Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

คุณแม่ดื่มเหล้ามีผลต่อทารกในครรภ์ขนาดไหน?

สาวสายปาร์ตี้ที่กลายเป็นคุณแม่ อาจมีข้อสงสัยมากมายว่าสามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้หรือไม่ จิบเหล้าเบาๆได้หรือไม่? หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่หากดื่มแอลกอฮอล์แล้วจะส่งผลต่อทารกในครรภ์อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ทำไมคุณแม่ถึงไม่ควรดื่มเหล้า?งานวิจัยพบแอลกอฮอล์ส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์งานวิจัยมากมายพบว่าคุณแม่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากระหว่างการตั้งครรภ์สามารถส่งผลให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้ แต่การดื่มจิบๆ🍷เพียงเล็กน้อยนั้น ยังไม่มีผลชัดเจนว่ามีการส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์หรือไม่คุณแม่ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกเพราะในช่วง 3 เดือนแรกนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการพัฒนาระบบประสาท🧠และอวัยวะต่างๆของลูกน้อยในครรภ์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ลูกน้อยจะมีความผิดปกติที่เรียกว่า Fetal Alcohol Spectrum Disorder (FASD) โดยแอลกอฮอล์🍺ยังรบกวนการรับสารอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของสมองของลูกน้อยรวมถึงอวัยวะต่างๆของลูก และยังไปรบกวนการรับออกซิเจนอีกด้วยซึ่งความรุนแรงของผลกระทบนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่คุณแม่ดื่ม ความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทารกเมื่อคุณแม่ดื่มแอลกอฮอล์มีดังนี้ความผิดปกติของใบหน้าทารก✨ช่องระหว่างตาสั้น หรือแคบ✨ริมฝีปากบนยาว และบาง✨ร่องริมฝีปากบน (Phil rum) เรียบ✨หนังคลุมหัวตามาก (epicanthal folds)✨ปลายจมูกเชิดขึ้น✨จมูกแบน✨บริเวณส่วนกลางใบหน้า มีการพัฒนาน้อยกว่าปกติ (midface hypoplasia)นอกจากนั้นเด็กก็อาจมีความผิดปกติทางสมองหรือสติปัญญาได้ความผิดปกติทางสมองและสติปัญญาความผิดปกติของสมองแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดการทำลายของเซลล์ประสาท และส่งผลให้การเจริญเติบโตของทารกบกพร่อง ทำให้ทารกเกิดมามีน้ำหนักน้อย ตัวเล็ก และอาจมีความผิดปกติทางโครงสร้างสมอง🧠 เช่น สมองใหญ่มีร่องผิดปกติ ไม่มีสมองใหญ่ เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองเลื่อน เป็นต้นความบกพร่องทางสติปัญญาทารกอาจมีความบทพร่องทางสติปัญญา เช่น พัฒนาการล่าช้า ปัญญาอ่อน มีปัญหาด้านความจำ มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ รวมถึงอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล😞 หรือมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ เช่น สมาธิสั้น ไม่อยู่นิ่ง อาการซุกซนเป็นต้น แม้ว่าการจิบแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์นิดหน่อยอาจจะยังไม่เห็นผล แต่หากดื่มในปริมาณมาก นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่แล้วยังส่งผลต่อ พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย ดังนั้นคุณแม่อาจจะต้องระวังสุขภาพในช่วงนี้กันสักนิดเพื่อลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์🤰นะคะ

Content Image

ท่านอนสำหรับแม่ท้อง นอนแบบนี้หลับสบายทั้งแม่และลูก!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมตนเองนอนแล้วรู้สึกไม่สบายตัวเลยช่วงตั้งครรภ์🤰 วันนี้บทความเราจึงได้รวบรวมท่านอนที่เหมาะสำหรับคนท้อง จะมีท่าไหนบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะท่านอนที่เหมาะสำหรับคนท้องคนท้องจริง ๆ แล้ว  คนท้องสามารถนอนตะแคงขวาหรือตะแคงซ้ายได้ทั้งนั้น ขอเพียงเป็นท่าที่นอนแล้วรู้สึกสบายตัว ไม่มีอาการปวดหลัง ปวดขา และสามารถนอนหลับสนิทได้ทั้งคืน😴 โดยท่านอนที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ มีดังนี้👉สำหรับคุณแม่ท้องอ่อน ๆ ท่านอนหงาย : ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่ท้องอ่อนๆ คือ ท่านอนหงายสบาย ๆ เนื่องจากมดลูกของคุณแม่ยังไม่ขยายตัวใหญ่เหมือนคุณแม่ท้องแก่ แต่ในท้องก็จะมีตัวทารกในครรภ์ รก และน้ำคร่ำอยู่ในท้องแล้ว ดังนั้นท่านอนหงายจะทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวเวลานอน😴 แต่ถ้าคุณแม่ถนัดนอนตะแคง คุณแม่ต้องมั่นใจว่าสามารถพลิกตัวบ่อย ๆ ได้ในขณะหลับ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีอาการเจ็บจากการนอนตะแคง👉สำหรับคุณแม่ท้องแก่ ท่านอนตะแคง : ท่านี้คือท่าที่สบายสำหรับคนท้องเนื่องจากเวลานอนไม่ต้องแบกท้องหนัก ๆ ไว้ ซึ่งเหมาะกับคุณแม่ช่วงท้องแก่หรือ คนท้องไตรมาสที่ 3 หรือคนท้องไตรมาสสุดท้ายเนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แม่ตั้งครรภ์ปวดหลัง ปวดขา🦵 ปวดเท้า🦶 ส่งผลให้นอนยากขึ้น ท่านอนช่วงท้องแก่ควรเป็นท่านอนตะแคง เพราะมดลูกขยายตัวเต็มพื้นที่แล้วจึงไม่เสียดด้านใดด้านหนึ่งเหมือนตอนท้องอ่อน 2 สิ่งที่คุณแม่ควรระวังเรื่องการนอน1️⃣ การล้มตัวลงนอนสิ่งที่คุณแม่ท้องอ่อน ๆ และคุณแม่ท้องแก่ควรระวังคือการล้มตัวลงนอน แนะนำให้คุณแม่ค่อยๆนั่งลงริมเตียง🛌ก่อนพลิกตัวลงเตียง ไม่ควรคลานขึ้นไปนอนบนเตียงทันที เพราะอาจทำให้ตัวพลิกกลิ้งบนที่นอนได้ ดังนั้น เมื่อคุณแม่นั่งลงบนเตียงแล้วจึงค่อย ๆ ตะแคงตัว เอามือข้างที่ถนัดยันที่นอนก่อนแล้วสามารถล้มตัวลงนอนได้อย่างช้าๆ ส่วนคุณแม่ท้องอ่อนที่นอนหงาย ก็ค่อยพลิกตัวหงายช้า ๆ ค่ะ2️⃣ การลุกขึ้นจากที่นอนคุณแม่ไม่ควรลุกขึ้นจากที่นอนแบบพรวดพราด🙅‍♀️ ควรค่อยๆลุกอย่างระมัดระวัง เพราะอาจจะส่งผลต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ เวลาลุกจากที่นอน ถ้าคุณแม่นอนหงายอยู่ ให้พลิกตัวตะแคง เช่น ตะแคงซ้าย ให้เอามือขวายันที่นอน แล้วค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งก่อน เช่นเดียวกันหากคุณแม่นอนตะแคง ให้เอามืออีกด้านที่ไม่ได้นอนทับ ยันตัวลุกขึ้นนั่งก่อน เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะลุกขึ้นจากที่นอนค่ะ     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถนอนท่าไหนก็ได้ที่รู้สึกสบายตัว ไม่มีอาการปวดหลัง หรือทำให้คุณแม่รู้สึกนอนหลับได้ไม่สนิท หากคุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวจากท่านอน คุณแม่สามารถขยับตัวบ่อยๆได้ เพื่อให้ได้นอนในท่าที่รู้สึกสบายตัวมากที่สุด และคุณแม่ต้องพึงระวังไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน ให้ค่อยไนั่งก่อนเสมอ เพื่อเป็นการลดแรงกระแทกต่อทารกในครรภ์ค่ะ🤰

Content Image

สารอาหารที่จำเป็นในระหว่างตั้งครรภ์

การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นส่วนสำคัญของการมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี แต่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ อาหารที่คุณแม่รับประทานควรมีสารอาหารที่ครบและเพียงพอต่อร่างกายสุดยอดสารอาหาร 💊โฟเลตและกรดโฟลิกโฟเลตช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดและความผิดปกติร้ายแรงของสมอง🧠และไขสันหลัง โฟเลตมักถูกบริโภคในรูปของการเสริมกรดโฟลิกและอาหารเสริม เช่น ธัญพืช ผักใบเขียว ถั่วแห้ง และถั่ว🥜💊แคลเซียมแคลเซียมมีความสำคัญต่อการพัฒนาของกระดูกและฟันที่แข็งแรง   และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต กล้ามเนื้อ และระบบประสาทของคุณทำงานได้ตามปกติ🧠ผลิตภัณฑ์จากนม🥛 เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดที่คุณสามารถดื่มได้ทุกวัน หรือสำหรับผู้ที่แพ้นมอาจลองทาน บรอกโคลี🥦คะน้า น้ำผลไม้ หรือ ซีเรียลเสริมแคลเซียมได้เช่นกันนะคะ 💊วิตามินดีวิตามินดีช่วยสร้างกระดูก  และฟันของลูกน้อย   ปลาที่มีไขมัน🐟 เช่น ปลาแซลมอน นมเสริม และน้ำส้ม🍊 เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินดีที่คุณสามารถรวมไว้ในมื้ออาหารของคุณได้อาหารเสริมอื่นๆ💊โปรตีนโปรตีนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของทารกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื้อไม่ติดมัน🥩 สัตว์ปีก และไข่🥚 เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม ตัวเลือกสำหรับคุณแม่ที่ทาน "มังสวิรัติ" ได้แก่ ถั่ว ถั่วลันเตา ถั่ว เมล็ดพืช และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง💊เหล็กธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ตอนนี้คุณแม่จะต้องการธาตุเหล็กเป็นสองเท่าเพราะคุณแม่ต้องให้นมลูกน้อยด้วย👶นั่นเองค่ะภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอาจทำให้คุณเหนื่อยล้าและนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่อันตรายในระหว่างตั้งครรภ์ ⚠️ เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลา ซีเรียล และถั่วที่เสริมธาตุเหล็กเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี จับคู่กับอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น น้ำส้ม🍊 สตรอเบอร์รี่🍓 เพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

Content Image

ระวัง! 4 ส่วนผสมอันตรายในสกินแคร์ที่แม่ท้องควรเลี่ยง

     การใช้เลือกสกินแคร์ที่ปลอดภัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ผิวของคุณแม่จะมีความบอบบางเป็นพิเศษ และสามารถเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าช่วงก่อนตั้งครรภ์นั่นเอง วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวม 4 ส่วนผสมอันตรายในสกินแคร์ที่แม่ท้องไม่ควรใช้เด็ดขาดมาให้ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงมีผิวแพ้ง่าย?✨เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนคุณแม่ตั้งครรภ์มักจะประสบปัญหาผิว เช่น สิว เนื่องจากมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ไม่สมดุล ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีบทบาทโดยตรงในการผลิตไขมัน ซึ่งน้ำมันบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนอินซูลิน ที่ทำให้คุณแม่เป็นสิวในระหว่างตั้งครรภ์🤰 ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและไม่ทำลายปราการของผิวหน้านะคะ4 ส่วนผสมอันตรายที่แม่ตั้งครรภ์ที่ควรหลีกเลี่ยง👉SLS (Sodium Lauryl Sulfate)SLS ทำหน้าที่เป็นตัวผลิตฟอง🫧ในผลิตภัณฑ์ประเภทแชมพูและสบู่หลายชนิด เมื่อคุณแม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟอง อาจทำให้ผิวแห้งลง เกิดการแพ้ง่าย และอาจร้ายแรงถึงขั้นผิวลอกได้ด้วยเช่นกัน👉พาราเบน (Paraben)Paraben จัดว่าเป็นสารกันเสียในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ต่างๆ💄 ทำงานในลักษณะป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายหรือเชื้อโรคที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน แต่จากการวิจัยพบว่าพาราเบนสามารถทำให้เกิดการหยุดชะงักของกระบวนการเผาผลาญของทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของการสร้างเซลล์มะเร็งเต้านมได้อีกด้วย🔎วิธีง่ายๆที่คุณแม่สามารถสังเกตสารที่มีพาราเบนเป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะพบได้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า จะมีชื่อว่า methylparaben, ethylparaben, propylparaben, butylparaben, isopropylparaben และ isobutylparaben เป็นต้น 👉แอลกอฮอล์และสารปรอทแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) จะทำการดึงน้ำมันตามธรรมชาติออกจากผิวของคุณแม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของคุณแม่แห้งกร้าน และยังสามารถทำให้เกิดโรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งเป็นอาการของผื่นบนใบหน้า รวมไปถึงอาจทำให้เกิดเส้นเลือดขอด🩸บนใบหน้าในช่วงตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกันสารปรอท จัดเป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย☠️ หากซึมซาบผ่านทางผิวหนังเข้าสู่ร่างกายไปทางเส้นเลือด หากสารปรอทเข้าไปเกาะตัวบริเวณไต อาจทำให้ไตเกิดปัญหาได้ รวมไปถึงปัญหาอื่นๆที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสีผิว จุดด่างดำบนผิวหนัง อาการระคายเคือง เส้นประสาทถูกทำลายถาวร พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปกติ 👉น้ำหอม (Fragrance)น้ำหอม มักพบได้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางค์ทั่วไป เพื่อเพิ่มกลิ่นที่หอมหรือเป็นการกลบกลิ่นของสารเคมีในเครื่องสำอางค์ แต่ไม่ใช่น้ำหอมทุกชนิดจะปลอดภัยต่อผิวของคุณแม่🙅‍♀️ เนื่องจากในน้ำหอมมีส่วนผสมของสารอันตราย เช่น พาราเบน อนุพันธ์ของเบนซีน อัลดีไฮด์ และอื่นๆ อาจก่อเกิดอาการระคายเคืองต่อผิว เป็นสิว หรือแม้กระทั่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งและปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทของคุณแม่ได้ด้วยค่ะ     ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ไม่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายเหล่านี้ สามารถเช็คบนฉลากก่อนตัดสินใจซื้อ และอย่าลืมไปปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆก่อนนะคะ เนื่องจากส่วนผสมในครีมอาจส่งผลต่อร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ค่ะ

Content Image

ทารกอยู่ในครรภ์ท่าไหน ฟังเสียงหัวใจบอกได้

     สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั้น🤰 คงมีเรื่องตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับทารกในครรภ์ คุณพ่อคุณแม่อาจมีความลุ้นและกังวลว่าลูกในครรภ์นั้นจะมีสุขภาพ พัฒนาการ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ปกติหรือไม่ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งวิธีที่สามารถใช้ในการตรวจสอบสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์เบื้องต้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือการฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ จะสามารถทำอย่างไรได้บ้างนั้น ก่อนอื่นเราไปเริ่มที่วิธีการทางการแพทย์กันก่อนเลยค่ะ💁‍♀️วิธีตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์1️⃣ใช้เทคนิค Real time sonography ซึ่งถือว่าเป็นการทำอัลตร้าซาวนด์รูปแบบหนึ่ง หลักการก็คือการปล่อยคลื่นเสียง🔊ความถี่ที่หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ลงไปที่บริเวณท้องของคุณแม่ จากนั้นจึงใช้ตัวรับสัญญาณ ในการรับสัญญาณจากคลื่นความถี่นั้น แล้วแปลงสัญญาณออกมาปรากฏในรูปแบบขอภาพบนจอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพภายในท้องของคุณแม่ ณ ช่วงเวลาจริงที่กำลังทำการตรวจ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ทั้งแพทย์เองและคุณแม่สามารถมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ รวมถึงการเต้นของหัวใจก็ได้เช่นกันค่ะ2️⃣ใช้ Ultrasonic Doppler ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นความถี่ในการตรวจสอบเสียงหัวใจของทารก🚼ได้เช่นเดียวกัน โดยจะใช้กับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ3️⃣ใช้เทคนิค Echocardiography ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของหัวใจทารกด้วยคลื่นความถี่สูงค่ะ แต่สำหรับเครื่องมือนี้จะใช้ได้ช่วง 48 วันหลังคุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายค่ะ🩸วิธีฟังเสียงหัวใจทารกที่สามารถทำได้ด้วยตนเองใช้ Stethoscope🩺 หรือหูฟังทางการแพทย์ในการตรวจสอบ  ซึ่งก็คือการจิ้มปลายหูฟังไปยังบริเวณที่ต้องการจะฟังเสียงนั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วเครื่องมือนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เช่นเดียวกัน แต่เป็นเครื่องมือที่นอกจากแพทย์จะใช้ได้แล้ว คุณแม่หรือสมาชิกท่านอื่นๆในครอบครัวก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องทราบถึงเทคนิคในการใช้ และตำแหน่งที่ต้องการฟังเสียงค่ะ👉ตำแหน่งที่เหมาะกับการฟังเสียงหัวใจของทารกในครรภ์หากร่างกายของทารกอยู่ระนาบเดียวกับร่างกายของคุณแม่ในท่ายืน พูดให้เห็นภาพก็คือ หากจินตนาการว่า💭ทารกกำลังยืนตรงภายในครรภ์ของคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจของเด็กได้ก็ต่อเมื่อแตะปลายหูฟังไปที่บริเวณที่สูงกว่าสะดือของคุณแม่ค่ะในทางตรงกันข้าม หากจินตนาการว่าทารกกำลังพลิกตัวกลับหรือกำลังอยู่ในท่าคว่ำตัว เอาศีรษะดิ่งลงมา จะได้ยินเสียงหัวใจ🫀ของเด็กได้ในบริเวณที่ต่ำกว่าระดับสะดือของคุณแม่ค่ะหากศีรษะของทารกเยื้องไปทางขวาของอุ้งเชิงกรานคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งขวาค่ะในทางกลับกัน หากศีรษะของทารกเยื้องไปทางซ้ายของอุ้งเชิงกรานคุณแม่🤰 จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งซ้ายนั่นเองค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัจจุบันมีวิธีการที่หลากหลายมากที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้จากการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งก็มีทั้งเครื่องมือหรือเทคนิคที่จำเป็นต้องตรวจที่โรงพยาบาล🏥 และเครื่องมือที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เอง หากคุณแม่ท่านใดสนใจก็สามารถลองทำตามวิธีดังกล่าวกันได้นะคะ

Content Image

ให้ทารกในครรภ์ฟังเพลง ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมอง

     ในระหว่างตั้งครรภ์ ปาฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นเมื่อชีวิตใหม่เติบโตในครรภ์ของแม่ๆ ปาฏิหาริย์ประการหนึ่งคือผลของดนตรีต่อพัฒนาการของทารก เมื่อแม่เล่นดนตรี จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการเจริญเติบโตและความเป็นอยู่ที่ดีของทารกค่ะ เชื่อกันว่าการเปิดฟังเพลงระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลดีต่อพัฒนาการสมองของเด็กได้ การศึกษาพบว่าการฟังเพลงขณะอยู่ในครรภ์สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสของทารกและปรับปรุงความสามารถทางปัญญาได้ เชื่อกันว่าส่งเสริมการพัฒนาภาษา เพิ่มความจำ และพัฒนาทักษะการประสานงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือเด็กทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และผลของดนตรีต่อพัฒนาการสมองอาจแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคนค่ะ💁‍♀️ข้อดีของการให้ทารกในครรภ์ได้ฟังเพลงการพัฒนาทางปัญญา พบว่าดนตรีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในทารก การวิจัยชี้ให้เห็นว่าการฟังเพลงระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยเพิ่มทักษะการรับรู้ของทารก เช่น พัฒนาการทางภาษา🔠 ความจำ และความสามารถในการแก้ปัญหาค่ะการพัฒนาทางอารมณ์ ดนตรีมีพลังในการกระตุ้นอารมณ์ และสิ่งเดียวกันกับทารกในครรภ์ด้วย การฟังเพลง🎶ที่ผ่อนคลายและสงบสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบสุข ช่วยลดระดับความเครียดของทั้งแม่และลูกน้อย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยสร้างความผูกพันและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับทารกได้อีกด้วยค่ะพัฒนาการด้านการได้ยิน ระบบการได้ยิน👂ของทารกเริ่มพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และการเล่นดนตรีสามารถช่วยปรับปรุงความสามารถในการได้ยินของทารกได้ การได้สัมผัสกับจังหวะ ท่วงทำนอง และเสียงต่างๆ สามารถช่วยให้ทารกจดจำและตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเสียงต่างๆ ได้ค่ะการผ่อนคลายและการนอนหลับดนตรีมีผลผ่อนคลายทั้งต่อแม่และลูกน้อย เพลงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนสามารถช่วยให้ทารกสงบลง ส่งเสริมรูปแบบการนอนหลับที่ดีขึ้น😴 และลดความรู้สึกไม่สบายหรือกระสับกระส่ายค่ะประเภทดนตรีที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยดนตรีคลาสสิกนักแต่งเพลงคลาสสิก🎼 เช่น Mozart, Beethoven และ Bach มักได้รับการแนะนำสำหรับการแต่งเพลงที่สงบและกลมกลืน ดนตรีของพวกเขาเกี่ยวข้องกับผลเชิงบวกต่อการพัฒนาสมองค่ะ🧠เสียงธรรมชาติ เสียงธรรมชาติที่นุ่มนวล เช่น เสียงฝน คลื่นทะเล🌊 หรือเสียงนกร้อง สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและเงียบสงบสำหรับเด็กทารกได้ค่ะเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กแบบดั้งเดิมหรือเพลงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนที่สร้างขึ้นสำหรับทารก👶🏻โดยเฉพาะสามารถผ่อนคลายและปลอบโยนทารกในครรภ์ได้ค่ะการเปิดเพลงดังให้ทารกในครรภ์ฟังมีข้อเสียด้วยอาจทำให้การได้ยินเสียหายต่อหูที่กำลังพัฒนาของทารกในครรภ์ได้ คลื่นเสียงที่ส่งผ่านมดลูกสามารถขยายได้ในปริมาณมาก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายและอาจเป็นอันตรายต่อโครงสร้างการได้ยินที่ละเอียดอ่อนค่ะ🦻เสียงดังยังอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความเครียดได้ เสียงที่ดังกะทันหันและดังอาจทำให้ทารกตกใจ🔊 ส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียดของแม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการและความเป็นอยู่ที่ดีของทารกในครรภ์ค่ะการเล่นเพลงในระดับเสียงที่ดังอาจรบกวนรูปแบบการนอนหลับของทารกในครรภ์😴 การเปิดรับเสียงดังอย่างต่อเนื่องอาจรบกวนวงจรการนอนหลับของทารก และอาจรบกวนการนอนหลับและกระสับกระส่ายสิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือผลกระทบของเสียงเพลงที่ดังต่อทารกในครรภ์อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะเวลาและความรุนแรงของการนอนหลับ การรับสัมผัสเชื้อโดยทั่วไป แนะนำให้รักษาระดับเสียงให้อยู่ในระดับปานกลาง และเลือกเพลงที่ผ่อนคลายและสงบ เนื่องจากอาจส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งแม่และทารกในครรภ์ค่ะ🤰

Content Image

“แอปเปิ้ล” ผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่คุณแม่ควรรับประทาน

     ขึ้นชื่อว่าผลไม้ เป็นที่รู้กันดีว่านับเป็นอาหารที่มีประโยชน์อยู่แล้วใช่ไหมคะ แต่ในขณะเดียวกัน ผลไม้บางชนิดก็มีสารที่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพจนไปถึงมีน้ำตาลในตนเองสูง ดังนั้นสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 การควบคุมน้ำหนักก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ จึงต้องเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่มีสารที่ส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือมีน้ำตาลที่มากเกินไป วันนี้บทความของเราจะพามาดูว่าผลไม้ยอดนิยมอย่าง 'แอปเปิ้ล'🍎 จะเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือไม่ค่ะประโยชน์ของการรับประทานแอปเปิ้ล✨ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต ระบบไหลเวียนโลหิตนั้นเริ่มตั้งแต่เม็ดเลือด🩸ในร่างกายของเราเลยค่ะ เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ดังนั้นการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางของคุณแม่ได้ค่ะ นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีคุณสมบัติในการบำรุงอีกหนึ่งอวัยวะในระบบหมุนเวียนโลหิต นั่นก็คือหัวใจ🫀นั่นเองค่ะ✨ช่วยบำรุงระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าแอปเปิ้ลก็เป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่อุดมไปด้วยกากใยอาหาร(Fiber) ดังนั้นแอปเปิ้ลจะทำให้คุณแม่ขับถ่าย🚽ได้ง่ายขึ้น ลดอาการท้องอืดและจุกเสียดแน่นท้อง🤢 ลดอาการอาการแสบร้อนกลางอก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่จะช่วยขับสารพิษที่ปนเปื้อนมากับการรับประทานอาหารชนิดอื่นๆออกจากร่างกายของคุณแม่อีกด้วยค่ะ✨ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินซีและสารอาหารประเภทอื่นๆในแอปเปิ้ลมีส่วนทำให้อวัยวะที่เป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่รวมถึงเจ้าตัวน้อย👶นั้นในครรภ์แข็งแรง เมื่อระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็จะลดโอกาสเข็บไข้ได้ป่วยจากการติดเชื้อ🦠ก่อโรคค่ะ นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วย 'สารต้านอนุมูลอิสระ' ที่จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายเราทุกคนอีกด้วย ทำให้ร่างกายเราเสื่อมสภาพช้าหรือแก่ช้าลงนั่นเองค่ะ✨ช่วยบำรุงระบบหายใจ แอปเปิ้ลสามารถลดอาการหายใจ👃ไม่สะดวก รวมไปถึงลดความเสี่ยงในการประสบกับโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด😮‍💨ในเด็กได้ค่ะ✨ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน เนื่องจากแอปเปิ้ลนั้นเป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุประเภทแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นมันจึงมีสรรถคุณในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน🦷ของเราให้แข็งแรงค่ะคุณแม่ควรรับประทานแอปเปิ้ลมากแค่ไหนรับประทานวันละ 1 ลูก🍏นักโภชนาการได้ทำกะประมาณพลังงานหรือแคลอรี่ที่แอปเปิ้ลให้ได้ไว้ที่ประมาณ 52 กิโลแคลลอรี่ต่อน้ำหนัก 100 กรัมหรือประมาณหนึ่งลูก🍎นั่นเอง สำหรับคุณแม่ที่กำลังเลือกรับประทานผลไม้ แอปเปิ้ลเพียง 1 ลูกต่อวันก็นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์🤰ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าผลไม้ยอดนิยมที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันนั้นอุดมไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพหลายๆด้านมากกว่าที่เราคิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแอปเปิ้ลนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน นั่นหมายถึงมันเป็นอีกแหล่งสะสมของสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งก็คือน้ำตาลนั่นเอง ดังนั้นแม้แอปเปิ้ลจะมีสรรพคุณมากมายเพียงใด ก็ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม🍽️ เพราะการรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป สามารถเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้คุณแม่มีอาการติดหวาน มีวิถีการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว เป็นโรคอ้วนจนไปถึงโรคเบาหวาน ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆระหว่างการตั้งครรภ์ตามมาได้ค่ะ

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วขัดผิวได้หรือไม่? คำแนะนำในการขัดผิว

คุณแม่หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าเราจะสามารถขัดผิวได้หรือไม่เมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่หลายๆคนก็ยังรักสวยรักงามและอยากจะขัดผิวเพื่อให้ดูมีออร่า ซึ่งจริงๆแล้วเราจะสามารถขัดผิวเมื่อตั้งครรภ์ได้หรือไม่ วันนี้เราไปหาคำตอบกันค่ะ การขัดผิวคืออะไร? ควรทำบ่อยแค่ไหน?การขัดผิวคืออะไร? หรือการสครับผิว🧼 เป็นการขัดเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกจากผิวหนัง ซึ่งจะทำให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน การขัดผิวทำได้บ่อยแค่ไหนจริงๆ แล้วการขัดผิวบ่อยเกินไปนั้นแทนที่จะเป็นการดีกลับกลายเป็นการทำร้ายผิว ดังนั้นหากไม่จำเป็นเราก็ควรจะขัดผิว🛁นานๆ ครั้งก็เพียงพอ เพราะการนำอะไรมาเสียดสีที่ผิวจะทำให้ผิวของคุณแม่บางลงไป และทำให้ผิวอ่อนแอค่ะ ถ้าเป็นไปได้คือ ไม่ควรขัดจะเป็นการไม่ไปทำร้ายเกราะปกป้องผิวจะดีกว่านะคะ ตั้งครรภ์แล้วขัดผิวได้ไหม?คุณแม่สามารถใช้สครับที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เพราะผิวจะไม่ดูดซึมสิ่งเหล่านี้เข้าไป และเรียกว่าค่อนข้างที่จะปลอดภัย โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ชี้ว่าการขัดผิวนั้นไม่เป็นอันตรายก็คนที่กำลังตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวของคุณแม่ก็สามารถถูกทำลายได้หากไปขัดบ่อยจนเกินไปค่ะ😥ประโยชน์ของการสครับผิวลดความกังวล ความเครียดแม้ว่าการขัดผิวบ่อยๆ🧼 จะเป็นการทำร้ายเกราะป้องกันผิว แต่หากนานๆทีสครับ การสครับก็จะสามารถช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงได้ ซึ่งการศึกษาพบว่าหากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขัดตัว จะช่วยลดความเครียดและลดโอกาสในการเกิดภาวะซึมเศร้าขณะที่ตั้งครรภ์ลงได้ รวมถึงยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆของร่างกายเช่น การปวดอุ้งเชิงกราน อาการปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น ลดอาการบวมเนื่องจากแรงกดทับของทารกส่งผลให้การไหลเวียนของเลือด🩸ทำงานช้าลง เราจึงมักพบว่าคุณแม่มีอาการบวมในขณะที่ตั้งครรภ์ ซึ่งการนวดสครับเบาๆ ที่ผิว🛁จะช่วยลดการอุดตัน หรือการสะสมของเส้นเลือดและทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองค่ะกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุขการใช้สครับนวดเบาๆตามร่างกาย จะช่วยบำบัดทางอารมณ์ได้ โดยจะทำให้คุณแม่ผ่อนคลายและอารมณ์ดี ระหว่างที่สครับร่างกายจึงถูกกระตุ้นให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุข😀 ซึ่งจะสามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนก่อนที่จะคลอดบุตรได้นั่นเองค่ะ คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่จะสครับขัดผิวควรนวดสครับเบา ๆ เมื่อคุณแม่ซื้อผลิตภัณฑ์ขัดผิวมาแล้ว เวลาสครับบนผิวกายก็ควรจะทำอย่างเบามือ เพราะการสครับจะเป็นการทำให้ผิวของคุณแม่บางลง ดังนั้นการสครับ🛁อย่างรุนแรงจะเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวของคุณแม่ได้ จำไว้ว่าให้สครับอย่างเบามือนะคะ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังนี้สำหรับคุณแม่ที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ขัดผิวให้พยายามหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย🧼 เช่น คาโมไลล์ โสมตังกุย มะลิ ขิง อบเชย กุหลาย โรสแมรี่ เปปเปอร์มิ้นต์ เพราะเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของประจำเดือน ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายผิวเพราะผลิตภัณฑ์สครับส่วนใหญ่มักจะผสมน้ำมันหอมระเหย หรือ น้ำหอมจึงทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองได้ในบางคน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ควรปรึกษากับคุณหมอ👨‍⚕️ก่อนจะเลือกซื้อนะคะ 

Content Image

แม่ท้องเป็นวัณโรค ลูกในท้องจะติดเชื้อด้วยไหม

     แม่ท้องที่เป็นวัณโรคอาจจะมีความกังวลว่าเชื้อนี้จะส่งต่อไปถึงทารกในครรภ์👶ได้ไหม และถ้าหากว่าลูกติดเชื้อแล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัณโรค ทั้งอาการของวัณโรคและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับทารกที่ติดเชื้อวัณโรคมาให้คุณแม่ทราบกันค่ะ💁‍♀️วัณโรค คืออะไร✨วัณโรค (Tuberculosis : TB) จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางการหายใจ😮‍💨 สามารถแพร่เชื้อจากละอองเสมหะขนาดเล็กผ่านทางการ ไอ จาม🤧 หรือพูด วัณโรคจะส่งผลกระทบต่อปอด🫁เป็นหลัก ถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างมีความร้ายแรงต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เชื้อวัณโรคถือว่าเป็นเชื้อที่สามารถส่งต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณแม่เป็นวัณโรคแล้ว อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่ตามมาได้ เช่น การคลอดก่อนกำหนดของทารก วิธีรับมือกับเชื้อวัณโรคสู่แม่และทารก👉กรณีที่แม่ติดเชื้อวัณโรคแต่ทารกไม่ติดเชื้อคุณแม่ควรเข้ารับการรักษาการติดเชื้อเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน คุณแม่ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย😷อยู่เสมอจนกว่าจะพ้นระยะเวลาการแพร่เชื้อ โดยช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องแยกห้องรักษาของแม่กับทารกออกจากัน👉กรณีที่แม่ติดเชื้อและทารกได้รับผลการตรวจเป็นผลบวกในเคสนี้จะไม่พบอาการอื่นๆแฝง คุณแม่สามารถเข้ารับการรักษา🩺วัณโรคได้ตามปกติ ส่วนทารกก็ควรได้รับการรักษาจากอาการติดเชื้อแฝงด้วยเช่นกัน โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องแยกห้องรักษาของแม่กับทารกเหมือนกันค่ะ👉กรณีที่ทั้งแม่และทารกติดเชื้อวัณโรคระยะแสดงอาการแพทย์จะทำการรักษาให้ทั้งคุณแม่และทารกแรกคลอด👶ที่ติดเชื้อวัณโรคในระยะแสดงอาการ โดยที่คุณแม่ควรสวมใส่อีกทั้งควรหน้ากากอนามัยเสมอระหว่างระยะเวลาการรักษา และไม่จำเป็นต้องแยกห้องรักษากับทารกค่ะวัณโรครักษาได้อย่างไร?💊รักษาได้ด้วยการใช้ยาร่วมกันแค่จะทำการรักษาโดยการให้ยาร่วมกันหลายๆชนิด ขึ้นอยู่กับอาการของคุณแม่🤰 เช่น ยาไรแฟมพิซินไป ไอโซไนอาซิด ไพราซินาไมด์ และอีแทมบูทอล 💊รักษาเชื้อวัณโรคแฝง (LTBI)เชื้อวัณโรคแฝงคือภาวะที่คุณแม่ติดเชื้อ🦠 Mycobacterium tuberculosis แต่ไม่มีการแสดงออกของอาการวัณโรค แพทย์จะทำการรักษาเชื้อ LTBI เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรควัณโรคในอนาคต ซึ่งการรักษาเชื้อ LTBI จะใช้ยาบางชนิดร่วมกัน เช่น ยาไอโซไนอาซิด และยาไรแฟมพิน ซึ่งเป็นตัวยาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ     เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อที่ส่งผลร้ายแรงต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ คุณแม่ควรอยู่ให้ห่างจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อวัณโรคและป้องกันตัวเองโดยการสวมใส่หน้ากากอนามัย😷ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรค อีกทั้งคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองและทารกในครรภ์เป็นระยะๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยติดเชื้อไปด้วยค่ะ

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทานไอติมอย่างไรจึงจะปลอดภัย?

ไอติมคงเป็นของโปรดของใครหลายๆคน ซึ่งเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วจะสามารถทานไอติมได้หรือไม่ อันตรายหรือเปล่า และจะทานอย่างไรให้ปลอดภัย เพราะหากเลือกทานผิดอาจถึงขั้นติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้เลยนะคะ ทำไมตั้งครรภ์แล้วจึงอยากทานไอติมมากกว่าปกติ?พฤติกรรมเปลี่ยนไปการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก ฮอร์โมน?ในร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงส่งผลให้พฤติกรรมของคุณแม่เปลี่ยนไป ซึ่งหนึ่งในพฤติกรรมนั้นก็คือ ความอยากอาหารที่เปลี่ยนไป ซึ่งคุณแม่ที่ไม่เคยอยากทานไอติมอยู่ดีๆก็อยากทานขึ้นมา หรือบางคนชอบอยู่แล้วก็ยิ่งอยากทานเข้าไปอีก ประโยชน์ของไอติมซึ่งความจริงแล้ว หากคุณแม่ทานไอติม?อย่างเหมาะสมคุณแม่ก็จะได้รับแคลเซียมที่มีอยู่ในไอติม นอกจากนั้นเมื่อคุณแม่ได้ทานไอติมก็จะมีส่วนช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และยิ่งอากาศร้อนๆอย่างเมืองไทย พอได้กินอะไรเย็นๆ ก็จะทำให้รู้สบายตัวขึ้นด้วยค่ะ ทานไอติมอย่างไรให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์✨แน่นอนว่าอะไรที่มันมากเกินก็ย่อมไม่เป็นผลดีเสมอไป ซึ่งการที่คุณแม่ทานไอติมมากเกินไปนั้น คุณแม่อาจมีอาการปวดหัว เพราะความเย็นจากไอติม?จะทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดและทำให้ปวดหัวได้✨คอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไอติมบางที่ผลิตสินค้าจากการใช้ไขมันเทียมเพื่อลดต้นทุน✨ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้หากทานในปริมาณมากเกินไป✨อาจส่งผลให้ทารก?มีขนาดตัวใหญ่ขึ้นกว่าปกติ✨ส่งผลให้คลอดได้ยากขึ้น หากคุณแม่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์✨อาจเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรีย? หากทานไอติมที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ อาจส่งผลให้แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ คนท้องควรทานไอติมแบบไหน ให้ปลอดภัยในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องการพลังงานที่ 2,000 ถึง 2,300 กิโลแคลอรีต่อวัน ทำให้การทานอาหารในแต่ละมื้อรวมถึงการทานของหวานนั้นจะต้องคำนวนแคลอรีเพื่อไม่ให้ทานมากเกินจำเป็น และทำให้สุขภาพเสีย โดยหากอย่างเลี่ยงไอติมที่มีพลังงานมาก อยากเลือกทานโยเกิร์ต?แช่แข็ง หรือไอติมไขมันต่ำแทนได้ค่ะ นอกจากนั้นคุณแม่จะต้องสังเกตว่าไอติม?ผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์มาแล้วหรือไม่ และได้รับการรับรองจากหน่วยงานว่ามีความปลอดภัยในการบริโภค เพราะหากทานไอติมที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ จะเสี่ยงทำให้ติดเชื้อได้?

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.