Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

อาหารเสริมคนท้อง กินตอนไหนดี?

      สำหรับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์🤰 ไม่ว่าจะด้านไหนล้วนมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลายปัจจัย หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญก็คือสารอาหาร🍲ที่คุณแม่ได้รับ หากคุณแม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจได้ว่าร่างกายของทารกจะมีการเจริญเติบโตในครรภ์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามเกณฑ์ สำหรับกลุ่มอาหารหลักที่ให้พลังงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหารับประทานเท่าใดนัก แต่สำหรับอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุ อาจดูเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและหารับประทานได้ยากกว่า นอกจากมื้อหลักแล้วหลายๆท่านจึงหันมารับประทานอาหารเสริมควบคู่เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายไม่ได้ขาดสารอาหาร 2 กลุ่มดังกล่าว วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูว่า ในฐานะที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถรับประทานอาหารเสริมประเภทไหนช่วงไหนได้บ้างค่ะ💁‍♀️ประเภทหลักของอาหารเสริม💊อาหารเสริมประเภทวิตามิน    อันที่จริงแล้ว หากคุณผู้หญิงมีแผนในอนาคตว่าอยากมีเจ้าตัวน้อย และตนเองได้เข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์แล้ว ก็สามารถเลือกรับประทานอาหารเสริมประเภทวิตามิน💊ได้เลยค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ แนะนำเป็นวิตามินในกลุ่มบำรุงก่อนตั้งครรภ์หรือที่เรียกว่า Prenatal Vitamins ค่ะ และหากไม่ได้มีเงื่อนไขทางสุขภาพใดเป็นพิเศษ สามารถเลือกรับประทานวิตามินในรูปแบบวิตามินรวมได้ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงไปที่วิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งค่ะ💊อาหารเสริมประเภทกรดโฟลิก    กรดโฟลิก โฟเลต หรือวิตามินบี 9 นั้นล้วนแล้วแต่หมายถึงสารอาหารชนิดเดียวกัน กรดโฟลิกจะมีส่วนสำคัญในกระบวนการเสริมสร้างระบบประสาท🧠ของร่างกาย ในกรณีที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นได้รับกรดโฟลิกไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกในครรภ์ต้องประสบกับความผิดปกติในระบบประสาทรูปแบบต่างๆ จนไปถึงภาวะกะโหลกศีรษะไม่สมบูรณ์ ดังนั้น สำหรับคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์👩ที่ยังไม่ตั้งครรภ์ควรได้รับกรดโฟลิกประมาณ 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน และหากเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ปริมาณที่แนะนำจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 0.4-0.8 มิลลิกรัมต่อวันแทนค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพราะการได้รับกรดโฟลิกที่มากเกินความจำเป็นอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม🍼และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่กำลังตั้งครรภ์นั้น การได้รับกรดโฟลิกที่มากเกินไปก็อาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองอยู่ดีค่ะ💊อาหารเสริมประเภทโคลีน    เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่มีบทบาทในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมองทั้งต่อร่างกายของคุณผู้หญิงเองและต่อร่างกายของทารกในครรภ์🤰ในกรณีที่เป็นคุณแม่แล้ว นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความสมบูรณ์ของรกแม่ด้วยค่ะ แม้จะเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญและมีอยู่ในอาหารธรรมชาติประเภทเนื้อสัตว์🥩อยู่แล้ว แต่ก็มักจะเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่เป็นคุณแม่ แนะนำว่าควรได้รับโคลีนประมาณ 425 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณเป็น 450 ใิลลิกรัมต่อวัน และในกรณีที่เป็นคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร🤱 แนะนำว่าควรรับประทานในปริมาณมากถึง 550 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ💊อาหารเสริมประเภทโอเมก้า 3    แม้จะมีชื่อว่าโอเมก้า 3🐟 แต่อันที่จริงแล้วสารอาหารประเภทนี้มีส่วนประกอบสำคัญเป็นกรด 2 ชนิด ได้แก่ EPA และ DHA ค่ะ กรด 2 ชนิดนี้ก็เป็นสารอาหารอีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠 นอกจากนี้ยังเสริมสร้างเกี่ยวกับการมองเห็น👁️ของทารกในครรภ์ นอกจากจะส่งผลต่อเจ้าตัวน้อยแล้ว ในกรณีที่เป็นคุณแม่ที่พึ่งคลอดเสร็จ สารในกลุ่มนี้ยังช่วยลดภาวะเครียด🤯หลังคลอดได้อีกด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ แนะนำว่าควรได้รับสารทั้ง 2 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบของโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ สำหรับ EPA จะแนะนำที่ปริมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับ DHA จะแนะนำในปริมาณที่สูงกว่าเล็กน้อยคือ 200-500 มิลลิกรัมต่อวัน ในกรณีที่เป็นคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ สามารถลดปริมาณจากที่แนะนำได้เล็กน้อยค่ะอาการเสริมในกลุ่มแร่ธาตุประเภทอื่นๆ✨ธาตุเหล็ก นับเป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการบำรุงเลือด🩸ของคุณผู้หญิง ในกรณีของคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ ควรได้รับธาตุเหล็กไม่ต่ำกว่า 15 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากกำลังเป็นคุณแม่ ควรได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงถึง 27-40 มิลลิกรัมต่อวันเลยค่ะ✨ธาตุไอโอดีน เป็นธาตุที่มีบทบาทกับระบบของร่างกายหลายๆระบบรวมถึงระบบเผาผลาญของร่างกาย และเป็นที่ทราบกันดีว่าส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง🧠ของทารกโดยตรง ดังนั้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แนะนำว่าควรได้รับไอโอดีนไม่น้อยกว่า 0.22 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨ธาตุสังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของระบบภูมิคุ้มกัน🛡️ในร่างกายทารก รวมไปถึงความสมบูรณ์ของเซลล์ร่างกายอีกด้วย สำหรับคุณผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ แนะนำว่าควรได้รับสังกะสีประมาณ 8-11 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถรับประทานประมาณ 11 มิลลิกรัมได้เลยค่ะ แต่ก็ควรระวังไม่ให้เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ     อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเสริมแล้ว นั่นแปลว่าคุณผู้หญิงควรรับประทานอาหารหลัก🍲ให้เพียงพอก่อน การรับประทานอาหารเสริมจึงจะเกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่า นอกจากนี้ทุกครั้งที่จะรับประทานอาหารเสริม หากเป็นคนที่มีโรคประจำตัวหรือเงื่อนไขทางสุขภาพบางอย่างอยู่แล้ว ควรเข้ารับการตรวจร่างกายและขอคำแนะนำจากแพทย์👩‍⚕️ก่อน ว่าตนเองสามารถรับประทานอาหารเสริมประเภทต่างๆได้หรือไม่ค่ะ

Content Image

คนท้องปวด หัวกินพาราได้ไหม

         คนท้องกินพาราได้มั้ย? คุณแม่หลายๆ คนคงอยากรู้และสงสัย หากไม่สบาย ปวดหัว มีไข้ จะสามารถกินยาพาราได้ไหม จะเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวเล็กหรือเปล่า ดังนั้น เราจะมาทำความรู้จักกับ 'ยาพาราเซตามอล' พร้อมวิธีกินยาพาราอย่างปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและเจ้าตัวน้อยกันยาพาราเซตามอลกับอาการปวดหัว ทำความรู้จักยาพาราเซตามอลยาพาราเซตามอล💊 หรือที่หลายๆ คนอาจเรียกว่า 'ยาแก้ปวดครอบจักรวาล' และมักมีติดตู้ยาสามัญประจำบ้านกันแทบทุกบ้าน เพราะหาซื้อได้ง่าย และค่อนข้างปลอดภัยหากใช้ถูกวิธี แต่ถึงอย่างนั้นยาพาราเซตามอลก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพียงแค่ระดับการปวดขั้นอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น โดยไม่ค่อยเห็นผลหากนำไปใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดขั้นรุนแรง เช่น แผลผ่าตัดใหญ่ รวมถึงไม่มีฤทธิ์ด้านการต้านอักเสบอีกด้วยสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดหัวเพราะความแปรปรวนของฮอร์โมนและปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์ที่อาจเป็นปัจจัยหลักของอาการปวดหัวของคุณแม่ อาจมีสภาวะหรือการเผชิญปัญหาสุขภาพอื่นๆ ดังต่อไปนี้ที่อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน✨การเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน✨การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ✨ภาวะความเครียด✨ภาวะซึมเศร้า✨ความหิวคุณแม่กินยาพาราได้ไหม กินอย่างไรให้ปลอดภัย ทางการแพทย์ถือว่ายาพาราเซตามอลนั้นมีความปลอดภัยต่อคุณแม่ แต่ปริมาณของยาพาราเซตามอลสำหรับคุณแม่นั้นจะต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว นั่นคือ ปริมาณยาพาราเซตามอล💊  10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่น หากคุณแม่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็สามารถที่จะกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด หรือหากน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ก็สามารถที่จะกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม จำนวน 2 เม็ดได้เลย ซึ่งคุณแม่ควรกินยาพาราเซตามอลทุกๆ 4-6 ชั่วโมงและไม่ควรเกินวันละ 8 เม็ดต่อวัน แต่ทั้งนี้คุณแม่เองก็ควรปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ก่อนจะกินยาใดๆ เพราะร่างกายของคุณแม่นั้นจะมีความเสี่ยงต่างๆ มากมายรายล้อม เช่น เสี่ยงต่อการแท้ง เสี่ยงที่ทารกจะคลอดออกมาไม่สมบูรณ์ หรือเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด เป็นต้นคุณแม่ปวดหัวไมเกรน ควรรับมืออย่างไร ยาตัวไหนควรเลี่ยง ให้แพทย์วินิจฉัยและทำการจ่ายยาที่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ให้ มิเช่นนั้นหากคุณแม่กินยาเองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต เพื่อป้องกันหรือลดอาการปวดหัวได้ เช่น✨กินอาหารอย่างเพียงพอ ไม่ควรอดอาหาร✨พักผ่อนให้เพียงพอ ถึงแม้ตอนตั้งครรภ์อาจทำให้คุณแม่นอนไม่ค่อยหลับหรือนอนไม่สบายตัว แต่ก็จำเป็นมากๆ ที่ต้องพยายามพักผ่อนให้พอ เพราะการได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการปวดหัวได้✨ดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงชาและกาแฟ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีคาเฟอีน หากร่างกายได้รับปริมาณคาเฟอีนที่สูงเกินไป อาการปวดหัวของคุณแม่ก็จะตามมาเช่นกัน✨ทำจิตใจให้สงบสบาย ผ่อนคลายจากกความเครียดและความวิตกกังวลต่างๆ นอกจากจะไม่ทำให้คุณแม่ปวดหัวแล้ว ยังทำให้สุขภาพจิตของคุณแม่ดีขึ้นด้วย✨ไปพบแพทย์ทันทีหากคุณแม่มีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยและถี่ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไปรู้แบบนี้แล้ว คุณแม่คงคลายกังวลและข้อสงสัยกับการกินยาพาราเซตามอล แต่ทั้งนี้หากอาการไม่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยามากินเอง แต่ควรรีบเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อที่เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์รวมถึงคุณแม่เองจะได้ปลอดภัยและไม่เกิดอันตรายใดๆ

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

Content Image

ทำไมถึงควรกินกล้วย? กล้วยมีประโยชน์อย่างไรต่อคุณแม่ตั้งครรภ์

ข้อมูลจาก pulse.ng กล้วย🍌 เป็นผลไม้ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย ราคาย่อมเยาว์และ ยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามิน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส นอกจากนั้นกล้วยก็ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อีกด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะทำไมคุณแม่จึงควรทานกล้วย?กล้วยช่วยเพิ่มพลังงานกล้วยเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงรวมถึงมีน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และ ซูโครสที่ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการพลังงาน💪กล้วยสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในช่วงไตรมาสแรกเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้องซึ่งกล้วยนั้นอุดมไปด้วยสารไพริดอกซิน (Pyridoxine) ที่จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้🤮ได้นั่นเองค่ะ ทำไมคุณแม่จึงควรทานกล้วย?กล้วยช่วยเรื่องความดันโลหิตคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาภาวะเปลี่ยนผันของความดันโลหิต🩸 ซึ่งการทานกล้วยที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมจะช่วยในการรักษาความดันโลหิตของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ รวมถึงยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและขาได้อีกด้วย!กล้วยมีส่วนช่วยพัฒนาระบบประสาทของทารกกล้วยนั้นเต็มไปด้วยวิตามินบี 6 ที่เป็นองค์ประกอบจำเป็นในการพัฒนาระบบประสาทส่วนกลางของทารก ดังนั้นหากคุณแม่ทานกล้วยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ก็จะมีส่วนช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมอง🧠และเส้นประสาทของลูกน้อยในครรภ์ได้นั่นเองค่ะ ทำไมคุณแม่จึงควรทานกล้วย?กล้วยช่วยลดความเครียดกล้วยนั้นมีส่วนช่วยให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อารมณ์ดีขึ้นได้ นั่นเป็นเพราะว่ากล้วยนั้นมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยสร้างฮอร์โมนความสุข หรือ Serotonin (เซโรโทนิน) ในสมองรวมถึงในบางครั้งที่คุณแม่เครียดนั้นอาจเป็นเพราะว่าร่างกายมีโพแทสเซียมต่ำ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเผาผลาญของร่างกาย ดังนั้นโพแทสเซียมในกล้วยก็จะช่วยในจุดนี้ได้ค่ะ  กล้วยช่วยลดอาการท้องผูกอาการท้องผูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากๆในหญิงตั้งครรภ์ และการทานกล้วยก็สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่ากล้วย🍌 นั้นมีปริมาณใยอาหารที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้ช่วยกระตุ้นและปรับปรุงการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ ลดอาการท้องอืดในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการท้องผูกได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

แม่ตั้งครรภ์มี "มูกเลือดก่อนคลอด" เป็นอาการปกติไหม

     ในช่วงเวลาก่อนคลอด คุณแม่จะสังเกตได้ถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ที่คุณแม่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดการตั้งครรภ์ โดยหนึ่งในอาการใกล้คลอดที่สำคัญ ก็คือการมีมูกเลือดก่อนคลอด🩸 และมูกเลือดแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้คลอด เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️การมีมูกเลือดออกทางช่องคลอดระหว่างตั้งครรภ์ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไร?เป็นสัญญาณทางสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ ซึ่งมีดังต่อไปนี้👉เกิดจากการฝังตัวอ่อนในมดลูก มูกเลือดนอกจากจะพบในช่วงใกล้คลอด ก็ยังสามารถพบได้ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ ซึ่งเกิดจากการที่ตัวอ่อนไปฝังตัวในมดลูก ทำให้มีเลือดไหลปนออกมามูก แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย🙅‍♀️ 👉เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในขณะตั้งครรภ์ ในช่วงใกล้คลอดลักษณะของปากมดลูกจะเกิดความเปลี่ยนแปลง คือปากมดลูกจะบางขึ้น ขยายกว้างขึ้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้อาจไปกระตุ้นให้มูกเลือดไหลออกมาได้🩸 โดยเฉพาะถ้ามีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่รุนแรง 👉เกิดจากการอักเสบเกี่ยวกับมดลูก ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีเลือดไหลทางช่องคลอดในขณะตั้งครรภ์ได้ค่ะ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณผู้หญิงถึงควรไปตรวจสุขภาพภายในบ่อย ๆ เพื่อจะได้ตรวจสอบเสมอว่าขณะนี้มีอาการผิดปกติใด ๆ ต่อสุขภาพภายในหรือไม่✅ 👉เป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด คุณแม่หลาย ๆ คนอาจมีภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งก็จะสามารถสังเกตเห็นมูกเลือดไหลออกมาพร้อม ๆ กับอาการปวดท้อง และมีอาการเหล่านี้ก่อนจะถึงสัปดาห์ที่ 37🤰  👉คุณแม่มีภาวะน้ำเดิน ช่วงใกล้คลอดอาจมีภาวะน้ำเดินเกิดขึ้น💦 ซึ่งนอกจากของเหลวใส ๆ ที่จะไหลออกมาแล้ว ก็ยังมีมูกเลือดไหลรวมออกมาด้วย 👉เกิดจากปากมดลูกเปิด อาการนี้มักอาจมาพร้อม ๆ กับอาการน้ำเดิน เวลาที่ปากมดลูกเปิดและใกล้คลอด จะมีมูกเลือดไหลออกมาด้วย 👉การเซาะแยกถุงน้ำคร่ำ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การกวาดปากมดลูก (Membrane sweeping) ในกรณีที่ครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ปากมดลูกคุณแม่ยังไม่ยอมเปิด แพทย์👨‍⚕️อาจทำการเร่งคลอด และเร่งให้ปากมดลูกเปิด ด้วยการกวาดปากมดลูก เพื่อคลายปากมดลูก อาจทำให้มูกเลือดไหลออกมาหลังจากการกวาดปากมดลูกได้ค่ะ 👉เกิดจากการบาดเจ็บ การบาดเจ็บจากการกระแทก หรือการประสบอับัติเหตุ ก็สามารถทำให้มูกเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดได้ค่ะ ปกติแล้วอาการมูกเลือดไหลนั้นไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่กรณีเช่นนี้อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะแม้ว่าอาการมูกเลือดไหลจะไม่ได้อันตราย แต่การกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุในระหว่างตั้งครรภ์ อาจเกิดอันตรายต่อแม่และเด็กได้ค่ะ🚼 ทำความรู้จักกับมูกเลือดก่อนคลอด✨ทำความเข้าใจมูกเลือดก่อนคลอดได้ง่ายๆ ดังนี้ ก่อนที่จะคลอด ปากมดลูกจะต้องมีการขยาย🔎 หรือเรียกว่าปากมดลูกเปิด เพื่อให้ทารกสามารถที่จะเคลื่อนตัวผ่านออกมาได้ ซึ่งเมื่อปากมดลูกเปิดออกแล้ว บริเวณปากมดลูกที่มีทั้งเลือด เนื้อเยื่อต่าง ๆ และมูกต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อปากมดลูกเริ่มเปิดออก มูกและเลือดเหล่านี้ก็จะไหลรวมกันออกมา เรียกว่า “มูกเลือดก่อนคลอด” ซึ่งมูกเลือดก่อนคลอดนั้น จะมีมูกและเลือดไหลผสมกันออกมา และจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดเท่านั้น สีของมูกเลือดเป็นแบบไหน และแต่ละสีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?สีของมูกเลือดก่อนคลอดขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล มูกเลือดของคุณแม่อาจจะเป็นสีแดง🩸 สีน้ำตาลหรือสีชมพูก็ได้ และปริมาณของมูกที่ไหลรวมออกมานั้นก็จะมากหรือน้อยไม่เท่ากันค่ะ โดยมูกจะมีลักษณะเป็นวุ้น ๆ หรือคล้ายกับเสมหะที่มีเลือดปน และคุณแม่บางคนอาจจะมีมูกเลือดไหลออกมาหมดเลยทีเดียว คุณแม่บางคนอาจจะมีมูกเลือดไหลออกมาทีละเล็กทีละน้อยค่ะ โดยสีมูกเลือดใกล้คลอด อาจจะมีสีต่าง ๆ ดังนี้ 🩶มูกสีขาวขุ่นคุณแม่บางรายอาจจะมีมูกลักษณะสีขาวขุ่น ๆ ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ มูกเลือดสีขุ่น ๆ ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ 🤍มูกสีใสคุณแม่บางรายอาจจะมีมูกเลือดใส และไม่ขุ่น อาจจะสับสนกับตกขาวได้ แต่ตกขาวจะไม่มีเลือดปนออกมาเหมือนมูกเลือดก่อนคลอดค่ะ 🤎มูกเลือดสีน้ำตาล มูกเลือดสีน้ำตาลนี้ คุณแม่อาจจะกังวลว่าเป็นสัญญาณอันตรายหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วมูกเลือดสีน้ำตาลก็ถือว่าปกติค่ะ 🩷มูกเลือดสีชมพูมูกเลือดสีชมพู เป็นอีกหนึ่งสีที่อาจพบได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ และไม่ถือว่าเป็นมูกเลือดที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ      สรุปได้ว่ามูกเลือดทางช่องคลอดนั้น ไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ ระยะเวลาในการมีมูกเลือดก่อนคลอดของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ บางคนมีมูกเลือดไหลออกวันนั้น แล้วก็คลอดวันนั้นเลย แต่บางคนอาจต้องใช้เวลา 1-2 🕐 วันหลังจากมีมูกเลือดทางช่องคลอด แล้วจึงเริ่มมีอาการเจ็บท้องใกล้คลอด แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกว่ามีมูกเลือดหรือมีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้นั่นเอง

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

คุณแม่อ้วนระหว่างตั้งครรภ์ มีผลเสียอย่างไร!?

เมื่อคุณแม่ท้องแล้วมีน้ำหนักเกินกำหนด ก็จะทำให้ลูกในครรภ์มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ซึ่งแม้ว่าจะอยากอาหาร แต่ก็ต้องคอยระวังว่าอาหารที่ทานนั้นมีไขมันสูงหรือเปล่า เพราะการที่น้ำหนักเยอะเกินกำหนดขณะตั้งครรภ์จะส่งผลเสียต่อลูกในครรภ์ในระยะยาวเลยล่ะค่ะท้องอ้วนมีผลอย่างไรต่อทารกในครรภ์คุณแม่อ้วน ลูกเสี่ยงโรคศาสตราจารย์ ไมเคิล สกิลตัน👨‍🔬 ได้กล่าวไว้ว่าการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ลูกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ🫀 รวมถึงยังเสี่ยงเป็นโรคอาหาร โภชนาการในระยะยาวอีกด้วย ซึ่ง นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยซิดนีย์ยังชี้ว่าคุณแม่ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือ ท้องอ้วนจะส่งผลต่อสุขภาพของลูก👶ที่อยู่ในครรภ์ในไปจนถึงอนาคต ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงนั้นจะเป็นการไปเริ่งกระบวนการอายุของทารกในครรภ์ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคนั่นเองไขมันอิ่มตัว กับอายุของลูกซึ่งมีงานวิจัยจากทีมศาสตราจารย์ ไมเคิล สกิลตัน ยังมีการสอบถามคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยใช้แบบสอบถามเรื่องอาหารและ ยังดูผลเลือด🩸ของคุณแม่ และ ตัวอย่างน้ำลายจากทารกที่เพิ่งคลอด ซึ่งพบว่าคุณแม่ที่ท้องอ้วนนั้นไขมันอิ่มตัวจะมีความเกี่ยวโยงของอายุของลูก โดยยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งอีกด้วย😥ซึ่งการใช้ชีวิตของคุณแม่และอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปมีผลกระทบต่อลูกน้อยใจครรภ์โดยตรงดังนั้น พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างมีสุขภาพดีค่ะ ควรทานอย่างไร จึงจะไม่อ้วนระหว่างตั้งครรภ์รับประทานเป็นมื้อย่อยๆ 5-6 มื้อ/วันเมื่อคุณแม่เข้าสู่การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 ก็จะเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพบว่าตัวเองหิวบ่อยขึ้น ซึ่งคุณแม่สามารถแบ่งมื้ออาหาร🍲ออกเป็น 5-6 มื้อระหว่างวัน แต่ควรลดปริมาณลงให้พอดีต่อมื้อ โดยอาจมีบางมื้อเป็นของว่าง เช่น โยเกิร์ต ผลไม้ ลูกพรุน ถั่ว ลูกเกด เป็นต้นทานผักผัก🥬เป็นอาหารที่มีประโยชน์ทางโภชนาการสูง โดยในผักจะมีกากใยที่ช่วยป้องกันการท้องผูกและทำให้คุณแม่เข้าห้องน้ำได้อย่างสบายตัว และยังมีแคลอรี่ต่ำ จึงเป็นอาหารแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่นะคะเลือกทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันติดน้อยเนื้อสัตว์🥩สามารถช่วยป้องกันคุณแม่จากโรคโลหิตจากได้ เนื่องจากว่าในเนื้อสัตวน์นั้นมีธาตุเหล็กสูง แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ควรเลือกทานเนื้อสัตว์ในส่วนที่มีไขมันน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของไขมัน และไม่ให้อ้วนขณะที่ตั้งครรภ์นั่นเองค่ะทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารทอดพยายามทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยเลือกอาหารที่มีประโยชน์และทานให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงควรเลี่ยงการทานอาหารทอด และเปลี่ยนมาเน้นทานอาหารที่ใช้วิธีต้ม หรือ นี่งแทน รวมถึงพยายามเลี่ยงทานอาหารที่มีความหวานมาก คุมแป้ง🍞 น้ำตาล และเลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ 

Content Image

ระวัง! อาการเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดของแม่ท้องไตรมาส 3

     ในช่วงท้องไตรมาสที่ 3 คือในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน เป็นช่วงที่คุณแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ พบเป็นช่วงที่ใกล้คลอดแล้ว🤰 แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่บางท่านอาจได้พบเจอกับอาการเสี่ยงที่เป็นสัญญาณบอกว่าทารกอาจจะคลอดก่อนกำหนด วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปทำความรู้จักกับ 4 อาการสำคัญที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการที่ 1👉ภาวะรกเกราะต่ำรกเกราะต่ำสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสสองไปจนถึงไตรมาสสาม คุณแม่จะมีลักษณะอาการมีเลือด🩸ไหลออกมาจากทางช่องคลอด และในบางรายอาจจะมีอาการปวดจี๊ดๆ และมีการบีบตัวของมดลูกร่วมด้วย อาการนี้มีความเสี่ยงต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์👶เป็นอย่างมากอาการที่ 2👉อาการครรภ์เป็นพิษภาวะครรภ์เป็นพิษจัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยภาวะนี้จะส่งผลให้คุณแม่มีความดันโลหิตสูง🩸และมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะสูง หากคุณแม่ไม่ได้รับการรักษา🩺อย่างถูกต้องและทันที อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้อาการที่ 3👉อาการริดสีดวงทวาร หากคุณแม่ท้องเป็นริดสีดวงตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ อาจจะทำให้เป็นอันตรายเมื่อทารกใกล้คลอด จึงทำให้แพทย์👨‍⚕️พิจารณาให้คุณแม่ใช้วิธีการผ่าคลอดเพื่อทำการคลอดทารกก่อนกำหนดค่ะอาการที่ 4👉อาการเจ็บท้องหลอกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่นับวันรอที่จะได้เห็นหน้าเจ้าตัวน้อย👶แล้ว ทำให้ร่างกายของคุณแม่ได้ส่งสัญญาณว่าใกล้จะคลอด แต่ในบางรายคุณแม่อาจจะต้องพบเจอกับอาการเจ็บท้องหลอก ซึ่งแตกต่างจากอาการเจ็บท้องคลอดจริงๆ     สรุปได้ว่า อาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแต่เป็นอาการเสี่ยงที่สามารถทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰ในไตรมาสที่ 3 ต้องคลอดทารกก่อนกำหนด หากคุณแม่พบว่าตัวเองสุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์👨‍⚕️เพื่อทำการวินิจฉัยทันทีค่ะ

Content Image

อาการเท้าบวมระหว่างท้อง

หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่เคยประสบหรือกำลังประสบกับการแปลกๆอาการหนึ่ง นั่นก็คืออาการเท้าบวมในช่วงตั้งครรภ์ อย่าพึ่งตื่นตระหนกตกใจไปค่ะ บทความที่นี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจว่า อาการดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกายของคุณแม่เอง รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยในท้องหรือไม่ค่ะทำความรู้จักกับอาการเท้าบวมเบื้องต้นอาการเท้าบวมนั้นมีลักษณะตามชื่ออาการอย่างตรงไปตรงมา แต่หากลงรายละเอียด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะมีลักษณะเท้าที่อยู่ๆก็บวมขึ้นมาบริเวณหลังเท้า🦶 แต่บวมไม่มากเกินไปกว่าระยะตาตุ่มขึ้นมา หากใช้นิ้วกดจะเห็นได้ว่าผิวหนังจะบุ๋มลงไป โดยการบวมในลักษณะนี้มักเกิดกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ในคุณแม่บางท่านอาจมีการเท้าบวมช่วงใกล้ๆกำหนดคลอดก็ได้เหมือนกันค่ะอาการเท้าบวมเกิดจากอะไรสำหรับเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ อาการเท้าบวม (คุณแม่บางรายอาจมีอาการมือบวมร่วมด้วย👋) เกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายของคุณแม่ มีการกักเก็บน้ำมากกว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนยังไม่ตั้งครรภ์ เพื่อเพิ่มอัตราการลำเลียงสารที่จำเป็นไปให้ลูกน้อยในครรภ์ค่ะ ประกอบกับช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้น ร่างกายของทารกก็โตขึ้น มดลูกก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับเส้นเลือด ทำให้มีเลือดที่คั่งอยู่บริเวณส่วนล่างของร่างกายค่อนข้างมากค่ะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน📈ในร่างกายของคุณแม่ระหว่างช่วงตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะสำหรับเหตุผลในด้านการใช้ชีวิตทั่วไป อาการเท้าบวมอาจเกิดจากการที่คุณแม่ใส่รองเท้าที่แน่นคับเป็นเวลานานๆ เดิน ยืน หรือนั่งห้อยขาเป็นเวลานานๆโดยไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถ รวมไปถึงเหตุผลในเรื่องของอาหารการกิน  คือ คุณแม่อาจรับประทานอาหารที่มีสารอาหารจำพวกโซเดียมในปริมาณมาก🧂 หากพูดง่ายๆคือกินเค็มจัดนั่นเองค่ะเท้าบวมตอนท้องต้องทำยังไงในด้านของอาหารการกินสิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำคือการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากๆ และถี่ๆค่ะ🌊 นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมค่อนข้างเยอะ หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัดนั่นเอง รวมไปถึงอาหารที่มีผงชูรสในปริมาณมากๆด้วยค่ะในด้านของการออกกำลังกายคุณแม่ควรมีการออกกำลังกายเบาๆ หรือออกในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม (โดยผ่านการปรึกษาแพทย์มาแล้ว) อย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่างน้อยที่สุดคุณแม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกายบ่อยๆค่ะ ไม่นอน ยืน เดิน หรือนั่งห้อยขานานจนเกินไป โดยตอนนอนอาจใช้วิธีการยกขาชันกับกำแพง หรือยกขาสูงเพื่อให้เลือด🩸ไหลกลับลงมายังร่างกายส่วนบนได้ง่ายขึ้นค่ะวิธีอื่นๆใส่เสื้อผ้ารวมไปถึงเครื่องแต่งกายประเภทถุงเท้าและรองเท้าที่ค่อนข้างหลวม หรือพอดีตัว แต่ไม่คับจนเกินไป เพื่อทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกค่ะทำการแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งน้ำที่ใช้แช่เท้านั้นสามารถหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปควบคู่ได้ค่ะหากคุณแม่ต้องการกลิ่นหอม    อย่างไรก็ตาม อาการเท้าบวม🦶  (รวมไปถึงอาการมือบวมในคุณแม่บางท่าน) ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็จริง แต่ก็มีระดับที่บ่งบอกว่านี่เป็นอาการบวมที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน คุณแม่ควรหมั่นสังเกตระดับที่บวม หากเริ่มบวมในระดับที่สูงกว่าตาตุ่ม ลามขึ้นมาบริเวณหน้าแข้ง หรืออาจลามหนักขึ้นมาถึงบริเวณส่วนบนของร่างกายอย่างเช่นใบหน้า จะนับเป็นการบวมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.