Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกเพศลูกในครรภ์ได้จริงหรอ?

ทราบหรือไม่คะว่าหากสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ เราจะสามารถคาดเดาเพศของลูกในครรภ์ได้ด้วย? แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดา และอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อทายเพศลูกเล่นๆก่อนที่จะรู้ผลจริงได้นะคะ พร้อมแล้วก็ไปดูกันเลยค่ะ สังเกตสัญญาณเหล่านี้ ผมและเล็บยาวไวโบราณเชื่อว่าคุณแม่ที่มีผมและเล็บยาวไว💅ในขณะตั้งครรภ์เชื่อว่าจะได้ลูกชาย และแต่หากไม่ใช่ก็เชื่อว่าจะได้ลูกสาวขนาดหน้าอก ว่ากันว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขนาดหน้าอกไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักอาจได้ลูกผู้ชาย และ คุณแม่ที่หน้าอกใหญ่ เต่งตึงขึ้นกว่าเดิมมากจะได้ลูกสาว👧อัตราการเต้นของหัวใจของทารกหากอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ต่ำกว่า 140ครั้ง/นาที แปลว่าอาจจะเป็นเพศชาย และหากเต้นเร็วกว่า 140ครั้ง/นาที ก็อาจจะได้เพศหญิงลักษณะท้องหากท้องกลม ป้าน🤰 แปลว่าลูกอาจจะเป็นเพศหญิง แต่หากลักษณะท้องมีการยื่นแหลม ห้อยลงมา ก็เชื่อว่าจะได้ลูกชายสังเกตสัญญาณเหล่านี้ลักษณะการกินผลศึกษาของศาสตราจารย์ Dimitrios Trichopoulous ได้พบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกชายจะต้องการพลังงานสูงกว่าลูกสาวดังนั้นจึงมักจะหิวบ่อยกว่าและทานอาหารมากกว่านั่นเองค่ะ🍲ความเครียดและอารมณ์หากคุณแม่เครียดมากหรือมีระดับคอร์ติซอลสูงตอนตั้งครรภ์มีเกณฑ์จะได้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย รวมถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวจะมีอารมณ์โมโห หงุดหงิดง่ายกว่าเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงกว่า📈อาการแพ้ท้องคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงมากกว่ามักจะกำลังตั้งครรภ์ลูกสาว โดยหากแพ้ท้องเบาหรือไม่แพ้ท้อง ก็มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเพศชาย เรื่องนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ได้เลยค่ะการดิ้นของทารกโดยทั่วไปแล้วคุณแม่จะสามารถรู้สึกถึงการดิ้นของลูกในช่วงสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์แต่คุณแม่คนไหนรู้สึกไวกว่านั้น แปลว่าอาจจะเป็นลูกชายค่ะ🤰อุณหภูมิเท้าคุณแม่ที่มีอุณหภูมิเท้า🦶เย็นมักจะตั้งครรภ์ลูกชาย เรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมนีอธิบายว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกชาย มักจะมีระบบไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีเท่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวนั่นเองค่ะคุณพ่อคุณแม่จะสามารถทราบเพศของลูกได้ตอนกี่เดือน?นอกจากการทำนายเพศจากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายคุณแม่แล้ว คุณแม่สามารถเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล🏥เพื่อทราบผลที่แน่ชัด ซึ่งมีวิธีการตรวจหลากหลายวิธีดังนี้ อัลตราซาวนด์วิธีนี้มีความแม่นยำสูงถึง 80-90% เลยทีเดียวค่ะ โดยคุณแม่สามารถเข้ารับการตรวจได้ตั้งแต่ 18 สัปดาห์เป็นต้นไปตรวจโครโมโซม🧬คุณแม่สามารถใช้วิธีนี้ได้เมื่อมีอายุครั้ง 9 สัปดาห์โดยมีความแม่นยำในการดูเพศของทารกถึง 99% รวมถึงยังสามารถหาความผิดปกติในโครโมโซมได้อีกด้วยค่ะเจาะน้ำคร่ำการเจาะน้ำคร่ำจะสามารถทำให้เราทราบเพศของลูกได้ ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 99.4% แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงติดเชื้อ หรือคลอดก่อนกำหนดได้ตรวจเลือด🩸วิธีนี้สามารถช่วยให้เราทราบว่าลูกมีเพศอะไร โดยจะต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจ วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและเป็นวิธีที่ตรวจเมื่อมีความเสี่ยงต่างๆเท่านั้น จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ค่ะทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการเดาเพศของทารกจากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆข้างต้นนั้นก็เป็นเพียงความเชื่อโบราณและสามารถนำไปทายกันสนุกๆได้ โดยหากจะอยากคอมเฟิร์มแบบชัวร์ๆ ก็แนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล🏥กันนะคะ 

Content Image

ทำไมโฟลิกจึงมีความจำเป็น? ต้องทานเท่าไหร่?

คุณแม่หลายๆท่านทั้งรวมทั้งคุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาว่า กรดโฟลิกเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยควรรับประทาน แต่จริงๆแล้วกรดโฟลิกสามารถกินได้เพียงในขณะอุ้มท้องหรือไม่ มีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ กินมากไปเป็นอันตรายหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับกรดโฟลิกกันก่อนค่ะทำไมคุณแม่ถึงต้องทานกรดโฟลิกกรดโฟลิกคืออะไรขึ้นชื่อว่ากรดแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด กรดโฟลิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง (วิตามินบี 9 ชนิดหนึ่ง) บางท่านอาจเคยได้ยินอีกชื่อ คือ โฟเลต ให้รับรู้ไว้ว่าล้วนเป็นสารอาหารตัวเดียวกัน โฟลิกเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ตามอาหารจากธรรมชาติที่หารับประทานได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แดง🥚 ตับ ผักใบเขียว ผักสีส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ค่ะประโยชน์ของโฟลิกกรดโฟลิกมีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เป็นหลัก ช่วยตั้งแต่ในระยะแรกที่เกิดการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ การพัฒนาระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸ให้แข็งแรง และยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันค่ะ หากคุณแม่รับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโลหิตจางทั้งกับตนเองและกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะรับประทานแค่ไหนจึงจะพอดี?อันที่จริงแล้วกรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ซึ่งก็คือก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุดค่ะ และควรรับประทานต่อไปในปริมาณที่เหมาะสมจนกว่าจะคลอดบุตรเลย สำหรับช่วงก่อนตั้งครรภ์แนะนำว่าควรได้รับโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน หากตั้งครรภ์แล้วให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน💊 จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่เยอะเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่คุณผู้อ่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับกรดโฟลิกตามเกณฑ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถรับประทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมได้ค่ะหากรับประทานโฟลิกไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?การขาดกรดโฟลิกจะส่งผลอย่างชัดเจนในคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เด็กในท้องอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญที่ไม่เต็มที่ของระบบประสาทและสมอง กะโหลกศีรษะไม่ปิดจนผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน        จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากการขาดกรดโฟลิกค่อนข้างน่ากลัวเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นการควบคุมเรื่องสารอาหารที่คุณแม่หรือกระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยจึงสำคัญมาก หากไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้เอง แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านของการตั้งครรภ์ รวมไปถึงนักโภชนาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับความรู้ในด้านการกินอาหาร และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เป็นประโยชน์กับทั้งลูกน้อยและตัวของคุณแม่เองค่ะ

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วเครียดปัญหาเรื่องเงิน

ความเครียดต่างๆในช่วงที่ตั้งครรภ์สามารถส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ โดยก็มีคุณแม่หลายๆท่านที่เครียดเรื่องของเงินทองไม่อาจจะมีไม่พอที่จะสนับสนุนการเลี้ยงดูลูกน้อย ซึ่งหลายๆคนเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ก็จะเริ่มคิดเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลลูก และการซื้อของเพื่อมาเลี้ยงลูกความเครียดของคุณแม่สามารถส่งผลอะไรกับทารกในครรภ์ได้บ้างนะ?ผลกระทบต่อความเครียดในช่วง 9 เดือนที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰 คุณแม่อาจพบว่าตนเองมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ฮอร์โมน และความกังวลต่างๆ รวมถึงบางคนก็มีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคุณแม่มีความเครียดก็จะส่งผลให้ลูกมีการเติบโตที่ล่าช้า😔 หรือมีโอกาสให้เกิดการแท้ง หรือ มีการติดเชื้อในครรภ์ได้สูงขึ้น เพราะเมื่อเครียดร่างกายจะหลี่งฮอร์โมนและสารเคมีแห่งความเครียดออกมา ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงทารกน้อยลง เนื่องจากเกิดการหดตัวของเส้นเลือดที่ไปยังรกและมดลูกนั่นเองค่ะผลการรายงานพบว่าหากคุณแม่มีความเครียดระหว่างที่ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดทารกออกมา จะส่งผลให้ลูกมีอารมณ์ซึมเศร้า และจะส่งผลให้ลูกมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆในระยะยาวเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ🫀 โดยลูกจะมีความไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายอีกด้วยค่ะ ปัญหาการเงิน มีทางออกไหม?ค่าใช้จ่ายของการตั้งครรภ์และการดูแลบุตรระหว่างการตั้งครรภ์นั้น คุณแม่หลายๆท่านก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะ เช่น ค่าการฝากครรภ์ ค่ายาบำรุง ค่าหมอ👨‍⚕️ ซึ่งเมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาก็จะมีเรื่องของการเลี้ยงดูและค่าส่งไปโรงเรียน ดังนั้นก็ไม่แปลกเลยที่คุณแม่จะเกิดการคิดมาก และ ความเครียด ระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องมีความช่วยเหลือจากหน่วยงานหลายๆหน่วยงานมาช่วยลดค่าใช้จ่าย💸ของการตั้งครรภ์ และการเลี้ยงดูบุตรเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีผลกระทบความเครียดจากเรื่องของการเงินอย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความเครียด จะส่งผลกระทบกับสมอง🧠ของลูกน้อยโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนรู้และในส่วนของอารมณ์ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นออทิสติกได้มากกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้นพยายามอย่าไปเครียดนะคะ มาลดความเครียดกันเถอะ!✨ลองตรวจสอบประกันต่างและสิทธิประโยชน์ที่สามารถได้รับจากหน่วยงานต่างๆ อาจจะมีสิทธิที่คุณแม่สามารถใช้ได้โดยที่ไม่ทราบมาก่อนก็ได้ค่ะ เช่น อาจให้ฝากครรภ์🤰ฟรี หรือมีส่วนลดในการฝากครรภ์ เป็นต้น✨ลองจัดทำรายรับรายจ่าย เพื่อให้จัดการเงินเข้าเงิน💸 ออกได้ง่ายขึ้น หรือสามารถใช้เงินในส่วนไหนมาสำรองจ่ายก่อนได้หรือไม่✨พบเจอครอบครัว เพื่อนๆ หรือคุณแม่ท่านอื่นที่กำลังตั้งครรภ์เหมือนกัน บางครั้งก็ได้พูดคุยระบายความในใจอาจจะช่วยลดความเครียดได้นะคะ 

Content Image

อาการท้องผูกระหว่างการตั้งครรภ์

อาการท้องผูก🚽เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยคุณแม่อาจรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ไม่สบายตัว และบางท่านก็อาจเกิดความเครียดตามมา ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูวิธีป้องกันและรักษาภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์กันนะคะ🤗 อาการท้องผูก ท้องผูกขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นจากอะไร?🌟ในช่วงที่ตั้งครรภ์นั้น ร่างกายของคุณแม่จะมีการหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัวและเคลื่อนไหวช้าลง จึงทำให้ขับอุจจาระออกมาได้น้อยลงนั่นเองค่ะ🌟มดลูกของคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนไปเบียดให้โพรงลำไส้แคบลงจึงทำให้คุณแม่ขับอุจจาระออกได้ยาก🌟วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางอย่างที่คุณแม่ทานอยู่ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้อย่างเช่น แคลเซียม เป็นต้น🌟ภาวะเครียดก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท้องผูกได้นะคะ ดังนั้นทำใจสบาย ๆ แนะนำให้หากิจกรรมผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะท้องผูกขณะตั้งครรภ์อันตรายหรือไม่?อาการท้องผูกทั่วไปในขณะตั้งครรภ์มักไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณแม่หรือเด็กในครรภ์ แต่การปล่อยไว้และไม่แก้ไขอาจทำให้เกิดริดสีดวงทวารหรือลำไส้อุดตันได้😫  และบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ที่รุนแรงได้ ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตตนเองและไม่นิดนอนใจไปนะคะ👩‍⚕️วิธีจัดการภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์🌟คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง🥬 อย่างมะละกอ กล้วย ส้ม แตงโม หรืออาหารที่มีกากใยเยอะ ๆ เพราะกากใยจะช่วยอุ้มน้ำไว้ในโพรงลำไส้และกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง🌟การดื่มน้ำ🥛ยังเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ควรดื่มน้ำให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอ น้ำจะช่วยให้กากใยทำงานได้ดีขึ้น และช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี🌟การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แต่ควรเลือก วิธีออกกำลังกายที่เบา ๆ  เช่น ว่ายน้ำ🏊‍♀️ เดิน โยคะ🌟ไม่แนะนำให้ใช้ยาระบาย หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ได้ผลให้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องจากแพทย์หรือเภสัชกรนะคะ👩‍⚕️วิธีการรักษาที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรหายาระบายมาทานเองเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่ไม่ควรจะหายาระบายมาทานเองเพื่อรักษาอาการท้องผูก เพราะยาระบายบางชนิดมีผลทำให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ🌊 และเกิดการหดตัวของมดลูกจึงทำให้เกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ได้ ระวังการใช้น้ำมันมิเนอรัล รวมถึงควรระมัดระวังการใช้น้ำมันมิเนอรัล🛢️ที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระขณะที่ตั้งครรภ์ด้วย เพราะน้ำมันเหล่านี้อาจมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุได้น้อยลง ทพให้มีผลเสียต่อทั้้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อย โดยหากลองวิธีต่างๆแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นคุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและให้หมอ👩‍⚕️จ่ายยาที่ถูกต้องค่ะ 

Content Image

งาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 งานที่คุณแม่สายช้อปห้ามพลาด!

     เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่คุณแม่สายช็อปไม่ควรพลาด กับมหกรรมสินค้าแม่และเด็กอันดับ 1 ในงาน 📢BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 สุดอลังการ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 - 12 พฤษภาคม 2567 นี้  เวลา 10:00 - 20:00 น. ณ IMPACT Challenger Hall 3 และพิเศษเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่เป็นลูกค้าใหม่ เพียงลงทะเบียนเข้างานครั้งแรก ลุ้นรับของรางวัลใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และภายในงานจะมีสินค้าจากแบรนด์ใดที่น่าสนใจบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️งาน BBB คืออะไร และมีอะไรน่าช้อปบ้าง?BBB ย่อมาจาก Thailand Baby & Kids Best Buy เป็นมหกรรมการแสดงสินค้าและบริการสำหรับแม่และเด็กที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถือว่าเป็นงานช็อปที่ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่นักช้อปสำหรับเจ้าตัวน้อย🛍️ ภายในงานมีสินค้าสำหรับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงอายุ 12 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอซ คอน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งสินค้าและบริการภายในงานสามารถตอบโจทย์คุณแม่ที่แพลนจะมาช็อปทุกอย่างให้ครอบคลุมสำหรับเจ้าตัวน้อย👶🏻 เพราะเป็นงานเดียวที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็กทั่วประเทศไทย พร้อมใจกันมาจัดจำหน่ายสินค้าในราคาสุดคุ้ม ทำให้งาน BBB จัดว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าแม่และเด็กแห่งประเทศไทยนั่นเองค่ะ ปัจจุบันงาน BBB มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและบริการมากถึง 1,000 บูธ เช่น แบรนด์ Joie, Nuna, Camera, Joolz, Chicco, Absorba, Moby, Anmum, Enfant, Kindee Kids เป็นต้น    นอกจากการแสดงสินค้าและบริการแล้ว ภายในงานยังมีอะไรอีกบ้าง?กิจกรรมสำหรับลูกน้อยและครอบครัวนอกจากงาน BBB Baby & Kids Best Buy ครั้งที่ 55 จะรวบรวมสินค้าที่ครบครันมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ช้อปปิ้งสำหรับลูกน้อยแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่ให้เจ้าตัวน้อยได้ร่วมแข่งขันและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพ่อแม่และลูกอีกด้วย👨‍👩‍👧 มีตัวอย่างกิจกรรมดังต่อไปนี้🌟กิจกรรม Baby กะดึ๊บ กะดึ๊บ (แข่งคลาน) สำหรับเด็กอายุ 6 - 12 เดือน 🌟กิจกรรม Baby บะรื๊น บะรื๊น (รถผลักเดิน + รถขาไถ) สำหรับเด็กอายุ 1 - 2 ปี🌟กิจกรรม Baby แดนซ์ แดนซ์ (เต้น) สำหรับเด็กอายุ 1 - 3 ปี     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และมีแบรนด์ต่างๆที่เข้าร่วม “Easy e-Receipt” ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท🧾 จากการช้อปปิ้งภายในงาน ทราบกันแล้วก็อย่าลืมพกช้อปปิ้งลิสต์เพื่อมาช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ภายในงานกันนะคะ

Content Image

ท้องแล้วมีน้ำลายมากเกินไป ผิดปกติไหม

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคุณผู้หญิงที่ตั้งครรภ์🤰ว่าในระหว่างช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่นั้น มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใตที่ผิดแปลกออกไปจากช่วงก่อนตั้งครรภ์ โดยไม่ได้มีสัญญาณใดบอกมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนตั้งครรภ์ วันนี้บทความของเราพามาดูอาการแปลกๆของคุณผู้หญิงตั้งครรภ์อีกหนึ่งอาหาร นั่นก็คือการที่คุณผู้หญิงบางท่านอาจรู้สึกว่าตนเองมีน้ำลายมาก💦ผิดปกติ แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ อาการนี้เป็นอันตรายหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่ เราไปดูกันต่อเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักกับอาการน้ำลายมากเบื้องต้น อันที่จริงแล้วภาวะนี้มีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่าภาวะ Hypersalivation ซึ่งไม่ได้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เท่านั้น🤰 แต่ยังสามารถเกิดได้กับทุกคน เพียงแต่หากเปรียบเทียบกัน มักจะพบได้ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มากกว่าค่ะ อาการของภาวะนี้ก็ค่อนข้างตรงตัว นั่นก็คือการที่ต่อมน้ำลายนั้นผลิตน้ำลายมามากกว่าปกตินั่นเองค่ะ โดยอาการนี้มักจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกหรืออายุครรภ์ประมาณสามเดือนนั่นเองค่ะสาเหตุของอาการน้ำลายมากผิดปกติ1.สำหรับสาเหตุหลักของอาการน้ำลายมากกว่าปกตินั้น ก็เป็นผลมาจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสมดุลฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์เช่นเดียวกับอาการแพ้ท้อง🤮ในรูปแบบอื่นๆเลยค่ะ อาการนี้ไม่ถือเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งร่างกายของคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อย และมักจะหายไปเองเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงช่วงไตรมาสที่สอง หรือเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์เกินช่วง 3 เดือนไปนั่นเอง แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายแต่ก็อาจสร้างความหงุดหงิดใจกับคุณแม่ระหว่างใช้ชีวิตประจำวันได้ค่ะ2.คุณแม่มีภาวะฟันผุ🦷 ซึ่งอาจส่งผลให้มีน้ำลายมากขึ้นได้3.คุณแม่มีแผลอักเสบในช่องปาก👄 จนไปถึงบริเวณลำคอและทอนซิล4.คุณแม่มีภาวะกรดไหลย้อนร่วมด้วย หากเกิดจากสาเหตุนี้ นอกจากคุณแม่จะรู้สึกว่ามีปริมาณน้ำลายที่มากผิดปกติแล้ว คุณแม่อาจรู้สึกว่ามีอาการน้ำลายเปรี้ยว🥴 และรู้สึกแสบร้อนกลางอกร่วมด้วย ในกรณีนี้คุณแม่ไม่ควรปล่อยผ่านและเข้ารับการตรวจร่างกาย วินิจฉัยจากแพทย์ค่ะ👩‍⚕️5.ร่างกายคุณแม่ได้รับสารพิษอันตรายบางกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มโลหะหนักชนิดต่างๆ รวมไปถึงควันพิษในอากาศ💨 เป็นอีกหนึ่งกรณีที่คุณแม่ไม่ควรปล่อยผ่าน ควรเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์เช่นเดียวกันค่ะวิธีบรรเทาอาการน้ำลายมากผิดปกติ✨ใส่ใจกับการดูแลความสะอาดภายในช่องปากเพิ่มขึ้น สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟัน🪥ให้บ่อยขึ้น ใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากควบคู่ไปด้วยก็ได้เช่นกันค่ะ✨หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบางกลุ่ม เช่น อาหารที่มีรสเปรี้ยวมากๆ🍋 เมื่อรับประทานแล้วสามารถกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายมาก อย่างที่คุณผู้อ่านอาจสังเกตตนเองได้ว่า เมื่อเห็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะม่วงเปรี้ยว🥭 น้ำลายก็จะพุ่งออกมาเองแม้ทำเพียงนึกถึงเท่านั้น ยังไม่ได้รับประทานจริง นอกจากนี้ผลไม้รสเปรี้ยวยังกระตุ้นให้คุณแม่บางคนเกิดอาการแพ้ท้อง🤮ที่หนักกว่าเดิมได้อีกด้วยค่ะ นอกจากผลไม้รสเปรี้ยวแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดอื่นๆด้วยเช่นกัน ไม่ว่จะเป็นเผ็ด เค็ม หวาน✨ดื่มน้ำระหว่างใช้ชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ปริมาณน้ำเปล่าสะอาดที่คุณแม่ควรได้รับต่อวันจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ลิตร หากคิดเป็นแก้วก็จะอยู่ที่ประมาณ 7-8 แก้วต่อวันเท่านั้นเองค่ะ หรืออาจจิบน้ำสมุนไพร🍵ควบคู่ด้วยก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ✨เคี้ยวหมากฝรั่งคุณแม่อาจใช้วิธีการเคี้ยวหมากฝรั่งในระหว่างวันเข้ามาช่วยได้ค่ะ✨งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน☕️และแอลกอฮอล์ รวมถึงการใช้สารเสพติดประเภทใดๆก็ตามค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะว่าภาวะการมีน้ำลายมาก💦ผิดปกติในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้น ไม่ได้มีอันตรายอะไรต่อทั้งกับร่างกายของคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์ เพียงแต่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณแม่ได้อยู่บ้าง นอกจากภาวะนี้จะไม่ได้มีอันตรายต่อร่างกายแล้ว การเกิดภาวะนี้ก็ไม่ได้สามารถบ่งบอกได้ถึงเพศของเด็กในครรภ์ได้ตามความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมาอีกด้วย หากคุณผู้ปกครองอยากทราบเพศของลูก วิธีที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นการตรวจอัลตร้าซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมอยู่ค่ะ

Content Image

ฝันบอกเพศลูกในครรภ์ได้?

       คุณผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับบทความเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของเราในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ใช่ไหมคะ แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมานำเสนอในมุมมองของความเชื่อกันค่ะ ในการตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์ยังเจริญเติบโตน้อยมาก และยังไม่สามารถใช้วิธีการอัลตร้าซาวนด์เพื่อหาเพศบุตรได้ หลายท่านคงอยากรู้เพศของลูกๆกัน จึงมีความเชื่อว่า ความฝันบางอย่างอาจบ่งบอกถึงเพศของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ แต่ฝันว่าอะไรจะบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้บ้าง และบ่งบอกอะไรนอกจากเพศได้ เราไปดูกันเลยค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกสาวฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปลาคาร์ฟ🎏 บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่ง ฝันเห็นวัวบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและเป็นคนน่ารัก ฝันเห็นม้าโดยเฉพาะม้าสีขาว บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฝันเห็นผีเสื้อบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเป็นคนสวยงาม ฝันเห็นนกพิราบบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฝันเห็นเป็ดแมนดาริน จะได้ลูกสาวที่เป็นคนสวยและมั่นคงในความรัก ฝันเห็นนกกระจอกมาหลบแถวแขนตนเองก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเช่นเดียวกัน ฝันเห็นมังกรบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่สวยและนำความเจริญมาสู่ชีวิตครอบครัว และสุดท้าย ฝันเห็นเสือ บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ฉลาด ไหวพริบดี มีอนาคตไกลค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นสร้อย📿 ฝันเห็นสตรอว์เบอรรี่ ฝันเห็นทะเล ฝันว่าได้แหวนทอง เครื่องสำอาง พวงมาลัยและดอกไม้ ล้วนบ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกสาวทั้งสิ้นค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกชายฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นมังกรบิน🐉เข้าห้อง บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทนและมีชื่อเสียง ฝันเห็นงูบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความสามารถ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ ฝันเห็นวัว(ที่มีเขา) บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความกตัญญูมากๆ ฝันเห็นหมูป่า บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เติบโตแล้วมีชื่อเสียง ฝันเห็นเต่าบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ฝันว่าตนเองได้ขี่เสือก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เป็นคนมีชื่อเสียงในอนาคตเช่นเดียวกัน ฝันเห็นนกกระเรียน บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่ผู้อื่นให้ความเคารพและนับหน้าถือตา ฝันเห็นไก่ตัวผู้ก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน ฝันเห็นช้าง โดยเฉพาะช้างเผือก บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เกิดมาเต็มเปี่ยมทางด้านบุญวาสนาค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันว่ามีคนเอาแก้วมาให้ ฝันว่าได้เพชรพลอย ได้ผ้าไหม ได้แหวนคู่💍 รวมไปถึงฝันว่าได้สัมผัสกับดิน ฝันว่าได้ขึ้นเขาหรือเห็นยอดเขาสูง สิ่งเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกชายเช่นเดียวกันค่ะ    อย่างไรก็ตาม ความฝันที่บ่งบอกถึงเพศลูกนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ตำราแต่ละแหล่งอาจทำนายเอาไว้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะเชื่อและศรัทธาในตำราแหล่งไหน อย่างไรก็ตาม ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสิน เพราะสุดท้ายแล้ว วิธีการที่สามารถบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้ดีและแม่นยำมากที่สุดก็คือวิธีการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นเองค่ะ

Content Image

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

หลายๆคนอาจคิดว่าการที่ท้องร้องแปลว่าหิวข้าวใช่ไหมคะ อันที่จริงแล้วเสียงท้องร้องอาจบ่งบอกว่าคุณแม่กำลังมี แผลในกระเพาะอาหาร หรือ โรคกระเพาะอับเสบก็เป็นได้ค่ะ เราว่าดูสาเหตุและวิธีการรักษากันนะคะสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเครียดนอนไม่พอสาเหตุหลักของการเกิดโรคกระเพาะอักเสบคือการทานอาหารไม่ตรงเวลา ความเครียดและการนอนไม่พอ โดยจะมีอาการคล้ายกรดไหลย้อน มีเสียงท้องร้องดัง โดยเฉพาะเวลานอน ทำให้หลายๆคนคิดว่าตัวเองหิวข้าวเพราะตั้งครรภ์ พอทานข้าวก่อนนอนก็จะทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนตามมาอีก😔สาเหตุจากการทานยาสาเหตุอื่นๆอาจมาจากการกินยาต้านการอักเสบ💊 เช่นยาแอสไพริน ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือ ยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs, Non-steroidal anti inflammatory drugs) ซึ่งยาเหล่านี้จะก่อให้เกิดแผลในกระเพาะและสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุในกระเพาะอาหารเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่นอกจากนั้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่🚬 การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน โคลา หรือ เครื่องดื่มชูกำลัง จะทำให้อาการแย่ลง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้สร้างการระคายเคืองต่อเมือกกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดกรดเพิ่มขึ้น เพราะเซลล์เยื่อเมือกถูกกระตุ้นให้สร้างกรด การดื่มน้ำที่มีความเป็นด่างหรือกรดก็สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองได้เช่นกันการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ โรคอื่นๆนอกจากนั้นโรคกระเพาะอักเสบอาจมีสาเหตุมาจากการที่กระเพาะอาหารติดเชื้อแบคทีเรียเอช ไพโลไร🦠 หรือ อาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ตนเอง (โรคออโตอิมมูน) หรือ การติดเชื้อไวรัสบางชนิดความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่กระตุ้นให้กระเพาะอาการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุร้างแรงก็ทำให้ได้รับความเครียดสูงขึ้นอย่างฉับพลันได้เช่นกัน😔วิธีรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบโรคกระเพาะอักเสบมีแนวทางการรักษาสองแบบ คือ การรักษาตามสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการการรักษาตามสาเหตุในกรณีที่โรคกระเพาะอาหารเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย🦠หรือจากการกินยา จะทำการรักษาตามสาเหตุ โดยการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร และใช้การปรับเปลี่ยนยาแก้ปวด เมื่อเกิดจากการกินยาเป็นต้นการรักษาประคับประคองตามอาการ การรักษาประคับประคองตามอาการนั้น แพทย์จะให้ ยาช่วยย่อยอาหาร💊 ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และ ยาบรรเทาอาการปวดท้อง ที่สำคัญคุณแม่ควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทานอาหาร โดยทานอาหารให้ตรงเวลา เลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และไม่ควรสูบบุหรี่ค่ะ🚬ดังนั้นการที่ท้องของคุณแม่มีกรดและมีเสียงท้องร้องอาจไม่ได้แปลว่าคุณแม่หิวเสมอไป หากไม่แน่ใจให้ลองพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยดูนะคะ 

Content Image

คนท้องกินปลาดุกย่างได้ไหม

     แน่นอนว่าในช่วงระหว่างตั้งครรภ์🤰ของคุณแม่นั้น อาหารการกินเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากคุณแม่จะเป็นคนได้รับสารอาหารเหล่านั้นโดยตรงแล้ว เจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์ก็จะเป็นคนที่ได้รับสารอาหารเหล่านั้นแบบอ้อมๆอีกด้วย วันนี้บทความของเราพามาดูถึงเมนูอาหารชนิดหนึ่ง ที่สำหรับประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างเรานั้นไม่ได้หาได้ยากจนเกินไป นั่นก็คือเมนูปลาดุกย่าง🐟นั่นเองค่ะ สำหรับเมนูนี้จะมีข้อห้ามหรือข้อควรระวังอะไรหรือไม่ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คุณแม่รับประทานปลาดุกย่างได้หรือไม่ต้องตอบเลยว่าได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ก็จะมีบางประเด็นที่ต้องตระหนักและพิจารณาเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นประเด็นดังต่อไปนี้ค่ะ▶️ความไหม้ของหนังปลา เนื่องจากเมนูประเภทย่างนั้น มักจะมีส่วนที่ได้รับความร้อน♨️ในระยะเวลานาน แม้จะไม่ใช่พื้นผิวส่วนใหญ่แต่ก็นับเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ▶️การรับประทานหนังปลา นอกจากจะเป็นส่วนที่มีไขมันค่อนข้างสูงกว่าส่วนอื่นแล้ว ในขั้นตอนการย่าง ผู้ขายอาจมีการทาเกลือบนหนังปลาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมด้วย ดังนั้นการรับประทานหนังเข้าไปนั้นมีโอกาสที่จะทำให้คุณแม่ได้รับสารอาหารในกลุ่มไขมันและโซเดียม🧂มากกว่าปกติ เป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคอ้วน เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ🫀 และโรคไตค่ะ▶️ปรุงปลาให้สุกหากปลามาจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด มีกระบวนการปรุงอาหารที่ไม่สะอาด หรือปรุงไม่สุก มีโอกาสที่คุณแม่จะติดเชื้อก่อโรค🦠ไปจนถึงพวกปรสิตในน้ำจืดจำพวกพยาธิ🪱อีกด้วยค่ะคุณแม่จะรับประทานปลาดุกย่างอย่างปลอดภัยได้อย่างไร👉ควรลอกหนังปลาออกก่อนรับประทานถ้าเป็นไปได้ และไม่เสียอรรถรสในการรับประทานมากเกินไป ให้คุณแม่ลอกหนังปลาออกก่อนรับประทานค่ะ หรือหากไม่อยากลอกออกทั้งหมด ยังอยากรับประทานหนังบ้าง อย่างน้อยควรลอกในส่วนที่ไหม้ออก เพื่อป้องการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งจากเนื้อที่ไหม้ และการรับประทานโซเดียม🧂ที่เกินความจำเป็นค่ะ👉ปรุงปลาให้สุกก่อนเสมอหากเป็นผู้จับมารับประทานเอง ให้เลือกจับจากแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด💧 ปราศจากสารปนเปื้อนจำพวกโลหะหนัก และต้องนำมาผ่านกระบวนการปรุงสุกก่อนเสมอค่ะ👉เลือกรับประทานจากร้านที่มั่นใจได้หากไม่ได้เป็นคนประกอบอาหารเอง ให้เลือกรับประทานจากร้านที่มั่นใจได้เรื่องความสะอาดและการปรุงสุก👨‍🍳ค่ะ👉เลี่ยงการรับประทานปลาที่ไหม้หากหลีกเลี่ยงได้จริงๆ ควรใช้กระบวนการปรุงสุกวิธีอื่นนอกจากการย่าง การปิ้ง รวมถึงการทอดด้วย เพราะเสี่ยงที่จะทำให้มีส่วนที่สุกเกินไปจนไหม้ สร้างสารก่อมะเร็งในอาหาร อาจหันไปใช้วิธีการต้มสุก🍲แทนค่ะประโยชน์ของการรับประทานปลาดุก💫พลังงานต่ำถือเป็นเนื้อที่ให้พลังงานค่อนข้างต่ำแต่ยังมีความอิ่มท้อง หากทำการกะประมาณแล้ว ปลาดุกย่าง🐟 1 ตัวให้พลังงานเพียง 164 กิโลแคลลอรี่ หากรับประทานกับข้าวปริมาณแคลลอรี่ก็จะไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ถือเป็นอาหารมื้อหลักได้ค่ะ💫ไขมันน้อยเนื้อปลาเป็นอาหารที่มีไขมันแทรกค่อนข้างต่ำ คุณแม่จึงมีโอกาสได้รับสารอาหารในกลุ่มไขมันน้อยลงค่ะ💫โปรตีนสูงเนื้อปลาเป็นเนื้อที่อุดมไปด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน นับเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อทั้งคุณแม่และการพัฒนาร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์🤰ค่ะ💫มีโอเมก้า-3หากเป็นปลาดุกเลี้ยง ไม่ได้ใช้ชีวิตเองตามธรรมชาติ มีโอกาสที่เนื้อของปลาจะอุดมไปด้วยสารอาหารประเภทโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาท🧠ของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ดังนั้นการรับประทานปลาดุกเลี้ยงจึงคล้ายกับการรับประทานปลาน้ำเค็มเลยค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณแม่ที่เป็นคอเนื้อปลา🐟น่าจะสบายใจขึ้นในระดับหนึ่งแล้วนะคะ ว่าเมนูปลาดุย่างเป็นอีกหนึ่งเมนูเนื้อปลาที่คุณแม่สามารถรับประทานได้อย่างแน่นอนหากปฏิบัติตามคำแนะนำของเราควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ มีโอกาสก่ออันตรายต่อสุขภาพที่ค่อนข้างน้อย ให้พลังงานต่ำเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น แต่คุณแม่ก็ยังต้องควบคุมปริมาณการรับประทาน🍽️ให้เหมาะสมอยู่เสมอนะคะ

Content Image

นมอัลมอนด์ ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมแม่

     การมีน้ำนมเยอะๆ🤱 คือ ความฝันของคุณแม่ทุกคน และปัจจัยที่จะส่งผลต่อการผลิตของน้ำนมของแม่นั้นขึ้นอยู่กับฮอร์โมน 2 ชนิดที่สามารถช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมแม่ได้ ได้แก่ โปรแลคติน (Prolactin) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้พบได้ในนมอัลมอนด์ เพราะฉะนั้นเราจะพาคุณแม่ไปทราบถึงประโยชน์ของการดื่ม นมอัลมอนด์ที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนมไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของฮอร์โมนโปรแลคติน✨ช่วยผลิตและกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมาเมื่อคุณแม่ให้นมลูก ระดับของฮอร์โมนโปรแลคตินในเลือดจะเพิ่มขึ้นและกระตุ้นการผลิตน้ำนม🍼 นั่นหมายความว่ายิ่งคุณแม่ให้นมลูกบ่อยเท่าใด ระดับของโปรแลคตินในร่างกายก็จะยิ่งสูงขึ้น และทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมแม่ได้มากขึ้นไปด้วยนั่นเองค่ะ และฮอร์โมนโปรแลคตินจะผลิตได้มากขึ้นในเวลากลางคืน🌃 ดังนั้น การให้นมลูกในตอนกลางคืนจะสามารถช่วยให้คุณแม่เพิ่มปริมาณน้ำนมได้ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ฮอร์โมนชนิดนี้ยังทำให้คุณแม่รู้สึกง่วงนอนอีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณแม่พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ในตอนกลางคืนค่ะประโยชน์ของการดื่มนมอัลมอนด์👉เป็นอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเพิ่มฮอร์โมนโปรแลคตินการที่คุณแม่ดื่มนมอัลมอนด์เป็นประจำ จะช่วยให้คุณแม่มีปริมาณน้ำนมมากขึ้น⬆️ เพราะอัลมอนด์จัดว่าเป็นอาหารที่ดีในการเพิ่มฮอร์โมนที่มีส่วนในการช่วยผลิตน้ำนมแม่และลูกซัดจะยิ่งช่วยทำให้คุณภาพของน้ำนมแม่ดีขึ้นมากทีเดียวค่ะ คุณแม่สามารถดื่มนมอัลมอนด์ในรูปแบบกล่องได้เลยค่ะ หรือจะทำการต้มอัลมอนด์เพื่อคั้นเอานมอัลมอนด์จากวิธีธรรมชาติเองก็ได้ 👉ปลอดภัยต่อคุณแม่ที่แพ้แลคโตสสำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้แลคโตส (Lactose Intolerance) คุณแม่จะไม่สามารถดื่มผลิตภัณฑ์จากนมวัว🐄ได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดหรืออาการท้องเสียได้ ดังนั้นเราอยากให้คุณแม่หันมาดื่มอัลมอนด์แทน เพราะนมอัลมอนด์ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณแม่อย่างมากเลยทีเดียว     ดังนั้น การดื่มนมอัลมอนด์นั้นถือว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับ ที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถผลิตน้ำนมได้มากขึ้น🤱 ทางเราแนะนำให้คุณแม่เลือกนมอัลมอนด์ที่ปราศจากสารแต่งกลิ่นรส สี และสารกันเสีย เน้นไปที่ส่วนผสมที่ทำมาจากธรรมชาติ☘️ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่านมอัลมอนด์นั้นปลอดภัยสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตรจริงๆ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.