Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

กินนมกล่องมากไป ใช่ว่าจะดี!

     เราทุกคนต่างเคยได้รับการปลูกฝังมาว่า น้ำนมนั้นถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราเกิดมา อาหารชนิดแรกของเราก็คือน้ำนม🍼 และเมื่อเราโตขึ้น นมกล่องก็ยังถือเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารหรือเครื่องดื่มทุกอย่าง แม้จะถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปนั้นก็ล้วนแต่ส่งผลเสียบางอย่างแทนทั้งสิ้นรวมถึงเครื่องดื่มอย่างนมกล่องด้วย วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงข้อควรระวังในการเลือกรับประทานนมกล่อง ว่าเท่าใดคือปริมาณที่เหมาะสม และหากรับประทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณสารอาหารในน้ำนม    เป็นที่ทราบกันดีว่า พอพูดถึงเครื่องดื่มประเภทนม เราจะนึกถึงประโยชน์ในแง่ของการบำรุงกระดูกและฟัน🦷 เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ดังนั้นการที่เราดื่มนมก็แปลว่าเราคาดหวังว่าจะได้รับแร่ธาตุแคลเซียมแน่นอน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือไม่สามารถกะประมาณปริมาณแคลเซียมที่เราจะได้รับได้ อันที่จริงแล้วคุณผู้อ่านสามารถกะประมาณได้ง่ายๆ โดยให้จินตนาการว่าเราจะได้รับแคลเซียม 1 มิลลิกรัม หากเราดื่มนมปริมาตร 1 ซีซี หรือ 1 มิลลิลิตร จากนั้นจึงไปคำนึงถึงปริมาณแคลเซียมที่เจ้าตัวน้อย👶ของเราควรได้รับในช่วงอายุที่ต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะปริมาณแคลเซียมที่เด็กในแต่ละวัยควรได้รับสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะยังไม่แนะนำให้รับประทานนมกล่อง เพราะสามารถรับประทานน้ำนมของคุณแม่🤱 ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายกว่านมกล่องหลายเท่าอยู่แล้วค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี ต้องการแร่ธาตุแคลเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มน้ำนมประมาณ 500 มิลลิลิตร เทียบเป็นกล่องก็คือการดื่มนมประมาณ 2 กล่องนั่นเองสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4-8 ปี จะต้องการแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มนมให้ได้ประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวันหรือประมาณ 3 - 4 กล่องเป็นอย่างต่ำนั่นเองสำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยเด็กโต👦 จนไปถึงช่วงที่กำลังจะเข้าวัยรุ่น นับเป็นช่วงที่แคลเซียมจะมีบทบาทมากในการเจริญเติบโต เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะสูงเร็วที่สุดค่ะ เด็กในช่วงนี้ควรได้รับแคลเซียมสูงถึงประมาณ 1,000 - 1,300 มิลลิกรัม นั่นหมายถึงเจ้าตัวน้อยของเราควรรับประทานนมกล่องมากถึงประมาณ 1 ลิตรต่อวันเลยทีเดียวค่ะข้อควรระวังในการรับประทานนมกล่องมากเกินไป    จากหัวข้อก่อนหน้า คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบไปแล้วนะคะว่าปริมาณที่เหมาะสมกับการดื่มนมของเจ้าตัวน้อยแต่ละวัยนั้นอยู่ที่ระดับใด หากว่ารับประทานเกินปริมาณที่ควรได้รับ ก็อาจส่งผลเสียต่อไปนี้ได้ค่ะเด็กมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มาจากการที่แก๊สในกระเพาะมีปริมาณที่มากเกินไป💨มีโอกาสทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด🤢 ไม่สบายท้อง อยากอาเจียนเมื่อเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง😭 นอนหลับยากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับแคลเซียมในระดับที่มากเกินไปมีอาการท้องอืดควบคู่ไปด้วยในเด็กบางคนที่คุณพ่อคุณแม่ให้รับประทานน้ำนมแทนน้ำจนติดนิสัย เสี่ยงทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานของวัยได้ เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน แต่การดื่มนม🥛นั้นให้พลังงานค่ะรู้จักกับประเภทของนม เลือกดื่มและเก็บรักษาอย่างถูกวิธีนมยูเอชที เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื่อด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 133 องศาเซลเซียส🌡️ ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนมได้ ดังนั้นหากยังไม่เปิดกล่องก็จะสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึงประมาณครึ่งปีเลยทีเดียวนมพาสเจอไรซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ🦠ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิต่ำลงมา คือ 63 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 30 นาที อายุขัยของนมจึงต่ำกว่านมยูเอชที ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น และสามารถเก็บรักษาได้ในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น หากเก็บมานานกว่านั้น แม้กล่องหรือขวดจะยังไม่ถูกเปิดออกก็ไม่ควรดื่มค่ะนมสเตอรีไลซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเช่นกัน ที่อุณหภูมิขั้นต่ำ 100 องศาเซลเซียส นมชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายนมยูเอชทีเนื่องจากผ่านอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนม ทำให้สามารถเก็บรักษาโดยที่ยังไม่เปิดกล่องได้ถึงประมาณ 1 ปีค่ะ⏰     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงชนิดและปริมาณสารอาหารที่เจ้าตัวน้อยจะได้รับจากการดื่มนม รวมไปถึงปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มนมสำหรับเจ้าตัวน้อยในวัยที่ต่างกัน และประเภทของนมเพื่อการตัดสินใจเก็บรักษาอย่างถูกวิธีไปเรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่าลูกของเราดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม ภาชนะที่บรรจุนมไม่เสียหาย นมยังไม่หมดอายุ🗓️ แต่มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับร่างกายหรือรู้สึกไม่สบายตัวไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ควรเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์👩‍⚕️ เพราะในบางท่านอาจมีภาวะแพ้น้ำนมได้ค่ะ

Content Image

ลูกยังเดินเซ เดินล้มเพราะอะไร?

เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยเตาะแตะ ในช่วงแรกของการฝึกเดิน คุณพ่อคุณแม่อาจจะพบว่าลูกยังหาสมดุลไม่ได้และเดินเซ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะค่อยๆพัฒนาและสามารถเดินได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับเด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะฝึกแล้วและอายุก็มากขึ้นแล้วก็ยังทรงตัวไม่ได้อยู่ ซึ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรและเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ พัฒนาการการเดินของเด็กปกติเด็ก👶ที่เริ่มฝึกเดินจะมีการเดินไม่ยังไม่มั่นคง แขนและมือจะกางออกเพื่อพยายามทรงตัว และจะมีลักษณะขาที่โค้ง นอกจากนั้นการก้าวแต่ละก้าวยังมีความเร็วที่ยังไม่สม่ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซและหกล้มนั่นเองค่ะ เราไปดูพัฒนาการการเดินที่ปกติของเด็กกันค่ะ✨เมื่ออายุ 6-8 เดือน จะสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องพยุง✨เมื่ออายุ 9-11 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าคลาน✨เมื่ออายุ 11-12 เดือน จะสามารถเริ่มตั้งไข่✨เมื่ออายุ 12-14 เดือน จะสามารถเดินได้อย่างอิสระ ✨เมื่ออายุ 15 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าขึ้นบันได ✨เมื่ออายุ 16 เดือน จะสามารถวิ่งเล่นได้แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีนัก✨เมื่ออายุ 20-24 เดือน จะสามารถขั้นลงบันไดทีละขั้น ✨เมื่ออายุ 3 ขวบ จะสามารถขึ้นลงบันไดแบบสลับเท้า✨เมื่ออายุ 4 ขวบ จะสามารถกระโดด และ กระโดดขาเดียว✨เมื่ออายุ 5 ขวบ จะสามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง✨เมื่ออายุ 6-7 ขวบ จะสามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้สาเหตุที่ลูกทรงตัวไม่ได้ เดินเซเกิดจากอะไร?สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลูกทรงตัวไม่อยู่และเดินเซ🚶คือผลจากที่ขาแข็งแรงลดลง หรือ เกิดจากความยาวของขาที่คลาดเคลื่อน หรือ เกิดจากระยะการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือลดลง หรือ เกิดจากการปัญหาการรับรู้ความสมดุล😐 ความเจ็บปวด หรือ การรู้สึก ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับตัวและรักษาให้ได้ แต่จะต้องทำการวินิจจัยและทำการรักษาโดยแพทย์ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ลูกเดินเซอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซคือ ลูกมีปัญหาภายในร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของสมอง🧠มีปัญหา หรืออาจมีปัจจัยจากเหตุการณ์หรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้ลูกเดินผิดปกติอาการเมื่อลูกเดินเซ เดินสะดุดล้ม✨มีท่านั่งหรือท่าลุกที่ผิดท่า✨มีการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป✨ภาวะกระดูกหักจากความเครียด (พบมากในเด็กที่มีพลังเหลือล้น)✨การบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ✨โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก✨การบิดเบี้ยวของเท้าจนเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการเมื่อยล้า✨การเจ็บปวดแบบเรื้อรัง จะมีอาการจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ✨ การเจ็บปวดแบบเรื้อรังจะแย่ลงในตอนเช้า

Content Image

10 วิธีการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจคิดว่าการแปรงฟันนั้นไม่จำเป็นวิธีง่ายๆที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากมาย เพราทุกคนก็สามารถทำกันได้ แต่มั่นใจแล้วหรือว่าคุณแม่สอนลูกแปรงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ? วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูกมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️10 เทคนิคการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูก มีดังต่อไปนี้1️⃣ เลือกแปรงสีฟันให้ถูกต้องประสิทธิภาพของการแปรงฟันมักขึ้นอยู่กับคุณภาพของแปรงสีฟัน🪥ด้วยนะคะ คุณแม่ควรเลือกซื้อแปรงสีฟันที่มีด้ามจับพอดีกับมือ มีหัวแปรงขนาดเหมาะสมผลิตจากวัสดุซิลิโคนคุณภาพดี  และมีขนแปรงที่นุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อเหงือกเจ้าตัวน้อยก็เพียงพอแล้วค่ะ หากคุณแม่พบลูกแปรงฟันได้ไม่ทั่วถึง อาจลองพิจารณาเลือกซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้ามาใช้ลูกใช้ดูนะคะ2️⃣ เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่คุณแม่ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ลูกอยู่เสมอนะคะ✨ เมื่อสังเกตได้ว่าขนแปรงเริ่มหลุดลุ่ยและไม่สามารถตั้งตรงได้อีกต่อไป ถึงแม่ว่าจะถูกใช้งานไปเพียงไม่กี่เดือน 3️⃣ แปรงฟัน 2 ครั้งต่อวัน คุณแม่ควรสอนให้เจ้าตัวน้อยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการขจัดคราบบหินปูนจากเศษอาหาร แต่ก็ไม่ควรแปรงฟันเกิน 3 ครั้งต่อวันด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญ🧑‍⚕️หลายคนได้กล่าวว่าการแปรงฟันมากเกินไปอาจทำให้เคลือบฟันสึกและก่อให้เกิดอันตรายต่อเหงือกได้ของเด็กได้ด้วยนั่นเองค่ะ4️⃣ เลือกใช้ยาสีฟันคุณภาพดียาสีฟันที่ดีควรมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นส่วนประกอบ เพราะฟลูออไรด์สามารถช่วยขจัดคราบหินปูน แถมยังช่วยเคลือบฟันให้แข็งแรง💪ได้อีกด้วย 5️⃣ ใช้เทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้องเทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้องนั้นทำได้ไม่ยาก และคุณแม่ควรสอนให้ลูกใช้เทคนิคการแปรงฟัน🪥ที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้ลูกสามารถทำความสะอาดช่องปากได้ดียิ่งขึ้น เริ่มจากบีบยาสีฟันเล็กน้อยและจับแปรงทำมุมกับฟันที่ 45 องศา จากนั้นแปรงฟันด้านนอกจากบนลงล่างเป็นจังหวะสั้นๆ ต่อมาให้ถูแปรงเป็นวงกลมไปให้ทั่วผิวฟันด้านนอกจนครบทุกซี่ เมื่อแปรงด้านนอกเสร็จแล้ว ให้เปลี่ยนไปแปรงฟันด้านใน โดยขยับไปตามแนวเหงือก และอย่าลืมแปรงลิ้นให้ทั่วด้วยนะคะ รวมไปถึงเทคนิคเหล่านี้อีกด้วย6️⃣ แปรงฟันอย่างอ่อนโยนการแปรงฟันแรงๆ ไม่ได้หมายความว่าฟันจะสะอาดได้ แต่ในทางตรงกันข้ามการแปรงฟันแรงๆ อาจจะทำลายเคลือบฟันและเหงือกได้ อีกทั้งยังทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ 7️⃣ ใช้เวลาแปรงฟันอย่างเพียงพอเด็กมักจะชอบใช้เวลาในการแปรงฟันเพียงสั้นๆ เพราะคิดว่าแปรงฟันได้สะอาดแล้ว แต่จริงๆแล้ว คุณแม่ควรกำชับให้ลูกใช้เวลาในการแปรงฟันอย่างน้อย 2-3 นาที⏳ เพื่อให้แปรงฟันได้อย่างสะอาดหมดจด และมีสุขภาพช่องปากที่ดีนั่นเองค่ะ8️⃣ อย่าละเลยการแปรงลิ้นการแปรงฟันที่ดีไม่ควรแปรงแค่บริเวณฟันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแปรงลิ้น👅อีกด้วย เพราะแบคทีเรียอาจจะสมสมอยู่ที่บริเวณโคนลิ้น ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่กำจัดแบคทีเรียได้ยากกว่าบริเวณอื่นๆ  9️⃣ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดอีกหนึ่งสิ่งที่ถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ การล้างแปรงสีฟันให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้💦 แล้วผึ่งไว้ในขนแปรงแห้งสนิท เพราะถ้าหากล้างไม่สะอาด ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้🦠 และเมื่อนำไปใช้แปรงฟันครั้งต่อไป ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการแปรงฟันลดลงค่ะ🔟 ใช้ไหมขัดฟันไหมขัดฟันก็เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป เพราะบางครั้งแปรงสีฟันก็ไม่อาจเข้าถึงเศษอาหารที่เกาะติดอยู่ตามซอกเล็กๆของฟันได้ ดังนั้น ไหมขัดฟันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทำความสะอาดเศษอาหารที่คุณแม่สามารถสอนให้เจ้าตัวน้อย👶หัดใช้ได้เช่นกัน       ทุกคนสามารถแปรงฟันได้ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถแปรงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ที่อาจถูกสอนแปรงฟันมาอย่างผิดๆ หลังจากนี้คุณแม่ก็สามารถสอนเทคนิคในการแปรงฟันให้กับลูก เพื่อให้ลูกมีฟันที่สะอาด🦷 และมีสุขภาพช่องปากที่ดีแล้วนะคะ!

Content Image

เด็กจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม?

     คุณแม่ทุกท่านคงทราบดีว่าโทษของแสงแดด☀️ และรังสี UV นั้นส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ โดยเฉพาะสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนระอุในช่วงฤดูร้อนถึงขนาดทำให้ผิวแสบแดงและผิวไหม้ได้ โดยเฉพาะในผิวเด็กซึ่งมีลักษณะผิวที่เซนซิทีฟกว่าผิวผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและวิธีปกป้องผิวลูกน้อยด้วยการทาครีมกันแดด🧴มาให้คุณแม่ทราบค่ะเคล็ดลับการป้องกันผิวไหม้แดดในทารกหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาบ่ายเนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่แดดจัด🌞 และมีปริมาณของรังสี UVA และ UVB อยู่มาก หากผิวของลูกได้รับแสงแดดต่อเนื่องในช่วงเวลานี้อาจทำให้เกิดอาการผิวแสบแดง และรวมไปถึงอาจทำให้ผิวไหม้ได้🥵ทาครีมกันแดดให้เป็นกิจวัตร คุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยเป็นประจำทุกวัน ถึงแม้วันไหนจะไม่ได้ออกไปเจอแสงแดดข้างนอก แต่แสงยูวีจากสิ่งรอบตัวในบ้าน เช่น หลอดไฟ💡 โทรศัพท์มือถือ📱 ก็สามารถทำร้ายผิวของลูกน้อยได้เช่นกันเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพคุณแม่ควรเลือกใช้ครีมกันแดด🧴ที่มีประสิทธิภาพ โดยสังเกตจากค่า SPF (Sun Protection Factor)  คือค่าที่บ่งบอกว่าครีมกันแดดนี้สามารถปกป้องผิวจากอาการผิวไหม้ได้🥵 ควรเลือก SPF50+ ขึ้นไป เพราะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียู UVB ได้ถึง 98% เพื่อเป็นการปกป้องผิวของลูกน้อยให้ปลอดภัยการเลือกประเภทของครีมกันแดดChemical sunscreenสารกันแดดแบบเคมีคัล เป็นสารกันแดดที่พบได้ทั่วไป จะทำหน้าที่ดูดซับรังสีUV แล้วคายออกมาในรูปแบบของความร้อน มีข้อดีคือ ทาง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ข้อเสียคืออาจเป็นอันตรายและไม่เหมาะ🙅‍♀️ กับผิวทารกที่มีความบอบบางมากPhysical sunscreenสารกันแดดสะท้อนรังสีUV ทำหน้าที่ป้องกันแสงแดด☀️โดยวิธีสะท้อนกลับ มีส่วนผสมหลักจากแร่ธาตุ เช่น zinc oxide และ titanium dioxide  ข้อดีคือ เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของทารก👶 แต่ข้อเสียคือ ทายาก เพราะเหนียวเหนอะหนะและทิ้งร่องรอยของคราบขาว (white cast) บนบริเวณที่คุณแม่ทาครีมกันแดดให้ลูกเทคนิคการทาครีมกันแดดให้ได้ผลปริมาณของการครีมกันแดดคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณที่แนะนำสำหรับใบหน้าและลำคอ คือบีบครีมให้ยาวประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ 🖐🏼 จึงจะสามารถป้องกันแสงแดด☀️และแสงUV ได้จริงควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวันคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อย ก่อนออกไปเจอแสงแดด 30 นาที และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัด กิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ 🏊‍♂️ เพราะมลพิษ เหงื่อและน้ำ💦 ทำให้ประสิทธิภาพของการกันแดดลดลงหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงถึงแม้ว่าแสงแดดในช่วงเช้าจะมีวิตามินดีซึ่งดีต่อลูกน้อย แต่อย่างไรก็ตามผิวของทารกนั้นมีความเซนซิทีฟเป็นอย่างมาก เนื่องจากผิวยังไม่แข็งแรงเต็มที่ คุณแม่ควรใส่หมวก หรือกางร่ม☂️ให้ลูก เพื่อเป็นการลดการที่ผิวลูกต้องโดนแสงแดดโดยตรง     ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ก็ควรให้ความสำคัญในการทาครีมกันแดดให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดอาการระคายเคืองของผิวจากแสงแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ผ่านการ  รับรองจากแพทย์👨‍⚕️ว่าปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของเด็ก และคุณแม่อย่าลืมทดสอบการแพ้ครีมกันแดดที่บริเวณท้องแขนลูกก่อนใช้ด้วยนะคะ

Content Image

โรคตับอักเสบเด็กก็เป็นได้!

เรามักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคตับอักเสบซึ่งหลายๆคนมักจะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น หรือ เกิดจากการดื่มเหล้า ไม่ดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วโรคตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กหรือแม้แต่เด็กทารกได้ด้วยค่ะ ตับมีหน้าที่อะไร?ตับ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านขวาบน มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างดังนี้✨ทำลายสารพิษ☠️ที่ปนมาในเลือดผ่านลำไส้✨ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านสารอาหารจากลำไส้ไปยังอวัยวะส่วนอื่น✨มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมไขมัน✨ช่วยให้เลือดแข็งตัว🩸✨ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดี✨รวมถึงลำเลียงน้ำดีไปตามท่อน้ำดีและเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีอาการของโรคตับอักเสบในเด็กเราจะสามารถสังเกตอาการของโรคตับอักเสบในเด็กได้ดังนี้✨รูปร่างผอมลง แขนขาลีบ✨ทานอาหารได้น้อยลง🍲✨ร่างกายเผาผลาญสารอาหารมากผิดปกติ ✨มีอาการดีซ่าน ผิวหนังหรือตาเป็นสีเหลือง✨อวัยวะมีการบวมขึ้นเพราะตับไม่สามารถสร้างโปรตีนได้✨มีถาวะน้ำ🌊ในช่องท้องทำให้ท้อง ตับ ม้ามโตขึ้น✨หากมีอาการรุนแรงอาจอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำสาเหตุของโรคตับในเด็กโรคตับในเด็กที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส🦠 และเด็กจะสามารถหายเองได้ โดยแพทย์จะรักษาตามอาหารที่เป็นอยู่ ไม่มีการใช้ยาแรงๆ หรือผ่าตัดอะไรใดๆค่ะโรคตับในเด็กชนิดเรื้อรัง💡ท่อน้ำดีมีความผิดปกติท่อน้ำดีโป่งฟอง ท่อน้ำดีมีจำนวนน้อยลง หรือ ท่อน้ำดีตีบตัน สามารถพบได้ในทารกแรกเกิด - 3 สัปดาห์ 💡ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจากแม่สู่ลูกทารกจะติดเชื้อมาจากมารดาระหว่างที่ทำการคลอด โดยจะไม่แสดงอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 💡สารทองแดงสะสมในตับมากมักจะพบในเด็กที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คุมอาหารที่มีไขมันมาก และควรออกกำลังกาย โดยในบางรายอาจต้องผ่าตัดผู้ปกครองส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าจริงๆแล้วทารกก็สามารถเป็นโรคตับอักเสบได้ โดยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อจากมารดา👩แล้วยังเกิดจากการตีบของท่อน้ำดีได้อีกด้วย ซึ่งหากผู้ปกครองทราบถึงโรคตับอักเสบในเด็กก็จะสามารถพาลูกไปพบคุณหมอได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ 

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกกลัวการขึ้นเครื่องบิน

วิธีที่จะลดความกลัวการขึ้นเครื่องบินได้คือ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมตัวก่อนที่จะพาลูกไปสนามบินค่ะ แต่หากลูกยังคงมีความกลัวอยู่และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ในกรณีนี้ก็ควรเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน หรือ หากไม่สามารถเลื่อนได้เพราะเป็นธุระสำคัญ ก็อาจต้องฝากลูกไว้กับญาติที่ไว้ใจได้ก่อน โดยวิธีที่จะสามารถเตรียมตัวก่อนพาลูกมาที่สนามบินได้มีดังนี้ค่ะ  สาเหตุที่ลูกกลัวเครื่องบิน ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเมื่อลูกเกิดความเข้าใจผิดหรือลูกเกิดความกลัวแต่ไม่ได้อธิบายให้ลูกฟังอย่างจริงจัง ก็จะยิ่งทำให้เป็นปัญหาในภายหลัง เพราะลูกจะกลัวและมีอคติต่อการขึ้นเครื่องบิน✈️  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้โดยการเตรียมตัวค่ะความกลัวจากสื่อบางครั้งลูกอาจจะรู้จักเครื่องบินและเคยเห็นเครื่องบินผ่านทางทีวี📺 แต่อาจจะเคยเจอข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเครื่องบินทำให้เป็นสาเหตุของความกลัวเครื่องบินนั่นเองค่ะไม่คุ้นชินสาเหตุที่หนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือลูกยังไม่เคยขึ้นเครื่องบินหรือไม่คุ้นชินกับเครื่องบินมาก่อน ซึ่งเมื่อไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก็เป็นปกติที่ลูกจะเกิดการต่อต้านและเกิดความกังวลกับสิ่งที่ตนเองไม่เคยเจอ โรคกลัวเครื่องบิน (Aerophobia)✈️โรคกลัวเครื่องบินยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่กล้าขึ้นเครื่อง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจะคอยสังเกตุว่าลูกมีโอกาสเป็นโรคนี้หรือไม่ค่ะ โรคกลัวเครื่องบินโรคกลัวเครื่องบินคือโรคกลัวเครื่องบิน✈️ หรือ Aerophobia เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการกลัว Phobia ซึ่งเด็กจะมีอาการวิตกกังวล กลัว และเครียดที่จะต้องขึ้นเครื่องบิน รวมถึงขึ้นพาหนะต่างๆที่ต้องมีการเดินทางบนอากาศ💺 สาเหตุมาจากการถูกปลูกฝังให้กลัว กลัวที่สูง ความกลัวส่วนตัว หรือการมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเครื่องบิน อาการของโรคกลัวเครื่องบิน💦✨เหงื่อออกมาก✨หัวใจเต้นถี่มาก✨ตัวสั่น✨คลื่นไส้ อาเจียน✨ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้✨ไม่สามารถคิดประมวลผลได้ซึ่งโรคนี้จะต้องใช้ความเข้าใจ และการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้าง อาการนี้มีต้นเหตุมาจากสภาวะทางจิตใจที่จะต้องรักษาด้วยการบำบัด👩‍⚕️วิธีช่วยให้ลูกหายกลัวเครื่องบินเผื่อเวลา🕐เด็กแต่ละคนต้องการเวลาเตรียมตัวไม่เท่ากัน บางคนอาจจะต้องการเวลานานกว่าอีกคน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการเตรียมตัวและการวางแผนในระยะยาว ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรเลือกเดินทางกระชั้นชิดเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเตรียมตัวก่อนบิน ทำกิจกรรมเสริมทักษะหลังกำหนดวันเกินทางแล้ว ให้พาลูกน้อยทำกิจกรรมต่างๆที่ช่วยให้เกิดความคุ้นเคยกับเครื่องบินมากขึ้น💺 เช่น พาลูกไปขึ้นเครื่องบินจำลอง หรือพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับการขึ้นเครื่องบินว่าทำไมลูกถึงกลัว และอธิบายให้ลูกฟังว่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัว อาจเปิดสื่อที่แสดงให้ลูกเห็นว่าเครื่องบินไม่น่ากลัว เช่น ตัวการ์ตูนที่กำลังขึ้นเครื่องบิน หรือเล่านิทานเกี่ยวกับเครื่องบิน✈️ในแง่ดี หรืออาจจะลองสวมบทบาทให้ลูกเป็นกัปตันและผู้ปกครองเป็นผู้โดยสาร เป็นต้นปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️หากลองทำวิธีต่างๆแล้ว แต่ลูกก็ยังวิตกกังวลและมีความกลัวเครื่องบินอยู่ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำ และรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะการปล่อยให้ลูกกลัวและไม่รักษาจะทำให้ลูกกลัวเครื่องบินไปจนโตได้ค่ะ 

Content Image

หนูเป็นอีสุกอีใส!

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี จะสามารถพบโรคอีสุกอีใสได้ ซึ่งจะระบาดมากในช่วงหน้าหนาว โดยสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ด้วยการสัมผัส และต่อให้เคยเป็นแล้วก็อาจเป็นซ้ำได้ค่ะ สาเหตุและอาการของโรคอีสุกอีใส✨โรคอีสุกอีใสคืออะไร?โรคอีสุกอีใส หรือ Chickenpox เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสVaricella-Zoster Virus(วาริเซลลาซอสเตอร์) ซึ่งหากผู้ใดไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ✨สาเหตุของโรคอีสุกอีใสลูกน้อยจะได้รับเชื้อจากน้ำมูก น้ำลาย ละอองเสมหะเข้าไปผ่านการหายใจ หรือใช้ของร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสเพราะเชื้อไวรัสจะอยู่ตามของต่างๆที่ผู้ป่วยสัมผัส โดยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่ม🔴ตามตัวของผู้ป่วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ✨อาการของโรคอีสุกอีใสเมื่อลูกติดเชื้ออีสุกอีใส ลูกจะมีอาการเบื่ออาหารอ่อนเพลีย และมีไข้ต่ำ🤒 เมื่อผ่านไปสักพักจะเริ่มมีผื่นขึ้นตามตัว และตามร่างกายเป็นตุ่มมีลักษณะนูน น้ำใส และมีอาการคัน โดยห้ามไปแกะหรือเกาเพราะอาจกลายเป็นแผลเป็นได้ หากทิ้งไว้สัก 2-3 ก็จะดีขึ้นและหายไปเองค่ะโดยอาการของอีสุกอีใสนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะด้วยกัน💉ระยะที่หนึ่งจะพบว่าลูกมีตุ่มขึ้ตามตัวอาจเป็นสีแดงหรือสีชมพู ซึ่งจะเกิดเป็นระยะเวลาหลายวัน💉ระยะที่สองจะพบว่ามีตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นภายในวัน และมีการแตกของตุ่มน้ำเหล่านั้น💉ระยะที่สามจะพบว่าลูกมีสะเก็ดแผลที่เกิดจากการแตกของตุ่มน้ำ โดยสะเก็ดเหล่านี้อาจจะใช้เวลาหลายวันสักหน่อยกว่าจะดีขึ้นการรักษาและป้องกันอีสุกอีใส✨ดูแลรักษาอย่างไรโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่ได้มีความรุนแรงมาก ดังนั้นจึงสามารถรักษาตามอาการได้โดยการกินยาลดไข้🤒 พักผ่อนให้มาก ดื่มน้ำ🌊ได้เพียงพอ โดยตุ่มที่ขึ้นมาอาจคันจนทำให้ลูกเผลอไปเกาได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถหายามาบรรเทาอาการคัน และอาจล้างแผลด้วยน้ำเกลือ และล้างมือของลูกบ่อยๆ✨ป้องกันโรคอีสุกอีใสได้อย่างไรบ้างคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันโรคอีสุกอีใสให้ลูกโดยการพาไปฉีดวัคซีนป้องกัน และพยายามให้ลูกหลีกเลี่ยงผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส หรือหายมีการระบาดของโรค ควรสอนให้ลูกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่นเช่นที่โรงเรียน🏫เคล็ดลับการจัดการเมื่อลูกเป็นอีสุกอีใสเมื่อมีอาการคันให้ลูบบริเวณที่คันเบาๆ และห้ามเกาแรง ให้ทาคาลาไมน์ หรือ ประคบเย็นเพื่อลดอาการคัน และควรตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะหากเกาโดยตุ่ม🔴ที่ขึ้นอาจทำให้แผลยิ่งลุกลามนั่นเองค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถอาบน้ำได้ลูกได้ปกติ แต่ควรอาบด้วยน้ำอุ่น และใช้สบู่ยาที่หมอจ่ายให้ค่ะ👩‍⚕️ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในเด็กที่มีสุขภาพดีโรคอีสุกอีใสนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่คุณหมออาจสั่งยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ และหากเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนคุณหมอก็อาจพิจารณาให้ยา💊อื่นๆตามความเหมาะสมค่ะโดยอาจมีการสั่งยาต้านไวรัสเพื่อช่วยบรรเทาอาการโดยแนะนำให้ลูกทำการฉีดวัคซีน💉แม้จะเป็นหลังจากที่สัมผัสกับเชื้อไวรัสไปแล้ว (ทางที่ดีคือควรฉีดก่อนเป็นนะคะ) โดยการฉีดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดโอกาสการเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงด้วยค่ะ

Content Image

วิธีเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูก เนื้อผ้าแบบไหนเหมาะสำหรับผิวเด็ก

     ผ้าห่มนั้นจัดว่าเป็นสิ่งของสำคัญที่ใช้ในการปกคลุมตัวทารกให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงนอนหลับ😴 อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยจากการสัมผัสอากาศเย็นได้ด้วย วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่มาทราบถึงวิธีการเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูกน้อยให้ห่มแล้วไม่อึดอัด หลับได้สบาย เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️หลักเกณฑ์ในการเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก มีดังนี้✨เลือกตามจุดประสงค์ของการใช้งานผ้าห่มสำหรับห่อตัว : สำหรับทารกแรกเกิดจนไปถึงอายุ 1 เดือน👶 คุณแม่ควรเลือกผ้าห่อตัวที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และสามารถคลุมศีรษะที่บอบบางของทารกได้ เนื้อผ้าคนเป็นลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มเบา ไม่หนา และไม่เป็นผ้าเนื้อสาก ผ้าห่มสำหรับห่มนอน : ผ้าห่มเด็กสามารถมีสีสันสดใสดีไซน์น่ารักและมีลักษณะเนื้อผ้าที่มีความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวเด็ก อีกทั้งควรเป็นผ้าที่สามารถป้องกันไรฝุ่น🦠 เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคภูมิแพ้ หรืออาการทางเดินหายใจที่มีสาเหตุหลักมาจากไรฝุ่นได้✨เลือกวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติผ้าคอตตอน (Cotton) : ผ้าคอตตอน☁️จะมีลักษณะเส้นใยที่นุ่ม บางเบา และสามารถระบายความร้อนและความอับชื้นได้อย่างดี อีกทั้งยังทนทานต่อการใช้งาน เพราะถึงแม้จะซักบ่อยแค่ไหนผ้าก็จะไม่ค่อยเป็นขุยหลังจากซัก และยังสามารถลดอาการระคายเคืองผิวต่อลูกได้และยังรวมไปถึงหลักเกณฑ์เหล่านี้อีกด้วย✨เลือกผ้าห่มที่เย็บขอบมุมเรียบร้อยคุณแม่ควรเลือกใช้ผ้าห่มที่มีการออกแบบและการเย็บที่ปราณีต ไม่มีชิ้นส่วนหรือปลายผ้าหลุดลุ่ยออกมา เพราะชิ้นส่วนที่หลุดลุ่ยออกมานั้นอาจก่อให้เกิดการสะสมของละอองฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆที่สามารถไปก่อภูมิแพ้ ทำให้ลูกเกิดอาการหายใจไม่ออก และอย่างอันตรายที่ลูกจะเผลอดึงเส้นผ้าเหล่านั้นเข้าปากได้ อาจทำให้อันตรายถึงขั้นติดคอ🤢จนเสียชีวิต✨เลือกให้เหมาะสมกับรูปร่างของเด็ก             คุณแม่ควรเลือกซื้อขนาดของผ้าห่มที่เหมาะสำหรับขนาดตัวของลูก โดยเลือกซื้อผ้าห่มที่สามารถคุมตัวลูกได้อย่างมิดชิด ไม่มีส่วนไหนของร่างกายยื่นออกมาขณะห่มผ้า และผ้าห่มนั้นยังต้องสามารถทำให้ร่างกายลูกอบอุ่นได้ขณะนอนหลับ💤      ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกนั้นควรเป็นผ้าห่มที่มีลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มสบาย ไร้ฝุ่น ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และนอนหลับได้อย่างสนิทในช่วงกลางคืน🌌 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรไม่ควรมองข้ามการเลือกผ้าห่มที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อย

Content Image

หนูกินข้าวบดอาหารเสริมได้หรือยังน้า?

อาหารเสริมสำหรับเด็กนั้นแพทย์แนะนำให้แม่ให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ขวบ แล้วจึงค่อยให้อาหารเสริมแก่ลูกน้อย คุณแม่ควรเริ่มให้อาหารเสริมทารกน้อยตอนไหนและควรทำอย่างไรวันนี้เรามาดูกันค่ะข้าวบดอาหารเสริม✨ข้าวบดอาหารเสริมเมื่อไรดี?แพทย์แนะนำว่าคุณจะสามารถให้อาหารกับลูก👶ได้ก็ต่อเมื่อลูกน้อยของคุณมีทักษะที่จำเป็นในการกิน นั่นหมายความว่าลูกน้อยได้เรียนรู้ที่จะกลืนอาหาร🍲ที่ไม่ใช่ของเหลวแล้ว หรือการรู้จักเคี้ยวและขยับเหงือกนั่นเอง ✨เพราะอะไร?เพราะว่าการกินนมแม่🍼นั้นจะใช้เพียงทักษะการดูดของเหลวและกลืนลงไปทันที ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มักแนะนำให้คุณแม่รอจนกว่าลูกจะอายุ 6 เดือน เพราะจะเป็นวัยที่ลูกจะเริ่มพัฒนาการเรียนรู้มากขึ้น สามารถจำเรื่องต่างๆที่สอนได้มากขึ้นให้เมื่อไหร่✨เริ่มคอแข็งสามารถให้ลูก👶น้อยทานได้เมื่อคอเริ่มแข็ง เริ่มมีแรงต้าน และ มีการทรงตัวที่ดีมากขึ้น สามารถนั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็กได้ โดยปกติจะมีอายุอยู่ระหว่าง 4-6 เดือน แต่ไม่ควรพยายามพาลูกไปนั่งบนเก้าอี้ทันที ผู้ปกครองควรค่อยๆ สังเกตพัฒนาการของทารกกันไปนะคะ✨แสดงอาการสนใจอาหารลูกน้อยจะเริ่มสังเกตอาหารบนจานของและเริ่มสัมผัสกับอาหารแปลกใหม่อื่น ๆ นอกเหนือจากนมแม่ เช่น การดูอาหาร🍲และคว้าอาหาร และจะเปิดปากทันทีที่ตักช้อนเล็กๆ เข้าปาก✨มีการห่อปากลองให้ลูกน้อยลิ้มรสอาหารเสริมที่มีความละเอียดและให้ลองดูปฏิกิริยาของลูกน้อยว่ามีการห่อปาก👄 หรือดุนลิ้นหรือไม่ หากมีแสดงว่า  ดึงลิ้นลูกกำลังเรียนรู้ที่จะสัมผัสรสชาติใหม่ ๆ แปลว่าจะสามารถกินอย่างอื่นได้เช่น ข้าวบด ผลไม้บด เช่นกล้วยนมยังมีความสำคัญกับเด็กๆ เสมอ✨ควรทานนมไหม?อย่างไรก็ตามนม🍼 ยังเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับทารกวัย 3 เดือน - 1 ขวบ นอกเหนือจากการรับประทานอาหารบด อาหารแข็ง หรือ อาหารสำหรับผู้ใหญ่ตามปกติ สังเกตว่าถึงจะโตแล้ว ก็ยังต้องดื่มนมอยู่ตามวัยและกิจกรรมที่ทำ✨อายุเท่าไหร่?เมื่อใดก็ตามที่ลูกน้อย👶ของคุณพร้อมที่จะกินอาหารบดแล้ว ก็ต้องคิดไว้ว่าทารกควรได้รับนมแม่ก่อน หากอายุน้อยกว่า 6 เดือนไม่ควรให้หยุดนมแม่เด็ดขาด และหากอายุมากกว่า 6 เดือน เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก จึงควรให้นมลูกต่อไปจนถึงอายุ 1 ขวบ แม้ว่าจะรับประทานอาหารบด🍲เพราะนม🍼แม่คือสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ที่สุดสำหรับเด็กที่จะสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับการเจริญเติบโตของพวกเขา

Content Image

ควรหย่านมตอนไหนดี?

โดยปกติแล้วคุณแม่ควรจะให้นมแม่กับลูกน้อยเพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน จากนั้นค่อยๆ เสริมให้รับประทานอาหารอื่นควบคู่กันไปกับการดื่มนมไปด้วยจนถึงอายุ 1-2 ปี หรืออาจนานกว่านั้น แต่ก็มีบางคนที่หย่านมก่อนอายุ 6 เดือน เราจะมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้หย่านม และมีวิธีการที่จะให้ลูกหย่านมอย่างไรบ้างค่ะ  ปัจจัยที่ทำให้หย่านม?✨คุณแม่นมไม่เพียงพอในบางรายคุณแม่อาจมีน้ำนมไม่เพียงพอให้ลูก หรือ มีอาการเจ็บหัวนมขณะให้นมลูก โดยสองสิ่งนี้คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️และหาวิธีแก้ไขได้ค่ะ ✨คุณแม่จะต้องกลับไปทำงานในบางรายคุณแม่จะต้องทำงานทำให้ไม่มีเวลาป้อนนมลูก แต่จริงๆแล้วคุณแม่สามารถปั๊มนมสำรองเอาไว้🍼และฝากให้คนอื่นป้อนให้ได้✨ลูกน้อยให้ความสนใจอาหารอย่างอื่นหรือในบางราย ลูกน้อยกลับมีความสนใจอาหารอย่างอื่น🍲มากกว่าการดื่มนมจากเต้า ทำให้หย่านมไววิธีการหย่านมลูก✨ลดความถี่และเวลาในการให้นมจากเต้าค่อยๆลดความถี่ในการให้นมจากเต้าลงแล้วลองเปลี่ยนให้ลูกดื่มนมจากขวดหรือจากแก้ว🥛ดูค่ะ โดยอาจลดลงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แล้วลดจำนวนไปเรื่อยๆ รวมถึงลดเวลาการให้นม เช่นจาก 15 นาที เหลือ 10 นาทีและค่อยๆลดลงจนกว่าจะหย่านม กินนมขวด🍼แทน เมื่อลูกน้อยดื่มจากเต้าน้อยลง เต้านมของคุณแม่ก็จะผลิตนมน้อยลงเช่นกันค่ะ ✨ใกล้ชิดกับลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่อยู่กับลูกให้มาก พยายามแสดงให้ลูกรู้ว่าแม้จะหย่านมแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่เหินห่างขึ้น👪วิธีฝึกให้ดูดนมจากขวด✨ป้อนก่อนเวลาที่เคยก่อนอื่นเลยคือคุณแม่ต้องป้อนนมด้วยขวดนมก่อนถึงเวลาที่ลูกเคยกินนมจากเต้าประมาณ 15 นาที🕐 หรือก่อนที่ลูกจะใกล้ตื่น โดยหากลูกขยับปากเหมือนจะตื่นก็ลองๆให้ลูกทานจากขวดนมดูค่ะ ✨ไม่ควรเสนอนมขวดเมื่อลูกหิวจัดตอนที่ลูกร้องไห้หิวนม ควรหลีกเลี่ยงการให้นมแม่จากขวด เพราะจะยิ่งทำให้ลูกหงุดหงิดและปฏิเสธการกินนมแม่จากขวด😤✨ลองให้คนอื่นป้อนแทนคุณแม่อาจลองใช้วิธีให้คนอื่นป้อนนมแทน อาจเป็นคุณพ่อก็ได้ค่ะ โดยคุณแม่จะต้องอยู่ห่างๆ เพราะแม้ว่าลูกจะมองไม่เห็นแต่เขาสามารถได้กลิ่นและอาจไม่ยอมกินนมจากขวดได้นั่นเองค่ะ โดยให้คุณพ่อ👨เปลี่ยนท่าอุ้มให้ต่างจากที่คุณแม่เคยอุ้มให้นมเป็นประจำ เพราะลูกจะจำได้ว่าท่านี้จะต้องได้ดูนมจากเต้า อาจให้ลูกนอนในเปลแทนก็ได้ค่ะ✨ลองเปลี่ยนจุกนมคุณแม่อาจลองเปลี่ยนจุกนม🍼หลาย ๆ แบบ เพื่อดูว่าลูกชอบจุกนมแบบไหน ลองเลือกจุกนมที่มีลักษะคล้ายหัวนมของแม่ พยายามเลือกจุกนมที่มีลักษณะนิ่มและยืดหยุ่นก็จะทำให้ลูกเปลี่ยนมาดูดนมจากขวดได้ง่ายขึ้นค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมหย่านมแม่✨กำลังไม่สบายลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่อาจกำลังไม่สบายจากการเป็นหวัด หรือมีไข้ โดยเมื่อไม่สบายลูกจะต้องการดื่มนมจากเต้า🍼ของคุณแม่เพราะลูกจะรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นขณะดื่มนมจากเต้านั่นเองค่ะ✨อยู่ในช่วงปรับตัวลูกน้อยอาจกำลังปรับตัวจากการเปลี่ยนมาดื่มนมจากขวด หรือ นมจากแก้ว🥛คุณพ่อคุณแม่ลองค่อยๆ สังเกตลูกดูและค่อยเป็นค่อยไปในการหย่านมรู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่👪ก็อาจจะต้องใจเย็นๆ และค่อยๆให้ลูกหย่านมจากเต้า แล้วเปลี่ยนมารับประทานนมจากขวด หรือจากแก้วกันแบบไม่ต้องเร่งรีบนะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.