Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ7-9 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

ลูกน้อยเหงื่อไหลมาก อันตรายไหม?

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าบางครั้งลูกน้อยมีเหงื่อออกตอนนอนด้วย นั่นเป็นเพราะร่างกายของเด็กจะมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อพัฒนาวัยวะต่างๆของร่างกาย จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการเหงื่อออกนั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกที่ทำให้น้องเหงื่อออก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ สาเหตุของการเหงื่อออก✨ภาวะหลั่งเหงื่อมากอาจเกิดจากภาวะเหงื่อท่วม หรือ ภาวะหลั่งเหงื่อมาก💦 เป็นภาวะที่ลูกน้อยจะมีเหงื่ออกเยอะมากตามรักแร้ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ทั้งๆที่เปิดแอร์ ซึ่งภาวะนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆนะคะ✨ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลูกน้อยอาจมีเหงื่อออกตอนน้อยจากสาเหตุภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ โดยลูกน้อย👶จะมีอาการหายใจดัง (คล้ายเสียงกรน) สีของผิวหนังออกสีฟ้าๆ ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ควรพาน้องไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อตรวจดูเพิ่มเติมค่ะสาเหตุอื่นๆ✨ภาวะไหลตาย (SIDS)ลูกอาจมีเหงื่อ💦ออกจากสาเหตุภาวะไหลตาย หรือ SIDS ที่เกิดในทารก โดยอาการนี้ทารกจะหายใจไม่ออก และมีอุณภูมิร่างกายที่สูงขึ้น พอหายใจไม่ออกก็เป็นเหตุให้เสียชีวิตค่ะ✨โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาการเหงื่อออกมากจะพบได้ในทารก👶ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากหัวใจที่บกพร่องจากการผิดปกติของการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งจะมีเหงื่อออกมากเป็นพิเศษในตอนกลางคืนวิธีรับมือเมื่อลูกเหงื่อออกตอนนอน✨จัดให้ห้องมีอุณภูมิที่เหมาะสมพยายามให้ห้องมีอุณภูมิอยู่ที่ประมาณ 25-27 องศา ซึ่งเป็นอุณภูมิที่เหมาะสมที่สุด โดยหากอุณภูมิห้องมีความพอดีก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่เสื้อผ้า👚ที่หนาเกินเหตุหรือห่มผ้าหลายชั้น เพราะจะทำให้ลูกไม่สบายตัวได้ค่ะ✨ให้ลูกดื่มน้ำก่อนเข้านอนหากลูกมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกดื่มน้ำ🌊ก่อนเข้านอนเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกขาดน้ำ และเพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไปค่ะ✨ให้ลูกใส่เสื้อผ้าสบายๆคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกชุดที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี เนื้อผ้าไม่ควรระคายเคืองต่อผิวของลูกและควรโปร่งสบาย💨 เพื่อลดการอับเชื้อและลดแบคทีเรียเมื่อลูกเหงื่อออกระหว่างนอนด้วยค่ะโดยหากพบว่าลูกมีอาการเหงื่อออกตอนนอนร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น มีเสียงกรน นอนกระสับกระส่าย นอนกัดฟัน ก็ควรพาลูกไปพบคุณหมอนะคะ แม้ว่าอาการเหงื่อออก💦ขณะที่ลูกน้อยนอนนั้น จะไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอันตราย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ ควรคอยสังเกตอาการของลูกน้อย👶 และหากไม่มั่นใจลองพาไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพื่อความสบายใจว่าลูกน้อยไม่ได้เป็นโรคอันตรายใดๆค่ะ 

Content Image

7 วิธีดูแลความปลอดภัยเมื่อต้องพาลูกเดินทางด้วยรถยนต์

     การเดินทางไปไหนมาไหนในขณะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนเป็นอะไรที่ท้าทายมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้หรือไกล การเดินทางพร้อมเด็กอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะลูกได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ แต่ก็มาพร้อมกับความน่าเป็นห่วงในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กในรถเช่นกันค่ะ🚙 ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนานสำหรับลูกน้อยได้ในรูปแบบต่างๆนะคะ เราจะมาแบ่งปันแนวคิดที่คุณพ่อคุณแม่อาจยังไม่รู้กันค่ะ💁‍♀️ แนวทางปฏิบัติที่ดีในการดูแลเด็กในรถเตรียมผู้คนและรถยนต์ไว้ก่อนเสมอ ก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งผู้โดยสารและยานพาหนะเตรียมพร้อม รัดเข็มขัดนิรภัยหรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็กให้เหมาะสมนะคะ รวมทั้งเด็กด้วยค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องและปรับให้พอดีกับขนาดและน้ำหนักของเด็กแต่ละคนนะคะ ตรวจสอบและบำรุงรักษาสภาพกลไกของรถเป็นประจำ🚙เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียที่ไม่คาดคิดด้วยค่ะศึกษาเส้นทางที่ดีที่สุดก่อน คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนเส้นทางล่วงหน้า🗺️ เพื่อลดโอกาสที่จะหลงทางหรือเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่คาดคิด หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นหรือมีงานซ่อมถนนต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและความหงุดหงิดได้ค่ะ ทำความคุ้นเคยกับเส้นทางอื่นในกรณีที่จำเป็นต้องอ้อม ยิ่งเราเตรียมพร้อมมากเท่าไร การเดินทางก็จะราบรื่นมากขึ้นสำหรับทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกๆค่ะตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนการเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในสภาพการทำงานที่ดีก่อนออกเดินทางทุกครั้งนะคะ✅ รวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉินของรถ ยางอะไหล่ และเครื่องมือต่างๆ นอกจากนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น น้ำ ขนม ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด และยา💊ที่จำเป็นด้วยค่ะมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็กเสมอ เมื่อเดินทางพร้อมเด็ก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบซึ่งสามารถดูแลความต้องการของพวกเขาได้ บุคคลนี้ไม่ควรขับรถและควรมุ่งเน้นที่การรับรองความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเท่านั้นค่ะ อาจจะเป็นพี่เลี้ยง ลุง ป้า น้า อา หรือใครก็ได้ที่สามารถดูแลเด็กไม่ให้เกิดอันตรายได้ค่ะ พวกเขาสามารถช่วยเหลืองานต่างๆ เช่น การจัดหาของว่าง🍪 การสนทนา💬 หรือการเข้าร่วมกับข้อกังวลเร่งด่วนใดๆค่ะเด็กไม่ควรนั่งบนตักของคุณขณะขับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อย่าให้เด็กนั่งบนตักของคุณพ่อคุณแม่ขณะขับรถโดยเด็ดขาดนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนได้รับการยึดอย่างแน่นหนาในคาร์ซีทหรือเบาะเสริมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในกรณีที่รถหยุดกะทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุค่ะระวังสิ่งของในรถ เด็กๆ มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะสำรวจโลกผ่านปากของพวกเขา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถปราศจากวัตถุขนาดเล็กหรือสิ่งของหลวมๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้ง่ายค่ะ👄 เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายจากการสำลักได้ ตรวจสอบภายในรถเป็นประจำเพื่อกำจัดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนะคะให้เด็กๆ มีส่วนร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นเวลานานอาจทำให้เด็กเหนื่อยล้าและน่าเบื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกระสับกระส่ายและหงุดหงิดได้ค่ะ ให้เด็กๆมีส่วนร่วมและเพลิดเพลินด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น สมุดระบายสี🎨 ปริศนา การพูดคุย การชวนให้มองดูสิ่งของ สถานที่ที่น่าสนใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับวัย หรือแม้กระทั่งการหยุดพักตามแผนในพื้นที่พักผ่อนที่กำหนดยังให้โอกาสในการยืดเส้นยืดสาย เล่น และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ค่ะ ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของเด็กขณะเดินทางการดูแลเด็กในรถจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างรอบคอบ ความเอาใจใส่ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ด้วยการปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถรับประกันการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนาน🥳สำหรับลูกน้อยของท่านได้มากขึ้นค่ะ อย่าลืมให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาเสมอนะคะ และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและน่าดึงดูดในระหว่างการเดินทาง ขอให้มีความสุขและปลอดภัยในการเดินทางค่ะ🥰

Content Image

วิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง ต้องทำแบบนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจมีการสต๊อกน้ำนมแม่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งกันอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ? แต่คุณแม่แน่ใจไหมคะเขาว่าคุณแม่ได้ทำอะไรน้ำนมแช่แข็งได้อย่างถูกวิธี วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีละลายน้ำนมแช่แข็งอย่างถูกวิธีมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับวิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง มีดังต่อไปนี้✨ทำละลายน้ำนมแม่ที่มีอายุการเก็บนานที่สุดก่อนการทำละลายน้ำนมแม่ที่ถูกเก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะง่ายขึ้น เมื่อคุณแม่ระบุวัน📝และเวลาที่ปั๊มและจัดเก็บน้ำนมไว้ และควรเรียงลำดับจากถุงใหม่ไปเก่าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ  หลังจากนั้นคุณแม่สามารถหยิบถุงที่เก่าที่สุดออกมาทำละลายก่อน วิธีนี้เรียกว่าระบบ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) ✨ทำละลายโดยการแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำละลายน้ำนมแม่ได้ คือการย้ายน้ำนมจากช่องแช่แข็งลงมายังตู้เย็นในช่องแช่ธรรมดา วิธีนี้จะเหมาะกับคุณแม่ที่ไม่รีบร้อนในการใช้นมให้ลูกดื่ม เพราะอาจใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงในการปล่อยให้สต็อกน้ำนมของคุณแม่ค่อยๆละลายนั่นเองค่ะ และคุณแม่ควรใช้น้ำนมที่ทำละลายด้วยวิธีนี้ภายใน 24 ชั่วโมง⏳ทันทีนะคะ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้น้ำนมบูดได้ค่ะ ✨ทำละลายโดยการแช่ในภาชนะที่มีน้ำอุ่นหากคุณแม่ต้องการทำละลายน้ำนมอย่างรวดเร็วคุณแม่สามารถแช่น้ำนมในภาชนะที่มีน้ำอุ่น♨️เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น น้ำนมก็จะละลายตัวและสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เจ้าตัวน้อยดื่มได้แล้วค่ะ✨ทำละลายโดยการปล่อยให้น้ำไหลผ่านถุงเก็บน้ำนม วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการละลายน้ำนมแม่ หลักการคือปล่อยให้น้ำไหล💧ผ่านถุงเก็บน้ำนม เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นหรือก๊อกน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ข้อควรระวังขณะทำการละลายน้ำนมแช่แข็ง มีดังต่อไปนี้🙅‍♀️ห้ามนำนมไปอุ่นด้วยการใช้ไมโครเวฟหรือการต้มเพราะการทำละลายด้วยสองวิธีนี้สามารถทำลายสารอาหารสำคัญที่อยู่ในนมแม่ได้ อีกทั้งยังให้อุณหภูมิของน้ำนมแม่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะมีบางส่วนร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ทนอาจทำให้นมลวกปาก🫦ลูกได้ จนเกิดเป็นแผลนั่นเองค่ะ🙅‍♀️ห้ามทิ้งนมแม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำละลายน้ำนมแม่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่ควรป้อนนม🍼ให้ลูกน้อยได้ทันทีหรืออาจเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมงเด็ดขาด หากเกินระยะเวลาดังกล่าว คุณแม่ควรนำนมไปทิ้งทันที🚮🙅‍♀️ห้ามนำน้ำนมที่ละลายแล้วไปแช่แข็งซ้ำ น้ำนมแม่ที่ผ่านการแช่แข็งและทำละลายแแล้ว ไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งซ้ำอีกรอบ นั่งๆคุณแม่ควรวางแผน🤔ให้ดีก่อนทำละลายน้ำนมเพื่อใช้ทุกรอบนะคะ      วิธีการละลายน้ำนมแช่แข็งนั้นมีหลายวิธีที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งน้ำนมที่ถูกละลายแล้วอาจจะมีกลิ่นและรสชาติ😋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากเกิดการย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติในน้ำนมแม่ของเอนไซม์ไลเปส (Lipase Enzyme) ในระหว่างการเก็บรักษา แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพของน้ำนมจะลดลงนะคะ น้ำนมที่ละลายแล้วยังสามารถใช้ป้อนให้กับเจ้าตัวน้อย👶ได้ตามปกติเลยค่ะ

Content Image

ทำความรู้จักกับผดร้อน ผื่นเม็ดเล็กๆ ของทารก

     อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพผิวหนังของลูกที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่ในช่วงฤดูร้อน คือ ผดร้อนทารก ยิ่งเห็นผดผื่นเล็ก ๆ ลุกลามขึ้นตามตัวของลูก ก็ยิ่งตกใจ กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายรุนแรงหรือเปล่า วันนี้ทางเราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับผดร้อนในเด็กพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ผดร้อนทารก คืออะไร?✨ผดร้อนทารก (Heat rash) คือ ผดสีแดงเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นตามร่างกายของทารก ซึ่งผดเม็ดเล็ก ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้ทารกมีอาการคัน ไม่สบายตัว😟 ยุกยิกตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผดร้อนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทางสุขภาพที่รุนแรงนะคะ ที่เราเห็นกันว่าผดร้อนนั้นขึ้นตามตัวทารกจนน่ากลัว นั่นก็เป็นเพราะทารกมีผิวบอบบางมาก จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดผดร้อนลุกลามมากกว่าในผู้ใหญ่✨สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดผดร้อนในทารกสาเหตุหลัก คือ ต่อมเหงื่ออุดตัน💦 เมื่อต่อมเหงื่อเกิดการอุดตัน จะทำให้เหงื่อไม่สามารถไหลออกมาภายนอกได้ และเหงื่อก็ไม่สามารถจะระเหยบนผิวหนังได้ด้วย เมื่อเหงื่อระบายออกมาไม่ได้ หยดเหงื่อเหล่านั้นก็จะติดอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นผื่นขึ้นมาส่วนสาเหตุที่ทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันนั้น ก็มาจากหลายปัจจัยเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น:สภาพอากาศที่ร้อนชื้นหรือร้อนมาก🥵ทารกมีไข้สูง🤒ทารกที่อยู่ในตู้อบหลังเกิด มีโอกาสเสี่ยงที่ต่อมเหงื่อจะอุดตันสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้น หรือเสื้อผ้าหนามากเกินไป ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกมาได้การเสียดสีระหว่างผิวหนังและเสื้อผ้าผดร้อนนั้น จะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ หรือตุ่มแดงขนาดเล็ก เหมือนหยดเหงื่อที่ติดอยู่ใต้ผิวหนัง ของเหลวในตุ่มใสนั้นอาจเป็นสีขาวใสหรือสีน้ำนม สามารถพบได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หน้าผาก คอ รักแร้ ก้น🍑 ขาหนีบ ไหล่หน้าอก ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า และผดเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัววิธีการรักษาผดร้อนในเด็ก👉สามารถหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาเฉพาะทาง🙅‍♀️ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้อาการผดร้อนของทารกค่อย ๆ ดีขึ้นได้ ดังนี้พยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทารกบ่อย ๆเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น และไม่สวมเสื้อผ้าให้ลูกหลายชั้นจนเกินความจำเป็นอาบน้ำเด็กทารกด้วยน้ำอุ่น🛀 เพื่อเปิดรูขุมขนหลังอาบน้ำไม่ต้องเช็ดตัวทารก แต่ซับเบา ๆ เท่านั้นพอดูแลอากาศภายในบ้านหรือในห้องของทารกให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนอบอ้าวหลีกเลี่ยงการใช้ครีม น้ำมันหอมระเหย หรือขี้ผึ้ง เพราะเสี่ยงจะทำให้อาการต่อมเหงื่ออุดตันแย่ลงเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายของทารกสูง🥵 หรือรู้สึกร้อน เพราะยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงจะทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันเพิ่มขึ้นให้ทารกดื่มน้ำอย่างเพียงพอ💧 เพื่อป้องกันการขาดน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย และช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง     สรุปได้ว่าโดยปกติแล้วผดร้อนจะหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง โดยอาจใช้ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น แต่ร่างกายของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจมีอาการดีขึ้นเพียง 1-2 วัน เด็กบางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้น แต่ถ้าผ่านไป 3 วัน หรือนานกว่านั้น แล้วผดร้อนไม่มีท่าทีว่าจะทุเลาลง หรือมีผดร้อนเพิ่มมากขึ้น ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันที

Content Image

เทคนิคการแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ

     คุณแม่รู้ไหมคะว่าปัญหาทารกนอนไม่หลับ💤 อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยได้อย่างมาก วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเจ้าตัวน้อยนอนไม่หลับมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้เด็กทารกนอนไม่หลับ👉เกิดจากการที่ลูกนอนไม่เพียงพอสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ทารกนอนไม่เป็นเวลา😴 เพราะคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ฝึกให้ลูกเข้านอนเวลาเดียวกันทุกคืนนั่นเอง👉เกิดจากสภาพแวดล้อมเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น ห้องนอนที่อุ่น หรือเย็นจนเกินไป, ห้องที่มีแสงไฟสว่าง💡 หรือมืดจนเกินไป หรือแม้กระทั่งเตียงหรือหมอนที่นุ่ม หรือแข็งเกิน🛌 เป็นต้น สามารถทำให้ทารกรู้สึกกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตกใจร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน😭👉เกิดจากทารกได้รับนมในปริมาณที่ไม่เหมาะสมปัญหาการให้น้ำนมมากไปหรือน้อยไปอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายและทำให้นอนหลับได้ยาก เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจอยู่เสมอ ร่วมกับรูปแบบการให้นมของลูกน้อยด้วยเช่นกัน คุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทารกได้รับนมในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่🤱👉เกิดจากสุขภาพของทารกในกรณีที่ทารกมีสุขภาพผิดปกติ จนทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับไม่สนิท ซึ่งอาจจะมาจากอาการต่างๆ เช่น กรดไหลย้อน, ภูมิแพ้😷 และอาการอื่น ๆ เป็นต้น หาคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าอาการป่วยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับ แนะนำให้รีบเข้ารับการปรึกษากับกุมารแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล🏥ทันทีค่ะ เพราะปัญหานี้อาจจะส่งผลเสียกับลูกในระยะยาวได้วิธีแก้ปัญหาเมื่อทารกนอนไม่หลับ✨หาหมอนที่ทำให้ลูกหลับสบายการที่ลูกได้นอนหนุนหมอนที่ดี จะสามารถช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย สบายตัวและนอนหลับได้ดีขึ้นได้ ซึ่งหมอนที่ดีนั้นควรจะให้สัมผัสนุ่มและอบอุ่น เหมือนกับสัมผัสของแม่นั่นเอง ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดจากแม่🤗 ทารกก็จะรู้สึกปลอดภัยจนหลับสนิทนั่นเอง✨ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาการจัดกิจวัตรเข้านอนของทารกให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ🕗 จะทำให้แม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่นนอนของเจ้าตัวน้อย ส่งผลให้ทารกหลับได้ง่ายและสนิทมากยิ่งขึ้น✨จัดสภาพแวดล้อมให้น่านอนยิ่งขึ้นการจัดสภาพแวดล้อมงั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อการนอนหลับของทารก แถมยังทำให้ทารกรู้สึกสบายอีกด้วย🥰 โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ช่วยนอน ดังเช่น “ผ้าห่อตัวเด็ก” จากงานวิจัยพบว่าการใช้ผ้าห่อตัวทารกขณะนอนหลับจะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้น 1-3 ชั่วโมงเลย เพราะช่วยเลียนแบบความรู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์แม่ สามารถลดการสะดุ้งตื่นตกใจจนร้องไห้จากการถูกกระตุ้น ขณะนอนหลับได้อีกด้วย     ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทารก👶 แต่คุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาวนั่นเองค่ะ เมื่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับแล้ว คุณแม่ก็สามารถปฏิบัติตามได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะคะ!

Content Image

ภาวะสมองพิการคืออะไร? มีวิธีรับมืออย่างไรได้บ้าง?

แน่นอนว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อลูกรักของคุณพ่อคุณแม่กำลังมีพัฒนาการทั้งการหัดนั่ง หัดคลาน หัดเดิน แต่หากครอบครัวใดที่พบว่าลูกน้อยกำลังมีพัฒนาการล่าช้า หรือชอบใช้ร่างกายส่วนเดียวอันนี้ลูกน้อยอาจมีความเสี่ยงเป็นภาวะสมองพิการได้ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตอาการได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ ทำความรู้จักกับภาวะสมองพิการสมองพิการ🧠 หรือ cerebral palsy (CP) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการบาดเจ็บในสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นการบาดเจ็บอย่างถาวร เป็นชนิดคงที่ ไม่ได้มีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดความผิดปกติของท่าทางและการเคลื่อนไหว ซึ่งในปัจจุบันพบเด็กมีภาวะสมองพิการมากขึ้น อาการที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้มีพัฒนาการช้าเด็กที่มีภาวะของสมองพิการนั้นจะมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนขา🦵 จะหยิบจับของได้ไม่สะดวกและเดินได้ลำบาก จะมีการเดินในลักษณะของเขย่งปลายเท้า ในเด็กบางคนจะมีอาการเกร็งมากจนรู้สึกปวด หรือมีข้อและกระดูกที่ผิดรูปได้ตัวอ่อนปวกเปียกกล้ามเนื้อมีความตึงตัวลดลงทำให้ไม่สามารถทรงตัวในท่ายืน เดิน🚶‍♀️ หรือแม้แต่นั่งได้ด้วยตนเองการดูดกลืน, ดูดนมทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เคี้ยวอาหารไม่ได้ และเสี่ยงต่อการสำลักมีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีปัญหาด้านการพูด👄 ความสามารถในการเรียนรู้ต่ำกว่าปกติ สติปัญญาบกพร่อง มีปัญหาการได้ยิน การมองเห็น อารมณ์ พฤติกรรมอื่นๆ แนวทางการรักษาการบำบัดฟื้นฟูนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเพื่อลดและป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมถึงกระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้ได้มากขึ้นที่ โดยสามารถใช้ได้หลายวิธีดังต่อไปนี้✨กายภาพบำบัด✨นันทนาการบำบัด✨กิจกรรมบำบัด✨อรรถบำบัด✨การปรับปรุงวิธีรับประทานอาหาร✨การผ่าตัด✨การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เสริมร่วมกับการรักษา✨การรักษาด้วยยา(ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลพญาไท, ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย) 

Content Image

ฝีในทารกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เพราะผิวของทารกยังบอบบางและยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ดังนั้นทารกจะยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่จึงมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งรวมถึงฝีที่สามารถเกิดขึ้นในทารกได้ค่ะ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงอาการและวิธีการดูแลรักษาฝีในทารกกันค่ะ ฝีคืออะไร? สาเหตุของการเกิดฝีฝี คือ?การติดเชื้อในรูขุมขนหรือต่อมชั้นใต้ผิวหนัง👶 ทำให้เกิดก้อนเนื้อลักษณะนุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากแบคทีเรียในกลุ่ม staphylococcus aureus ซึ่งโดยปกติแบคทีเรียนี้จะไม่เข้าสู่ร่างกายง่ายๆ เพราะมีผิวหนังช่วยป้องกันอยู่ แต่หากมีการกัดหรือขูดกลายเป็นแผล เชื้อเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายและสามารถพัฒนาเป็นฝีได้ ซึ่งในช่วงแรกจะผิวจะกลายเป็นสีแดง🔴และมีก้อนเนื้อเกิดขึ้น หลังจากนั้นก้อนเนื้อจะกลายเป็นสีขาวและจะเกิดการสะสมของหนอง ฝึสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส หรือ ผ่านการใช้สิ่งของเครื่องใช้ได้อีกด้วยสาเหตุของการฝีในทารก✨ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ✨ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย✨ขาดสุขอนามัยที่ดี✨สัมผัสสารเคมี เช่น สบู่ ครีม ผงซักฟอก✨สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย อาการและการรักษาฝีในทารกอาการของฝีในทารก ผิวหนังแดงและบวมบริเวณที่ถูกกระทบกระเทือน ในทารกบางคนอาจมีไข้🌡️ร่วมด้วย หรืออาจมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองรอบๆแผลการรักษาฝีในทารก ให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการกระจายของการติดเชื้อ และป้องกันเสียดสีกับสิ่งอื่น ให้ปิดด้วยผ้ากอซ แต่หากยังพบว่าแผลมีการขยายใหญ่หรือโตขึ้นควรจะพบแพทย์👨‍⚕️ต่อ แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะ และใบบางกรณีอาจผ่าตัดแผลเพื่อล้างหนองออกค่ะ  การป้องกันการเกิดฝีในทารกเราสามารถป้องกันการเกิดฝีให้โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและกลายเป็นฝีได้ เช่น✨ก่อนจับทารกทุกครั้งให้ล้างมือให้สะอาด✨ทำการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวของทารกบ่อยๆ ✨รักษาสุขลักษณะอย่างเหมาะสมให้ทารก✨สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อร่างกายโดยการ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ✨หากเกิดฝีควรทำความสะอาดให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายค่ะ

Content Image

ทารกควรกินข้าววันละกี่มื้อ และอะไรที่ห้ามกิน?

     เมื่อเจ้าตัวน้อยได้ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว คุณแม่มักจะเกิดคำถามว่าลูกสามารถกินข้าว🥣ได้วันละกี่มื้อและอาหารแบบไหนที่ลูกไม่ควรทาน บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกินอาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปีมาให้คุณแม่ทราบ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณมื้ออาหารในแต่ละช่วงวัยของทารก✨อายุ 6-7 เดือน ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 มื้อ เช่น ข้าวบดละเอียด 3-4 ช้อนโต๊ะ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์🐟 ผัก ไข่ ตับ และผลไม้นิ่ม ซึ่งอาหารเหล่านี้ต้องผ่านการบดละเอียดก่อนนำไปป้อนให้ทารก โดยอาหารหลักยังคงเป็นนมอยู่✨อายุ 8-9 เดือนทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 - 2 มื้อ ควบคู่ไปกับการดื่มนมแม่ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักหลายชนิด ไข่🍳ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ที่มีประโยชน์ ✨อายุ 10 เดือน - 1 ปีทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ🍽️ และสามารถเลิกดื่มน้ำนมแม่ได้ค่ะ และอาหารที่แนะนำให้ทานก็ยังเป็นอาหารที่มีสัมผัสนิ่มอยู่ คุณแม่ควรฝึกให้ทารกเคี้ยวและกลืน และเริ่มสังเกตอาการแพ้อาหารบางชนิดได้ในช่วงวัยนี้ค่ะ✨อายุ 1 ปีเป็นต้นไป ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และควรได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในช่วงวัยนี้คุณแม่ควรระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูงของลูก เช่นการกินน้ำอัดลม ขนมหวาน🍭 และขนมขบเคี้ยว เพราะอาจทำให้ลูกเสี่ยงฟันผุ🦷และเป็นโรคอ้วนได้อาหารที่ทารกไม่ควรกิน🐮ผลิตภัณฑ์จากนมวัวเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือนไม่ควรดื่มนมวัว🥛 เพราะในนมวัวมีสารอาหารน้อยกว่านมแม่ และยังมีปริมาณของโซเดียมและโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจทำให้ระบบไตทำงานหนัก🥜ผลิตภัณฑ์จากถั่วจริงๆแล้วลูกสามารถกินถั่วได้ แต่คุณแม่ควรมั่นใจก่อนว่าได้ทำการบดถั่วให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เม็ดถั่วติดคอลูกจนเกิดอาการสำลัก🤢🍫ผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลควรเลี่ยงให้ลูกรับประทานอาหารทุกชนิดที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น เยลลี่🍬 น้ำอัดลม และช็อกโกแลต เพราะอาจทำให้ลูกฟันผุ และเป็นโรคอ้วน🧂ผลิตภัณฑ์จากเกลือคุณแม่ควรเลี่ยงการใส่เกลือในปริมาณมากในอาหารของลูก เพราะหากลูกได้รับปริมาณโซเดียมสูงเกินไป⬆️ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไต ทำให้ระบบไตทำงานหนักกว่าปกติ      ในแต่ละช่วงวัยทารก👶มีความต้องการของปริมาณอาหารและสารอาหารที่แตกต่างกันไป คุณแม่ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เริ่มตั้งแต่การปรุงอาหาร ไม่ควรใส่เกลือมาก บดอาหารให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน🥣 และควรหมั่นสังเกตอาการแพ้อาหารที่อาจเกิดขึ้นได้ในเด็กอยู่เสมอค่ะ 

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

Content Image

อาหารเสริมสำหรับลูก6-8เดือน

เมื่อลูกน้อยอายุได้ 6-8 เดือน จะเป็นวัยที่ลูกต้องการได้รับสารอาหารเสริมนอกจากการทานนม หลายๆคนอาจจะกังวลและไม่ทราบว่าควรจะให้ลูก👶ทานอะไรได้บ้างวันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ เวลาไหนที่เหมาะสมที่จะให้อาหารเสริมกับลูกน้อย✨พัฒนาการทางร่างกาย มีการแสดงความสนใจอาหาร🍲 มีการทำท่าอยากเคี้ยว เริ่มนั่งได้ มีการทำงานของกล้ามเนื้อการกลืน (อายุ 4 เดือนขึ้นไป)✨พัฒนาการระบบย่อยอาหาร เมื่อทารกอายุ 4-6 เดือน จะสามารถย่อยแป้ง🍚ได้ด้วยน้ำย่อย amylase และย่อยไขมันได้เมื่ออายุ 6-9 เดือน✨พัฒนาการระบบภูมิต้านทานเมื่อทารกอายุ 6 เดือน👶 ขึ้นไปจะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ทำให้แพ้อาหารน้อยลงค่ะ อาหารที่ควรเลือก✨ไข่แดง ควรให้ไข่ขาว🥚เมื่ออายุ 7 เดือนขึ้นไปเนื่องจากทารกมีโอกาสแพ้ไข่ขาวได้ โดยไม่ควรให้เป็นยางมะตูมควรต้มให้สุก ✨ตับสามารถให้ทั้งตับหมูและตับไก่🐔 เป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ได้ดีเลยล่ะค่ะ ✨เนื้อสัตว์ต่างๆสามารถให้เนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลา🐟 หมู ไก่ ซึ่งมีโปรตีน และวิตามินต่างๆ และ กรดไขมัน DHA จากปลาด้วยค่ะ✨ถั่วสามารถให้ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหรือถั่ว🥜เมล็ดแห้ง โดยควรต้มจนสุกและบดละเอียด เพื่อป้องกันท้องอืด✨ผลไม้ สามารถให้ลูกทาน ส้ม กล้วยน้ำว้า🍌 มะม่วงสุก มะละกอสุกเป็นของว่างได้✨ผักต่างๆ การให้ลูกทานผักจะช่วยเรื่องการขับถ่าย เพื่อมีใยอาหารและแร่ธาตุวิตามินต่างๆ มากมายค่ะ อาจให้เป็น ผักบุ้ง ฟักทอง ตำลึง🥬✨ข้าวสามารถให้ข้าวตุ๋น🍚  หรือ ข้าวต้มได้ โดยควรตำข้าวให้ละเอียดก่อนนำมาต้มการให้อาหารลูกวัยนี้✨ควรให้อาหารลูกอย่างไรดี?เมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือน - 1 ปี ลูกจะต้องการอาหารเสริมมากขึ้น โดยคุณแม่ควรจะลดปริมาณน้ำนม🥛น้อยลงแต่อย่างไรก็ตามน้ำนมยังควรเป็นอาหารหลักของลูกในช่วงขวบแรก โดยควรจะได้รับวันละประมาณ 750-900ซีซี หรือ 25-30ออนซ์ต่อวันค่ะ ✨วิธีทำอาหารให้ลูกทานง่ายโดยเมื่อเริ่มให้อาหารลูกอาหารจะต้องค่อนข้างเปียก กึ่งเหลวกึ่งหนืด โดยอาจน้ำอาหารบด🥘ด้วยน้ำนมแม่🥛 หรือน้ำต้มสุกก็ได้ค่ะ ซึ่งคุณแม่จะต้องทำให้อาหารสุกนิ่มมากๆ เพื่อให้ลูกกลืนได้ง่ายค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.