิน เป็นการเฟ้นหานมผงที่เหมาะกับลูกน้อย และไม่ควรมองข้ามถึงนมผงที่ไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ🤢 ต่อลูกด้วย แนวทางการแก้ปัญหาผสมนมผงกับนมแม่รวมกันคุณแม่สามารถค่อยๆปรับให้ลูกเรียนรู้ที่จะดื่มนมผงได้ด้วยการชงนมผงผสมกับนมแม่เข้าด้วยกัน ค่อยๆ เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นชินต่อกลิ่นและรสชาติของนมผง ลดอาการต่อต้านการดื่มนมผง เพราะเด็กจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัวและคุ้นชินกับรสชาติของนมผงที่คุณแม่ผสมรวมกันมาในขวดหักดิบโดยการให้แต่นมผงโดยธรรมชาติแล้วถึงแม้ลูกน้อยจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซแน่นอน ดังนั้นเมื่อนมผงเป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่มี เขาจะยอมกินนมผงเอง แต่ในช่วงแรกอาจจะมีอาการงอแง สำรอกนม🤮ออกมาเป็นระยะ แต่นานๆไปเด็กจะปรับตัวได้และสามารถยอมรับในการกินนมผงได้ในที่สุด     คุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อยี่ห้อของนมผง สารอาหารและปริมาณสัดส่วนในการชงนมผงเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการลดการเกิดปัญหาระบบย่อยอาหาร เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อของลูก คุณแม่ยังคงสามารถให้น้ำนมแม่ได้บ้าง เพราะในน้ำน้ำนมแม่นั้นประกอบไปด้วยสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อลูก👶 ซึ่งนมผงไม่สามารถเทียบได้

Content Image

จัดห้องนั่งเล่นให้ลูกแบบไหนดีน้า?

คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดห้องนั่งเล่นสำหรับลูก เพื่อให้ลูกได้ปลดปล่อยจิตนาการ และสนุกสนานในแบบฉบับของตัวเอง โดยหากท่านใดกำลังลังเลอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี วันนี้เราได้นำไอเดียมาเสนอกันค่ะการจัดห้องนั่งเล่นให้ลูกน้อยตกแต่งด้วยสีสัน ลองสร้างสีสันในห้องนั่งเล่น🛋️ด้วยการตกแต่งห้องเพื่อให้มีสีสันสะดุดตา อาจลองนำโปสเตอร์ รูปภาพหรือของตกแต่งอื่นๆ มาลองตกแต่งดูค่ะ สีสันเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านจินตนาการของลูกได้อีกด้วยค่ะจัดห้องให้เป็นระเบียบคุณพ่อคุณแม่ควรจัดให้ห้องนั่งเล่นมีระเบียบรวมถึงเมื่อลูกโตพอก็ควรฝึกให้ลูกรู้จักการเก็บของอย่างเป็นระเบียบด้วยตนเอง เช่นวางของเล่นบนชั้นวางหรือมุมใดมุมหนึ่งของห้อง และอย่าลืมบอกให้ลูกทำความสะอาดมือทุกครั้งที่จัดเก็บของเสร็จนะคะกำหนดพื้นที่🏠ควรกำหนดพื้นที่ให้ลูกได้เล่นในจุดที่ปลอดภัย อาจมีโต๊ะให้ลูกได้อ่านหนังสือ หรือวาดรูปเล่น รวมถึงควรมีตะกร้าหรือชั้นวางสำหรับของเล่นของลูกด้วยค่ะพื้นที่จำกัดก็ทำได้แม้ว่าจะมีพื้นที่เล็กก็สามารถจัดวางพื้นที่สำหรับนั่งเล่นเป็นมุมเล็กๆได้ค่ะ อาจวางเต็นท์เล็กๆ⛺ หรือปูผ้าให้ลูกเท่านี้ก็กลายเป็นพื้นที่สำหรับนั่งเล่นได้แล้วค่ะลองทำตามนี้เลือกวัสดุที่เหมาะสมเช่นเลือกโต๊ะที่ไม่มีเหลี่ยมมุมหรือหากมีเหลี่ยมมุมก็ให้หาอุปกรณ์มาป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงเลือกใช้วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ🪑 และไม่มีสารเคมีอันตราย รวมถึงควรเลือกใช้พรมที่มีความสะอาดและมีความหนานุ่มคำนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลักเวลาออกแบบและจัดห้อง🛋️ให้ลูกเราควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยควรจัดให้ลูกสามารถเอื้อมถึงของเล่นต่างๆได้ง่ายเพราะหากลูกต้องเขย่งก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และไม่ควรมีข้อที่แตกหัก หรือของแหลมคมในห้องค่ะตกแต่งด้วยของเล่น🧸หากมีพื้นที่จำกัดอาจลองนำของเล่นของลูกบางอย่างมาตกแต่งห้องดู เมื่อมาจัดเรียงกันก็จะทำให้ห้องดูสวยและน่าเข้าไปนั่งเล่นมากขึ้นค่ะห้องนั่งเล่นเด็กควรมีอะไรดีน้า?ตะกร้าเก็บของเล่น🧺เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่มีความนิยมมากที่สุด นอกจากจะใส่ของเล่นของลูกได้แล้วยังสามารถนำมาวางไว้ในมุมบ้านได้อย่างลงตัวและมีสไตล์อีกด้วย โดยควรวางในที่ที่ลูกจะสามารถหยิบเล่นและเก็บได้ด้วยตัวเองได้อย่างสะดวกค่ะถังพลาสติกลองหาถังพลาสติกที่มีสีสวยๆ🗑️ มาตกแต่งห้องดูสิค่ะ และหากมีล้อด้วยแล้วก็จะง่ายต่อการใช้งานขึ้นไปอีก โดยเมื่อลูกอยากเล่นของเล่นก็เพียงเลื่อนถังนี้ออกมาแล้วหยิบของเล่นที่อยากเล่น พอเล่นเสร็จก็สามารถเก็บเข้าถังได้เหมือนเดิมค่ะชั้นวางของแบบแขวนสวยๆลองหาชั้นวางของแบบแขวนมินิมอลๆ มาวางก็จะทำให้ห้องนั่งเล่นดูมีสไตล์มากขึ้นไปอีก และยังทำให้หาของได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะตู้เก็บของ🗄️ควรมีตู้เก็บของเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของสำหรับของเล่นของลูกนั่นเองค่ะ แถมยังทำให้ห้องเป็นระเบียบมากขึ้น และเป็นการตกแต่งห้องนั่งเล่นไปในตัวด้วยค่ะติดป้ายเมื่อเลือกตู้เก็บของแล้วให้ติดป้ายว่าลิ้นชักไหนใส่ของอะไรเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและง่ายต่อการค้นหามากขึ้นนั่นเองค่ะ📂

Content Image

ลูกน้อยเหงื่อไหลมาก อันตรายไหม?

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าบางครั้งลูกน้อยมีเหงื่อออกตอนนอนด้วย นั่นเป็นเพราะร่างกายของเด็กจะมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อพัฒนาวัยวะต่างๆของร่างกาย จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการเหงื่อออกนั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกที่ทำให้น้องเหงื่อออก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ สาเหตุของการเหงื่อออก✨ภาวะหลั่งเหงื่อมากอาจเกิดจากภาวะเหงื่อท่วม หรือ ภาวะหลั่งเหงื่อมาก💦 เป็นภาวะที่ลูกน้อยจะมีเหงื่ออกเยอะมากตามรักแร้ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ทั้งๆที่เปิดแอร์ ซึ่งภาวะนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆนะคะ✨ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลูกน้อยอาจมีเหงื่อออกตอนน้อยจากสาเหตุภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ โดยลูกน้อย👶จะมีอาการหายใจดัง (คล้ายเสียงกรน) สีของผิวหนังออกสีฟ้าๆ ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ควรพาน้องไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อตรวจดูเพิ่มเติมค่ะสาเหตุอื่นๆ✨ภาวะไหลตาย (SIDS)ลูกอาจมีเหงื่อ💦ออกจากสาเหตุภาวะไหลตาย หรือ SIDS ที่เกิดในทารก โดยอาการนี้ทารกจะหายใจไม่ออก และมีอุณภูมิร่างกายที่สูงขึ้น พอหายใจไม่ออกก็เป็นเหตุให้เสียชีวิตค่ะ✨โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาการเหงื่อออกมากจะพบได้ในทารก👶ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากหัวใจที่บกพร่องจากการผิดปกติของการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งจะมีเหงื่อออกมากเป็นพิเศษในตอนกลางคืนวิธีรับมือเมื่อลูกเหงื่อออกตอนนอน✨จัดให้ห้องมีอุณภูมิที่เหมาะสมพยายามให้ห้องมีอุณภูมิอยู่ที่ประมาณ 25-27 องศา ซึ่งเป็นอุณภูมิที่เหมาะสมที่สุด โดยหากอุณภูมิห้องมีความพอดีก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่เสื้อผ้า👚ที่หนาเกินเหตุหรือห่มผ้าหลายชั้น เพราะจะทำให้ลูกไม่สบายตัวได้ค่ะ✨ให้ลูกดื่มน้ำก่อนเข้านอนหากลูกมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกดื่มน้ำ🌊ก่อนเข้านอนเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกขาดน้ำ และเพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไปค่ะ✨ให้ลูกใส่เสื้อผ้าสบายๆคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกชุดที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี เนื้อผ้าไม่ควรระคายเคืองต่อผิวของลูกและควรโปร่งสบาย💨 เพื่อลดการอับเชื้อและลดแบคทีเรียเมื่อลูกเหงื่อออกระหว่างนอนด้วยค่ะโดยหากพบว่าลูกมีอาการเหงื่อออกตอนนอนร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น มีเสียงกรน นอนกระสับกระส่าย นอนกัดฟัน ก็ควรพาลูกไปพบคุณหมอนะคะ แม้ว่าอาการเหงื่อออก💦ขณะที่ลูกน้อยนอนนั้น จะไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอันตราย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ ควรคอยสังเกตอาการของลูกน้อย👶 และหากไม่มั่นใจลองพาไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพื่อความสบายใจว่าลูกน้อยไม่ได้เป็นโรคอันตรายใดๆค่ะ 

Content Image

น้ำหนักทารกในแต่ละเดือน

     ประเด็นหนึ่งที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กนั้นก็คือเรื่องน้ำหนัก แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าเจ้าตัวน้อย👶ของเรามีน้ำหนักที่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติหรือไม่ น้ำหนักน้อยหรือมากเกินไปหรือเปล่า จำเป็นไหมที่ต้องปรับโภชนการ🍲ให้ลูก บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ แต่ก่อนที่เราจะทราบว่าน้ำหนักตัวของเด็กน้อยเกินไปหรือมากเกินไป เราควรทราบน้ำหนักตัวตามเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็นในแต่ละช่วงอายุเสียก่อน เราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️ทารกในแต่ละเดือนควรมีน้ำหนักตัวเท่าไร?🌟ในทารกแรกคลอดโดยทั่วไปจะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 2.5 กิโลกรัม ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่ค่ะ และในช่วงภายใน 3 เดือนแรกก็จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 600-900 กรัม แต่หากคลอดมาแล้วมีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัมทันที มีความเสี่ยงที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยมีโอกาสเป็นเบาหวานและโรคอ้วนมากกว่าคนปกติในอนาคต สาเหตุมักจะมาจากการที่คุณแม่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะก่อนตั้งครรภ์หรือช่วงตั้งครรภ์🤰พอดี รวมถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มาแล้วหลายครรภ์ ลูกๆที่เกิดจากครรภ์หลังๆก็มีโอกาสที่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นค่ะ🌟ในทารกที่มีอายุตั้งแต่ 4-6 เดือน น้ำหนักของเด็กๆจะเพิ่มประมารเดือนละ 450-600 กรัม เนื่องจากดื่มนมคุณแม่ได้มากขึ้นเพราะมีกิจวัตรประจำวันหรือเวลาในการตื่น กิน และนอนที่ชัดเจน ในช่วงวัยนี้ยังเป็นวัยที่สามารถรับประทานอาหารอื่นๆนอกจากดื่มน้ำนม🍼ของคุณแม่ได้แล้วอีกด้วยค่ะ ดังนั้นเมื่อเจ้าตัวน้อยมีอายุประมาณ 6 เดือน ก็จะมีน้ำหนักประมาณ 2 เท่าของช่วงแรกคลอดค่ะ🌟ในทารกที่มีอายุ 7-9 เดือน เด็กๆจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 300-400 กรัมค่ะ จะสังเกตว่าอัตราการเพิ่มน้ำหนักนั้นลดลงกว่าช่วงก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบเผาผลาญของเจ้าตัวน้อยทำงานดีขึ้น เพราะมีกิจกรรมทางด้านร่างกายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคลาน🚼 หัดตั้งไข่ เริ่มเกาะเดิน น้ำหนักที่เพิ่มในแต่ละเดือนจึงมีอัตราที่ลดลงค่ะ🌟ในทารกที่มีอายุประมาณ 10-12 เดือนหรือเกือบขวบปี เด็กๆจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 300 กรัม ซึ่งก็อาจจะลดลงกว่าช่วงก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับช่วงก่อนหน้าเลย ก็คือการที่ระบบเผาผลาฐของเจ้าตัวน้อยทำงานดีขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงที่ฟันน้ำนม🦷ของเด็กจะเริ่มขึ้นด้วย ทำให้เด็กๆอาจมีอาการระคายเคืองบริเวณเหงือก จึงไม่ค่อยอยากรับประทานอาหารนั่นเองค่ะ🌟เด็กๆที่มีอายุ 1 ขวบขึ้นไป น้ำหนักของเด็กจะเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 200 กรัมค่ะ แต่จะเป็นช่วงที่อัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวในแต่ละเดือนไม่ค่อยคงที่แล้ว ขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางด้านร่างกายและพฤติกรรมการกินอาหาร🍽️ รวมถึงชนิดของอาหารที่กินด้วยค่ะลูกมีน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ควรทำอย่างไร🔽ในกรณีที่เจ้าตัวน้อยมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หากเป็นช่วงที่ลูกยังดื่มน้ำนม🤱ของคุณแม่อยู่ อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการให้น้ำนมบ่อยขึ้น พยายามให้เด็กดูดจนอิ่มและคายจุกออกมาเอง ไม่บังคับไม่ลูกคายก่อนหน้านั้น ส่วนเด็กๆที่มีการดื่มนมผงแทนก็อาจค่อยๆเพิ่มปริมาณนมผงขึ้น และควรดื่มให้หมดตามปริมาณที่แนะนำในแต่ละครั้งค่ะ ในส่วนของเด็กที่มีอายุต้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปซึ่งเป็นวัยที่สามารถรับประทานอย่างอื่นมากกว่าการดื่มนมแม่ได้แล้ว คุณแม่อาจจัดมื้ออาหารของลูกให้ถี่ขึ้นได้ค่ะ อีกสิ่งที่สำคัญนอกไปจากการดื่มนม🍼และการรับประทานอาหาร คือการทำให้เจ้าตัวน้อยได้พักผ่อนด้วยการนอนหลับ😴อย่างเพียงพอค่ะ🔼ในกรณีที่ลูกมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ สิ่งที่คุณแม่ควรทำคือเริ่มควบคุมโภชนาการ🥦ของลูกในแต่ละมื้อค่ะ พยายามอย่าให้นมบ่อยเกินไป หากรับประทานอาหารอื่นๆได้แล้วก็ต้องควบคุมปริมาณไม่ให้มากเกินไป และอย่าแก้ปัญหาด้วยการให้นมหรืออาหารทุกครั้งที่เด็กร้อง😭ค่ะ เพราะบางทีเด็กๆอาจต้องการเพียงความสนใจของคุณพ่อคุณแม่เฉยๆแต่ไม่ได้หิวค่ะ สิ่งที่ควรระวังคือยังไม่ควรให้เด็กในวัยนี้ได้กินอาหารขยะหรือจั๊งค์ฟู้ด🍟 รวมไปถึงอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นอาหารหวานจัด เค็มจัด หรือเปรี้ยวจัด งดของทอดและของหมักดองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะว่า น้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐานของทารกในแต่ละช่วงวัยควรอยู่ที่เท่าไหร่ เจ้าตัวน้อยของเรามีน้ำหนักเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์สามารถแก้ไขอย่างไรได้บ้าง แค่หากพยายามแก้ไขด้วยตนเองแล้วยังไม่ได้ผล ควรเข้ารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ เพื่อตรวจสอบว่าทารกมีความผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนใดเกิดขึ้นกับร่างกายหรือไม่ มีแนวทางการรักษาและปรับโภชนาการอย่างไรค่ะ

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

Content Image

แนะนำหนังน่าดูในวันแม่ (สุขสันต์วันแม่ ปี 2023!)

        ในวันที่ 12 สิงหาคมที่กำลังจะถึงในปีพ.ศ. 2566 นี้ไปตรงกับวันเสาร์ ทางรัฐบาลจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 14 เป็นวันหยุดชดเชยด้วยเช่นกัน คุณผู้อ่านหลายๆท่านมีแผนที่จะทำกิจกรรมอะไรกันบ้างคะในช่วงหยุดยาววันแม่🙋🏻‍♀️ บางท่านอาจกำลังวางแผนจัดทริปไปเที่ยวทั้งในต่างจังหวัดและในตัวเมือง บางท่านอาจวางแผนที่จะใช้เวลาในวันหยุดอยู่กับสมาชิกในครอบครัว และบางท่านอาจยังไม่มีแผนการในใจ💭 วันนี้บทความของเราจึงมาแนะนำภาพยนตร์ 2 เรื่องจากหลากหลายหมวดหมู่หนัง เกี่ยวกับความรัก💞ของแม่และสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ เหมาะทั้งกับคนที่กำลังหาหนังดู ไม่ว่าจะดูคนเดียวหรือดูกับครอบครัวก็น่าสนใจทั้งสิ้น จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะEverything Everywhere All at Once      คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจเคยผ่านหูผ่านตากับหนังเรื่องนี้กันมาบ้าง เนื่องจากเป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ผ่านมาถึง 7 รางวัลด้วยกัน บางท่านอาจคุ้นเคยหนังเรื่องนี้ในชื่อภาษาไทยว่า ซือเจ๊ ทะลุมัลติเวิร์ส ตัวหนังจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อพร้อมๆกันเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้ฉายให้เห็นถึง...ครอบครัวชาวเอเชียครอบครัวหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแห่งความหลากหลายอย่างอเมริกา นำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครคุณแม่นามว่า เอเวอลีน หวัง ที่มีลูกสาววัยมัธยมหนึ่งคน👧🏻ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ชีวิตของตนเอง และสามีของคุณแม่ที่ตัวคุณแม่เองมีความคิดเห็นว่าไม่เอาอ่าวเท่าไหร่นัก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างจืดชืดและน่าเบื่อในแต่ละวัน จู่ๆก็มีวันหนึ่งที่เอเวอลีนได้ค้นพบว่ายังมีตนเองอยู่ในอีกหลายๆพหุจักรวาล และคนรอบตัวจากพหุจักรวาลเหล่านั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือของเธอจากศัตรูลึกลับ การผจญภัยอันแปลกประหลาดสุดเหวี่ยงของเอเวอลีนจึงเริ่มขึ้น💁🏻‍♀️🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านอาจคิดว่าหนังที่ออกแนวแอคชั่นแฟนตาซีแบบนี้จะเป็นหนังครอบครัวได้อย่างไรกัน แต่ต้องบอกเลยค่ะว่าประเด็นของหนังมีเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นตัวจุดประกาย และยังสามารถผสมผสานระหว่างพาร์ทที่มีความแฟนตาซี แอคชั่น คอมมาดี้ รวมไปถึงประเด็นทางสังคมและครอบครัวได้อย่างลงตัว เรียกว่าเป็นหนังที่ครบรสเลยเรื่องหนึ่ง👍 อีกทั้งด้วยเนื้อเรื่องเองก็ไม่ได้ย่อยยากหรือเข้าใจยาก จะดูกับเจ้าตัวน้อยที่ยังค่อนข้างเด็กหรือดูกับคุณพ่อคุณแม่เองก็สนุกและอบอุ่นใจไม่แพ้กัน ทางเราจึงขอแนะนำ Everything Everywhere All at once เป็นเรื่องแรกที่ควรค่าแก่การใช้เวลาดูในช่วงวันหยุดพักผ่อนค่ะ🌿CODA    มาต่อกันที่หนังรางวัลออสการ์อีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ CODA รักนี้หัวใจไร้เสียง นั่นเองค่ะ จริงๆแล้วชื่อหนังย่อมาจาก Child of Deaf Adults แต่ตามภาษาดนตรี Coda หรือโคด้าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งทางดนตรีที่บ่งบอกว่านักดนตรีจะต้องย้อนกลับไปเล่นท่อนใดท่อหนึ่งในเพลงที่มีสัญลักษณ์โคด้าปรากฏอยู่เหมือนกัน ที่ต้องกล่าวถึงดนตรีเพราะหนังเรื่องนี้แม้จะไม่ใช่หนังในหมวดมิวสิคัล แต่ก็ดำเนินไปได้ด้วยเสียงเพลงเช่นเดียวกัน จะน่าสนใจและอบอุ่นหัวใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อกันต่อเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้นำเสนอถึง...ครอบครัวชาวประมง ผ่านมุมมองของลูกสาววัยมัธยมปลายนามว่ารูบี้ ที่ครอบครัวของเธออันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และพี่ชายอีก 1 คน ล้วนแล้วแต่พิการทางด้านการได้ยินทั้งสิ้น ตัวเธอเองจึงต้องทำหน้าที่หลักในการออกหาปลากับสมาชิกครอบครัวเพราะเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงตอนล่องเรือ🛥️ ทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก และคาดหวังให้ลูกสาวดำเนินธุรกิจหาปลาต่อจากครอบครัวเพราะเป็นสิ่งที่ครอบครัวถนัดที่สุด แต่รูบี้เองได้บังเอิญค้นพบว่าเธอมีความสนใจทางด้านการร้องเพลงและดนตรี รูบี้จึงต้องทบทวนกับตนเองอย่างหนักว่าจะทำตามความในของตนเองซึ่งก็คือการร้องเพลง🎶 ที่ครอบครัวจะไม่สนับสนุนแน่ๆเพราะล้วนแล้วแต่พิการทางการได้ยิน และดูจะไม่ใช่สามารถประกออาชีพที่มั่นคง หรือจะกลับมาสานต่อธุรกิจหาปลาของที่บ้านตามความจำเป็นและความคาดหวังของครอบครัว🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีเนื้อหาหลักที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความฝันและการค้นหาตนเองของเด็กวัยรุ่นมาเกี่ยวข้อง แม้จะดูเป็นประเด็นที่จริงจัง แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกเครียดเกินไป👌🏻 เพราะมีเรื่องราวความรักของตัวเอกซึ่งก็พอให้ชุ่มชื่นหัวใจแทรกเข้ามาในปริมาณที่เหมาะสม บวกกับดนตรีเพราะๆ และมุกตลกที่ผสมผสานเข้ามาอย่างถูกจังหวะและลงตัว ด้วยตัวเนื้อหาหนังเองก็ค่อนข้างย่อยง่าย เข้าใจง่าย อบอุ่นหัวใจ CODA จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางเราแนะนำสำหรับช่วงวันหยุดวันแม่ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผู้อ่านผิดหวังแน่นอนค่ะ🎉    จบกันไปแล้วนะคะสำหรับหนังรางวัลออสการ์ 2 รางวัลที่นับว่าอบอุ่นหัวใจมากพอที่จะดูกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาว แต่จะดูคนเดียวก็ไม่เป็นปัญหาอยู่ดี มั่นใจว่า 2 เรื่องดังกล่าวต้องสร้างความประทับใจให้คุณผู้อ่านได้แน่นอน สำหรับ 2 เรื่องที่พูดถึงนี้ยังมีฉายให้ดูผ่านแอพพลิเคชันสตรีมมิ่งอย่างเน็ตฟลิกซ์ เพราะฉะนั้นรับรองได้ว่าหาดูได้ไม่ยากอย่างแน่นอน หากคุณผู้อ่านได้ตามรอยหนังแล้วรู้สึกประทับใจก็อย่าลืมที่จะบอกต่อนะคะ ทางเรายินดีมากๆที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณผู้อ่านสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว หรืออย่างน้อยก็ได้ผ่อนคลายตนเองด้วยภาพยนตร์ดีๆ สวัสดีวันแม่ทุกๆท่านเลยนะคะ

Content Image

8 วิธีป้องกันไม่ให้ลูกถูกไฟช็อต

     ทารกนั้นล้วนอยากรู้อยากเห็นกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของภายในบ้านและสิ่งของนอกบ้าน โดยเฉพาะเมื่อเห็นปลั๊กไฟ🔌 เด็กจะมีความอยากเอามือไปแหย่ปลั๊กไฟโดยอัตโนมัติ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีป้องกันไม่ให้ลูกถูกไฟช็อต จะมีวิธีไหนบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️วิธีป้องกันไม่ให้ลูกถูกไฟช็อต มีดังต่อไปนี้1️⃣ ตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเสมอคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นตรวจเช็ค🔎อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อไม่ให้เกิดไฟรั่ว หรือไฟฟ้าลัดวงจรได้ วิธีง่ายๆที่สามารถทำได้ คือ หมั่นเช็คสายไฟ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทุกชนิดว่ายังใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อสมาชิกในครอบครัว หากสังเกตเห็นสายไฟขาด สายไฟบวม หรือสายไฟชำรุด ควรรีบเปลี่ยนสายไฟใหม่ทันที2️⃣ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟดูดอุปกรณ์ป้องกันไฟดูดนั้นสามารถป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลดลัดวงจรได้ เช่น การติดตั้งสายดิน การติดเบรกเกอร์ควบคุมไฟ🎛️ หรือแม้กระทั่งการติดเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ เพียงเท่านี้ก็สามารถลดอัตราเสี่ยงในการที่ลูกจะถูกไฟฟ้าดูดได้หากเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้ารั่ว3️⃣ เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานถูกต้องตาม มอก. และเป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมตามมาตรฐานสากล เพื่อเป็นการเช็คให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นจะปลอดภัยเมื่อใช้ทุกครั้ง โดยสามารถสังเกตสัญลักษณ์ มอก. บนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆได้ เช่น ตู้เย็น ทีวี📺 ไมโครเวฟ และพัดลม เป็นต้น4️⃣ ห้ามไม่ให้ลูกจับปลั๊กในขณะมือเปียกคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรจับเครื่องใช้ไฟฟ้าและปลั๊กทุกชนิดในขนาดที่มือเปียกน้ำ💦 เพราะนั่นหมายถึงอาจทำให้คุณแม่เสี่ยงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ และควรสอนลูกอยู่เสมอไม่ให้จับปลั๊กในขณะที่มือเปียก ควรเช็ดมือให้แห้งสนิทก่อนใช้งานเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดและรวมไปถึงวิธีเหล่านี้ด้วย5️⃣ ไม่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเกินกำลังการที่คุณพ่อคุณแม่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเกินกำลัง เป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟฟ้าช็อต⚡️ หรือไฟฟ้าลัดวงจรได้ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ชอบต่อปลั๊กพ่วงหรือเสียบปลั๊กอุปกรณ์พร้อมกันหลายๆเครื่อง การกระทำเช่นนั้นอาจเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของตัวคุณพ่อคุณแม่และตัวลูกเองด้วย6️⃣ เก็บอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มิดชิดคุณพ่อคุณแม่ควรเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดให้มิดชิดและเรียบร้อย โดยเฉพาะสายไฟ เพราะสายไฟที่ไม่เป็นระเบียบนั้นสามารถดึงดูดและล่อให้เด็กมาหยิบจับได้ง่าย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเก็บสายไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้พ้นมือเด็ก👶 และควรหาฝามาปิดดูปลั๊กไฟเพื่อป้องกันการที่เด็กจะเอามือแหย่ไปในปลั๊กไฟด้วย7️⃣ อยู่ให้ห่างจากแหล่งจ่ายไฟในช่วงหน้าฝนการอยู่ใกล้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าในช่วงหน้าฝน⛈️นั้นถือว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าหรือเหตุการณ์ไฟฟ้ารั่ว อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของชีวิตลูกน้อยได้ เช่น การอยู่ใกล้ๆแหล่งไฟฟ้าที่มีหม้อแปลงไฟฟ้า หรือเสาไฟฟ้าแรงสูง8️⃣ หลีกเลี่ยงการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง เพราะถ้าหากซ่อมได้ไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้ส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหรือชำรุด ควรติดต่อช่างไฟ🧑‍🔧ที่ชำนาญเฉพาะทางมาซ่อมให้จะปลอดภัยกว่า     อุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตและไฟฟ้าดูด⚡️นั้นสามารถเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตเวลาลูกน้อยเล่นรอบบ้าน และควรเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นที่เป็นทาง และห่างไกลจากมือแสนซนของลูก

Content Image

โรคจูบ คืออะไร

  การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการกอด🤗หรือจูบ😘ลูกน้อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติมาก แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคจูบด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางน้ำลายได้ และสามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจส่งผลต่อทารกและเด็กได้เช่นกันค่ะโรคจูบ คืออะไรโรคจูบ หรือ kissing disease หมายถึงการติดเชื้อไวรัส🦠ที่เรียกว่าเชื้อ mononucleosis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า mono มีสาเหตุมาจากไวรัส Epstein-Barr (EBV) และติดต่อทางน้ำลายได้บ่อยที่สุด จึงมีคำว่า โรคจูบ💋 เชื้อโมโนสามารถส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวค่ะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะคะ หากคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคนี้ การกอด การจูบลูกน้อยก็เป็นการเสี่ยงติดโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ👉อาการของโรคจูบอาการของโรคจูบโดยทั่วไปจะมีอาการต่างๆคล้ายๆกับการเป็นไข้ธรรมดาเลยค่ะ เช่น รู้สึกอ่อนเพลียมาก เจ็บคอ😮‍💨 ต่อมน้ำเหลืองบวม และมีไข้🤒 ซึ่งทารกและผู้ใหญ่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันเมื่อเป็นโรคนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความรุนแรงและการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและเงื่อนไขเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ให้สังเกตอาการทั่วไปของการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัด และการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการไอ จาม มีไข้ และคัดจมูก🤧 สามารถสังเกตได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอเพื่อการวินิจฉัย🩺ที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังคงพัฒนาอยู่ และเด็กไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้ว่าเขารู้สึกยังไงค่ะ อีกอย่างหนึ่งคืออาการป่วยด้วยโรคจูบจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีนะคะเพราะลูกน้อยของเราอาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น โรคดีซ่าน ตับอักเสบ โลหิตจาง และอาการหายใจติดๆขัดค่ะวิธีป้องกันโรคจูบโรคนี้เกิดขึ้นมานานแล้วก็จริงนะคะ แต่ทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีน💉รองรับหรือวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโดยตรง🦠 การดูแลลูกน้อยหรือแม้แต่ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้มาตรการป้องกันบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ค่ะ ✨1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีโมโนคลิโอซิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเฉียบพลันเมื่อมีอาการ✨2.รักษาสุขอนามัยที่ดี หลักๆเลยก็คือการกินร้อน ทานอาหารที่ปรุงสุก ถูกสุขอนามัย อีกอย่างคือการใช้ช้อนกลาง🥄 ถึงจะเป็นคนในครอบครัว เราก็ไม่ควรละเลยกับเรื่องการใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการตักอาหารใส่จานของเรานะคะ และอีกเรื่องคือการล้างมือ🤲 เพราะบ่อเกิดของเชื้อโรคต่างๆก็มาจากมือของเราเนี่ยแหละค่ะ เพราะเราหยิบจับของ นู่น นั่น นี่ ทั้งวันเลย✨3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือแปรงสีฟัน🪥ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ✨4.รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงโดยการนอนหลับให้เพียงพอ😴 รับประทานอาหารที่สมดุล และออกกำลังกายอยู่เสมอนะคะ✨5.หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าคนที่คุณเคยสัมผัสใกล้ชิดมีโมโนคลิโอซิส ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการจูบ💋หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนน้ำลายจนกว่าพวกเขาจะฟื้นตัวเต็มที่ค่ะ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยติดเชื้อและป่วยด้วยโรคจูบ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพของลูกน้อยของเราค่ะ  อีกอย่างหนึ่งคือหากคุณพ่อคุณแม่หรือใครก็ตามในครอบครัวที่มีอาการ หรือความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ให้เขาหลีกเลี่ยงสกินชิพกับลูกน้อยของเราเลยนะคะ พร้อมด้วยการใส่ใจเรื่องการฆ่าเชื่อ การสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อย รวมถึงการแยกภาชนะสำหรับลูกน้อยเป็นพิเศษด้วยค่ะ 

Content Image

สอนให้ลูกแปรงฟันอย่างไร

เพราะเด็กเคี้ยวอาหารด้วยฟันก่อนกลืนลงท้อง และใช้อาหารเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ฟันจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงต้องใส่ใจในการให้การศึกษาแก่บุตรหลานในการทำความสะอาดและแปรงฟันเพื่อให้สามารถดูแลและทำความสะอาดฟันได้อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันฟันผุ เด็กควรแปรงฟันเองเมื่อไหร่และมีวิธีสอนได้อย่างไรเรามาดูกันค่ะเริ่มแปรงฟันให้ลูกเมื่อไหร่ดี?✨เริ่มจากอายุ?เมื่อลูกน้อยอายุประมาณ 6-7 เดือน จะเริ่มมีฟันน้ำเริ่มซี่แรกซึ่งฟันน้ำนม🦷จะขึ้นทั้งหมด 20 ซี่ จนอายุ 2 ขวบครึ่งและจะค่อยๆ หลุดร่วงตามธรรมชาติ การดูแลฟันของลูก👶ควรเริ่มจากฟันซี่แรก✨อายุ2-3 ขวบเมื่อลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ ลูกจะมีความอยากรู้อยากเห็นและอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับการฝึกให้ลูกแปรงฟันเอง🪥 แม้จะแปรงได้ไม่สะอาด ดังนั้นแม่จะต้องแปรงให้ลูกอีกครั้งเพื่อให้สะอาด ✨อายุ 7 ขวบโดยเฉลี่ยแล้วเด็กจะสามารถแปรงฟัน🦷ได้อย่างมีคุณภาพได้เมื่อเข้าสู่วัย7 ขวบ แต่ก็ไม่ใช่ทุกซอกทุกมุมที่จะสะอาด ผู้ปกครองยังคงต้องใส่ใจและแปรงอีกครั้งเพื่อความสะอาดค่ะวิธีแปรงฟันให้ลูก✨แปรงด้วยอะไรดี แปรงฟันให้ลูกด้วยการใช้แปรงสีฟัน🪥เด็ก หรือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเดือด หากไม่ดูแลตั้งแต่ฟันซี่แรก การสูญเสียฟันน้ำนมอาจส่งผลต่อฟันแท้ในอนาคต ดังนั้นการดูแลทันตกรรมของเด็กควรเริ่มจากฟันซี่แรกค่ะ✨วิธีเลือกแปรงและยาสีฟันหลักในการเลือกแปรงสีฟัน🪥สำหรับลูก คือให้เลือกแปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่มที่เหมาะสมกับอายุ และยาสีฟันสำหรับเด็ก โดยหากลูกมีอายุต่ำกว่า 2 ปี ให้ใช้ยาสีฟันสำหรับเด็กที่มีฟลูออไรด์ในปริมาณน้อยกว่าขนาดเมล็ดถั่ว และควรแปรงให้ดูก่อน✨แปรงฟันอย่างถูกวิธีในการแปรงฟันอย่างถูกต้อง ก่อนอื่นคุณแม่จะวางแปรงสีฟันทำมุม 45 องศาที่รอยต่อของฟันและเหงือก เลื่อนแปรงสีฟันไปมาในช่วงเวลาสั้นๆ และเบาตามเหงือกและฟันของลูกน้อย👶 สำหรับฟันบนให้ปัดลงและฟันล่าง🦷 ให้ปันขึ้นจนครบทุกซี่ และอย่าลืมแปรงลิ้นเพื่อขจัดแบคทีเรียที่สะสม และล้างด้วยน้ำสะอาดตามลำดับวิธีชักชวนให้ลูกแปรงฟัน✨เลือกแปรงและยาสีฟันลองทำเหมือนว่าแปรงสีฟันเป็นของเล่น โดยให้ลูกเลือกแปรงสีฟันเอง🪥  เช่นอาจมีตัวการ์ตูนที่ลูกชอบ สีแปรงสดใส หรือมีไฟ หรือ มีเสียง และอาจหายาสีฟันที่มีรสอร่อยๆ และมีกลิ่นที่ลูกชอบ เมื่อลูกแปรงฟันเองได้ก็ให้ชื่นชมลูกว่าเก่งมากเลย ✨กิจกรรมเกี่ยวกับการแปรงฟันก่อนนอนอาจลองเล่านิทานเกี่ยวกับการแปรงฟัน อย่างหากไม่แปรงฟันก็จะมีแมลงกินฟันทำให้ฟันผุ แต่เมื่อแปรงฟันฟันก็จะใสปิ๊ง🦷  รวมถึงอาจลองแสดงบทบาทสมมติ ให้เป็นหมอฟันกับคนไข้ดู แบบนี้ก็จะทำให้ลูกอยากรักษาความสะอาดของฟันขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.