Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

ควรให้ลูกเล่นปืนของเล่นหรือไม่?

ผู้ปกครองหลายๆท่านมองว่าไม่ควรให้ลูกเล่นปืน เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง และยังดูอันตราย ซึ่งบางท่านก็มองว่าเป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติ และเป็นกิจกรรมของเด็กผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วผู้ปกครองควรจะให้น้องเล่นมือไหม เราไปดูกันค่ะ จริงๆแล้วควรให้เด็กเล่นปืนของเล่นหรือไม่?เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบ เด็กผู้ชายมักจะเล่นต่อสู้ซึ่งการเล่นแบบนี้อาจเป็นเพียงการแสดงความกล้าหาญผ่านจินตนาการและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการเล่นต่อสู้เมื่อตอนเป็นเด็ก จะนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวจริงๆ และผู้ใหญ่หลายคนที่เคยเล่นยิงปืน🔫มาก่อนก็ไม่ได้เป็นอาชญากรเมื่อโตขึ้นโดยเด็ก👶ส่วนใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมความก้าวร้าวและพฤติกรรมความรุนแรงจากสื่อ ซึ่งหากยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้ลูกอยากเล่นมากขึ้น นอกจากนั้นการเล่นบทบาทสมมติยังมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก ทำให้เขารู้บทบาททางเพศ และ บทบาทของสังคม แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองก็ควรมีกฎระเบียบ มีขอบเขต และข้อควรระวังเมื่อให้ลูกเล่นปืน🔫ของเล่นโดยก่อนเล่นควรจะทำความเข้าใจกับลูกก่อน โดยพ่อแม่👬🏽บางคนก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นปืนของเล่นเพราะกังวลว่าอาจจะเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าวควรกำหนดเกณฑ์อย่างไรเมื่อจะให้ลูกเล่นปืนของเล่นสอนลูกให้แยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริงให้ลูกรู้จักแยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริง โดยบอกถึงลักษณะภายนอกและสีของปืน และไม่ควรนำปืนของจริงมาให้ลูกเห็นและเก็บให้พ้นมือเด็ก✋เลือกปืนที่มีความปลอดภัยไม่ใช่ว่าปืนทุกชนิดมีความปลอดภัยดังนั้นเราควรจะเลือกปืน🔫ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น เลือกปืนฉีดน้ำที่มีความแรงของน้ำน้อย หรือ ปืนที่ยิงแล้วมีเสียงไม่ให้ลูกทำร้ายคนอื่นด้วยปืนของเล่นอธิบายให้ฟังว่าการชี้ปืนใส่หน้าคนเป็นสิ่งที่ไม่ควร และไม่ควรทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเดือดร้อน รวมถึงไม่ควรรังแกสัตว์🐕‍🦺ด้วยหากไม่อยากให้ลูกเล่นปืนควรทำอย่างไรจัดหาของเล่นอย่างอื่นมาแทนที่หากลูกไม่ยอมและไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็อาจซื้อปืนปลอมให้ลูกเล่น โดย จะต้องดูแตกต่างจากปืนของจริงเพื่อให้ลูกแยกแยะได้และไม่ให้คนอื่นตกใจกลัว😨อธิบายพร้อมเบี่ยงเบนความสนใจหากเห็นว่าลูกเล่นปืน🔫ปลอมอยู่ ค่อยๆเกลี่ยกล่อมโดยการอธิบายกับลูกว่าปืนทำให้คนรอบข้างกลัว เพราะปืนจริงๆสามารถทำร้ายคนได้ พร้อมกับเบี่ยงเบนความสนใจโดยการนำของเล่นอย่างอื่นมาให้เล่น ซึ่งไม่ว่าจะอนุญาติให้ลูกเล่น หรือไม่อยากให้ลูกเล่น คุณพ่อคุณแม่ควรรับมือด้วยความใจเย็นและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผลเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการอย่างสมวัยค่ะ

Content Image

คาร์ซีทเด็ก เลือกยังไงให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก?

     คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาบ้างใช่ไหมคะ🚙 หากลองคิดว่าบนรถยนต์ทุกคันที่เราขับขี่กันในชีวิตประจำวันตามท้องถนนนั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆนั่ง พูดง่ายๆคือที่นั่งอาจไม่ได้เอื้ออำนวยต่อสรีระและขนาดตัวของเด็กๆ ในเด็กเล็กนั้น ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการให้นั่งตักบนที่นั่งที่เดียวกับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น แม้จะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแต่เด็กๆก็ยังมีโอกาสเป็นอันตรายอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่า 'คาร์ซีท' (Car seat) นั้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวค่ะ คาร์ซีทถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท มีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการใช้คาร์ซีทถึงแม้เราจะทราบกันดีว่าคาร์ซีทสามารถลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง และหลายๆครอบครัวก็เริ่มสนใจที่จะใช้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคาร์ซีทนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว บางครัวเรือนจึงอาจแก้ปัญหาด้วยการอุ้มเด็กหรือให้เด็กนั่งตักอยู่ขณะขับขี่ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดหาที่นั่งนิรภัยหรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาทตามกฎหมาย💵 ซึ่งหากเทียบราคาดูแล้ว ยอมลงทุนซื้อคาร์ซีทหลักพันสักตัวหนึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าปรับสูงถึง 2,000 บาทใช่ไหมล่ะคะ👉หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกคาร์ซีทควรเลือกรูปแบบคาร์ซีทให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กที่จะใช้งานเป็นคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ🤝 หากเป็นมือสองให้สังเกตว่าสินค้ามีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบร้าวแตก สายรัดและเข็มขัดยังสามารถใช้งานได้ในสภาพดี ไม่ยืดย้วย ไม่ขาด อายุของสินค้าแม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ไม่ควรเกิน 6 ปีค่ะในกรณีที่ผู้ปกครองใช้พาหนะเป็นรถยนต์ประเภทรถเก๋ง ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณเบาะหลัง ไม่แนะนำให้ติดตั้งบริเวณเบาะด้านหน้าหรือเบาข้างที่นั่งคนขับ🚘 เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีโอกาสที่เด็กจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยค่ะอายุของเด็กมีผลต่อคาร์ซีทที่เลือกสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเมื่อเด็กมีอายุได้ 3 ขวบ 🚼 หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ควรเลือกใช้คาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้าไปทางด้านหลังรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Rear-facing นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นประเภทที่ปรับเอนไปกับที่นั่งได้ค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุได้ประมาณ 2-6 ปี 👶 ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาหน่อย มีน้ำหนักตัวในช่วง 10-25 กิโลกรัม สามารถเลือกใช้คาร์ซีทแบบหันหน้ามาทางหน้ารถได้ หรือที่เรียกว่าแบบ Forward-facing ค่ะ โดยปกติแล้วคาร์ซีทประเภทนี้จะมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยในตัวเอง สามารถใช้ได้ค่ะสำหรับเด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย มีอายุได้ประมาณ 4-12 ปี👦 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทที่หันหน้ามาทางด้านหน้าของรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Booster forward-facing นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วคาร์ซีทรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแบบ Forward-facing ทั่วไป ต่างกันที่บางรุ่นจะมีการเสริมพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Highback-Booster ซึ่งจะเพิ่มความสบายให้เด็กๆเวลานั่ง หรือแบบ Backless-Booster ที่ไม่มีพนักพิงเสริมด้านหลัง แต่สามารถใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เองได้ค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเช่นกัน👧 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทรูปแบบผสมระหว่างหันหน้าและหันหลังได้ เรียกว่าแบบ Combination ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าคาร์ซีทนั้นถือเป็นสิ่งทำเป็นที่ผู้ปกครองที่สัญจรด้วยการขับรถยนต์นั้นต้องมี เป็นปฏิบัติตามกฎหมาย🚏และเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของอุบัติเหตุจากรถยนต์ให้เจ้าตัวน้อยได้ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทความของเราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกคาร์ซีทตามช่วงอายุของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วคุณผู้ปกครองควรเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับสรีระ ความสูง และน้ำหนักของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากอายุที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น มีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยของเราจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงควรเลือกตามความเหมาะสมของลูกเราเป็นหลักค่ะ

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกพูดไม่ชัด?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสังเกตว่าลูกมีปัญหาเรื่องการออกเสียง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของการเปล่งเสียงพูด พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ซึ่งเราควรจะหาสาเหตุก่อนว่าลูกมีปัญหามาจากอะไรแล้วค่อยแก้ไขปัญหาต่อไปพูดไม่ชัดดูได้อย่างไร?ปกติแล้วลูกจะสามารถออกเสียงสระและผันวรรณยุกต์ได้ชัดทุกเสียงก่อนอายุ 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการการออกเสียงพยัญชนะตามลำดับนี้ ✨อายุ 2 ขวบ ถึง 2 ขวบครึ่ง จะสามารถออกเสียง ม น ห ย ค อ✨อายุ 2 ขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ จะสามารถเพิ่มเสียง ว บ ป ก✨อายุ 3 ขวบ ถึง 3 ขวบครึ่ง จะสามารถเพิ่มเสียง ท ต ล จ พ✨อายุ 3 ขวบครึ่ง - 4 ขวบ จะสามารถเพิ่มเสียง ง ด✨อายุ 4 ขวบ ถึง 4 ขวบครึ่ง จะสามารถเพิ่มเสียง ฟ✨อายุ 4 ขวบครึ่ง ถึง 5 ขวบ จะสามารถเพิ่มเสียง ช✨อายุ 5 ขวบ ถึง 5 ขวบครึ่ง จะสามารถเพิ่มเสียง ส✨และอายุ 7 ขวบ ขึ้นไป จะสามารถเพิ่มเสียง รโดยลำดับที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะถูกมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าลูกพูดชัดเป็นปกติหรือไม่ หรือควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ค่ะสาเหตุที่ทำให้ลูกพูดไม่ชัดการทำงานของอวัยวะที่ผิดปกติสาเหตุที่อาจทำให้ลูกมีการพูดที่ผิดปกติ คือ ลูกอาจมีความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาท หรือการมีความบกพร่องในการควบคุมการเคลื่อนไหวอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูด👄 เช่นลิ้นไก่หรือลิ้นเพดานอ่อนเป็นอัมพาตอ่อนแรง ทำให้เวลาลูกพูดจะมีการออกเสียงสระ พยัญชนะเพี้ยน ช่องปากมีความผิดปกติ เช่น เพดานโหว่ ปากแหว่ง เส้นยึดใต้ลิ้นสั้นมาก หูพิการ👂 ทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัด หรือไม่ได้ยินเลยรวมถึงเด็กมีภาวะปัญญาอ่อน มักมีปัญหาการพูดไม่ชัดเรียนรู้การพูดไม่ถูกต้อง👄คือเด็กที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทำงานหรือโครงสร้างของอวัยวะแต่อย่างใด แต่ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยให้พูดชัด เช่น ผู้ที่ใกล้ชิดพูดไม่ชัด หรือไม่ได้กระตุ้นให้พูดถูกต้องชัดเจน ซึ่งพอลูกไม่มีตัวอย่างการพูดที่ชัดเจนก็จะทำให้ติดนิสัยพูดไม่ชัดนั่นเองค่ะ วิธีฝึกลูกพูดให้ชัดเมื่อคุณพ่อคุณแม่แน่ใจแล้วว่าลูกมีอาการพูด👄 ไม่ชัดให้พาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำในการฝึกพูด และคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกพูดได้ชัดขึ้นได้ดังต่อไปนี้ค่ะ✨คุณพ่อคุณแม่สามารถเตือนลูกเมื่อลูกพูดไม่ชัด✨แต่ไม่ควรพูดล้อเลียนเมื่อลูกพูดไม่ชัด✨หรือไม่ดุว่าหรือเคี่ยวเข็ญให้เมื่อลูกพูดไม่ชัด✨ชวนลูกดูรายการข่าวเพื่อให้ลูกได้ฟังผู้ประกาศข่าวที่มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง✨ไม่ควรปล่อยให้ลูกดูทีวีคนเดียวนานๆ พูดคุยกับลูกเพื่อพัฒนาภาษาอย่างถูกต้องซึ่งวิธีเหล่านี้จะใช้ได้กับเด็กที่ยังอยู่ในช่วงอายุ 3-4 ขวบ แต่หากเลยอายุไปแล้วก็ควรพาลูกไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพูดของเด็กและแก้ไขจากนักแก้ไขการพูดจะดีที่สุดค่ะ 

Content Image

ทำยังไงดี? เมื่อลูกไม่ชอบสระผม

     คุณแม่หลายๆท่านคงจะประสบกับปัญหาลูกงอแง😭และวิ่งหนีเมื่อต้องสระผม และกำลังมองหาเคล็ดลับวิธีที่ช่วยให้ลูกยอมสระผมและรักการสระผม บทความนี้ได้รวบรวมประโยชน์ของการสระผมและเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ลูกน้อยของคุณแม่ยอมสระผม เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการสระผมสำหรับเด็ก✨ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกบนศีรษะการสระผม เป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนศีรษะออก👶 ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อหรือฝุ่นต่างๆที่เกาะอยู่บนเส้นผม ซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์🙊บนหนังศีรษะ เมื่อสระผมเสร็จแล้วเส้นผมของลูกก็จะมีกลิ่น เงางาม และน่าสัมผัส✨ช่วยให้ผ่อนคลายวิธีที่ช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายได้มากที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการสระผมนั่นเองค่ะ ยิ่งคุณแม่สระผมด้วยแชมพู🧴ที่อ่อนโยนและมีกลิ่นหอมจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกสดชื่น🥰 และผ่อนคลายได้อย่างมาก เพราะเมื่อหนังศีรษะสะอาดแล้วจะทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกเบาหัวนั่นเองค่ะเคล็ดลับทำให้ลูกยอมสระผม👉ใช้หมวกสำหรับสระผมการใช้หมวกโฟมสำหรับสระผมจะช่วยป้องกันแชมพูไหลเข้าตาเด็ก ซึ่งหากแชมพูไหลเข้าตา👁️เด็กอาจทำให้ลูกรู้สึกแสบตาได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกถึงไม่ชอบสระผมนั่นเองค่ะ👉เล่านิทานให้ลูกฟังคุณแม่สามารถเล่านิทาน📕เกี่ยวกับเรื่องการสระผม เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในนิทาน จะเป็นการทำให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินและคล้อยตามได้ง่าย จนยอมสระผมนั่นเองค่ะ👉ให้ความสำคัญกับอุณหภูมิน้ำการที่คุณแม่ปรับอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะสมจะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น🛀 โดยอุณหภูมิที่แนะนำจะอยู่ระหว่าง 37 ถึง 38 องศาเซลเซียส🌡️ ถือว่าเป็นอุณหภูมิน้ำที่ไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไปค่ะ👉สร้างบรรยากาศให้ดี การที่ในห้องน้ำมีบรรยากาศที่ดี เต็มไปด้วยของเล่น🐥มากมาย ทำให้ลูกรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกว่าการสระผมนั้นน่าสนุก🥳 ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด👉ใช้แชมพูสูตรสำหรับเด็กแชมพู🧴ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณแม่ควรพิจารณาใช้สำหรับลูก คุณแม่ควรเลือกใช้แชมพูที่ปลอดภัยต่อหนังศีรษะเด็ก เพราะหนังศีรษะเด็กนั้นมีความเซนซิทีฟ จึงจำเป็นต้องเลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนสำหรับลูกค่ะ และยังต้องปราศจากส่วนผสมที่เป็นอันตราย อย่างเช่น พาราเบน,น้ำหอม และ SLS เป็นต้น  เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อดวงตา👁️และหนังศีรษะของลูกค่ะ     ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็สามารถประยุกต์ใช้วิธีเหล่านี้เพื่อเป็นการทำให้ลูกน้อยรู้สึกสนุก🥳กับการสระผมได้มากขึ้นและไม่กลัวการสระผมอีกต่อไป อีกทั้งคุณแม่ควรใส่ใจกับการเลือกแชมพูเด็กที่เหมาะสำหรับลูกน้อย👶ด้วยนะคะ

Content Image

เครื่องนึ่งขวดนมจำเป็นหรือไม่? ควรซื้อใหม?

     คุณแม่มือใหม่ทุกท่านคงมีความกังวลเกี่ยวกับความสะอาดของขวดนม🍼ลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน หากคุณแม่ทำความสะอาดขวดนมได้ไม่ดีพออาจจะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อย👶ได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกซื้อและใช้เครื่องนึ่งขวดนม และทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมมาให้ฟังค่ะวิธีการเลือกซื้อเครื่องนึ่งขวดนมพิจารณาตามฟังก์ชันการใช้งานเครื่องนึ่งขวดนมหลายๆ แบรนด์นั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อคุณแม่ เช่น ฟังก์ชันเสียงเตือน🔊 เมื่อเครื่องทำงานเสร็จ ฟังก์ชันฆ่าเชื้ออัตโนมัติทุกๆ 2 ชั่วโมงหลังใช้งาน เป็นต้น ฟังก์ชันเหล่านี้สามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณแม่ได้มากทีเดียวค่ะพิจารณาตามจำนวนของขวดนมนอกจากฟังก์ชันการใช้งานแล้ว คุณแม่ต้องพิจารณาถึงความจุและไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมด้วย โดยทั่วไปไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมจะมีตั้งแต่สำหรับ 2-8 ขวด สำหรับคุณแม่ที่ให้นมผงอย่างเดียวนั้นจะต้องใช้ขวดนมประมาณวันละ 6 ขวด 🍼 ส่วนคุณแม่ที่ต้องปั๊มนมเอง🤱อาจจะต้องเลือกเครื่องนึ่งขวดนมที่มีขนาดพอดีกับเครื่องปั๊มนมที่ใช้อยู่ด้วยประเภทของเครื่องนึ่งขวดนมเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้าเป็นเครื่องนึ่งที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้โดยอาศัยความร้อน♨️จากไอน้ำ ทำให้คุณแม่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะใช้เวลา 6-15 นาทีในการทำงาน ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นของแต่ละยี่ห้อ และหากปิดฝาไว้จะนำมาใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยปราศจากเชื้อโรค ถือว่าเป็นเครื่องนึ่งชนิดที่สะดวกที่สุดสำหรับคุณแม่ ในกรณีที่คุณแม่ต้องการฆ่าเชื้ออุปกรณ์พร้อมกันเป็นจำนวนมากเครื่องนึ่งขวดนมแบบไมโครเวฟ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะอาศัยหลักการทำงานโดยการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย🦠 โดยอาศัยความร้อนเหมือนเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้า แต่บางเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ใช้คู่กับน้ำยาฆ่าเชื้อขวดนม ใช้เวลาทำงานประมาณ 3-8 นาทีในการฆ่าเชื้อ ขึ้นอยู่กับจำนวนวัตต์และการทำงานของเครื่องนั้น สามารถคงความสามารถในการฆ่าเชื้อได้นานถึง 24 ชั่วโมงโดยการปิดฝาไว้ แต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ประเภทโลหะ🙅‍♀️ได้ทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมการฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนถือเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย💰 สำหรับคุณแม่ คุณแม่สามารถเลือกใช้หม้อหรือกระทะที่สามารถใส่อุปกรณ์ให้นมแล้วต้มน้ำร้อนลงไปให้ท่วมอุปกรณ์ จับเวลาต้มประมาณ 10 นาที แล้วนำอุปกรณ์ขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน เพียงเท่านี้ขวดนมของลูกก็จะปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย การฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ คุณแม่สามารถใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดเม็ด นำมาละลายกับน้ำเย็นในภาชนะ หลังจากละลายน้ำแล้ว ให้นำอุปกรณ์ขวดนมมาแช่ไว้อย่างน้อย 30 นาที สังเกตให้แน่ใจว่าไม่มีฟองอากาศ🫧 ในขวดนมขณะแช่ ใช้ฝาปิดเพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในสารละลายตลอดระยะเวลาแช่ หลังจากนั้นนำอุปกรณ์มาล้าง🚿ด้วยน้ำต้มร้อนอีกครั้งแล้วจึงนำไปใช้งานได้ วิธีนี้มีข้อเสียคือสารละลายนั้นอาจจะทิ้งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์🙊 ต่อทารกและคุณแม่ต้องเปลี่ยนสารละลายใหม่ทุกๆ 24 ชั่วโมง     หลังจากคุณแม่ได้ทราบถึงข้อมูลและวิธีเลือกซื้ออุปกรณ์นึ่งขวดนมแล้ว จะเห็นได้ว่าเครื่องนึ่งขวดนมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา🕗ให้กับคุณแม่ได้อย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการทำให้คุณแม่มั่นใจได้อีกว่าขวดนมของลูกนั้นสะอาดหมดจด💯 ปราศจากเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียที่อาจส่งผลต่อสุขอนามัยของลูกน้อย

Content Image

วิธีรับมือลูกติดแท็บเล็ต!

หากปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกรักติดแท็บเล็ตและไม่ยอมปล่อยเลยล่ะคะ โดยเราจะสามารถมีวิธีแก้การติดแท็บเล็ตของลูกได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ วิธีการแก้เมื่อลูกติดแท็บเล็ตให้ลูกทำกิจกรรมอื่นด้วยการที่เด็กติดจอจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนๆ รวมถึงจะทำให้เด็กขาดการเคลื่อนไหว และไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเล่นกับเพื่อนๆ ในชีวิตจริง การโต้ตอบผู้อื่น การออกกำลังกาย🏃 การเล่นกีฬา การวาดรูป ร้องเพลง จึงทำให้ขาดการใช้จินตนาการไปกำหนดเวลาการเล่นอย่างชัดเจนผู้ปกครองควรกำหนดเรื่องของเวลา🕛ในการเล่นที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเล่นได้เมื่อทานข้าวทำการบ้านเสร็จเท่านั้น ซึ่งการกำหนดที่ชัดเจนจะเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบตั้งแต่เด็กๆลองทำวิธีเหล่านี้ให้เวลากับลูกมากกว่าการมองจอหากคุณพ่อคุณแม่อยู่กับหน้าจอมือถือ📱ตลอดเวลาก็จะส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง เป็นผลทำให้ลูกขาดทักษะการเข้าสังคมและทักษะทางด้านภาษา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ลดเวลาในการใช้มือถือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆลง และใช้เวลากับลูกมากขึ้นค่ะคอยดูแลเมื่อลูกใช้แท็บเล็ตเราไม่ควรที่จะปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง เพราะลูกอาจจะกำลังเข้าไปดูอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ หรือ แอบเล่นแท็บเล็ต🤳ก่อนนอนทำให้นอนไม่เต็มที่ รวมถึงอาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากไม่ได้คุยกับใคร ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องคอยชวนคุยและชี้แนะว่าอะไรควรไม่ควรเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าอะไรคือถูกต้องและไม่ถูกต้องแสดงให้ลูกรู้ว่าใครเป็นเจ้าของแท็บเล็ตหากคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูก และซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเล่น ลูกก็จะคิดว่าแท็บเล็ตเป็นของตัวเองและจะแสดงความเป็นเจ้าของ โดยการโกรธ😡 ไม่พอใจ หรือ แสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้เล่น ดังนั้นเราจะต้องบอกลูกให้เข้าใจว่าแท็บเล็ตนั้นเป็นของพ่อแม่ และเป็นเพียงการให้ยืมเล่นเท่านั้น  แท็บเล็ตเหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่?อายุ 1-3 ขวบวัยนี้ยังเป็นวัยที่ไม่เหมาะสมที่จะให้เล่นแท็บเล็ต เพราะเป็นช่วงอายุที่เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา กล้ามเนื้อ การสื่อสาร ดังนั้นเราควรที่จะ ใช้เวลากับลูกในการส่งเสริมทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้ลูกยืน หัดให้ลูกเดิน และสอนคำศัพท์🔤ลูกแทนการให้เล่นแท็บเล็ตอายุ 5-6 ขวบเมื่อลูกอายุ 5-6 ขวบ ผู้ปกครองสามารถใช้แท็บเล็ต📱 ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ แต่ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมง และควรเน้นให้ลูกทำกิจกรรมอื่นๆเช่นการ ร้องเพลง วาดรูป

Content Image

ช่วงให้นมลูก แบบนี้ NO NO!

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะนมแม่ที่อุดมด้วยสารอาหารที่ทารกสามารถดื่มได้โดยเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสิ่งที่ไม่ควรทำ✨ล้างบริเวณหัวนมมากเกินไปการล้างบริเวณหัวนมด้วยสบู่อาจทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แกะ หรือเกาหัวนม เพราะเสี่ยงหัวนมแตกเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🥛 และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ✨ทำความสะอาดหัวนมบ่อยๆคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้งนะคะ ควรจะเช็ดด้วยน้ำสะอาดหรืออาจล้างด้วยสบู่🧼เมื่อคุณแม่มีเหงื่อออกมาก หรือมีคราบน้ำลายของลูก หรือคราบน้ำนมเท่านั้นค่ะ เพราะการล้างหรือเช็ดบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้งและทำให้หัวนมแตกง่ายขึ้น ซึ่งหากเจ็บมากอาจถึงขั้นต้องงดให้นมจากเต้า และต้องปั๊มนมแทนค่ะ✨ใช้ครีมทาที่หัวนมการใช้ครีมทาบริเวณหัวนมอาจทำท่อน้ำนมเกิดการอุดตันได้นะคะ!! และเมื่อท่อนมอุดตันก็จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บบริเวณเต้านมเพราะเต้านมเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นม🍼ลูกได้ และยังมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีบริเวณหัวนมได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการ✨หยุดทานนมก่อน 6 เดือนไม่ควรให้ลูกของคุณหยุดทานนมแม่ก่อน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรก ลูกน้อยของคุณควรกินนมแม่🥛 อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอื่น เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเพียงพอที่จะย่อยอาหารอื่นๆ นมแม่ดีที่สุดสำหรับระบบย่อยอาหารของทารก ในน้ำนมแม่ รวมถึงมี MFGM ที่ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาสมองของทารก👶✨ไม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟการอุ่นนมแม่อย่างเหมาะสมเป็นการอุ่นขวดนม🍼ในเครื่องอุ่นนมหรือในหม้อ ไม่ควรอุ่นไมโครเวฟ เพราะความร้อนเป็นการทำลายสารอาหารในน้ำนมอย่าง DHA หรือ MFGM✨ให้ดูดนมจากเต้าสลับกับดูดจากขวดไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากอาจทำให้ทารกสับสนได้😕 การดูดจากเต้านมต้องใช้กล้ามเนื้อมากในการทำงาน การดูดขวดนมคือการกัดหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลออกมาในขณะที่ทารกกลืนเข้าไป การกินจากขวดนมนั้นง่ายกว่าดังนั้นอาจทำให้ทารก👶หยุดดูดเต้า นอกจากนี้เด็กที่ดื่มนมจากเต้ายังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วยรวมถึง✨การอดอาหารหลังคลอดไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพราะคุณแม่มีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น เช่น ต้องตื่นมาป้อนอาหารและเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นอย่าอดอาหารและพยายามทำการควบคุมน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่ให้สารอาหารต่ำ เช่น  อาหารที่มีไขมันสูง🍲 น้ำอัดลม ของหวาน โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การทำเช่นนี้อาจมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ🏃✨รับประทานทานยาเองคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรจะรับประทานยา💊เองโดยที่ไม่ได้สอบถามจากแพทย์นะคะ เพราะยาที่รับประทานเข้าไปอาจจะส่งผ่านไปยังลูกได้จากน้ำนมของคุณแม่นั่นเองค่ะ หากคุณแม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่ากำลังอยู่ในช่วงให้นมลูกค่ะ✨หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะหากทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมันจะถูกส่งผ่านไปยังทารก👶ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยของคุณหงุดหงิด และคาเฟอีนในระดับสูงก็สามารถลดธาตุเหล็กในน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

Content Image

วิธีเลี้ยงลูกในแบบที่แม่ไม่กดดัน และคาดหวังมากเกินไป

     ในฐานะผู้ปกครอง การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่บางครั้งความคาดหวังของพ่อแม่ก็อาจกลายเป็นความกดดันให้ลูกโดยที่ไม่รู้ตัวได้เหมือนกันค่ะ💁‍♀️ความคาดหวังของพ่อแม่กลายเป็นความกดดันได้อย่างไรความคาดหวังของพ่อแม่สามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การคาดหวังให้ลูกได้เกรดดีๆ ในโรงเรียน การประสบความสำเร็จในกิจกรรมกีฬา⛹️‍♀️ หรือการมีพฤติกรรมที่สมบูรณ์แบบ ความคาดหวังเหล่านี้อาจสร้างความกดดันให้ลูกได้โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว เพราะลูกอาจรู้สึกว่าต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่นั่นเองค่ะข้อเสียของการคาดหวังกับลูกมากเกินไปการคาดหวังกับลูกมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อลูกได้หลายประการ เช่น✨ลูกกลายเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เมื่อลูกไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่ได้ พวกเขาอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองและความนับถือตนเองต่ำค่ะ✨ลูกเป็นคนเครียดและเก็บกด🤯 ความกดดันจากความคาดหวังของพ่อแม่สามารถทำให้ลูกเครียดและเก็บกดได้ พวกเขาอาจรู้สึกว่าต้องซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงและความต้องการของตัวเองไว้เพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังค่ะ✨ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ ความกดดันจากความคาดหวังของพ่อแม่สามารถขัดขวางพัฒนาการของลูกได้ พวกเขาอาจไม่กล้าที่จะค้นหาตัวเองหรือลองทำสิ่งใหม่ๆเพราะกลัวว่าจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังค่ะ🙁วิธีเลี้ยงลูกให้มีความเป็นตัวเองโดยธรรมชาติเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียเหล่านี้ พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกให้มีความเป็นตัวเองโดยธรรมชาติ โดยรู้จักว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร ต่อไปนี้คือวิธีบางประการในการทำเช่นนั้นค่ะเด็กทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จงจำไว้ว่าเด็กทุกคนมีความแตกต่างกันและมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่าเปรียบเทียบลูกกับคนอื่นหรือคาดหวังให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่พวกเขาไม่ใช่เด็ดขาดค่ะคาดหวังได้แต่อย่าลืมมองดูความเป็นจริง เป็นเรื่องปกติที่จะคาดหวังบางสิ่งจากลูก แต่จงแน่ใจว่าความคาดหวังเหล่านั้นสมจริงและเป็นไปได้ อย่าคาดหวังให้ลูกประสบความสำเร็จในทุกสิ่งหรือเป็นคนที่สมบูรณ์แบบค่ะสนับสนุนให้กำลังใจเมื่อลูกพบเจอสิ่งที่สนใจ เมื่อลูกแสดงความสนใจในบางสิ่ง ให้สนับสนุนและให้กำลังใจพวกเขา👏 อย่าพยายามบังคับให้พวกเขาทำสิ่งที่คุณต้องการให้ทำค่ะดูแลเรื่องโภชนาการควบคู่อย่าให้ขาด การดูแลเรื่องโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูก🍲 อย่าลืมให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีสุขภาพดีและมีพลังค่ะเกร็ดความรู้สำหรับคุณแม่มือใหม่✨อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ การเลี้ยงลูกเป็นงานที่ท้าทาย อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อคุณต้องการค่ะ✨ดูแลตัวเอง การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่มือใหม่ อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ😴 กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ✨เชื่อมั่นในตัวเอง คุณเป็นแม่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกของคุณ เชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถของคุณในการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีและมีความสุขค่ะ🥰

Content Image

หนังสือภาพมีประโยชน์อย่างไร?

การอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กจะส่งเสริมให้ลูกสามารถอ่านหนังสือออกได้ไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเมื่อเข้าเรียน ซึ่งหนังสือภาพนั้นก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับเด็กๆ เพราะนี่จะเป็นตัวช่วยให้ลูกได้คุ้นเคยกับหนังสือและได้หัดอ่าน ซึ่งในบทความนี้เราจะไปดูกันว่าประโยชน์ของหนังสือภาพนั้นมีอะไรบ้างค่ะ หนังสือภาพ📖หนังสือภาพ คืออะไร?หนังสือภาพ คือ หนังสือที่มีภาพวาดหรือรูปภาพ🖼️เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ หรือบางครั้งก็มีประโยคสั้นๆ หรืออาจไม่มีตัวหนังสือเลย ซึ่งหนังสือภาพเหล่านี้เหมาะสำหรับทารก👶ที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ แต่จะช่วยให้ลูกได้มีทักษะการคิด ปลูกฝังให้ลูกชอบการอ่านหนังสือค่ะ📖สามารถให้ลูกเริ่มอ่านหนังสือภาพเมื่ออายุเท่าไหร่?มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่อ่านหนังสือ📚ให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงตอนคลอดออกมา ซึ่งการอ่านหนังสือให้ลูกบ่อยๆจะเป็นการปลูกฝังที่ดีและช่วยให้ลูกชอบการอ่านหนังสือ ซึ่งอายุส่วนใหญ่ที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือด้วยตนเองนั้นคืออายุระหว่าง 6 ถึง 9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เหมาะกับการอ่านหนังสือภาพ เพราะในวัยนี้ลูกจะเริ่มจดจำภาพและสีได้ และจะชอบจับนู่นจับนี่✋นั่นเองค่ะประโยชน์ของหนังสือภาพ📖เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆลูกจะเรียนรู้พฤติกรรมของตัวละครในหนังสือภาพ ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีนิสัยที่แตกต่างกันไป ซึ่งลูกๆจะซึมซับนิสัยเหล่านั้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีนั่นเองค่ะ😀📖เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆในหนังสือภาพบางเล่มจะมีประโยค หรือคำศัพท์สั้นๆเขียนไว้ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านออกเสียงและชี้ไปที่รูปภาพในหนังสือบ่อยๆ เพื่อให้ลูกจำคำศัพท์🔤เหล่านั้นได้ค่ะ📖สามารถคิดไตร่ตรองหากลูกมีการอ่านหนังสือภาพบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ลูกจะมีสมาธิและจะสามารถจดจ่อได้ดีเมื่อโตขึ้น รวมถึงลูกจะเป็นผู้ฟัง👂ที่ดี เมื่อได้ยินคนมาเล่าอะไรก็จะสามารถคิดกลั่นกรองได้เช่นเดียวกับตอนที่อ่านหนังสือนั่นเองค่ะ📖ปลูกฝังให้ลูกชอบศิลปะด้วยความที่หนังสือภาพนั้นมีภาพที่มีสีสันสวยงามอยู่เยอะ ดังนั้นหนังสือภาพเหล่านี้จึงช่วยให้ลูกซึมซับและทำให้ลูกชอบศิลปะ🎨เมื่อโตขึ้นได้ค่ะ วิธีปลูกฝังให้ลูกชอบอ่านหนังสือ📖เสริมสร้างจินตนาการ หนังสือภาพส่วนใหญ่จะไม่มีคำพูดดังนั้นลูกๆ จะสร้างจินตนาการขึ้นมาจากภาพ รวมถึงการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ลูกก็จะจินตนาการเรื่องราวตามที่เขาได้ยิน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทักษะการคิด และฝึกให้ลูกมีจิตนาการ🎨ที่ดีนั่นเองค่ะ📖อ่านหนังสือให้ลูกฟังแต่เล็กในเด็กแรกเกิด แม้ว่าลูกอาจจะยังไม่สามารถเข้าใจภาษาได้🔤 เราสามารถนำหนังสือมาอ่านให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้ลูกคุ้นเคยตั้งแต่เด็กค่ะ 📖คติสอนใจหนังสือภาพของเด็กมักจะมีคติสอนใจสอดแทรกเข้ามาเพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้จากบทเรียนต่างๆในเรื่อง ซึ่งจะช่วยขัดเกลาให้ลูกอยู่ในบรรทัดฐานและเข้าใจว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ❌📖ชวนลูกคุยเกี่ยวกับนิทานที่อ่านเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกมาอ่านหนังสือ และเมื่ออ่านนิทานเสร็จแล้ว ให้ชวยคุยถึงนิทานเรื่องนั้น📚 ว่าฟังแล้วเป็นอย่างไร มีข้อคิดอะไรบ้าง และพฤติกรรมได้ควรทำตามหรือไม่ทำตาม ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการอ่านนิทานมากขึ้นค่ะ📖เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้หลายๆคน อาจเคยได้ยินมาว่าคนเราจะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือใช่ไหมคะ ซึ่งหนังสือภาพจะช่วยให้ลูกเข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาได้ไวขึ้น เพราะภาพและสี🖼️ที่อยู่ในหนังสือภาพจะช่วยให้สมองของลูกจดจำข้อมูลได้ดีนั่นเองค่ะ 📖เรียนรู้คำศัพท์ เมื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกคำศัพท์ให้ลูกฟังและชี้ภาพในหนังสือ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และจดจำคำศัพท์🔤ใหม่ๆระหว่างที่ดูหนังสือนั่นเองค่ะ

Content Image

วิธีรับมือเมื่อลูกวิ่งหกล้มแล้วเลือดออก

     เมื่อเด็กๆวิ่งเล่น🏃‍♀️นั้นมักจะไม่พ้นกับอาการหกล้มและมีเลือดไหลออกมาจากร่างกาย วันนี้ทางบทความเราได้รวบรวมวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ที่ลูกของคุณแม่หกล้มแล้วมีเลือดออก คุณแม่ต้องปฐมพยาบาลอย่างไรบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ลักษณะแผลจากการลื่นล้มแล้วเลือดออก💫แผลถลอกแผลถลอก มักเกิดจากการที่ผิวหนังของลูกเสียดสีกับพื้นที่มีลักษณะขรุขระ แผนลักษณะนี้จะเป็นแผลที่ค่อนข้างตื้นและมีเลือดไหล🩸ซึมๆออกมาอยู่เรื่อย คุณแม่สามารถทำการใช้สำลีหรือผ้าสะอาดมาเช็ดบริเวณรอบแผล เพื่อเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่บริเวณรอบแผล หลังจากนั้นนำสำลีไปชุบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อมาทำความสะอาดแผลอีกรอบ แล้วจึงนำเบตาดีนมาทารอบๆแผล เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ🦠ให้กับแผลลูกและยังทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น💫แผลปากแตกแผลปากแตกมักจะเกิดจากการลื่นล้มหรือหกล้มจนทำให้บริเวณคางหรือริมฝีปาก👄ของลูกมีเลือดออก เกิดจากการไปกระแทกกับสิ่งต่างๆอย่างรุนแรง ผลที่ร้ายแรงจากอาการปากแตกนั้นอาจทำให้ส่งผลกระทบต่อฟัน🦷ของลูกได้ เครื่องลูกอาจจะมีอาการฟันโยกได้ วิธีการรักษาคือคุณแม่ควรจะต้องทำการหยุดเลือดที่ไหลก่อน โดยการใช้ผ้าที่สะอาดมาซับเลือดให้ลูก และให้ลูกบ้วนน้ำเปล่าเพื่อล้างทำความสะอาด และในช่วงที่เด็กๆมีแผลเกิดขึ้นบริเวณปากนั้น ควรให้ลูกทานอาหารอ่อนๆไปก่อน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณนั้น และหากลูกน้อยของคุณแม่ท่านใดมีอาการฟันหัก ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ💫แผนที่บริเวณศีรษะการที่ลูกหกล้มแล้วหัวไปกระแทกกับสิ่งของที่มีลักษณะแข็งนั้นอาจทำให้เกิดอาการหัวโน🤕 หรือหัวแตกขึ้นได้ การปฐมพยาบาลแผลที่บริเวณศีรษะนั้น คุณแม่ควรนำผ้าที่สะอาดมาห่อน้ำแข็ง🧊แล้วทำการประคบไปที่ศีรษะเพื่อเป็นการลดอาการบวมที่เกิดขึ้นบริเวณแผล  และถ้าหากลูกมีอาการที่รุนแรง เช่น อาการปวดศีรษะ คุณแม่ไม่ควรปล่อยไว้นานและควรพาลูกไปรับการรักษาทันทีค่ะ💫แผลจากการถูกของมีคมบาดแผลจากการถูกของมีคมบาด เช่น มีด🗡️ และกรรไกร✂️ คุณแม่ควรระมัดระวังการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด โดยอันดับแรกควรนำผ้าที่สะอาดมากมากดบริเวณแผลของลูกไว้ และใช้ผ้าก๊อซสะอาดมาพันแผลหลายๆรอบเพื่อเป็นการหยุดเลือด หลังจากนั้นให้ทำการทำความสะอาดแผลให้เรียบร้อย และปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณแม่พบว่าแผลของลูกน้อยเริ่มมีอาการบวมแดงมากขึ้น ควรรีบพาลูกไปไปพบแพทย์ทันทีค่ะวิธีการป้องกันไม่ให้ลูกลื่นล้มจนมีแผล👉ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในขณะที่ลูกทำกิจกรรมต่างๆหรือแม้กระทั่งในขณะที่ลูกเล่น ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ไกลจากสายตา👀 เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้นได้กับลูกน้อยอยู่ตลอดเวลา👉ห้ามไม่ให้ลูกเล่นบนที่สูงคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ในที่สูง เพราะนั่นอาจทำให้ลูกพลัดตกลงมาจนเกิดอุบัติเหตุได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ประมาทและอาจส่งผลต่อชีวิตลูกได้💀👉ไม่ปล่อยให้ลูกอยู่ลำพังไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหนก็ตาม คุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่คนเดียวตามลำพัง👶 เพราะการที่ลูกเล่นคนเดียวนั้นอาจจะทำให้ได้รับอันตรายหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ค่ะ👉ละเว้นการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตราย เช่น ใกล้สระน้ำ🏖️ พื้นที่ขรุขระ หรือพื้นที่ที่เสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างรุนแรงต่อชีวิต     อุบัติเหตุนั้นสามารถเกิดขึ้นกับเด็กได้เสมอ โดยเฉพาะกับลูกน้อยที่คุณแม่รักสุดหัวใจ🥰  ดังนั้นคุณแม่ควรต้องดูแลเอาใจใส่ไม่ให้ลูกคลาดไปจากสายตา หรือเล่นอยู่คนเดียวตามลำพัง เพราะอาจเกิดอันตรายที่ทำให้ลูกต้องได้รับแผลหรืออาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.